ความรู้ทั่วไป
ความรู้ทั่วไป

ความรู้ทั่วไป (30)

๒๔ ธ.ค. ๒๕๕๓
เผยแพร่ใน ความรู้ทั่วไป


“นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย”


“ลูกนิมิต”
๐ ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 
หมายถึง “ลูกที่ทำกลม ๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหินใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ"
๐ ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า "ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมาในการทำสังฆกรรม"

สรุปแล้ว “ลูกนิมิต” ก็คือ ลูกหินกลม ๆ มีขนาดเท่าบาตรของพระสงฆ์ ที่ใช้ฝังเพื่อเป็นเครื่องหมาย
บอกให้ทราบว่า ตรงไหนเป็นเขตของอุโบสถหรือโบสถ์เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง
เพราะคำว่า “ นิมิต” แปลว่า “เครื่องหมาย”

อุโบสถ (อ่านว่า อุโบสด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัดเนื่องจากเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำ สังฆกรรมซึ่งแต่เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่ง ๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยการกำหนดตำแหน่ง “สีมา” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันจากการมีผู้มาอุปสมบทบรรพชามากขึ้น อีกทั้งภายในพระอุโบสถมักประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๆ ทำให้มีผู้มาสักการะบูชา และ ร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากพระอุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวร และมักมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม

ยังมีอีกมีหลายความหมาย คือ หมายถึง

สถานที่ที่พระสงฆ์ ประชุมทำสังฆกรรมตามพระวินัย เช่นสวดพระปาติโมกข์ในวันพระทุกกึ่งเดือน
ขึ้น ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำหรือ  ๑๕ ค่ำ หรือ การอุปสมบทบรรพชาเป็นพระภิกษุ 
หรือการสวดเข้าอยู่ปริวาสกรรม ของพระภิกษุสงฆ์ หรือสังฆกรรมใด ๆ ที่ต้องเกิดขึ้นในอุโบสถ
ตามพระวินัยบัญญัติ เรียกตามคำวัดว่า อุโบสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ บ้าง แต่เรียกโดย
ทั่วไปว่า โบสถ์

๑.  การเข้าจำ คือการรักษาศีล ๘ ของอุบาสก อุบาสิกา ในวันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เรียกว่า
รักษาอุโบสถ และรักษาอุโบสถศีล
๒.  วันพระหรือวันฟังธรรมของคฤหัส วันขึ้นและแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่คฤหัสถ์รักษา
อุโบสถกัน เรียกว่า วันอุโบสถ
๓.  วันที่พระสงฆ์ลงฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน เรียกว่า วันอุโบสถ
. การสวดพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนหรือทุกวันอุโบสถของพระสงฆ์ เรียกว่า การทำอุโบสถ
. โบสถ์ เป็นคำเรียกสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้ประชุมกันทำสังฆกรรมตามพระวินัย 
เช่น สวดพระปติโมกข์ ให้อุปสมบท มีสีมาเป็นเครื่องบอกเขต คำว่า โบสถ์เป็นคำที่ใช้เฉพาะ
ในพระพุทธศาสนา
๖.  โบสถ์ เรียกเต็มคำว่า อุโบสถ หรือ โรงอุโบสถ ถ้าเป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า
พระอุโบสถ บางถิ่นเรียกว่า สีมา หรือ สิม
. โบสถ์ เป็นสถานที่ศักดิ์ศิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดิน
พระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่าพระราชทาน วิสุงคามสีมา

ก่อนที่จะมาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมา ก่อน

มูลเหตุความเป็นมา

ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาและมีผู้มาขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวก
พระพุทธองค์ทรงประทาน “เอหิภิกขุ” ให้ได้สำเร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์ดังประสงค์ เมื่อมีพระภิกษุสงฆ์มากถึง
จำนวน ๖๐ รูปเป็นพระสงฆ์สาวกในเวลาอันรวดเร็วนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์
สาวกเหล่านั้น กระจายกันออกจาริกไปยังทิศต่าง ๆ เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอน
ของพระพุทธองค์ จึงทำให้ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาประสงค์ที่จะขออุปสมบทบรรพชา เป็นพระสาวกมากขึ้น พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็จะนำผู้ที่จะขออุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงพระเมตตาประทานการอุปสมบทบรรพชาให้แด่ผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้น ซึ่งพระภิกษุสงฆ์สาวกที่ออกจาริกเผยแผ่พระธรรมคำสอนและพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่าง ๆ นั้นต่างก็อยู่ห่างไกลจากที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ จึงทำให้การเดินทางกลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นไปด้วยความยากลำบาก

เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์ทรงคำนึงถึงความลำบากของเหล่าพระสงฆ์สาวกในการเดินทาง พระองค์จึงทรงมี
พระกรุณาธิคุณ โดยมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สาวกเหล่านั้นทำการอุปสมบทบรรพชาให้กับผู้มี
ความเลื่อมใสศรัทธา โดยมิต้องสร้างความยุ่งยากลำบากในการนำผู้ที่ประสงค์จะขออุปสมบทบรรพชามาเข้าเฝ้าขอบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธองค์ เป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลำบากแก่เหล่าพระสงฆ์สาวก

และการที่พระภิกษุสงฆ์สาวกออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น ประการหนึ่งนั้นก็เท่ากับห่างจากการ
ฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นพระธรรม พระวินัยต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรง
บัญญัติไว้ให้พระสงฆ์สาวกปฏิบัติตามนั้นยังไม่มีการจดบันทึกรวบรวมไว้เป็นคัมภีร์ หรือรวบรวมเป็น
พระไตรปิฏกจัดแยกหมวดหมู่ดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้น พระธรรม พระวินัยต่าง ๆ นั้น จึงต้องอาศัยการจดจำ
ท่องจำโดยการสวดสืบต่อ ๆ กัน เรียกว่าการสวดพระปาติโมกข์ อีกทั้ง เมื่อมีเหตุการณ์ใดที่พระสงฆ์สาวกจะ
ต้องตัดสินใจร่วมกัน ให้พระสงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา หรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกันหรือที่เรียกว่า ทำสังฆกรรม คือทำกิจของสงฆ์ให้สำเร็จลุล่วง เช่น การทบทวนพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ หรือเรียกว่า การสวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบทบรรพชา หรือการบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรม ในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยวกับกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยต้นพุทธกาลนั้นพระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน

แม้ต่อมาพระเจ้าพิมพิสาร มหาราชแห่งแคว้นมคธจะมีศรัทธาถวายพื้นที่สวนไผ่ของราชวงศ์
ให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ชื่อ วัดเวฬุวัน ให้พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้อยู่อาศัย
แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่าง ๆ จึงทรงดำริให้หมายเอา
วัตถุบางอย่าง เป็นเครื่องกำหนดเขตแดนขึ้น เรียกว่า การผูกสีมา ซึ่งคำว่า “สีมา” ที่แปลว่า “เขตแดน”
ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้มี ๘ ประการ และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่า “นิมิต” แต่นิมิตเหล่านี้
ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรมกำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์
ทำได้ยากและมักคลาดเคลื่อน เช่น หากใช้ต้นไม้เป็นสิ่งบอกเขต แต่เมื่อต้นไม้นั้นล้มตายลง หรือหักโค่น
จนตายไป ก็ทำให้เขตที่อาศัยต้นไม้นั้นเป็นสัญลักษณ์ก็จะคลาดเคลื่อนไป

ต่อมาจึงได้มีการพัฒนากำหนดนิมิตขึ้นใหม่อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ
เช่น ขุดบ่อน้ำ คูน้ำ สระน้ำ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมากเพราะทนทานและเคลื่อนย้าย
ได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นจึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลม ๆ ประมาณ
เท่าบาตรของพระสงฆ์เป็นอย่างน้อย เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทนและเรียกกันว่า “ลูกนิมิต”
ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า “อุโบสถ หรือ โบสถ์”
ซึ่งสมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นถาวรวัตถุเช่นปัจจุบัน และเมื่อมี “ลูกนิมิต”
เป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อมาก็มีพิธีที่เรียกว่าการ “ฝังลูกนิมิต” ขึ้นด้วย

การขอพระราชทานวิสุงคามสีมา


ในปัจจุบันนี้ เมื่อมีการก่อสร้างอุโบสถขึ้นภายในวัดใด เมื่อการก่อสร้างใกล้จะแล้วเสร็จก่อนการทำสังฆกรรม
เกี่ยวกับการกำหนดเขตแดนของอุโบสถหรือฝังลูกนิมิตนั้น ทางวัดหรือเจ้าอาวาสผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ
ในวัดนั้น ๆ ที่ได้จัดสร้างอุโบสถขึ้นใหม่จะต้องแจ้งการสร้างอุโบสถของวัดไปยังเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ
และเจ้าคณะจังหวัด ซึ่งเจ้าคณะจังหวัดก็จะมีคณะพระภิกษุสงฆ์ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบไปตรวจสอบอุโบสถที่
จัดสร้างขึ้นใหม่ แล้วให้วัดทำหนังสือขอพระราชทานวิสุงคามสีมา ซึ่งหนังสือเอกสารที่นำแจ้งขอพระราชทาน
วิสุงคามสีมานี้ จะต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบตามลำดับที่ได้กล่าวมา และแจ้งขนาดของอุโบสถให้ถูกต้องว่า
อุโบสถมีพื้นที่ความสูง ความกว้าง ความยาว เท่าไร เมื่อเอกสารการขอพระราชทานวิสุงคามสีมาได้รับการ
จัดทำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้รับการอนุมัติรับรองไปตามลำดับขั้น ตั้งแต่เจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ
เจ้าคณะจังหวัด และสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดที่วัดนั้นสังกัดอยู่ จนถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
นำเอกสารขอพระราชทานวิสุงคามสีมานำเสนอไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อท่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงาน
ทางพระพุทธศาสนารับรองอนุมัติ ต่อจากนั้นนำทูลสมเด็จพระสังฆราชทรงประทานอนุมัติ แล้วเสนอเพื่อ
นำความกราบบังคมทูลขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมาต่อไป ซึ่งขั้นตอนต่าง ๆ มีลำดับดังนี้

ปัจจุบัน การขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา มีขั้นตอนและวิธีดำเนินการตามที่ได้กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๐๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ดังนี้

๑.  เจ้าอาวาสเสนอรายงานขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา ตามแบบ ต่อเจ้าคณะตำบลและเจ้าคณะอำเภอ
๒.  เมื่อเจ้าคณะตำบลและเจ้าคณะอำเภอ เห็นสมควรให้นำปรึกษานายอำเภอ แล้วเสนอเรื่องและความเห็น
ไปยังเจ้าคณะจังหวัด
๓.  เมื่อเจ้าคณะจังหวัดเห็นสมควร ให้นำปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วเสนอเรื่องและความเห็นไปยัง
เจ้าคณะภาค และสำนักงานพระพุทธศาสนาประจำจังหวัด
๔.  เมื่อเจ้าคณะภาคเห็นสมควรแล้ว ให้ส่งเรื่องและความเห็นไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
๕.  เมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นสมควรแล้ว จะได้นำเสนอไปยังสำนักเลขาธิการคณะ
รัฐมนตรีซึ่งเป็นหน่วยงานที่นำเรื่องกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ กราบทูลสมเด็จ
พระสังฆราชเพื่อทรงประทานอนุมัติ แล้วเสนอเพื่อนำเรื่องกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทานวิสุงคามสีมาเพื่อนำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมาต่อไป
๖.  เมื่อพระราชทานวิสุงคามสีมาแก่วัดใดแล้ว ให้นายอำเภอท้องที่ที่วัดนั้นตั้งอยู่ดำเนินการปักหมายเขต
ที่ดินตามที่ได้พระราชทานต่อไป

อนึ่ง ในการขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา สำนักงานพระ พุทธศาสนาแห่งชาติจะดำเนินการขอให้กับวัด
ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน และส่งรายงานการขอรับพระราชทานมายังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
ปีละ ๖ งวด โดยจะรวบรวมรายชื่อวัดแล้วเสนอขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา ๒ เดือนต่อ ๑ งวด


*******************************************

การขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา
มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๗/๒๕๕๐
สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม
มติที่ ……………………………………………...

เรื่อง การขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา

ในการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๗/๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๐
เลขาธิการมหาเถรสมาคมเสนอว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยกองพุทธศาสนา
ได้รายงานว่า ปัจจุบันวัดต่าง ๆ ได้ทำเรื่องขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมาโดยผ่านความเห็น
ชอบจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองและเจ้าคณะผู้ปกครองฝ่ายสงฆ์มายังสำนักงานพระพุทธ
ศาสนาแห่งชาติ เพื่อดำเนินการและเรื่องยังไม่แล้วเสร็จ ทางวัดได้กำหนดจัดงานผูกพัทธสีมา
ไว้ล่วงหน้า โดยที่ยังไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาทำให้ประสบปัญหาไม่สามารถจัดงานได้

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติขอนมัสการว่า ในการขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา
มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
เป็นหน่วยงานที่นำเรื่องกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานวิสุงคามสีมา
และนำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีเรื่องอื่น ๆ ในลักษณะเดียวกันที่สำนักเลขาธิการ
คณะรัฐมนตรีจะต้องดำเนินการให้ตามลำดับ ซึ่งไมสามารถทราบได้ล่วงหน้าว่าขั้นตอนดังกล่าว
จะดำเนินการเสร็จสิ้นเมื่อใด

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยกองพุทธศาสนสถาน พิจารณาแล้วเห็นควร
แจ้งเจ้าคณะจังหวัดเกี่ยวกับการขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมาว่า ควรได้รับพระราชทาน
วิสุงคามสีมาก่อน แล้วจึงกำหนดจัดงานผูกพัทธสีมาและตัดลูกนิมิต และแจ้งเจ้าอาวาสที่
ขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา ไม่ให้กำหนดวันจัดงานจนกว่าจะได้รับประกาศ.

ที่ประชุมพิจารณาแล้วลงมติเห็นชอบตามที่เสนอ
(นางจุฬารัตน์ บุณยากร)
ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ


*******************************************

การขอพระราชทานวิสุงคามสีมานั้น เพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เพื่อถวายที่ดินบริเวณนั้น
ให้เป็นสิทธิ์ของสงฆ์ ที่เรียกว่าขอ วิสุงคามสีมา คือ เขตแดนที่ได้พระราชทานแก่สงฆ์ เพื่อใช้เป็นที่
ทำสังฆกรรม เป็นการแยกส่วนบ้านออกจากส่วนวัด ซึ่งคำว่า วิสุง แปลว่า ต่างหาก คาม แปลว่า บ้าน
การที่ต้องขอพระบรมราชานุญาตเพราะถือว่า พระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของแผ่นดิน การจะกระทำการใด ๆ
บนพื้นแผ่นดินจึงต้องขอพระบรมราชานุญาตก่อน เมื่อมีพระบรมราชานุญาตพระราชทานที่ดินนั้นเป็นเขต
พุทธาวาสแก่หมู่สงฆ์แล้ว ที่ดินที่พระราชทานนั้นก็เป็นสิทธิ์ขาดของพระพุทธศาสนา ซึ่งใคร ๆ จะทำการ
ซื้อขาย จำหน่ายจ่ายโอนมิได้โดยเด็ดขาด ถือเป็นเขตพุทธาวาส คือ เป็นอาวาสหรือเขตแดนของพระพุทธเจ้า
และพระพุทธศาสนา หรือสิทธิของพระภิกษุสงฆ์โดยถูกต้องสมบูรณ์

สีมา

สีมา แปลว่า เขต หรือ แดน

สีมานั้น มีอยู่ ๒ ประเภท คือ

๑.  พัทธสีมา คือ เขตที่สงฆ์กำหนดเอาเอง แปลว่า แดนที่ผูก
๒.  อพัทธสีมา คือ เขตที่เขากำหนดไว้ตามปกติของบ้านเมือง แปลว่า แดนไม่ได้ผูก

นิมิต หรือ วัตถุที่ใช้เป็นเครื่องหมายเขตแห่งสีมา มี ๘ ชนิด คือ

๑.  ภูเขา หรือ ปพฺพโต
๒.  ศิลา หรือ ปาสาโณ
๓.  ป่าไม้ หรือ วนํ
๔.  ต้นไม้ หรือ รุกฺโข
๕.  จอมปลวก หรือ วมฺมิโก
๖.  หนทาง หรือ มคฺโค
๗.  แม่น้ำ คูน้ำ หรือ นที
๘.  สระน้ำ หนองน้ำ หรือ อุทกํ

พัทธสีมา ๓ ชนิด(แต่ตามคัมภีร์มหาวรรคมี ๔ ชนิด) คือ

๑. ขัณฑสีมา คือ สีมาผูกเฉพาะโรงอุโบสถ
๒. มหาสีมา คือ สีมาผูกรอบวัด
๓. สีมาสองชั้น คือ สีมาที่มีขัณฑสีมาอยู่ภายในมหาสีมา
๔. นทีปารสีมา คือ สีมาที่สมมติคร่อมฝั่งน้ำ

อพัทธสีมา ๓ ชนิด (หากนับสีมาสังกระเข้าด้วยมี ๔ ชนิด) คือ

๑. คามสีมา แดนบ้านที่ฝ่ายอาณาจักรจัดไว้
๒. สัตตัพภันตรสีมา เขตที่สงฆ์กำหนดขึ้นในป่าชั่ว ๗ อัพภันดร
๓. อุทกุกเขปสีมา เขตแห่งสามัคคีชั่ววักน้ำสาด
๔. สีมาสังกระ สีมาที่คาบเกี่ยวปะปนกัน

สีมาสังกระ คือ การสมมติสีมาคาบเกี่ยวกัน เช่น การสมมติสีมาใหม่คาบเกี่ยวกับสีมาเดิม
แต่สงฆ์ไม่รู้ว่าเป็นสีมาเดิม ทั้งไม่ได้ทำการสวดถอนก่อน สีมาใหม่ที่สมมติขึ้นนั้นย่อมวิบัติใช้ไม่ได้

การขอพระราชทานวิสุงคามสีมานั้น เพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เพื่อถวายที่ดินบริเวณนั้น
ให้เป็นสิทธิ์ของสงฆ์ ที่เรียกว่าขอ วิสุงคามสีมา คือ เขตแดนที่ได้พระราชทานแก่สงฆ์ เพื่อใช้เป็นที่
ทำสังฆกรรม เป็นการแยกส่วนบ้านออกจากส่วนวัด ซึ่งคำว่า วิสุง แปลว่า ต่างหาก คาม แปลว่า บ้าน
การที่ต้องขอพระบรมราชานุญาตเพราะถือว่า พระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของแผ่นดิน การจะกระทำการใด ๆ
บนพื้นแผ่นดินจึงต้องขอพระบรมราชานุญาตก่อน เมื่อมีพระบรมราชานุญาตพระราชทานที่ดินนั้นเป็นเขต
พุทธาวาสแก่หมู่สงฆ์แล้ว ที่ดินที่พระราชทานนั้นก็เป็นสิทธิ์ขาดของพระพุทธศาสนา ซึ่งใคร ๆ จะทำการ
ซื้อขาย จำหน่ายจ่ายโอนมิได้โดยเด็ดขาด ถือเป็นเขตพุทธาวาส คือ เป็นอาวาสหรือเขตแดนของพระพุทธเจ้า
และพระพุทธศาสนา หรือสิทธิของพระภิกษุสงฆ์โดยถูกต้องสมบูรณ์

จากนั้น“การฝังลูกนิมิต” นี้ มีชื่อเรียกเป็นทางการอีกอย่างหนึ่งว่าการ “ผูกพัทธสีมา” ซึ่งก็แปลว่า
เขตทำสังฆกรรมที่กำหนดตามพุทธานุญาต โดยปัจจุบันจะเริ่มจากพระสงฆ ประชุมพร้อมกันในอุโบสถ
หรือโบสถ์ เพื่อทำพิธีสวดถอน เพื่อให้แน่ใจว่ามิให้อาณาบริเวณที่จะกำหนดเป็นเขตแดนนี้ไปทับที่ที่เคยเป็น
สีมาเดิมหรือสีมาเก่ามาก่อน หรือเป็นที่ที่มีเจ้าของครอบครองอยู่ก่อน เมื่อพระสงฆ์สวดถอนเป็นแห่ง ๆ ไปตลอด
สถานที่ที่กำหนดเป็นเขตแดนทำสังฆกรรมแล้วว่า มีอาณาเขตเท่าใด โดยทั่วไป ลูกนิมิตที่ใช้ผูกสีมาจะมี
จำนวน ๙ ลูก โดยฝังตามทิศต่าง ๆ โดยรอบอุโบสถทั้ง ๘ ทิศ ๆ ละ ๑ ลูก และฝังไว้กลางอุโบสถอีก ๑ ลูก
เป็นลูกเอก เมื่อจะผูกสีมาพระสงฆ์จำนวน ๔ รูป หรือจตุวรรคสงฆ์ ก็จะเดินตรวจลูกนิมิตที่วางไว้ตามทิศต่าง ๆ
โดยเริ่มตั้งแต่ทิศตะวันออกเป็นต้นไปเรียกว่า สวดทักสีมา เวียนขวาไปจนครบทั้ง ๘ ทิศ หรือ ๘ ลูกนิมิต
จนครบทุกทิศและมาจบที่ทิศตะวันออกอีกครั้ง เพื่อให้แนวนิมิตบรรจบกันเป็นสี่เหลี่ยมหรือวงกลม เมื่อสวด
ทักนิมิตจบแล้ว ก็จะกลับเข้าไปประชุมสงฆ์ในอุโบสถ และสวดประกาศสีมาอีกครั้ง หลังจากนั้นก็จะทำการ
ตัดลูกนิมิตลงหลุมเพื่อกลบ แล้วสร้างเป็นซุ้มหรือก่อเป็นฐานตั้งใบสีมาต่อไป

ซึ่งใบสีมานี้จะถูกตั้งหรือตั้งครอบอยู่บนลูกนิมิตที่ถูกฝังอยู่ภายใต้พื้นดิน ซึ่งที่เป็นดังนี้ก็อาจเพื่อให้เป็นที่
สังเกตได้ง่ายว่าสถานที่ตรงบริเวณใดเป็นที่ประดิษฐานลูกนิมิตไว้ภายใต้เพื่อให้รู้เขตแดนของวิสุงคามสีมา
ที่เป็นลูกนิมิตฝังอยู่ให้สังเกตได้ชัดเจนและง่ายขึ้น และใบเสมานั้นก็ถูกประดิษฐ์ขึ้นตามแต่ช่างจะออกแบบ
ให้สวยงามโดยนำนิมิตหมายเอาสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนามาประดิษฐ์เป็นลวดลายของใบเสมา เช่น
เครื่องหมายธรรมจักร สัญลักษณ์กวางหมอบ หรือรูปเทวดา

ความหมายของลูกนิมิตทั้ง 9 ลูก

ลูกนิมิตทั้ง ๙ ลูกนั้นจำนวน ๑ ลูก ซึ่งถือเป็นนิมิตเอกนั้นจะตั้งอยู่กลางอุโบสถเพื่อถวายการบูชาพระพุทธเจ้า
ส่วนจำนวน ๘ ลูก ถูกจัดให้อยู่ตามทิศต่าง ๆ โดยรอบอุโบสถ ซึ่งทิศที่อยู่รอบอุโบสถนั้นเรียกว่าทิศทั้ง ๘ มี
ความหมายที่เป็นมงคล คือ เพื่อเป็นสัญลักษณ์หรือองค์แทนพระอรหันต์สาวก และเพื่อเป็นการบูชา
พระอรหันต์สาวกผู้ใหญ่ประจำทิศ หรืออีกนัยหนึ่งนั้นเป็นองค์แทนพระอรหันต์สาวกที่รักษาอุโบสถ
หรือเขตพุทธาวาสของพระพุทธเจ้า และเป็นการบูชาเทพนพเคราะห์ทั้ง ๙ ให้เกิดบุญและสิริมงคลแก่ตัวเอง
และครอบครัว โดยแต่ละลูกมีความหมายดังนี้

๑.  นิมิตลูกเอก เป็นลูกที่มีความสำคัญมาก ถือเป็นประธานของลูกนิมิตทั้งหมด ฝังไว้บริเวณใจกลางอุโบสถ
หรือบางท่านเรียกว่า สะดือโบสถ์ ก็มี รายล้อมด้วยลูกนิมิตอีก ๘ ลูก เป็นการถวายการบูชาพระพุทธเจ้า
ผู้เป็นพระบรมศาสดาเอกของพระพุทธศาสนาผู้เป็นพระประมุขแห่งสงฆ์ เป็นการอัญเชิญและบูชาพระเกตุ
เทพผู้คุ้มครองสถานที่ส่วนกลางของอุโบสถ
๒.  ทิศตะวันออก(ทิศบูรพา) ลูกที่อยู่ด้านหน้าของอุโบสถ ถือเป็นลูกบริวารที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ
เป็นลูกแรกที่ต้องเริ่มนับ ยกเว้นลูกกลางสะดือโบสถ์ ดังนั้น จึงเปรียบนิมิตลูกนี้เหมือนปฐมสาวก หรือ
พระสาวกองค์แรกของพระพุทธเจ้า คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ พระอัครสาวกผู้ได้รับยกย่อง
ว่าเป็นเอตทัคคะผู้รู้ราตรีกาลนาน คือ มีความรู้มาก ผ่านโลกมามาก
เนื่องจากท่านเป็นผู้เดียว
ที่เมื่อยังเป็นดาบสที่ทำนายพระราชกุมารรคือพระพุทธเจ้าเมื่อมีพระประสูติกาล และทำนายว่าพระองค์
จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า และพระดาบสก็เฝ้ารอการบรรพชาของพระองค์เพื่อจะได้ออกบวชตาม
พระองค์ และถวายตัวเป็นพระอัครสาว การฝังลูกนิมิตไว้ด้านทิศตะวันออกเพื่อเป็นการบูชาพระ
อัญญาโกณฑัญญะ เป็นการอัญเชิญและบูชาพระจันทร์ เทพผู้คุ้มครองสถานที่ส่วนด้านหน้าของอุโบสถ
๓.  ทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ทิศอาคเนย์) หรือด้านหน้าฝั่งขวาของอุโบสถ การฝังลูกนิมิตไว้ทางทิศนี้
เพื่อบูชา พระมหากัสสปะเถระ พระอัครสาวกผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะผู้ทรง
ธุดงค์คุณ
ซึ่งต่อมาได้เป็นประธานสงฆ์ทำสังคายนา เป็นการอัญเชิญและบูชาพระอังคาร
เทพผู้คุ้มครองสถานที่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอุโบสถอีกองค์หนึ่ง
๔.  ทิศใต้ (ทิศทักษิณ) เป็นลูกนิมิตที่อยู่ด้านขวาของอุโบสถ เป็นการบูชาพระสารีบุตร
พระอัครสาวกฝ่ายขวา พระอัครสาวกผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะผู้เลิศในทาง
ปัญญา
เป็นการอัญเชิญและบูชาพระพุธ เทพผู้คุ้มครองสถานที่ด้านทิศใต้ของอุโบสถ
๕.  ทิศตะวันตกเฉียงใต้ (ทิศหรดี) หรือทิศด้านหลังฝั่งขวาของอุโบสถ การฝังลูกนิมิตทางด้านทิศนี้
เพื่อบูชาพระอุบาลีเถระ พระอัครสาวกผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะผู้เลิศในทางวินัย
และเป็นการอัญเชิญและบูชาพระเสาร์ ซึ่งเป็นเทพหนึ่งในนพเคราะห์ทั้ง ๙ คือ เทพผู้ดูแลคุ้มครอง
สถานที่ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอุโบสถ
๖.  ทิศตะวันตก(ทิศประจิม) เป็นลูกนิมิตที่ฝังอยู่ด้านหลังของตัวอุโบสถ เป็นสัญลักษณ์หรือ
เครื่องหมายของเงา ซึ่งเปรียบได้กับพระเถระที่เป็นพุทธอุปัฏฐาก คอยเฝ้าติดตามดูแลปรนนิบัติ
รับใช้พระพุทธองค์เหมือนเงาตามตัว ดังนั้น การฝังลูกนิมิตทางทิศนี้ เพื่อเป็นการบูชา
พระอานนท์เถระ พระอัครสาวกผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะผู้เลิศในทางพหูสูต
และเป็นมหาพุทธอุปัฎฐากแด่พระพุทธเจ้า
และอัญเชิญบูชาพระพฤหัสบดี เทพคุ้มครอง
ทิศตะวันตก
๗.  ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ(ทิศพายัพ) การฝังลูกนิมิตที่ฝังอยู่ด้านหลังฝั่งซ้ายของอุโบสถ
ทางด้านทิศนี้ เป็นการบูชา พระควัมปติเถระ พระอัครสาวกผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น
เอตทัคคะผู้เลิศในทางลาภสักการะและรูปงาม
ท่านเป็นพระอรหันต์องค์ที่ ๑๐ ของโลก
และเป็นสหาย ๑ ใน ๔ ของพระยสะกุลบุตรอีกทั้งเป็นบุตรของนางสุชาดาผู้ถวายข้าว
มธุปายาสในวันก่อนที่พระพุทธเจ้าจะได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ และอัญเชิญบูชา
พระราหู ซึ่งเป็นเทพประจำทิศนี้
๘.  ทิศเหนือ(ทิศอุดร) ลูกนิมิตที่ฝังทางด้านทิศนี้ถือเป็นลูกที่มีความสำคัญอีกลูกหนึ่ง
ซึ่งอยู่ด้านซ้าย ของตัวอุโบสถ เพื่อเป็นการบูชา พระมหาโมคคัลลานะ พระอัครสาวก
ฝ่ายซ้ายของพระพุทธเจ้า ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะผู้เลิศในทางแสดงฤทธิ์
และอัญเชิญบูชาพระศุกรเทพคุ้มครองรักษาประจำทิศนี้
๙.  ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ(ทิศอีสาน) ลูกนิมิตที่ฝังอยู่ด้านหน้าฝั่งซ้ายของอุโบสถทางทิศเหนือนี้
เป็นสัญญลักษณ์แห่งความผูกพัน มีผลทางด้านจิตใจ ถือเป็นทิศสุดท้าย เพื่อเป็นการบูชา
พระราหุลเถระ ซึ่งเป็นพระโอรสของเจ้าชายสิทธัตถะ พระอัครสาวกผู้ได้รับการ
ยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะผู้เลิศในทางการศึกษา
และอัญเชิญบูชาพระอาทิตย์
เทพผู้คุ้มครองรักษาประจำทิศ

อานิสงส์ของการฝังลูกนิมิต

ด้วยเหตุที่ในสมัยก่อน การที่จะสร้างอุโบสถได้หลังหนึ่ง ๆ หรือแม้จะซ่อมแซมอุโบสถเก่าให้สวยงามขึ้นมิใช่เรื่องง่าย ๆ และต้องใช้ระยะเวลานานมาก ดังนั้น จึงเชื่อกันว่า หากใครได้มีโอกาสทำบุญ “ฝังลูกนิมิต” หรือว่าได้ร่วมสร้างอุโบสถไว้ในพระพุทธศาสนาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา คือ การบูชาคุณของพระพุทธเจ้า และเป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาให้พระได้ใช้ทำสังฆกรรมนั้น จะมีอานิสงส์ถึง ๖ ประการด้วยกัน คือ

๑.  ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บทุกชาติ ปราศจากอุปัททวะ ทั้งหลาย
๒.  ไม่เกิดในตระกูลต่ำ
๓.  หากเกิดในมนุษย์โลก ก็จะเกิดเป็นท้าวพระยามหากษัตริย์
๔.  หากเกิดในเทวโลก ก็จะเกิดเป็นท้าวสักกเทวราช
๕.  จะสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง มีผิวพรรณผ่องใส
๖.   มีอายุยืนนาน

นอกจากนี้ ในพิธีผูกพัทธสีมาปิดทองฝังลูกนิมิตนั้นนิยมจะใส่สมุด ดินสอ เข็ม และด้าย เป็นต้น 
ลงไปในหลุมที่ฝังลูกนิมิตด้วย ทั้งนี้เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นนิมิตหมายแห่งความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ได้สร้างบุญ ซึ่งขอนำมาอรรถาธิบายโดยสังเขป ดังนี้

๐  เข็ม หมายถึง ความเป็นผู้มีปัญญา สามารถรู้แจ้งแทงตลอดอย่างทะลุปรุโปร่ง
๐  ด้าย หมายถึง ความเป็นผู้มีอายุยืนยาวตราบเท่าอายุขัย
๐  ธูป หมายถึง พระคุณของพระพุทธเจ้า ๓ ประการ คือ พระบริสุทธิคุณ พระปัญญาธิคุณ
และพระมหากรุณาธิคุณ ที่เราทั้งหลายน้อมรำลึกถึงอยู่ ธูปจึงเป็นสัญญลักษณ์แห่งการบูชา
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๐  เทียน หมายถึง พระธรรมอันแสดงถึงความสว่างไสวประดุจดังประทีปส่องสว่าง ฉะนั้น 
เทียนจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งการบูชาพระธรรม
๐  ดอกไม้ หมายถึง ความสวยงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ดอกไม้จึงเป็นสัญลักษณ์
แห่งการบูชาพระสงฆ์ ซึ่งดอกไม้หลากสีสัน เมื่อนำมาใส่แจกันจัดเป็นดอกไม้จึงทำให้เกิด
ความสวยสดงดงาม อุปมาดังหมู่สงฆ์ที่มาจากต่างตระกูล ต่างครอบครัวเมื่อมาอยู่ร่วมกัน
ในร่มพระพุทธศาสนาแล้วก็ก่อให้กิดความงดงามอย่างยิ่ง
๐  แผ่นทอง หมายถึง ธรรมดาว่า ทองคำ เป็นคุณชาติที่สูงค่าที่นำมาปิดองค์พระ ลูกนิมิต
ช่อฟ้า เป็นเครื่อง แสดงให้เห็นถึงความยกย่อง เชิดชูบูชาด้วยใจที่สูงส่ง ผลานิสงส์ย่อม
อำนวยผลให้ได้ผลสำเร็จในสิ่งที่เป็น ความงามโดยประการทั้งปวง
๐  สมุด,แผ่นกระดาษ ดินสอ สำหรับจดบันทึกจารึกสิ่งต่าง ๆ ไว้ หมายถึง
ความเป็นผู้ทรงจำดี ไม่มีหลงลืมเลือน

อันที่จริงแล้ว “การฝังลูกนิมิต” เพื่อกำหนดเขตทำสังฆกรรม หรือปัจจุบันก็คือ การกำหนดเขตที่เป็นอุโบสถนั้น เป็นกิจของสงฆ์โดยเฉพาะ ฆราวาสหรือชาวบ้านไม่ได้เกี่ยวข้องแต่อย่างใด แต่เนื่องจากปัจจุบันอุโบสถมิเพียงแต่จะเป็นสถานที่ที่สงฆ์ใช้ทำสังฆกรรมเท่านั้นแต่ยังเป็น ศาสนสถานที่พุทธศาสนิกชนใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมอื่น ๆ ด้วย อีกทั้ง ไม่ว่าจะสร้างหรือซ่อมแซมอุโบสถขึ้นใหม่จำเป็นต้องมีการผูกสีมาใหม่ทุกครั้ง ดังนั้นทางวัดต่าง ๆ จึงมักจะประกาศเชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนได้มาทำบุญสร้างกุศลเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต และยังเป็นการยกย่องบูชาพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ อีกด้วย

๑๑ ม.ค. ๒๕๕๓
เผยแพร่ใน ความรู้ทั่วไป

ภายหลังที่ได้ครองอำนาจแผ่นดินใหญ่จีน คอมมิวนิสต์ได้ยาตราทัพเข้าครอบครองธิเบต ประมุขของธิเบต คือ

ดาไล หรือ ทะไล ลามะ ได้เสด็จหนีไปประเทศอินเดีย ดาไล ลามะ ได้เคยเสด็จมาประเทศไทย ประมุขของ
ธิเบตเป็นพระมีอำนาจสูงสุดปกครองประเทศเหมือนพระมหากษัตริย์ พระพุทธศาสนาในประเทศนี้เป็นนิกาย
มหายาน เลียนแบบนิกายลามะ

ก่อนพระพุทธศาสนาเข้าไป ชาวธิเบตนับถือผี มีพ่อมดหมอผีที่เรียกว่าซามัน เป็นผู้ประกอบพิธีทางลัทธิ มีการบวงสรวงเทวดา

ตามตำนานบอกเล่าของชาวธิเบตเอง อ้างว่าพระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศของตนเมื่อ พ.ศ. ๔๕๐ ปี แต่ที่ถือกันโดยทั่วไปว่าเข้าไปประมาณ พ.ศ. ๑๑๐๐ ปี

เมื่อพระพุทธศาสนาเข้าไปแล้ว พระพุทธศาสนาที่เข้าไปธิเบตนั้นเป็นนิกายตันตระ ซึ่งเจริญรุ่งเรืองในอินเดียภาคเหนือ เป็นศาสนาที่เจือปนกับพราหมณ์นิกายที่บูชาพระศิวะ แล้วได้แผ่เข้าไปตั้งมั่นในธิเบตเป็นครั้งแรก ต่อมาได้มีการติดต่อกันที่สำคัญ ๆ อีกหลายครั้งระหว่างอินเดียกับธิเบตพระพุทธศาสนาที่เข้าไปสู่ธิเบตนั้น เป็นพระพุทธศาสนาบางส่วน นอกนั้นเป็นเรื่องผีและเทวดา เวทมนตร์ กลมกลืนกันดีกับที่ชาวธิเบตนับถืออยู่เดิม มีเรื่องราวโดยสังเขปดังนี้

สมัยแรก พระเจ้าสรวงเจ็นคัมโป เป็นประมุขที่ทรงวางรากฐานพระพุทธศาสนาในธิเบต โดยอาศัยแรงหนุนของพระมเหสีที่เป็นราชธิดาของพระเจ้ากรุงจีน และเนปาลซึ่งเป็นผู้เลือมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอยู่ก่อนแล้ว ทำให้พระเจ้าสรวง เจ็นคัมโป นับถือพระพุทธศาสนาทรงสร้างอารามขึ้น

สมัยต่อมาอีกประมาณ ๑๐๐ ปีเศษ พระเจ้าแผ่นดินธิเบตได้นิมนต์ท่านปัทมภพ (บางแห่งเรียก ปทุมสมภพหรือคุรุปัทมสมภพ) ผู้มีชื่อเสียงจากสำนักตักศิลาเมืองนาลันทา พร้อมกับคณะไปธิเบต และได้แปลคัมภีร์เป็นภาษาธิเบตแต่ก็มีบุคคลคณะหนึ่งเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมนับถือลัทธิเดิมของธิเบตคอยขัดขวางอยู่ด้วย

สมัยรุ่งเรือง เป็นสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดของนิกายลามะและได้แผ่ขยายไปทั่วธิเบตในสมัยหลังสุดนี้ สมัยนี้ได้เริ่มต้นประมาณ พ.ศ. ๑๕๑๘ พระภิกษุมหายานรูปหนึ่งเป็นชาวอินเดียชื่ออติศะ เดินทางจากอินเดียไปธิเบต ได้ปรับปรุงพระศาสนานิกายนี้อย่างใหญ่หลวง ได้ตั้งนิกายลามะใหม่อีกนิกายหนึ่ง ชื่อ เกาลุกปะ สร้างวัดนิกายนี้อีกมากระดมกำลังแปลคัมภีร์ ต่อมามีพระในนิกายนี้มีชื่อเสียงอีกหลายองค์ มีชื่อเสียงโด่งดังกว่าอาจารย์ เป็นกำลังสำคัญในการประกาศศาสนานิกายเกาลุกปะ เป็นนิกายใหญ่ที่มีคนนับถือมาก  ลามะที่มีชื่อเสียงล้วนอยู่ในนิกายนี้ ประมุขของธิเบต เช่น ดาไล ลามะ และปันเชนลามะ ก็อยู่ในนิกายนี้ มีหมวกสีเหลืองประจำคณะ คณะอื่นเป็นหมวกสีแดง พวกถือนิกายดั้งเดิม อนุรักษ์นิยม มีหมวกสีดำเป็นเครื่องหมาย

ดาไล ลามะ ปกครองประเทศเมื่อประมาณ ๖๐๐ ปี เศษ ๆ มานี่เอง ที่อำนาจการปกครองประเทศตกมาอยู่ในอำนาจของนักบวชลามะ คือเมื่อ พ.ศ. ๑๙๕๐ เศษ มีลามะชื่อ ตสองขปะ ในนิกายกดัมปะ พระภิกษุอินเดียชื่ออตีศ เป็นผู้ตั้งนิกายนี้ขึ้นในประเทศธิเบต ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อนิกายนี้ใหม่ว่า เคลุคปะ ซึ่งเป็นนิกายใหญ่และมีอำนาจมากทั้งได้ควบคุมนิกายอื่น ๆ ทั้งหมดไว้ในอำนาจ

พ.ศ ๒๑๓๘  คุสริข่าน กษัตริย์ตาดตีประเทศธิเบตได้ยกอำนาจการปกครองให้แก่ลามะ ชื่อนักวังโลษัง ซึ่งเป็นประธานลามะในเวลานั้น ในเวลาต่อมากษัตริย์จีนได้เห็นชอบด้วยโดยมีนามตามภาษาว่าทไล หรือ ตะเล ซึ่งแปลว่ากว้างใหญ่เหมือนทะเล ในสมัยนั้นได้สร้างวังใหญ่ชื่อโปตละหรือโปตลา ที่ประทับขององค์ประมุขจนกระทั่งปัจจุบันนี้

เมื่อกองทัพจีนเข้ายึดครองประเทศธิเบต ภายหลังที่พรรคจีนคอมมิวนิสต์ยึดแผ่นดินใหญ่ได้ ดาไล ลามะ พร้อมด้วยคณะ และผู้ติดตามได้หนีไปลี้ภัยอยู่ในประเทศอินเดีย โลกภายนอกไม่ทราบว่าศาสนาในธิเบตจะคงอยู่หรือไม่อย่างไร มีใครเป็นประมุขแทนหรือไม่

๑๑ ม.ค. ๒๕๕๓
เผยแพร่ใน ความรู้ทั่วไป

มหายานในไต้หวัน

พระพุทธศาสนาได้เข้าไปสู่เกาะไต้หวันเมื่อไรนั้น ยังไม่มีหลักฐานอะไรที่พอจะให้สันนิษฐานได้ ได้แต่สันนิษฐานเอาว่า ผู้นับถือพระพุทธศาสนาที่อพยพไปตั้งรกรากเดิมในไต้หวันนั้น เป็นผู้นำเข้าไป กล่าวคือ นับถือศาสนามาก่อนที่จะอพยพเข้าไป เมื่อมีผู้คนมากขึ้นก็มีวัดมีพระสงฆ์ และมีการติดต่อกับแผ่นดินใหญ่จีนโดยลำดับในภายหลัง ทั้งนี้เพราะปรากฏว่าในปี พ.ศ. ๒๒๐๔ วีรบุรุษเกาะไต้หวันชื่อโกซินกา เป็นชื่อที่ชาวตะวันตกเรียก  แต่ชาวจีนเรียกว่า  เช็ง เช่ง กง ได้ขับไล่พวกดัชที่ปกครองเกาะไต้หวันออกไป เวลานั้นพระพุทธศาสนาได้ตั้งมั่นอยู่บนเกาะนี้แล้ว ต่อมาอีก ๑๐๐ ปีเศษ คือ พ.ศ.๒๔๓๘ เกาะไต้หวันก็ตกอยู่ในการปกครองของประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา ๕๐ ปี เกี่ยวกับการนับถือศาสนามีข้อยุ่งยากเพียงเล็กน้อย อันเนื่องมาจากการเมือง แต่ทั้งชาวญี่ปุ่นที่อพยพเข้าไปและชาวจีนพื้นเมืองต่างก็นับถือพระพุทธศาสนาอยู่แล้วเป็นพื้น ข้อยุ่งยากเกี่ยวกับศาสนาก็เพียงญี่ปุ่นพยายามจะใช้ชาวเกาะนับถือศาสนาชินโต เพื่อล้างความเป็นจีนให้เป็นญี่ปุ่นเท่านั้น

เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม พ.ศ. ๒๔๘๘ เกาะไต้หวันก็ตกเป็นของจีนตามเดิม เนื่องจากรัฐบาลจีนแพ้แก่คอมมิวนิสต์ในเวลาต่อมา เกาะไต้หวันกลายเป็นที่ตั้งของรัฐบาลแทนที่จะเป็นจังหวัดหนึ่ง ฉะนั้น พระพุทธศาสนาในเกาะไต้หวันจึงได้มีบทบาทมากขึ้นทั้งภายในและภายนอก

ส่วนนิกายต่าง ๆ ตลอดพิธีกรรมก็เหมือนนิกายในจีนในแผ่นดินใหญ่ แต่มีนิกายน้อยกว่าที่มีอยู่บนแผ่นดินใหญ่ (หมายถึงก่อนคอมมิวนิสต์ครอบครอง)

๑๑ ม.ค. ๒๕๕๓
เผยแพร่ใน ความรู้ทั่วไป

ตามหลักฐานต่าง ๆ ปรากฏว่า พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น ประมาณ พ.ศ. ๑๐๙๕ โดยผ่านจีน เกาหลี เข้าสู่ญี่ปุ่น พระเจ้าแผ่นดินประเทศเกาหลีที่ปกครองรัฐคุดารา ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ได้ส่งสมณะทูตพร้อมทั้งพระพุทธรูป และพระสูตรหลายคัมภีร์ไปถวายพระเจ้ากิมเมอิจักพรรดิองค์ที่ ๒๙ ของญี่ปุ่น ซึ่งในสมัยนั้นประเทศญี่ปุ่นนับถือศาสนาชินโตกันอยู่แล้ว ต่อมาก็มีพระภิกษุชาวเกาหลีเข้าไปสู่ประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น เมื่อพระพุทธศาสนาได้ตั้งมั่นลงในญี่ปุ่น พวกที่นับถือศาสนาชินโตกับพวกที่นับถือพระพุทธศาสนาก็เกิดการขัดแย้งกัน

ครั้นถึงสมัยแผ่นดินพระนางซุยโก พ.ศ. ๑๑๓๖ – ๑๑๗๑   พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาทางราชการแทนศาสนาชินโต เลิกขัดแย้งกัน กลมเกลียวกัน

พ.ศ. ๑๑๔๗ เจ้าชายโชโทขุ นอกจากจะสนใจหลักธรรมในพระพุทธศาสนาแล้ว ยังได้ส่งทูตและนักศึกษาพระพุทธศาสนาไปประเทศจีน ได้สร้างวัดพระพุทธศาสนา พวกที่ถูกส่งไปประเทศจีนได้นำนิกายที่กำลังเจริญในประเทศจีนมาประเทศญี่ปุ่นถึง ๖ นิกายด้วยกัน นิกายมหายานที่สำคัญของญี่ปุ่นก็คล้ายคลึงกันกับนิกายในประเทศจีนเป็นส่วนมาก

ความกลมกลืนระหว่างพระพุทธศาสนา และศาสนาชินโตนั้น ในญี่ปุ่นเป็นดังนี้ เทวดาในศาสนาชินโต ก็คือพระพุทธะและพระโพธิสัตว์มาเกิด (อวตาร) พระในพระพุทธศาสนาดูแลวัดชินโต แต่มีเว้นวัดที่สำคัญเช่นวัดอิเซะ อซุโมะ

ความปนเปกันให้กลมกลืน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งของเก่าและของใหม่นี้ เป็นแนวทางแห่งนิกายมหายาน แต่เมื่อว่าโดยความจริงแล้ว ความเชื่อถือทั้งหลายเป็นเรื่องของศรัทธาเป็นความยึดถือไม่ว่าจารีตประเพณี หรือศาสนาของชาติใด ๆ ก็ตาม ย่อมมีอยู่ด้วยกันทั้งนั้น ข้อแตกต่างกันก็อยู่ที่มากหรือน้อยเท่านั้นเอง นิกายเถรวาทของแต่ละประเทศที่พระสงฆ์และชาวบ้านปฏิบัติกัน ย่อมมีทั้งเหมือนกันและแตกต่างกัน ข้อที่แตกต่างกันแสดงว่าเป็นเรื่องของประเพณีของชาตินั้น ๆ โดยเฉพาะ ไม่ใช่ของพระพุทธศาสนา นิกายมหายานในประเทศญี่ปุ่นนั้นได้กล่าวไว้ในนิกายมหายานในประเทศจีน

 

๑๑ ม.ค. ๒๕๕๓
เผยแพร่ใน ความรู้ทั่วไป

พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศจีนเมื่อ พ.ศ. ๖๑๐ ประมาณ พ.ศ. ๖๙๓ พระภิกษุอันสิเกา แห่งประเทศปาร์เธีย (ดินแดนประเทศอิหร่านปัจจุบัน) และพระภิกษุโลการักษ์แห่งประเทศแบกเตรีย (บางแห่งเรียกบักเตรีย คือประเทศอาฟกานิสถาน) เข้าสู่ประเทศจีนและได้แปลคัมภีร์พระสูตรเป็นภาษาจีน

ระหว่าง พ.ศ. ๘๕๐ -  ๑๑๕๐   พระพุทธศาสนาในประเทศจีนกำลังเจริญรุ่งเรืองจนถึง พ.ศ. ๑๔๕๐ ในสมัยราชวงศ์
สุยและราชวงศ์ถัง เป็นอันถึงที่สุด พระธรรมได้แพร่หลายในประเทศจีน และราชวงศ์ฮั่น มีการส่งคณะฑูตไปเจริญ
สัมพันธไมตรีกับประเทศไต้เซียะ (คงเป็นประเทศธิเบต) และคณะฑูตได้มีโอกาสรู้ว่า ถัดประเทศนี้ไปยังประเทศ
ใหญ่ ๆ อีกประเทศหนึ่งคืออินเดีย ในบัดนี้ ซึ่งในสมัยนั้นจีนเรียกว่า ชิงตูหรือเทียนโจว พ.ศ. ๕๔๑ เป็นปีแรกใน
รัชสมัยของพระเจ้าอ้ายตี้แห่งราชวงศ์ฮั่น ปราชญ์จีนผู้หนึ่งชื่อ จิ้น จิงเสียน ได้สดับรสพระธรรมจากคำบรรยายด้วย
วาจา ซึ่งได้บันทึกไว้ต่อไปอีกจนเป็นพระสูตร ๆ หนึ่ง พ.ศ. ๖๐๗ พระเจ้าเม่งตี้แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ได้ส่ง
คณะฑูตไปยังประเทศอินเดียเพื่อเสาะแสวงหาพระไตรปิฏกเมื่อคณะฑูตเดินทางไปถึงก็ได้พบพระภิกษุ ๒ รูป
มีฉายาว่า โกภารณะกับมานทังคะ ซึ่งกำลังจะนำคัมภีร์ไปเผยแพร่ยังประเทศจีนอยู่แล้ว คณะฑูตจึงกลับประเทศจีน
พร้อมภิกษุ ๒ รูปนั้น กลับถึงเมืองโล่หยางเมื่อ พ.ศ. ๖๑๐ พร้อมกับนำพระคัมภีร์ ๔๒ ยกและพระรูปของพระพุทธเจ้า
บรรทุกบนหลังม้าขาว และได้สร้างวัดขึ้นที่ชานเมืองโล่หยางวัดหนึ่งชื่อวัดม้าขาว เพื่อเป็นที่ระลึก เมื่อตั้งหลักสงฆ์
ที่วัดม้าขาวแล้ว พระเถระทั้งสององค์ก็ได้เริ่มแปลพระคัมภีร์ แปลได้ ๖ ยก พระมาจากประเทศใกล้เคียงช่วยแปลอีก
ครั้นถึงรัชสมัยราชวงศ์เว่ และราชวงศ์จิ้น มีคฤหัสถ์และบรรพชิตเดินทางไปประเทศตะวันตกมากขึ้น เพื่อศึกษา
ค้นคว้าพระพุทธศาสนา

ประมาณ พ.ศ. ๑๐๖๑ ในประเทศจีนมีวัดถึง ๓๐๑๐๐๐ วัด พระพุทธองค์ใหญ่ที่สร้างด้วยหินและโลหะมีอยู่ทั่วไป
ในวัดต่าง ๆ พ.ศ. ๑๑๔๙ พระมหากษัตริย์และรัฐบาลได้ออกพระราชกฤษฏีกาตั้งสำนัก “การแปลวรรณคดี
พระพุทธศาสนา”
ขึ้นที่เมืองโล่หยาง และมีตั้งผู้แปลประจำสำนักในตำแหน่ง “บัณฑิต”

พ.ศ. ๑๑๖๐ สมัยราชวงศ์ถัง การแปลวรรคดีกับพระพุทธศาสนาก็ได้เจริญก้าวหน้ามาก พระสงฆ์และอุบาสกของจีน
และประเทศตะวันตกคืออินเดียได้ไปมาหาสู่กันเสมอ ได้แปลคัมภีร์ทั้งมหายานและหีนยานไว้อย่างสมบูรณ์มีวรรณคดี
ทางพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นประมาณ ๔๐๐ เรื่อง มีวัดถึง ๔๐๐๐๐ วัด มีพระและนางชีประมาณ ๒ แสนเศษ
พระพุทธศาสนาตั้งมั่นในประเทศจีน และเจริญรุ่งเรือง

พ.ศ. ๒๔๕๑ ประเทศจีนได้เปลี่ยนจากระบอบราชาธิปไตยเป็นระบอบสาธารณรัฐ พุทธศาสนาในจีนก็ได้
หยุดชะงักลงบ้าง แต่ถึงสมัยดังกล่าวจีนมีวัดถึงแปดหมื่นวัด มีบรรพชิตประมาณสี่ล้านรูป

พ.ศ. ๒๔๙๒ กองทัพจีนคอมมิวนิสต์ ได้ครอบครองประเทศจีน การเปลี่ยนแปลงทางพระพุทธศาสนา
ย่อมต้องเกิดขึ้นอย่างไม่มีปัญหา

นิกายมหายานในจีน

เรื่องของนิกายพระพุทธศาสนาในประเทศจีน ญี่ปุ่น มีส่วนเกี่ยวพันกันมากคือส่วนมากถ่ายเทกันไป – มา แต่เมื่อ
แยกจากกันไปแล้วก็มีแตกต่างกันบ้างในส่วนปลีกย่อยเท่านั้น นิกายแตกต่างกันจริง ๆ มีอยู่ไม่กี่นิกาย ฉะนั้นนิกาย
ที่เหมือนกันจึงนำมาพูดรวมกันไป พระพุทธศาสนามหายานในจีนและญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญมาก เพราะเป็นประเทศ
ใหญ่ มีพลเมืองมากที่สำคัญคือประเทศทั้งสองนี้ มีส่วนสัมพันธ์กันมาแต่โบราณกาลปัจจุบัน ที่นำมากล่าวนี้พอเป็น
ตัวอย่างเท่านั้น สมัยราชวงศ์ถังเริ่มตั้ง พ.ศ. ๑๒๖๒ มีนิกายพระพุทธศาสนาใหม่เกิดขึ้นหลายนิกายเช่น
นิกายธรรมลักษณ์ (ฮสโซซิว) นิกายมนตรยาน (ชิน งน ชิว) นิกายสุขาวดี (โจ โดะ ชิว) นิกายธรรมลักษณ์
พระเฮี้ยวจัง (เง็นโจ) คือพระถังซัมจัง (หมายถึง พระติปิฏกธราจารย์ แห่งราชวงศ์ถังได้เดินทางจากจีนเมื่อ
พ.ศ. ๑๑๗๒ กลับถึงจีน พ.ศ. ๑๑๘๗ เป็นเวลา ๑๖ ปี ได้คัมภีร์ต่าง ๆ รวมทั้งพระสูตรฝ่ายมหายาน ๖๕๗ ฉบับ)

ระหว่างอยู่ในอินเดีย ได้ศึกษาคำสอนของท่านอสังคะและของท่านวสุพันธ์ (เซซินหรือบางทีเรียกท่านว่า เท็นจิน)
จากพระอาจารย์ชื่อศิลภัทร (ไคเค็นรนชิ) ที่วิทยาลัยนาลันทาเมีอกลับประเทศจีน ได้อำนวยการแปลคัมภีร์
พระสูตร อรรถกถาต่าง ๆ สู่ภาษาจีนในพระบรมอุปถัมภ์ของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ (โทโซ) อรรถกถาต่าง ๆ
ของคัมภีร์ชื่อวิชญาณปติมาตราตรีทศศาสตร์เป็นคัมภีร์ของท่าน วสุพันธ์ พระเฮี้ยงจัง เป็นปฐมจารย์แห่งนิกายนี้

นิกาย อวตํสก (เดวงชิว) พื้นฐานมาจาก อวตํสกสูตร

นิกายมนตรยาน (ชินงวชิว) ในรัชสมัยของพระเจ้าถังเหี้ยงจงฮ่องเต้มีภิกษุชาวอินเดียชื่อศุกรสิงห์ (เชินมุย)
ผู้เชี่ยวชาญในพระไตรปิฏกมายังกรุงเชียงอัง พ.ศ. ๑๒๕๙ ได้นำคัมภีร์มหาไวโรจนสูตร (ไดนิชิเคียว)
พ.ศ. ๑๒๖๓ พระภิกษุอินเดียชื่อวัชรโพธิ (คนไงชิ) กับศิษย์ของท่านชื่อพระอโมฆวัชร (ฟุชุ) ก็ไปเมืองเชียงอัง

นิกายเซ็น (เซ็นทิว) ผู้ให้กำเนิดคือพระภิกษุอินเดียชื่อ พระโพธิธรรม (คารุมะ) เดินทางไปประเทศจีนเมื่อ
ค.ศ. ๕๒๐ ในรัชสมัยพระเจ้าเหลียงบู๊เต้ แห่งราชวงศ์เหลียงในสมัยท่านฮุ้ยเล้งนิกายเซ็นรุ่งเรือง นิกายเซ็น
แยกเป็นหลายสำนักมีคณาจารย์หลายท่านที่สำคัญมาจนบัดนี้ทั้งในจีนและญี่ปุ่น คือ
๑.   นิกายสาขาฮิ่วนิ่มชี้ (ริมไซ)
๒.   นิกายสาขาเช่าตั่ง  (โซโท)

นิกายเซ็นมีหลักคำสอนว่า สัจภาวของจิตนั้นจะเข้าถึงและรู้แจ้งได้โดยฝึกจิตและจิตภาวนา เพราะถือสัจภาวะ
อยู่เหนือการพูดการคิด ฉะนั้นการค้นสัจธรรมจะไม่พบในคัมภีร์ต้องบำเพ็ญทางจิตถึงจะพบได้ต้องอาศัยตัวของตัวเอง

นิกายไตรศาสตร์ (ซันรนชิว) นิกายนี้เข้าสู่ประเทศจีน เมื่อประมาณ พ.ศ. ๙๔๓ โดยท่านกุมารชีวะ (ขุมาราจุ)
คำว่าไตรศาสตร์หมายถึงคัมภีร์ต่อไปนี้
๑.   มาธยมิคศาสตร์  (ชูรน) เขียนโดยท่านนาคารชุน ผู้สอนทฤษฏีสุญญตา (คู)
๒.   ศตศาสตร์  (เฮียชิรน) เขียนโดยท่านอารยะเทวะ (ไดบา) วิจารณ์ปรัชญาพราหมณ์
และแสดงความเด่นของพระพุทธศาสนา
๓.   ทวาทศนิกายศาสตร์ของท่านนาคารชุนว่าด้วยปรัชญาสุญญตวาทเบื้องต้น

คัมภีร์ทั้งสามนี้ท่านกุมารชีวะ (ขุมาราจุ) แปลเป็นภาษาจีนหลักคำสอนนิกายนี้คือ สรรพสิ่งอยู่ไม่ได้ด้วยตัวมันเอง
แต่ด้วยปัจจัยปรุงแต่ง จัดเป็นนิกายสายกลาง คือเมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนั้นก็มีเมื่อสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนั้นก็ไม่มี ว่ากันว่าดำเนินตาม
หลักปฏิจจสุมปบาท (จุนิอินเน็น) นอกจากนี้ก็มีนิกายย่อยอีก คือ

นิกายอภิธรรมโกศ (คุชะชิว) นิกายนี้อาศัยคัมภีร์อภิธรรมโกศศาสตร์ (คุขะรน) ของท่านวสุพันธ์ ซึ่งศึกษาแพร่หลาย
ในประเทศอินเดีย พระอินเดียชื่อปรมังถะในรัชสมัยของพระเจ้าเหลียงบู๊เต้

นิกายวินัย (ริดทสึชิว) นิกายนี้แพร่หลายโคยคณาจารย์ ชื่อเต้าซอง (โคเซ็น) มีชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ. ๑๑๓๘ -๑๒๑๐ มีความรู้แตกฉานได้ยึดวินัยปฏิบัติแห่งนิกายธรรมคุปต์ของประเทศอินเดีย หลักสำคัญนิกายนี้คือ ศีลเป็นสำคัญว่าถ้า ศีล (ได) ไม่บริสุทธิ์ (โจ) และปัญญา (เอะ) ก็ยากจะเกิดขึ้น นิกายเซ็นในประเทศจีนเรียกนิกายฌาน ชาวพุทธในประเทศญี่ปุ่นรู้จักกันมานานเรียก นิกายเซ็น

พ.ศ. ๑๗๑๑  พระภิกษุญี่ปุ่น ชื่อ เออิไซเดินทางไปประเทศจีน เมื่อกลับประเทศญี่ปุ่นแล้วได้ตั้งนิกายเซ็นสาขารินไซขึ้น ค.ศ. ๒๑๖๖ ภิกษุญี่ปุ่นอีกรูปหนึ่งชื่อ โคเง็น เดินทางไปประเทศจีนเมื่อกลับญี่ปุ่นได้ตั้งนิกายเซ็น สาขาไซโทขึ้น คำสอนของนิกายเซ็นคือ ไม่อาศัยถ้อยคำและอักษร คำสอนอันถูกต้องแท้จริงนั้นคือ จากจิตใจสู่จิตใจ โพธิญาณจึงบรรลุได้ด้วยการปฏิบัติฌานดังนิกายเซ็นกล่าวไว้ว่า “ การบรรลุโพธิญาณ เกิดจากการมองดูเข้าในสภาพแห่งจิตใจของตนเอง” (จากพระพุทธศาสนามหายานของเสฐียรพันธรังษี)

มหายานกับวิญญาณ

ปัญหาโลกแตก ปัญหาหนึ่งคือเรื่องวิญญาณ ในที่นี้จะไม่พูดถึงปัญหาว่าวิญญาณคืออะไร มาจากไหน ไปอยู่ไหนอย่างไร ขอพูดถึงเรื่องวิญญาณของมหายาน ฝ่ายจีนที่เราเห็นกันอยู่ในบ้านเรา คือพระจีนสวดมนต์ส่งวิญญาณของคนตายแล้ว ทางฝ่ายเรานิมนต์พระมาแล้ว พระสวดมนต์ถวายทาน อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย มหายานฝ่ายจีนทำพิธีส่งดวงวิญญาณปรากฏในตำนานฝ่ายจีนว่า ในครั้งพุทธกาล ลูกชายเศรษฐีคนหนึ่งในเมืองสาวัตถี ได้ฆ่าแม่ตาย เพราะความโกรธ เมื่อหายโกรธ กลัวต่อความชั่วที่ตนทำ จึงได้ออกบวชเพื่อล้างกรรมชั่ว ขณะที่อยู่ในเพศสงฆ์ขยันสวดมนต์ทำวัตรเจริญภาวนา ขอสารภาพผิดต่อดวงวิญญาณของโยมแม่ ครั้นมรณภาพไปแล้วเกิดในนรก ต่อมาศิษย์ของพระรูปนั้นบำเพ็ญเพียรได้ฌาน ทราบว่าอาจารย์ของตนกำลังได้รับทุกข์ในทุคติ เกิดความสลดใจจึงได้ประกอบพิธีที่เรียกว่า “กงเต๊ก” (กง คือสิ่งที่เป็นประโยชน์ เต๊ก คือบุญกุศล รวมความแล้วก็คือ พิธีทำบุญให้แก่คนตายหรือดวงวิญญาณ) เชิญดวงวิญญาณของอาจารย์มาขอรับผิดต่อพระรัตนตรัยถวายทานแด่พระสงฆ์ และทำทานแก่คนเข็ญใจ แล้วแผ่ส่วนกุศลให้ดวงวิญญาณของอาจารย์

อีกเรื่องหนึ่งที่เล่ากันสืบมาว่าพระเจ้าเหลียงบูเต้ กษัตริย์ผู้ครองแผ่นดินจีนประมาณ พ.ศ. ๑๔๕๐ ทรงมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า แต่พระมเหสีเป็นมิจฉาทิฏฐิไม่พอพระทัยพระสวามีที่หนักแน่นในศาสนาเช่นนั้น วันหนึ่งพระนางได้ขโมยคัมภีร์พระพุทธไปเผา ด้วยบาปอันนี้พระนางได้เกิดเป็นงู ได้เสวยทุกข์หนัก งูตัวนี้ปรากฏแก่พระพักตร์ของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงทราบว่าพระมเหสีมาเกิดเป็นสัตว์ เพราะกรรมชั่วที่ทำมา จึงนิมนต์พระสงฆ์ผู้ทรงศีลมาทำพิธีกงเต๊ก ช่วยดวงวิญญาณของพระมเหสีให้พ้นทุกข์

การประกอบพิธีกรรม

เริ่มต้นจัดโรงพิธีตามแต่สถานที่และฐานะจะอำนวยให้สมมติให้เป็นพุทธมณฑล มีโต๊ะประดิษฐ์พระพุทธรูป เช่น รูปพระไภสัชคุรุ รูปพระอมิตาภะ รูปพระโพธิสัตว์ เช่น รูปพระอวโลกิเตศวร รูปพระกษิติครรภ์ เป็นต้น พร้อมทั้งจัดตั้งเครื่องสักการบูชา มีพระภิกษุจีนอย่างน้อย ๓ รูปประกอบพิธี เมื่อพระสงฆ์เริ่มสวดมนต์เจริญพระพุทธมนต์ ประพรมน้ำพุทธมนต์ ชุมนุมเทวดา อาราธนา (ด้วยการสวดมนต์) เชิญเสด็จพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ กับเทพเจ้าทั่วทุกทิศมาร่วมพิธี และรับการเคารพบูชา เมื่อสวดจบแล้วก็ทำพิธีเชิญวิญญาณของผู้ตายมายังโรงพิธี (ด้วยการสวดมนต์เช่นเดียวกัน เป็นแต่ว่าสวดเป็นสองตอน) เมื่อประกอบพิธีต่าง ๆ เสร็จแล้วก็สวดมนต์ ขอให้พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ตลอดจนเทวดาต่าง ๆ ที่เชิญมาให้กลับหลังจากนั้นก็เชิญดวงวิญญาณให้กลับ ตอนสุดท้ายของพิธีก็คือสวดมนต์ อุทิศส่วนกุศลให้ (ทางฝ่ายไทยคือการอนุโมทนา เจ้าภาพตรวจน้ำ) ดวงวิญญาณ (ผู้ตาย) อวยพรให้เจ้าภาพพร้อมด้วยญาติมิตรเจริญพร คือ อายุ วรรณะ สุข พละ นั่นเอง

พิธีต่าง ๆ

จะไม่พูดถึงรายละเอียดของพิธีที่ประกอบในแต่ละนิกายขอพูดเพียงสังเขปพอเป็นตัวอย่างประกอบความรู้เท่านั้น

๑.  ข้ามสะพาน สวดมนต์ และพาดวงวิญญาณมอบเงินให้ชุนหลังเพื่อชำระหนี้ที่มีในโลกนี้และยมโลก
ให้สิ้นสุดเพื่อความบริสุทธิ์แห่งดวงวิญญาณ และให้สติแก่คนเป็นการพาดวงวิญญาณข้ามสะพานที่เรียกว่า
สะพานโอฆสงสาร โดยการโปรยทานและการสละทรัพย์สินในโลก ให้ข้ามแม่น้ำไปได้
๒.  เปิดประตูนรก นำรูปกระดาษตามที่ประสงค์ซึ่งร้านจำหน่ายทำไว้ขายเป็นเมืองนรก พระสวดมนต์ไป
และองค์เป็นหัวหน้าประกอบพิธี

นอกจากที่กล่าวก็มีพิธีลอยกระทง พิธีทิ้งกระจาด ฯลฯ ซึ่งแต่ละพิธีมีเครื่องประกอบหลักในโรงพิธีดังกล่าวมา ยังมีเครื่องประกอบอื่น ๆ อีกมาก เช่น ธงต่าง ๆ เป็นต้น ต้องใช้ในพิธีนั้น ๆ โดยทั่วไปก็จะใช้กระดาษทำแล้วเผา พระที่มาทำพิธีก็มีการเคาะ มีเครื่องดนตรีบางอย่างประกอบ ญาติของผู้ตายร่วมในพิธี มีการถวายอาหารพระสงฆ์ที่ทำพิธี ฯลฯ

๑๑ ม.ค. ๒๕๕๓
เผยแพร่ใน ความรู้ทั่วไป

พระพุทธศาสนาเข้ามาประดิษฐานในแหลมทองซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศไทยในปัจจุบันนี้ตั้งแต่เมื่อใดนั้น ได้อาศัยหลักฐานคือ โบราณวัตถุที่ได้ค้นพบ และพงศาวดารเป็นหลักวินิจฉัย แรกเดิมนั้นพระพุทธศาสนาเข้ามาตั้งแต่สมัยที่ชนชาติลาว (ชาติละโว้-ละว้า) ตั้งเมืองหลวงอยู่ที่นครปฐม ปัจจุบันในสมัยนั้นเรียกว่าทวารวดี มีโบราณวัตถุที่ค้นพบที่ จังหวัดนครปฐม จังหวัดราชบุรี และที่อื่น ๆ อีก

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย ได้ทรงแบ่งการเข้ามาแห่งพระพุทธศาสนาเป็น ๔ ครั้งด้วยกัน ทั้งนิกายมหายานและหีนยานดังนี้คือ

๑.  สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ส่งสมณฑูตไปประกาศศาสนาในประเทศต่าง ๆ เป็นสมัยที่กรุงทวารวดี
กำลังรุ่งเรืองประมาณก่อน พ.ศ. ๓๐๐ ปี ครั้นถึงสมัยราชวงศ์คุปตะเจริญรุ่งเรื่องราว พ.ศ. ๙๐๐ ปี
ก็คงเข้ามาอีกครั้งหนึ่งหรือมิฉะนั้นก็มีการไปมาเป็นครั้งคราวของชาวอินเดีย ผู้มาประกาศพระศาสนา
ในหนังสือประวัติศาสตร์ตอนว่าด้วยพระพุทธศาสนาแผ่เข้ามานั้น ว่าพระโสณะกับพระอุตระเป็นพระสงฆ์
ที่เข้ามาประกาศพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก เป็นศาสนาดั้งเดิมคือฝ่ายเถรวาทหรือที่เรียกว่าหีนยาน
๒.  ทางอินเดียภาคเหนือพระเจ้ากนิษกะ ได้เป็นพระมหากษัตริย์ผู้มีพระบรมเดชานุภาพมาก ได้ทรงอุปถัมภ์
การสังคายนาครั้งที่ ๔ ถัดจากพระเจ้าอโศกฯ ทรงอุปถัมภ์การทำสังคายนาครั้งที่ ๓ สังคายนาครั้งที่ ๔ นี้
เป็นการสังคายนาเฉพาะพระสงฆ์ที่อยู่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นการเรี่มต้นนิกายมหายานเป็นทางราชการ
เป็นครั้งแรก พระเจ้ากนิษกะก็ทรงส่งสมณฑูตไปประกาศพระพุทธศาสนาในประเทศต่าง ๆ เหมือน
พระเจ้าอโศกมหาราช นิกายมหายานแพร่มาถึงเกาะสุมาตราไปเกาะชวา ประเทศกัมพูชา ประมาณ
พ.ศ. ๑๓๐๐ พระเจ้ากรุงศรีวิชัยในเกาะสุมาตราได้แผ่อำนาจมาในแหลมมลายูซึ่งเลยมาถึงส่วนหนึ่ง
ของจังหวัดภาคใต้ของเรา เช่นเมืองไชยา จังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุง เป็นต้น ขึ้นมาไม่ถึง
ภาคเหนือ ซึ่งเป็นนิกายฝ่ายเถรวาท แต่เมื่อประมาณ๑๕๕๐ มีพระมหากษัตริย์สืบเชื้อสายจากศรีวิชัย
องค์หนึ่ง มาจากนครศรีธรรมราชได้เป็นผู้ครองเมืองลพบุรี และราชบุตรของพระองค์ได้เป็นกษัตริย์
ประเทศเขมร จึงทำให้ประเทศไทยและเขมรอยู่ในอำนาจกษัตริย์ราชวงศ์องค์เดียวกัน กษัตริย์ทั้งสอง
ได้นับถือพระพุทธศาสนานิกายฝ่ายมหายาน เป็นสมัยที่พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานแผ่เข้าสู่ประเทศไทย
นับตั้งแต่ภาคเหนือของแหลมมลายูขึ้นมา ที่เมืองลพบุรีมีพระสงฆ์ทั้งสองนิกาย กล่าวคือนิกายเดิมของ
ไทยมาจากมคธราฐ ซึ่งมีคนนับถืออยู่ก่อนแล้ว แต่ประเทศเขมรเจริญรุ่งเรืองด้วยนิกายมหายาน
เมื่อกษัตริย์เขมรมีอำนาจเช่นนั้น ทำให้นิกายมหายานเจริญแพร่หลาย ในประเทศไทยเป็นนิกายที่สอง
พร้อมกับความเจริญของศาสนาพราหมณ์ในประเทศไทยด้วย ทั้งนี้เพราะกษัตริย์เขมรบางพระองค์ก็
เลื่อมใสในศาสนาพราหมณ์ ส่งเสริมศาสนาพราหมณ์ บางพระองค์ก็เลื่อมใสทั้งสองศาสนา
ต่างก็บำรุงให้เจริญรุ่งเรืองในรัชสมัยของตน
๓.  สมัยพุกามมีอำนาจในไทยคือสมัยพระเจ้าอนุรุธมหาราชกษัตริย์ ประเทศพม่าซึ่งมีเมืองพุกามเป็นราชธานี
ราว พ.ศ. ๑๖๐๐ เป็นกษัตริย์ที่มีอานุภาพมาก ปราบประเทศรามัญไว้ในอำนาจขยายไปถึงประเทศลานนา
พระมหากษัตริย์องค์นี้เป็นผู้ทำนุบำรุงและเผยแผ่ศาสนาไปด้วย ประเทศพม่า สมัยพม่า สมัยพุกามนับถือ
พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทเหมือนประเทศไทยอำนาจที่กษัตริย์องค์นี้แผ่ไปถึง ก็ทำให้พระพุทธศาสนา
ฝ่ายเถรวาทมั่นคง เมื่อชนชาติไทยได้อำนาจปกครองดินแดนไทยนั้น คือ พ.ศ.๑๘๐๐ ก่อนชาติไทย
มาปกครองดินแดนนี้ ชนชาติไทยก็นับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทอย่างเมืองพุกาม เมื่อสิ้นสมัย
พระเจ้าอนุรุธมหาราช พุกามก็เสื่อมอำนาจลงโดยลำดับ ขณะเดียวกันอำนาจไทยก็เพิ่มขึ้นเข้าแทนที่
เมื่อไทยแผ่อำนาจลงมาถึงเมืองสุโขทัยก็เข้าแทนที่อำนาจของขอมซึ่งตั้งมาช้านาน ซึ่งมีพระพุทธศาสนา
สายเถรวาท และลัทธิพราหมณ์อยู่ก่อนแล้ว เมื่อไทยมาปกครองอาณาจักรแทนขอม ประชาชนใน
อาณาจักรนี้ต่างก็นับถือพระพุทธศาสนาและลัทธิพราหมณ์เข้าใจไปว่าเป็นพิธีและแนวความคิดของ
พระพุทธศาสนาหมด
๔.  ลังกาวงศ์ ในสมัยต่อมา ที่เกาะลังกา พระเจ้าปรักมาหุ ทรงมีพระเดชานุภาพมาก ทรงทำพระองค์เหมือน
พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงอาราธนาพระสงฆ์มีพระมหากัสปเถระ (ชื่อเหมือนพระสาวกครั้งพุทธกาล)
เป็นประธานสังคายนาธรรมวินัย จนทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๖
(แต่บางแห่งว่าปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๗) ชื่อเสียงแห่งความเจริญรุ่งเรือง แห่งพระพุทธศาสนาในลังกา
ได้แพร่มายังประเทศพม่า มอญ ไทย จึงมีพระสงฆ์บางรูปในประเทศเหล่านี้ไปดูพระพุทธศาสนาที่
ลังกา บางรูปเมื่อกลับจากลังกาได้พาภิกษุลังกามายังประเทศของตนด้วย สำหรับประเทศไทยตาม
ตำนานกล่าวว่า ภิกษุไทยกลับมาตั้งคณะที่นครศรีธรรมราชก่อน เมื่อชื่อเสียงของพระภิกษุลังกาแพร่ไป
ถึงกรุงสุโขทัย เมื่อครั้งราชวงศ์พระร่วงเป็นใหญ่ในกรุงสุโขทัยได้นิมนต์พระสงฆ์ลังกาขึ้นไปที่กรุงสุโขทัย
ทำให้พระสงฆ์ฝ่ายเถรวาทเจริญรุ่งเรือง นิกายอาจาริยวาท (มหายาน) เสื่อมลงและสูญไปในที่สุด
คงเหลือนิกายเดียว คือนิกายเถรวาท ไม่มีนิกายอาจาริยวาทอย่างเช่นปัจจุบันนี้ (ครั้นถึงปลายสมัย
กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ประเทศศรีลังกาคือ เกาะลังกา เกิดจลาจล จนสมณวงศ์สูญสิ้น คงจะมีเหลือ
อยู่บ้างตามชนบท เพราะนอกจากพระสงฆ์ไปจากประเทศไทย ไปตั้งคณะขึ้นแล้วก็ยังมีคณะสงฆ์
ของลังกาเองอยู่ด้วย ประเทศลังกาขอพระสงฆ์ไทยไปอุปสมบทกุลบุตรชาวลังกา ยังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ 
คือ สยามวงศ์ หรืออุบาลีวงศ์)

มีผู้กล่าวว่าคนไทยได้นับถือพระพุทธศาสนามาก่อน ก่อนมาตั้งราชธานีที่กรุงสุโขทัยหรือก่อนราชวงศ์พระร่วงเป็นใหญ่ในกรุงสุโขทัย พระพุทธศาสนาที่นับถือเป็นนิกายมหายาน พอราชวงศ์พระร่วงมีอำนาจสมัยสุโขทัย ได้นิมนต์พระสงฆ์จากลังกาซึ่งเป็นนิกายหีนยาน ประกาศศาสนาที่กรุงสุโขทัย นิกายมหายานที่มีอยู่ก่อน ก็ค่อย ๆ เสื่อมไปและสูญไปในที่สุด นิกายหีนยานเจริญรุ่งเรืองและคนไทยได้นับถือพระพุทธศาสนานิกายนี้มาจนกระทั้งปัจจุบัน นิกายมหายานกลับเข้าสู่ประเทศไทย เมื่อชาวจีน ชาวญวณ เข้ามาอยู่เมือง ไทย มีพระจีน วัดจีน พระญวน วัดญวนซึ่งนับถือพระพุทธศาสนานิกายมหายาน อย่างที่ปรากฏอยู่ในบัดนี้ เช่นวัดเล่งเน่ยยี่ (วัดมังกรกมลาวาส) วัดญวณสะพานขาว (วัดสมณานัมบริหาร) เป็นต้น ในรัชกาลที่ ๓ เกิดนิกายสงฆ์ใหม่ที่เรียกว่า ธรรมยุตินิกาย พระสงฆ์คณะเดิมเรียกว่า มหานิกาย

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ การสื่อสารของโลกได้เป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง พระพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกัน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ รัฐบาลและประชาชนชาวไทย ได้จัดการฉลองพระพุทธศาสนา ๒๕ ศตวรรษ พุทธศาสนานิกสัมพันธ์แห่งโลกรวมทั้งผู้เป็นนายก ก็อยู่ที่ประเทศไทย พระสงฆ์ไทยได้เดินทางรอบโลก ได้สร้างวัดไทยในอินเดีย ในอังกฤษ และวัดไทยในอเมริกา มีพระสงฆ์ไปต่างประเทศมากขึ้นโดยลำดับ และมีพระต่างประเทศมาสู่ประเทศไทยมากขึ้น ที่สำคัญที่สุดคือ พระพุทธศาสนาในประเทศไทย เจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่าประเทศอื่นทั้งหมดที่นับถือพระพุทธศาสนา

๑๑ ม.ค. ๒๕๕๓
เผยแพร่ใน ความรู้ทั่วไป

ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๑๕๐๐ ปี พระพุทธศาสนาก็เริ่มเสื่อมลง เนื่องจากพวกนับถือศาสนาพราหมณ์มีอำนาจในอินเดียเบียดเบียนผู้นับถือพระพุทธศาสนา นอกจากนี้เพื่อความอยู่รอด พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาก็หันไปนิยมลัทธิอาถรรพ์ทำเลขยนต์คาถาอาคม มุ่งความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเรียกกันว่าไสยศาสตร์ และตรวจชะตา ฤกษ์ยาม เป็นต้น ซึ่งเป็นที่นิยมกันในหมู่ประชาชนชาวอินเดียมาแต่เดิม หรือมีอยู่ในศาสนาพราหมณ์นั้นเอง ซึ่งมุ่งหมายจะแข่งกับพวกศาสนาพราหมณ์ ไม่ถือพระธรรมวินัยเป็นสำคัญ ทั้งฝ่ายมหายานและหีนยาน ประมาณ พ.ศ. ๑๗๐๐ ผู้นับถือศาสนาอิสลามมีอำนาจลงมาเป็นใหญ่ในอินเดีย พวกอาหรับแผ่อำนาจไปถึงไหนก็รบพุ่งบังคับให้คนนับถือศาสนาอิสลาม และทำลายศาสนาที่เขานับถืออยู่เดิม เช่น พระ วัดวาอาราม ปูชนียสถานอื่น ๆ ในพระพุทธศาสนาก็ถูกทำลาย จนพุทธบริษัทในอินเดียหมดไป เมื่องกองทัพอิสลามไปตามชายทะเล ตั้งแต่อินเดีย จนถึงเขาแหลมมลายู เกาะชวา ซึ่งนับถือพระพุทธศาสนาเหมือนกัน ก็ถูกกำจัดหมดไปด้วย

ศาสนทูตอินเดีย นำศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนาไปต่างประเทศ

เรื่องราวของอดีตที่ชาวอินเดียนำวัฒนธรรมของตนไปเผยแผ่ยังต่างประเทศต่าง ๆ ฐานะที่ผู้อ่านเป็นชาวพุทธมีความรู้ว่า พระพุทธศาสนาที่แผ่เข้ามายังประเทศไทยในสมัยโบราณก่อนที่ชาวไทยจะอพยพลงมานั้น ดินแดนแห่งนี้เรียกว่าสุวรรณภูมิ หรือ แผ่นดินทอง ผู้ที่นำพระพุทธศาสนาเข้ามา คือท่านพระโสณะ กับท่านพระอุตระเถระ เมื่อประมาณ พ.ศ. ๓๐๐ ปีเศษ ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งโมริยวงศ์ส่งเข้ามา ว่าตามความเป็นจริงแล้วดินแดนสุวรรณภูมินี้อาจจะได้รับพระพุทธศาสนาก่อนสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชก็ได้ เพราะชาวอินเดียได้เดินทางไปค้าขายยังนานาประเทศมานานแล้ว ชาวอินเดียอาจเดินทางมาค้าขายตั้งแต่สมัยก่อนครั้งพุทธกาลหรือก่อน  พ.ศ.๓๐๐ ปี เป็นแต่ว่าสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังประเทศต่าง ๆ นั้นมีหลักฐานปรากฏหรือจะเรียกว่าเป็นทางราชการ ศาสนาพราหมณ์ก็ดี พระพุทธศาสนาก็ดี ที่เผยแผ่นอกออกประเทศเป็นทางราชการนั้นเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวภายหลัง พ.ศ.๓๐๐ ปี เท่านั้น ก่อนระยะเวลาดังกล่าว เป็นการเผยแผ่ออกไปแบบชาวบ้านดังที่สมเด็จกรมพระยาดำรง ทรงพระนิพนธ์ไว้ในตำนานพระพุทธเจดีย์ดังนี้

“ลักษณะที่ชาวอินเดีย พาพระพุทธศาสนาไปเที่ยวสั่งสอนยังนานาประเทศนั้น มีเค้าเงือนปรากฏว่า เพราะการคมนาคมในระหว่างอินเดียกับต่างประเทศมีมาช้านาน บางทีจะมีมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ชาวอินเดียที่ไปค้าขายหรือไปตั้งภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ ใครนับถือศาสนาใดก็พาศาสนานั้นไปประพฤติ และสั่งสอนชาวประเทศนั้น ๆ ให้ประพฤติตามเป็นทำนองเดียวกันทั้งศาสนาพราหมณ์ และพระพุทธศาสนา แต่คติศาสนาทั้งสองนั้นผิดกันในข้อสำคัญ ที่ศาสนาพราหมณ์สอนศาสตราอาคม คือศาสตร์และวิชาไสยศาสตร์เกี่ยวข้องไปถึงการปกครองบ้านเมือง ฝ่ายพระพุทธศาสนาสอนแต่ทางธรรมปฏิบัติ หรือถ้าจะว่าอีกอย่าง ๑ ศาสนาพราหมณ์ให้ประโยชน์ยิ่งและหย่อนกว่ากันตามชั้นของบุคคล ฝ่ายพระพุทธศาสนาให้ประโยชน์เสมอกัน มิได้เลือกชั้นของบุคคลเหตุที่ศาสนาทั้งสองไปเจริญรุ่งเรืองในต่างประเทศผิดกัน ประเทศใดที่ชาวอินเดียได้ไปมีอำนาจปกครองเทศนั้น ศาสนาพราหมณ์มักเจริญรุ่งเรืองเช่นประเทศชวา และประเทศกัมพูชาเป็นต้น ประเทศที่ชาวอินเดียมิได้ปกครองประเทศนั้น พระพุทธศาสนามักรุ่งเรืองเช่นกัน ประเทศจีน ญี่ปุ่น มอญ พม่า ไทย เป็นต้น คติศาสนาทั้งสองนั้นผิดกันอีกอย่างหนึ่งที่พวกถือศาสนาพราหมณ์ไม่สู้ขวนขวายในการเที่ยวสอนศาสนาเพราะอาศัยอำนาจดังกล่าวมาแล้ว ส่วนพระพุทธศาสนาอาศัยแต่ความเสือมใสการเที่ยวสั่งสอนจึงเป็นสำคัญมาแต่ครั้งพุทธกาล เมื่อมาถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชให้เที่ยวสั่งสอนการสอนพระพุทธศาสนาไปยังนานาประเทศ จึงนับถือการในอินเดียว่าเป็นพระเกียรติยศอย่างสำคัญของพระมหากษัตริย์ผู้เป็นพุทธศาสนูปถัมภ์พระมหากษัตริย์องค์ใด ซึ่งเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาได้เป็นใหญ่ขึ้นในอินเดียเช่นพระเจ้ากนิษกะเป็นต้น ก็เอาแบบพระเจ้าอโศกฯ เป็นอย่างให้เที่ยวสั่งสอนพระพุทธศาสนายังนานาประเทศสืบกันมา ก็พวกที่ไปเที่ยวสอนศาสนาย่อมไปตามหนทางคมนาคม ซี่งชาวอินเดียไปมากับประเทศนั้นมาแต่ก่อนเป็นต้น”

๑๑ ม.ค. ๒๕๕๓
เผยแพร่ใน ความรู้ทั่วไป

ประเทศอินเดีย ซึ่งก็คือส่วนหนึ่งของชมพูทวีป เมืองแม่ของพระพุทธศาสนา ปัจจุบันนี้พระพุทธศาสนาที่เหลืออยู่คือ คือ ปูชนียสถานโบราณ สมาคมมหาโพธิ์ วัดพระไทยพุทธคยา วัดพระธิเบต วัดพระลังกา วัดพระพม่า แต่วัดพุทธศาสนาที่พระอินเดียอยู่ครอบครองนั้นหายาก ชาวอินเดียก็นับถือศาสนาพุทธก็นับตัวได้และก็เป็นครึ่งพุทธครึ่งฮินดู

พระพุทธศาสนา เกิดในชมพูทวีป ซึ่งมีประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศอินเดียเมื่อ ๔๕ ปี ก่อน พ.ศ. คือนับแต่ปีที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และหมดไปจากอินเดีย พระพุทธศาสนา ได้ไปเจริญและตั้งมั่นในประเทศต่าง ๆ นอกประเทศอินเดีย เช่นประเทศศรีลังกา ประเทศไทย พม่า กัมพูชา ลาว จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ธิเบต สุมาตรา และชาติตะวันตกบางประเทศบ้าง

พระพุทธศาสนาในประเทศอินเดียได้แผ่ขยายไปทั่วอินเดีย (หมายถึงอินเดียส่วนใหญ่ไม่ใช่ทั้งหมด) เมื่อครั้งพระเจ้าอโศกมหาราช และพระเจ้ากนิษกะ เรืองอำนาจ แต่บางส่วนของประเทศยังนับถือศาสนาพราหมณ์ จนศาสนาอิสลามแผ่เข้าไปทำให้ชาวอินเดียเป็นอิสลาม พราหมณ์ในส่วนที่อิสลามแผ่ไปไม่ถึงได้เข้มแข็งขึ้นจนกลายเป็นฮินดู พระพุทธศาสนามีเหลือยู่ในที่ๆ บางแห่งก็ค่อย ๆ เสื่อมลงโดยลำดับจนถึงหมดไป

ภายหลังท่านธรรมบาล ชาวลังกา ได้พยายามฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในอินเดีย เช่นได้ปูชนียสถานบางส่วนคืนจากพวกฮินดู และตั้งสมาคมศรีมหาโพธิ์ มีพระลังกาไปอยู่หลายแห่ง เกิดมีวัดพม่า วัดธิเบต วัดจีน ที่ใกล้ปูชนียสถาน และมีวัดไทยที่พุทธคยา ซึ่งวัดหนึ่ง ๆ ก็มีพระไม่เกิน ๑๕ รูป ที่อยู่ประจำ ปัจจัยที่สนับสนุนพระสงฆ์ และวัดเหล่านั้น ก็ได้ไปจากประเทศของชาตินั้น ๆ ชาวอินเดียที่สนใจจะเป็นชาวพุทธก็หายากเต็มที ชาวฮินดูไม่ได้เห็นความสำคัญ เพราะเขาถือว่าพระพุทธเจ้าก็เป็นอวตารหนึ่ง ของพระนารายณ์ ในศาสนาพราหมณ์ ศาสนาฮินดู นั่นเอง

พระพุทธศาสนาในประเทศอินเดียได้มีการเปลี่ยนแปลงภายใน และได้แผ่ขยายออกไปยังต่างประเทศ เริ่มตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ตำนานพระพุทธเจดีย์ พระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า “พระเจ้าอโศกมหาราช ครองราชสมบัติ เมื่อ พ.ศ. ๒๗๐ เป็นรัชกาลที่ ๓ ในราชวงศ์โมริยะ ทรงอุปถัมภ์การสังคายนาครั้งที่ ๓ กำจัดภิกษุที่แสดงคติวิปลาสผิดพระบัญญัติ อาราธนาพระโมคคัลลีบุตรเถรเป็นประธาน ทำสังคายนาธรรมวินัยที่กรุงปาฏลีบุตร สังคายนาครั้งนี้เป็นตติยสังคายนา เป็นการทำสังคายนารวมกันเป็นลัทธินิกายเดียวกันครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นมาก็ทำกันเป็นนิกาย ๆ ไปไม่ได้รวมกัน พระเจ้าอโศกมหาราช นอกจากทรงอุปถัมภ์การทำสังคายนา ก็มีการส่งพระสงฆ์ไปประกาศพระศาสนายังนานาประเทศดังนี้คือ

๑.  ให้พระมหาเทวเถระไปยังมหิสมณฑล (คือแว่นแคว้นข้างใต้ลำน้ำโคทาวารีอันเป็นประเทศไมเสอร์บัดนี้)
๒.  ให้พระรักขิตเถระ ไปยังปรันตะประเทศคือ แว่นแคว้นกะระนะเหนือ อันเป็นเขตเมืองบอมเบย์บัดนี้)
๓.  ให้พระธรรมรักขิตเถระ ไปยังปรันตะประเทศ คือแคว้นตอนชายทะเลข้างเหนือเมืองบอมเบย์บัดนี้)
๔.  ให้พระมหาธรรมรักขิตเถระไปยังมหารัฐประเทศ (คือแว่นแคว้นข้างยอดลำน้ำโคทาวารี)
๕.  ให้พระมัชฌันติกะเถระไปยังกัสมีระ และคันธาระประเทศ (คือที่เรียกว่า
ประเทศแคชเมีย และอาฟกานิสถาน บัดนี้)
๖.  ให้พระมัชฌิมเถระไปยังหิมวันตประเทศ (คือ มณฑลที่ตั้งอยู่เชิงเขาหิมาลัย มีเนปาลราฐเป็นต้น )
๗.  ให้พระมหารักขิตเถระ ไปยังโยนกโลกประเทศ คือเหล่าเมืองที่พวกโยนกได้มาเป็นใหญ่ 
อยู่ในดินแดนประเทศเปอร์เซียบัดนี้)
๘.  ให้พระมหินทรเถระ อันเป็นราชบุตรของพระเจ้าอโศกมหาราช ไปยังลังกาทวีป
๙.  ให้พระโสณะเถระกับพระอุตระเถระ ไปยังสุวรรณภูมิ

เมื่อราว พ.ศ. ๑๐๐๐ ปี การนับถือศาสนาในอินเดียเริ่มเปลี่ยนแปลงไป คือการแข่งขันกันระหว่างศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์ที่มีอยู่โดยลำดับมาช้านาน ทำให้ประชาชนบางส่วนนับถือศาสนาพุทธ กับศาสนาพราหมณ์ปนเปกันไป เหมือนกับคนจีนที่มาอยู่เมืองไทยนาน หรือที่เกิดในไทยนับถือศาสนาพุทธ เช่นบวชในพระพุทธศาสนาปนกับวิธีไหว้ ซึ่งเป็นพิธิดั้งเดิมของจีน ตามจดหมายเหตุของหลวงจีนฮ่วนเวียง (หรือยวนฉาง) ซึ่งไปเมืองอินเดียเมื่อ พ.ศ. ๑๑๗๓ คือพระภิกษุที่เรารู้จักชื่อกันดีในภาพยนตร์จีนเรื่องพระถังซัมจั๋ง อยู่ในประเทศอินเดีย ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๑๗๓ จนถึง พ.ศ. ๑๑๘๘ กล่าวว่าเดินทางไปหาหนังสือพระไตรปิฏกในอินเดีย พระมหากษัตริย์อินเดียองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระเจ้าศีลาทิตย์ ผู้ครองเมืองกุพซ์ (บัดนี้คือเมืองกาโนช) ซึ่งเป็นราชธานีอยู่ในมัชฌิมประเทศ ให้ทำสังคายนาวันแรกแห่พระพุทธรูปออกมาเป็นประธาน วันที่สองแห่รูปพระอาทิตย์ออกมาเป็นประธาน วันที่สามแห่งพระอิศวรออกมาเป็นประธาน พระองค์เป็นศาสนูปถัมภ์ ซึ่งทำให้เกิดสันนิษฐานว่า กษัตริย์ผู้ปกครองได้อนุวัติตามประชาชนที่นับถือคือศาสนาพราหมณ์นิกายต่าง ๆ ที่นับถือศาสนาพุทะโดยเฉพาะ และผู้นับถือทั้งพุทธทั้งพราหมณ์ปนเปกัน จะเห็นได้ในระยะหลังว่าพราหมณ์ ได้อธิบายว่าพระพุทธเจ้าก็เป็นอวตารหนึ่ง ของศาสนาพราหมณ์ ความคิดที่กล่าวถึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พระพุทธศาสนาหมดไปจากอินเดีย” ที่อิสลามแผ่ไปถึง

ทางฝ่ายเหนือของอินเดีย คือประเทศเนปาล ธิเบต และเมืองกลางทวีปเอชียบางเมือง
ทางฝ่ายใต้ มีเกาะลังกา ทางตะวันออก มีประเทศพม่า มอญ ไทย เขมร ญวน จีน เกาหลี และญี่ปุ่น ที่พระพุทธศาสนาตั้งมั่นอยู่

๑๑ ม.ค. ๒๕๕๓
เผยแพร่ใน ความรู้ทั่วไป

หีนยาน หรือ นิกายใต้

เป็นฝ่ายรักษาของดั้งเดิม ตามที่มีมาในพระไตรปิฎก ธรรมวินัยแบ่งเป็นขั้นตอนกล่าวคือ วินัยศีล กำหนดให้รักษาตามเพศ ตามฐานะ ตามความสามารถเช่น ศีล ๕-๘-๑๐-๒๒๗ เป็นต้น สำหรับธรรมนั้น มีมากตามจริตอัธยาศัยของตน ซึ่งบางส่วนก็คล้ายศีล คือ ปฏิบัติตามเพศฐานหรือวัย เช่นฆราวาสธรรม สารณียธรรม เป็นตัวอย่าง ซึ่งแบ่งอย่างกว้าง ๆ คือ โลกียะและโลกุตระ อย่างที่เรามีอยู่ ซึ่ง จุดหมาย คือ ความสุขในโลกนี้ และความหลุดพ้นจากโลกนี้

นิกายใต้ ปฏิบัติพระไตรปิฏกเป็นหลัก มีข้อแตกต่างกันไปตามข้อปลีกย่อย การแตกแยกเป็นนิกายออกไป ก็เนื่องด้วยความเห็นไม่ลงรอยกันในข้อปลีกย่อย เช่นสังคายนาครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ เป็นตัวอย่าง แต่จุดหมายปลายทางเหมือนกัน คือการปฏิบัติธรรมเนียมเพื่อชำระตนให้หลุดพ้นจากกิเลส เพื่อความเป็นอรหันต์แห่งตนเอง ทำตัวให้เป็นคนดี เป็นผู้หลุดพ้นให้เป็นตัวอย่าง ให้คนอื่นเลื่อมใสและเชื่อฟัง จะได้ทำตัวให้เป็นอรหันต์ หมดทุกข์ต่อไปด้วย

นิกายใต้ ทำตัวให้หลุดพ้น ช่วยสอนคนอื่นให้รู้วิธีหลุดพ้น ให้คนอื่นปฏิบัติให้หลุดพ้นเหมือนกับตนด้วยเขาเอง

มหายาน หรือ นิกายเหนือ
แม้จะมีศีลเหมือนกันแต่บางสาขาของนิกายไม่มีศีลเลย คงมีแต่ธรรมเท่านั้น ซึ่งมุ่งเป็นพระโพธิสัตว์ผู้มีหน้าที่ปลดทุกข์ให้แก่สัตว์ โลก นิกายฝ่ายเหนือตำหนินิกายฝ่ายใต้ว่าเห็นแก่ตัว ใจแคบ เพราะสอนว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ความบริสุทธิ์เป็นของใครของมัน คนอื่นเป็นที่พึ่งไม่ได้ พูดง่าย ๆ คือ สอนให้เอาตัวรอดอย่างที่เรียกว่า ตัวใครตัวมัน สอนปัญญาว่าเลิศเป็นเครื่องมือระงับทุกข์แก่ตนเอง เมื่อปัญญานั้นปราศจากกรุณาแล้ว ปัญญาก็เป็นเครื่องมือที่ไร้ประโยชน์สำหรับคนอื่น คงเป็นประโยชน์แก่ตัวเองเท่านั้น นอกจากนี้ท่านอาจารย์ใหญ่ฝ่ายนิกายเหนือชื่อ ศานติเทวะ เกิด พ.ศ. ๑๒๓๔ ได้บรรยายถึงจิตใจของผู้เป็นพระโพธิสัตว์

“ข้าพเจ้าจะเป็นยารักษาคนไข้ จนกว่าความเจ็บไข้จะหมดไป ข้าพเจ้าจะเป็นผู้ดับความหิวกระหายด้วยอาหาร และเครื่องมือ ขอให้ข้าพเจ้าเป็นคลังพัสดุสำหรับคนยากจน อย่างไม่รู้หมด และแจกจ่ายพัสดุต่าง ๆ แก่คนยากจนตามความจำเป็นชีวิต ความอิ่มใจ ความดีที่ได้สร้างสมมาในชาติอดีต ปัจจุบันและอนาคตของข้าพเจ้า ขออุทิศให้ด้วยความเต็มใจเพื่อสรรพสัตว์จะได้บรรลุจุดหมายแห่งชีวิตของตน”

จุดหมาย ของมหายาน คือปฏิบัติเพื่อเป็นพระโพธิสัตว์ด้วยการปฏิบัติตามปณิธาน
หรือปฏิญาณของพระโพธิสัตว์ ๔ อย่าง ดังที่ได้กล่าวในตอนว่าด้วยพระโพธิสัตว์

เมื่อปฏิบัติถึงขั้นเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว จะต้องท่องเที่ยวในสังสารวัฏ เพื่อปลดเปลื้องทุกข์ หรือกวาดล้างอธรรมไปจากโลก เมื่อทุกคนเข้าถึงความเป็นพุทธแล้ว ผู้เป็นพระโพธิสัตว์มีบารมีเต็ม และไม่มีสัตว์อื่นให้ขนต่อไป ตนเองจึงจะเข้าสู่ความเป็นพุทธะ

นิกายเหนือ เบื้องต้นก็เหมือนนิกายใต้ทำตัวให้หลุดพ้นช่วยคนอื่นให้หลุดพ้นไปด้วย คือทำไปพร้อมกัน แต่เมื่อตัวหลุดพ้นแล้วยังปฏิบัติหน้าที่ต่อไปโดยช่วยคนอื่นให้หลุดพ้น

พิจารณาตามสภาพสังคมปัจจุบันแล้ว การช่วยตนเองขณะเดียวกัน ก็ช่วยคนอื่นไปพร้อมกันเป็นหลักการที่ถูกต้อง การช่วยตัวเองโดยไม่คำนึงถึงคนอื่น เป็นความเห็นแก่ตัว เป็นการทำลายมากกว่าการสร้างสรรค์ คนที่ไม่ช่วยตัวเอง คอยแต่ให้คนอื่นช่วย คนนั้นก็เสื่อมสังคมที่คนคอยแบมือขอโดยไม่ช่วยตัวเอง ปล่อยให้คนอื่นช่วยฝ่ายเดียว สังคมเช่นนั้นก็จะเสื่อมถอยมากกว่าเจริญมิใช่หรือ

โลกปัจจุบันกำลังหลงใหลฟุ้งเฟ้อด้วยวัตถุ ย่อมเป็นการยากที่คนจะเห็นแก่คนอื่น ถ้าไม่มีจิตใจที่ได้บ่มอบรมถึงขนาดพอควร สังคมที่เอารัดเอาเปรียบย่อมเห็นแก่ตัวพวกของตัวเป็นที่ตั้ง สังคมได้ใช้ไม้แข็งแก้ คือกฎหมายเข้าเสริมแต่ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะผู้ตรากฎหมายก็ดี ผู้รักษากฎหมายก็ดี ผู้จะปฏิบัติตามกฎหมายก็ดี มีเบื้องหลังคือเพื่อตัวเอง ยิ่งกว่าเพื่อผู้อื่นตามตัวหนังสือ สังคมเช่นนี้จึงยังไม่บรรลุเป้าหมายนิกายใต้ก็ดี เหนือก็ดี หลักธรรมนั้นดีด้วยกันทั้งนั้น แต่ทางปฏิบัติเท่าที่ปรากฏอยู่ตรงตามหลักธรรมน้อยมาก ความทุกข์เข็ญจึงมีกระจายอยู่ทั่วไป การที่แต่ละนิกายตำหนินิกายอื่นยก นิกายตนนั้นเป็นลักษณะถามเองตอบเอง ยกตนเองทับถมคนอื่นหรือปิดปมด้วยของตนเอง การอวดกันในหลักการวิธีการว่าวิเศษกว่ากัน แต่ผลไม่ได้เท่าที่ควร นั่นเป็นความเพ้อเจ้อมากกว่า เป็นความจริง ลักษณะเช่นนี้ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมรับว่าอีกฝ่ายหนึ่งเหนือกว่า

ความจริงนั้นหีนยานใต้ และมหายานเหนือ ต่างก็มีหลักการเหมือนกัน แต่วิธีการต่างกันเท่านั้น ส่วนผลนั้นยากที่จะตัดสินว่า ใครเหนือกว่าใคร และไม่ควรจะแข่งขันกัน เพราะไม่ใช่กีฬา และไม่มีกรรมการตัดสิน ในหนังสือเปรียบเทียบลัทธิของโลก ของดอกบัวขาวและพิภพ ตังคณะสิงห์ได้เปรียบเทียบนิกายหีนยานและมหายานตอนหนึ่งดังนี้ ฝ่ายมหายานมีแนวความคิดกว้างขวางและเป็นเสรี มากกว่าหีนยานซึ่งเกิดมาก่อน มิใช่แต่ในด้านการดำเนินชีวิตอย่างเดียว แต่ในด้านปรัชญาและทัศนคติ เรื่องโลกโดยทั่วไปอีกด้วย จริงอยู่ฝ่ายมหายานบางทีก็เตลิดไปไกลเกินไป เพราะปล่อยเสรีภาพเกินไป ในการแปลความหมายคำสอนของพระพุทธเจ้า ฉะนั้นการปล่อยให้คิดได้กว้างขวางโดยเสรีนี้ บางคราวก็เลยพาให้ออกนอกขอบเขตที่ควรไป ความตึงเครียด และความอิสรเสรี หีนยานและมหายาน จึงควรจะนำมาดึงถ่วงกันไว้เพื่อให้เกิดผลดีที่สุด จากแต่ละฝ่ายแก่พระศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาคปฏิบัติของการดำเนินชีวิต

๑๑ ม.ค. ๒๕๕๓
เผยแพร่ใน ความรู้ทั่วไป

ศาสนาสำคัญ ๆทุก ๆ ศาสนา เช่น คริสตศาสนา อิสลาม ศาสน (หรือจะเรียกเป็นลัทธิก็ตามใจชอบ) พราหมณ์ หรือฮินดู รวมทั้งพระพุทธศาสนาด้วย ต่างก็มีอยู่หลายนิกายด้วยกัน คริสตศาสนามีนิกายสำคัญคือ นิกายคาธอร์ลิก โปรเตสแตนท์ ซึ่งแต่ละนิกายก็แยกเป็นเป็นสาขาออกไปอีกนับเป็นหลาย ๆ สิบสาขา

ศาสนาอิสลามมีนิกายสำคัญคือ นิกายสุหนี่ นิกายซิเอต์ คือ เจ้าเซน ซึ่งต่างก็มีนิกายย่อยลงไปอีก

ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูมีลัทธิพิธีแตกต่างกันเป็นอันมาก และมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง คงเดิมบ้าง นับถือเฉพาะแม่เจ้ากาลีบ้าง เฉพาะพระศิวะบ้าง ฯลฯ

พระพุทธศาสนา ผู้นับถือพระพุทธศาสนา ก็มีคติเหมือนกับผู้นับถือศาสนาอื่น คือมีความคิดเห็นแตกแยกกัน เห็นไม่ตรงกัน

ศาสนาสำคัญของโลกทุกศาสนาเกิดนิกายขึ้น เพราะความเห็นเกี่ยวกับวินัย หรือหลักธรรมในศาสนาของตน เห็นไม่ตรงกันแยกไปตั้งหมู่คณะของตนที่มีความคิดเห็นตรงกัน เช่น ท่านมาตินลูเธอร์ ผู้ให้กำเนิดนิกายโปรเตสแตนท์ในคริสตศาสนาเป็นต้น

พระพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกัน เดิมทีเดียวไม่มีนิกาย เช่น พระพุทธศาสนา ก่อนทำสังคายนาครั้งที่ ๒ ยังไม่มีนิกาย แต่เมื่อพูดถึงความเห็นแตกแยกกัน ก็เริ่มเกิดตั้งแต่ภายหลังที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานได้ ๗วัน ซึ่งเป็นเหตุให้พระมหากัสสปะชุมนุมสงฆ์ทำสังคายนาครั้งที่๑ ครั้นถึงสังคายนาครั้งที่ ๒ สงฆ์ได้แยกออกเป็นสองคณะอย่างชัดเจนคือ ฝ่ายเถรวาท และฝ่ายอาจาริยวาท ซึ่งเป็นนิกายขึ้นแล้ว แต่ยังไม่มีชื่อเรียกเป็นทางราชการทางประวัติศาสตร์ เช่น ทำการสังคายนาของพระเจ้าอโศกมหาราช และของพระเจ้ากนิษกะ เกิดเป็นนิกายฝ่ายใต้ นิกายฝ่ายเหนือ หรือเรียกหีนยานมหายานจนบัดนี้ ซึ่งแต่ละนิกายก็มีนิกายย่อยออกไปอีก

เหตุให้เกิดนิกาย

ได้กล่าวมาแล้วว่านิกายเกิดขึ้น เพราะความเห็นเกี่ยวกับวินัยหรือหลักธรรมในศาสนาของตนไม่ตรงกัน นี่เป็นเพียงสาเหตุหนึ่งเท่านั้น สาเหตุที่สำคัญอีกสองประการ คือ สภาพแวดล้อมของสังคมเกี่ยวกับดิน ฟ้า อากาศ และความนึกคิดเกี่ยวกับจารีตประเพณีที่แตกต่างกันออกไป

ความเข้าใจพระพุทธพจน์ต่างกัน การหันเข้าหาความสะดวกล้วนเป็นบ่อเกิดแห่งการแตกแยกจนเกิดเป็นนิกายขึ้น สำหรับพระพุทธศาสนานอกจากสาเหตุดังกล่าวแล้ว ยังมีหลักฐานในพระไตรปิฏกซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดความคิดเห็นไม่ตรงกัน จนเกิดเป็นนิกาย คือ

๑.  ในมหาปรินิพพานสูตร พระพุทธพจน์ที่ว่า “อานนท์เมื่อหมดเราแล้ว ธรรมวินัยที่เราทรงสอนไว้ 
เป็นศาสดาแทนเรา และว่าสงฆ์ปรารถนา ก็เพิกถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้” ภิกษุที่เคร่งครัดในธรรมวินัย
ที่เรียกว่าอนุรักษ์นิยมเห็นว่าไม่สมควรเพิกถอนสิกขาบทใด ๆ ทั้งสิ้น คำสอนมีอย่างไรก็ปฏิบัติอย่างนั้น
แต่ภิกษุบางรูปเห็นว่า สมควรจะมีการเพิกถอนสิกขาบทที่ไม่สำคัญได้บ้าง เพื่อความแผ่ไพศาลแห่งศาสนา 
(เช่น คดีฝ่ายมหายาน) และเหมาะสมกับสังคมทันสมัย

๒.   ในมหาปรินิพพานสูตร เช่นเดียวกันกับในข้อ ๑ หลักตัดสินพระธรรมวินัยที่เรียกว่า มหาประเทศ ๔ คือ
๑.   สิ่งใดไม่ได้บัญญัติไว้ว่าควร แต่เข้ากันได้กับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควร
๒.   สิ่งใดไม่ได้บัญญัติไว้ว่าควร แต่เข้ากันได้กับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควร
๓.   สิ่งใดไม่ได้ทรงบัญญัติไว้ว่าควร แต่เข้ากันได้กับสิ่งที่ไม่ควรขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควร
๔.   สิ่งใดไม่ได้ทรงบัญญัติไว้ว่าไม่ควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่ควร ขัดต่อสิ่งไม่ควร สิ่งนั้นควร

นี่เองที่ทำให้ตีความในหลักธรรมแตกต่างกันออกไป เพราะพระพุทธพจน์ คือพระบาลีนั้นเป็นคำสั้น ๆ  ซึ่งพระบาลีนั้นมีปัญหาว่า คำนั้น ๆ หมายความโดยละเอียดอย่างไร เช่น คำว่ากาลโภชน์ การฉันอาหารในกาลไม่มีปัญหาว่า ตั้งแต่เวลาไหนถึงไหน แต่มาภายหลังพุทธกาล ฝ่ายเถรวาทอธิบายว่า กาลโภชน์- กาล หมายถึง ตั้งแต่รุ่งอรุณจนถึงเที่ยงวัน แต่ฝ่ายอาจาริยวาทตีความว่าตั้งแต่อาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก เป็นกาลโภชน์ฉันอาหารได้พ้นจากนั้นเป็นเวลาวิกาล ฉันมิได้เป็นตัวอย่าง วินัยก็ดี ธรรมะก็ดี บางข้อในสมัยพุทธกาลไม่เป็นปัญหา แต่ตกมาหลังพุทธกาล ถ้าคำอธิบายของพระอรรถกถาจารย์ก็ดี พระฏีกาจารย์ก็ดีหรือพระเกจิอาจารย์ก็ดี ไม่ปรากฏในคัมภีร์ ธรรมหรือวินัยข้อนั้นก็มีการตีความกัน เช่น เรื่อง กาล วิกาล เกี่ยวกับพระวินัยดังกล่าวแล้ว ยิ่งเกี่ยวกับธรรมะยิ่งเกิดเป็นปัญหามาก เช่น คำว่าสติ กับสัมปชัญญะ สติมาในธรรมหลายหมวด การตีความหมายหมวด มี ๒ ทาง คือ ตีตามที่มาในหมวดธรรมนั้น ๆ  อย่างหนึ่ง ตีตามที่ตนเข้าใจอย่างหนึ่ง  สัมปชัญญะมาในที่ต่าง ๆ น้อยแห่งกว่า สติ ความหมายก็สั้น เมื่อเกิดปัญหา สัมปชัญญะ คือความรู้ตัว คือรู้อย่างไร ก็จำเป็นต้องอธิบายตามความเข้าใจของผู้อธิบาย ซึ่งนักธรรมด้วยกันก็อธิบายใกล้เคียงกันบ้างเหมือนกันบ้าง ต่างกันไปบ้าง จนบางทีผู้มีความสงสัยหัวข้อธรรมนั้น ๆ ไม่อาจปลงใจว่าของใครถูก เมื่อเกิดปัญหาวินัยหรือธรรมะในคัมภีร์ขึ้นผู้เป็นคณาจารย์หรือหัวหน้าอธิบายอย่างไร ลูกศิษย์ก็เชื่อตามถ้าผู้เป็นอาจารย์อีกคณะหนึ่งอธิบายไปอีกอย่างหนึ่ง ลูกศิษย์ก็เชื่อตามอาจารย์ ความเห็นไม่ตรงกัน ปฏิบัติไม่ตรงกันก็เกิดขึ้น ยิ่งถ้าผู้มีอำนาจ เช่นพระมหากษัตริย์ เป็นผู้ทรงสนับสนุนทำสังคายนา เหมือนพระเจ้าอโศกมหาราช และพระเจ้ากนิษกะเป็นตัวอย่าง นิกายหรือสาขาของนิกาย เหมือนกับพรรคการเมืองของชาวบ้าน

ครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าประทับที่ป่าประดู่ลาย เมืองโกสัมพีพระพุทธเจ้าทรงประทับเป็นประธานท่ามกลางสงฆ์ ทรงกำใบประดู่ลายจำนวนหนึ่งแล้วรับสั่งถามภิกษุว่า ใบประดู่ที่พระองค์กำอยู่กับใบประดู่ลายที่อยู่บนต้นไหนจะมากกว่ากัน ภิกษุทราบทูลว่าประดู่บนต้นมีมากกว่า พระพุทธเจ้ารับสั่งว่าคำสอนของพระองค์ก็เช่นเดียวกัน ที่สอนมีน้อยกว่าที่ไม่สอน เพราะอะไร เพราะคำสอนที่ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ คือความประพฤติอย่างพรหม เป็นต้นว่าความเบื่อหน่าย ความสิ้นกำหนัด ความดับ ความสงบ ฯลฯ พระองค์ไม่ทรงสอน

ทั้ง ๓ ประเด็นที่ยกมานี้แสดงให้เห็นว่า การอธิบายวินัยบางสิกขาบทหัวข้อธรรมให้เข้ากัน กับชีวิตประจำวันได้นั้นยาก ที่จะให้ตรงกันได้ เพราะตัวอย่างตามคัมภีร์นั้นเป็นเรื่องราวในอดีต ซึ่งมีสภาพแวดล้อมไม่เหมือนกับปัจจุบัน เรื่องราวในคัมภีร์เป็นเพียงส่วนประกอบในการอธิบาย ที่จะให้เข้าใจจริง ๆ ต้องเข้าใจวินัยหรือธรรมข้อนั้น ๆ โดยตลอด นี่พูดถึงผู้อธิบาย ผู้รับก็ต้องมีพื้นสภาพแวดล้อมพอที่จะรับฟังใฟ้เข้าใจได้ด้วย จึงจะสำเร็จประโยชน์การถกเถียงกัน มีความเห็นไม่ตรงกันในการตีความหมายหัวข้อธรรมะบางข้อ ย่อมมีขึ้นได้เสมอ ซึ่งเรียกอย่างภาษาวัดว่าทิฏฐิไม่เสมอกัน ตามภาวะของปุถุชน ก็เกิดเรื่องทำนองคนตาบอดคลำช้างขึ้น

สำหรับการอธิบายธรรม การสอนธรรมยกหัวข้อธรรมจากคัมภีร์มาสอนคนปัจจุบัน หากผู้รับฟังมีพื้น ศรัทธาจริตเป็นทุนเดิม ก็ไม่เป็นการลำบาก แต่คนที่เป็นพุทธิจริต  ความลำบากย่อมตามมา คือเชื่อยากเท่าที่เป็นอยู่ในบัดนี้ มีนักธรรม- นักสอนธรรมอยู่ ๓ จำพวกคือ พวกสอนตามคัมภีร์ พวกสอนนอกคัมภีร์และพวกสอนทั้งในคัมภีร์และนอกคัมภีร์

พวกที่หนึ่ง  สอนธรรมตามตำรา นำหัวข้อธรรมขึ้นตั้งเป็นกระทู้ แล้วนำเรื่องราวที่ปรากฏในคัมภีร์มาประกอบ 
การตีความหมายหัวข้อธรรมตามที่พระอรรถกถาจารย์ ฯลฯ แก้ไว้แล้วก็สรุปจบลงง่าย ๆ
พวกที่สอง   สอนธรรมนอกคัมภีร์ (ตำรา) ยกหัวข้อธรรมขึ้นแล้วอธิบาย นำเรื่องมาประกอบ ซึ่งคำอธิบาย
กับเรื่องไม่ตรงกับหัวข้อธรรม
พวกที่สาม   เป็นนักสอนธรรมที่หายาก ยกธรรมมาอธิบายกับชีวิตปัจจุบันอย่างกลมกลืนสนิท
แตกฉานทั้งหลักธรรมและเข้าใจปัญหาชีวิตเป็นอย่างดี ผู้ฟังเข้าใจได้ความรู้
คนพวกที่สามมีน้อยกว่าสองข้างต้น หาได้ยาก

ข้อแตกต่างที่นับว่าสำคัญของนิกายใหญ่ทั้งสองก็คือ

๑.  ทิฎฐิ หรือแนวความคิดต่างกัน รากฐานอันสำคัญในการบรรลุเป้าหมายของมหายาน คือ ศรัทธา
ถ้าถามว่า ศรัทธาอย่างไร ตอบว่ามหายานถือว่า ศรัทธาเป็นหลักสำคัญ ที่จะให้ผู้นับถือพระพุทธศาสนา
บรรลุธรรม คือ ศรัทธาในพระพุทธะ หรือในพระพุทธเจ้า ด้วยแรงของศรัทธาจะทำให้เชื่อและปฏิบัติตาม
คำสอนอย่างมีชิวิตจิตใจแล้วจะได้บรรลุธรรม ความเชื่อนี้จะทำให้ผู้ปฏิบัติไม่ลังเล ปฏิบัติอย่างถวายชีวิต
แต่ฝ่ายหีนยานไม่ปฏิเสธศรัทธาว่ามีค่าน้อย แต่ว่าหมวดธรรมใดมีศรัทธาอยู่ด้วย หมวดธรรมนั้นก็จะมี
ปัญญากำกับอยู่ เชื่อในกรรมว่าสัตว์โลกมีกรรมเป็นของตน กรรมจำแนกให้สัตว์ต่างกัน เชื่อว่าทำดีได้ดี
ทำชั่วได้ชั่ว และเชื่อในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แม้กระนั้นคัมภีร์ ในนิกายฝ่ายใต้ก็เห็นว่าปัญญา
สูงกว่าศรัทธา การเลือกเฟ้นหลักธรรมว่าถูกต้องเพียงไรก็ดี หลักสัปปุริธรรมต่างมีปัญญาเป็นพื้นฐาน
รวมความก็คือ รากฐานในนิกายมหายานยึดหลักว่า สทฺธาย ตรติ โอฆํ คนข้าม โอฆะ ได้เพราะศรัทธา
หีนยานยึดหลักว่า ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ คนจะบริสุทธิ์ได้เพราะปัญญา

๒.  สังคมหรือสภาพแวดล้อมที่รักษาคัมภีร์ ของแต่ละฝ่ายแตกต่างกันทางนิกายฝ่ายใต้นับตั้งแต่สังคายนา
ครั้งที่ ๓ ที่พระเจ้าอโศกมหาราชเผยแผ่ศาสนาไปยังประเทศต่าง ๆ นั้น นิกายฝ่ายใต้คือ ลังกา พม่า ไทย
ลาว เขมร ซึ่งเป็นประเทศนับถือนิกายนี้ ต่อมานิกายมหายานก็ได้แผ่เข้ามาอีกในประเทศไทย เขมา พม่า
และลาว แต่ลังกานั้นมหายานไม่เข้าไปลังกาสมัยศาสนาเสื่อมก็มี เจริญก็มี มาถึงสมัยหลังสุดนิกายนั้น
พุทธศาสนา ในลังกากำลังเจริญได้แผ่มายัง พม่า ไทย เขมร และลาว อันเป็นคัมภีร์พระไตรปปิฎกฉบับ
ปัจจุบันของชาติต่าง ๆ เหล่านี้ มาจากแหล่างเดียวกัน เป็นคัมภีร์ที่รักษามาตั้งแต่เดิมฉบับเดียวกัน
ส่วนที่แผ่ไปยังภาคอื่นนั้น ตั้งอยู่ไม่มั่นคง ก็ถูกศาสนาอื่นเช่น พราหมณ์บ้าง ฮินดูบ้าง และมหายานเองบ้าง
ทำให้สิ้นลมปราณไปเหลืออยู่เฉพาะประเทศที่กล่าวนามข้างต้น

ทางนิกายฝ่ายเหนือ
นับตั้งแต่สังคายนาของพระเจ้ากนิษกะ ซึ่งทำอยู่ในภาคเหนือของอินเดีย ได้เผยแผ่ไปยังที่ข้างเคียง คือ ธิเบต จีน เกาหลี เนปาล มองโกเลีย ญี่ปุ่น ญวน ภาคเหนือของอินเดีย ศาสนาพราหมณ์ยุคพัฒนาซึ่งเป็นฮินดูนั้น พระพุทธศาสนาต้องต่อสู้ และสภาพแวดล้อมของคนในที่นั้น เป็นเหตุให้นักปราชญ์อธิบายหลักธรรมและพิธีของศาสนาให้เหมาะกับคนและท้องถิ่นนั้น ๆ คณาจารย์แต่ละท่านได้ค้นหาวิธี และแต่งคัมภีร์ประกาศศาสนา จนเกิดสูตรมากหลาย ซึ่งพ้องกับของหีนยานโดยชื่อเหมือนกันบ้าง แตกต่างกันบ้าง แต่มีพระสูตรอีกมากหลายที่ไม่มีในคัมภีร์นิกายฝ่ายใต้ เช่น สัทธรรมบุฑณริกสูตร เป็นต้น

สัทธรรมบุณฑริกสูตร

ในประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น นิกายใหญ่ต่างนับถือสัทธรรมบุณฑริกสูตรเป็นสูตรสำคัญกว่าพระสูตรอื่น เป็นพระสูตรแท้สูงสุดแลเป็นมหายานแท้ พระสูตรนี้แบ่งเป็น ๒๘ บท มี ๒ ภาค มีบทเท่ากัน

๐  ภาคต้น   กล่าวถึงธรรมะต่าง ๆ ซึ่งเป็นความรู้ที่จะทำคนให้เป็นพุทธะ
๐  ภาคปลาย  กล่าวถึงความจริงอันลึกซึ้ง เกี่ยวกับความเป็นพุทธะเป็นญาตุที่มีอยู่ในทุกตัวตน
ความเป็นพุทธะหรือพุทธภาวะนี้เป็นดั้งเดิม จักรวาลสากลจักรวาล ก็เป็นสภาพดั้งเดิม
ชีวิตมีอยู่ตลอดกาล ชีวิตหนึ่ง ๆ ก็คือกระจิดริดหนึ่งของชีวิตดั้งเดิม พุทธะก็ดีชีวิตก็ดี
มีอยู่ตลอดกาล

คำสอนของพระพุทธเจ้าตลอด ๔๕ พรรษา แบ่งเป็นคำสอนชั้นเตรียมเป็นเวลา ๓๗ ปี ซึ่งเป็นคำสอนตอนต้นคำสอนตอนปลาย ๘ ปี หลังเป็นคำสอนสูงสุดรวม ๔๕ ปี แต่มหายานแบ่งเป็นทรงประกาศศาสนา ๕๐ ปี ดังนี้

๑.  เริ่มตั้งแต่สอนภิกษุปัญจวัคคีย์ คือ คำสอนที่ปรากฏในพระไตรปิฎก (ของหีนยาน) เป็นเวลา ๑๒ ปี
๒.  เป็นคำสอนศึกษาได้จากพระสูตร (หมายถึงของมหายาน) เช่นไวปุลยะสูตร ทรงสอนวิธีนี้ ๑๖ ปี
๓.  ทรงสอนวิธีเหมาะแก่การใช้ความคิด ตรึกตรองลึกซึ้งกว้างขวางทรงสอนวิธีนี้อยู่ ๑๔ ปี
๔.  คำสอนแท้และสูงสุดของพระพุทธศาสนา เป็นแก่นแห่งพระพุทธศาสนา ทรงสอนวิธีนี้อยู่ ๘ ปี

คัมภีร์มหายานได้แยกระยะกาลแห่งการประกาศพระศาสนาของพระพุทธเจ้าเป็นระยะตั้งแต่ ๑-๓ เป็นคำสอนขั้นต้น เตรียมพื้นฐาน เพื่อรับคำสอนเบื้องปลาย คือ สัทธรรมบุณฑริกสูตรสูงสุด ที่กล่าวมานี้เป็นของนิกายใหญ่ในจีน และญี่ปุ่น เท่านั้น

ตำนานทางฝ่ายใต้

พระเทวทัต ได้พยายามแยกคณะจากพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งพระพุทธองค์ทรงพระชนม์อยู่ ภายหลังพระเทวทัตสำนึกผิดและสงฆ์ก็มิได้แตกกันคือ เมื่อพระพุทธองค์รับสั่งให้อัครสาวกไปชี้แจง สามารถนำพระที่เข้ากับพระเทวทัตกลับมา

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานได้ ๗ วัน หลวงตาบวชเมื่อแก่ชื่ออสุภัททะ ได้กล่าวกับภิกษุบางรูป ไม่ให้เสียใจที่พระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานว่า “พระสมณโคดม ตายเสียแล้วก็ดี เมื่ออยู่บัญญัติวินัยจู้จี้กวนใจ ต่อไปจะทำอะไรไม่ต้องกลัวใครว่ากล่าวทักท้วงอีก” พระมหากัสสปะได้นำทำสังคายนาครั้งแรก เพราะเหตุนี้ การร้อยกรองพระธรรมวินัยเป็นหมวดหมู่ด้วยปากเปล่า มิได้เป็นลายลักษณ์อักษร

เมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๐๐ ปีเศษ เกิดปัญหาวัตถุ ๑๐ อย่าง และการขอเงินชาวบ้านของภิกษุวัชชีบุตรชาวเมืองไพสาลีมีสาระสำคัญคือ การฉันอาหารหลังเที่ยงและการรับทรัพย์สินเงินทองเป็นต้น พระที่เห็นว่าสมควรก็มี พระที่คัดค้านว่าไม่ควรก็มี พระสงฆ์ฝ่ายที่เห็นว่าไม่สมควร มีพระยศเถระเป็นหัวหน้า ว่าไม่ควรแก้ไขพระวินัยผิดไปจากที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ แม้จะมีข้อแก้ไว้ก็ดี เพราะไม่สามารถรู้ได้ว่าควรไม่ควรเพียงไร รักษาตามบัญญัติไว้เดิมดีกว่า สงฆ์คณะนี้เรียกชื่อว่า “เถรวาท” เพราะปฏิบัติตามที่พุทธสาวกได้ทำสังคายนามาตั้งแต่ครั้งที่ ๑ ส่วนพระสงฆ์อีกฝ่ายหนึ่ง คือ พระภิกษุชาววัชชี เป็นต้น ถือว่าการทำเช่นนั้นสมควร ไม่ผิดบัญญัติ สงฆ์คณะนี้เรียกว่า “อาจาริยวาท” เพราะถือตามมติอาจารย์แก้ไขไว้ พระยศเถระจึงนิมนต์พระคณาจารย์มีพระสัพพกามีและพระเรวัติ เป็นต้น กับคณะสงฆ์เป็นจำนวนมาก รวมประมาณ ๗๐๐ องค์ พร้อมกับยกสังคายนาเป็นครั้งที่ ๒ พระเจ้ากาลาโศกราชทรงเป็นอุปถัมภ์ ทำอยู่ ๘ เดือนจึงสำเร็จ

ครั้งที่สำคัญคือ ครั้งที่ ๓ พระพุทธศาสนาล่วงไปได้ ๒๐๐ ปีเศษ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ ทำสังคายนาเสร็จประมาณ พ.ศ. ๒๓๕ พระโมคคัลลีบุตรเป็นประธาน เป็นครั้งแรกที่พระพุทธศาสนาแผ่ไปยังนานาประเทศอย่างกว้างขวางเหตุแห่งการสังคายนาครั้งนี้คือ มีพวกปลอมบวชในพระพุทธศาสนาเพื่อเห็นแก่ลาภ ไม่ปฏิบัติธรรมวินัย

การทำสังคายนาครั้งที่ ๔-๕ ในประเทศศรีลังกา รายละเอียด ไม่นำมากล่าวในที่นี้ สำหรับประเทศอื่น  ๆ เช่น พม่า ไทย ฯลฯ ก็เคยชำระสะสางพระไตรปิฎก โดยถือเป็นการสังคายนากันเหมือนกัน ข้อสำคัญคือประเทศลังกา พม่า ไทย เขมร และลาว เป็นนิกายหีนยานมีพระไตรปิฎกมาจากแหล่งเดียวกัน คือธรรมวินัยที่สังคายนามาตั้งแต่ครั้งที่ ๓-๔ และ ๕ ซึ่งเป็นฉบับมาจากลังกา

นิกายฝ่ายเหนือเริ่มต้นตั้งแต่การสังคายนาครั้งที่ ๔ (หมายถึงที่ทำในประเทศอินเดียต่อจากครั้งที่ ๓ ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นองค์อุปถัมภ์ พระเจ้ากนิษกะ (พ.ศ. ๖๒๑-๖๔๒) เป็นองค์อุปถัมภ์ในการสังคายนาครั้งที่ ๔ จารึกธรรมวินัยเป็นภาษาสันสกฤต ทำที่ภาคเหนือของประเทศอินเดีย คือแคว้นกาษมีระ ในรัชสมัยของพระองค์พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานได้แผ่ไปทั่วทุกสารทิศมีคัมภีร์เกิดขึ้นเป็นอันมาก ความจริงคัมภีร์ต่าง ๆ ก็คือสูตรต่าง ๆ มีคณาจารย์ได้แต่งขึ้นเอง พระอาจารย์ผู้แต่งผู้แปลแต่ละคัมภีร์ก็เป็นพระโพธิสัตว์นิกายมีเป็นอันมาก ก็เพราะมีพระสูตรมากนั่นเอง มีการนับถือพระสูตรตรงกันบ้าง ต่างกันบ้าง ต่างกันโดยสิ้นเชิง นิกายนี้ตั้งมั่นอยู่ในประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ญวน ธิเบต เป็นต้น

หน้า 1 จาก 3