ความรู้ทั่วไป
ประเทศธิเบตกับพระพุทธศาสนา PDF พิมพ์ อีเมล
วันจันทร์ที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๕:๓๘ น.

ประเทศธิเบต- ลามะ 

ภายหลังที่ได้ครองอำนาจแผ่นดินใหญ่จีน คอมมิวนิสต์ได้ยาตราทัพเข้าครอบครองธิเบต ประมุขของธิเบต คือ
ดาไล หรือ ทะไล ลามะ ได้เสด็จหนีไปประเทศอินเดีย ดาไล ลามะ ได้เคยเสด็จมาประเทศไทย ประมุขของ
ธิเบตเป็นพระมีอำนาจสูงสุดปกครองประเทศเหมือนพระมหากษัตริย์ พระพุทธศาสนาในประเทศนี้เป็นนิกาย
มหายาน เลียนแบบนิกายลามะ 

ก่อนพระพุทธศาสนาเข้าไป ชาวธิเบตนับถือผี มีพ่อมดหมอผีที่เรียกว่าซามัน เป็นผู้ประกอบพิธีทางลัทธิ มีการบวงสรวงเทวดา

ตามตำนานบอกเล่าของชาวธิเบตเอง อ้างว่าพระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศของตนเมื่อ พ.ศ. ๔๕๐ ปี แต่ที่ถือกันโดยทั่วไปว่าเข้าไปประมาณ พ.ศ. ๑๑๐๐ ปี       

เมื่อพระพุทธศาสนาเข้าไปแล้ว พระพุทธศาสนาที่เข้าไปธิเบตนั้นเป็นนิกายตันตระ ซึ่งเจริญรุ่งเรืองในอินเดียภาคเหนือ เป็นศาสนาที่เจือปนกับพราหมณ์นิกายที่บูชาพระศิวะ แล้วได้แผ่เข้าไปตั้งมั่นในธิเบตเป็นครั้งแรก ต่อมาได้มีการติดต่อกันที่สำคัญ ๆ อีกหลายครั้งระหว่างอินเดียกับธิเบตพระพุทธศาสนาที่เข้าไปสู่ธิเบตนั้น เป็นพระพุทธศาสนาบางส่วน นอกนั้นเป็นเรื่องผีและเทวดา เวทมนตร์ กลมกลืนกันดีกับที่ชาวธิเบตนับถืออยู่เดิม มีเรื่องราวโดยสังเขปดังนี้ 

สมัยแรก พระเจ้าสรวงเจ็นคัมโป เป็นประมุขที่ทรงวางรากฐานพระพุทธศาสนาในธิเบต โดยอาศัยแรงหนุนของพระมเหสีที่เป็นราชธิดาของพระเจ้ากรุงจีน และเนปาลซึ่งเป็นผู้เลือมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอยู่ก่อนแล้ว ทำให้พระเจ้าสรวง เจ็นคัมโป นับถือพระพุทธศาสนาทรงสร้างอารามขึ้น 

สมัยต่อมาอีกประมาณ ๑๐๐ ปีเศษ พระเจ้าแผ่นดินธิเบตได้นิมนต์ท่านปัทมภพ (บางแห่งเรียก ปทุมสมภพหรือคุรุปัทมสมภพ) ผู้มีชื่อเสียงจากสำนักตักศิลาเมืองนาลันทา พร้อมกับคณะไปธิเบต และได้แปลคัมภีร์เป็นภาษาธิเบตแต่ก็มีบุคคลคณะหนึ่งเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมนับถือลัทธิเดิมของธิเบตคอยขัดขวางอยู่ด้วย 

สมัยรุ่งเรือง เป็นสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดของนิกายลามะและได้แผ่ขยายไปทั่วธิเบตในสมัยหลังสุดนี้ สมัยนี้ได้เริ่มต้นประมาณ พ.ศ. ๑๕๑๘ พระภิกษุมหายานรูปหนึ่งเป็นชาวอินเดียชื่ออติศะ เดินทางจากอินเดียไปธิเบต ได้ปรับปรุงพระศาสนานิกายนี้อย่างใหญ่หลวง ได้ตั้งนิกายลามะใหม่อีกนิกายหนึ่ง ชื่อ เกาลุกปะ สร้างวัดนิกายนี้อีกมากระดมกำลังแปลคัมภีร์ ต่อมามีพระในนิกายนี้มีชื่อเสียงอีกหลายองค์ มีชื่อเสียงโด่งดังกว่าอาจารย์ เป็นกำลังสำคัญในการประกาศศาสนานิกายเกาลุกปะ เป็นนิกายใหญ่ที่มีคนนับถือมาก  ลามะที่มีชื่อเสียงล้วนอยู่ในนิกายนี้ ประมุขของธิเบต เช่น ดาไล ลามะ และปันเชนลามะ ก็อยู่ในนิกายนี้ มีหมวกสีเหลืองประจำคณะ คณะอื่นเป็นหมวกสีแดง พวกถือนิกายดั้งเดิม อนุรักษ์นิยม มีหมวกสีดำเป็นเครื่องหมาย 

ดาไล ลามะ ปกครองประเทศเมื่อประมาณ ๖๐๐ ปี เศษ ๆ มานี่เอง ที่อำนาจการปกครองประเทศตกมาอยู่ในอำนาจของนักบวชลามะ คือเมื่อ พ.ศ. ๑๙๕๐ เศษ มีลามะชื่อ ตสองขปะ ในนิกายกดัมปะ พระภิกษุอินเดียชื่ออตีศ เป็นผู้ตั้งนิกายนี้ขึ้นในประเทศธิเบต ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อนิกายนี้ใหม่ว่า เคลุคปะ ซึ่งเป็นนิกายใหญ่และมีอำนาจมากทั้งได้ควบคุมนิกายอื่น ๆ ทั้งหมดไว้ในอำนาจ

พ.ศ ๒๑๓๘  คุสริข่าน กษัตริย์ตาดตีประเทศธิเบตได้ยกอำนาจการปกครองให้แก่ลามะ ชื่อนักวังโลษัง ซึ่งเป็นประธานลามะในเวลานั้น ในเวลาต่อมากษัตริย์จีนได้เห็นชอบด้วยโดยมีนามตามภาษาว่าทไล หรือ ตะเล ซึ่งแปลว่ากว้างใหญ่เหมือนทะเล ในสมัยนั้นได้สร้างวังใหญ่ชื่อโปตละหรือโปตลา ที่ประทับขององค์ประมุขจนกระทั่งปัจจุบันนี้ 

เมื่อกองทัพจีนเข้ายึดครองประเทศธิเบต ภายหลังที่พรรคจีนคอมมิวนิสต์ยึดแผ่นดินใหญ่ได้ ดาไล ลามะ พร้อมด้วยคณะ และผู้ติดตามได้หนีไปลี้ภัยอยู่ในประเทศอินเดีย โลกภายนอกไม่ทราบว่าศาสนาในธิเบตจะคงอยู่หรือไม่อย่างไร มีใครเป็นประมุขแทนหรือไม่

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๙:๑๓ น.
 
ประเทศไต้หวันกับพระพุทธศาสนา PDF พิมพ์ อีเมล
วันจันทร์ที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๕:๓๓ น.

มหายานในไต้หวัน 

พระพุทธศาสนาได้เข้าไปสู่เกาะไต้หวันเมื่อไรนั้น ยังไม่มีหลักฐานอะไรที่พอจะให้สันนิษฐานได้ ได้แต่สันนิษฐานเอาว่า ผู้นับถือพระพุทธศาสนาที่อพยพไปตั้งรกรากเดิมในไต้หวันนั้น เป็นผู้นำเข้าไป กล่าวคือ นับถือศาสนามาก่อนที่จะอพยพเข้าไป เมื่อมีผู้คนมากขึ้นก็มีวัดมีพระสงฆ์ และมีการติดต่อกับแผ่นดินใหญ่จีนโดยลำดับในภายหลัง ทั้งนี้เพราะปรากฏว่าในปี พ.ศ. ๒๒๐๔ วีรบุรุษเกาะไต้หวันชื่อโกซินกา เป็นชื่อที่ชาวตะวันตกเรียก  แต่ชาวจีนเรียกว่า  เช็ง เช่ง กง ได้ขับไล่พวกดัชที่ปกครองเกาะไต้หวันออกไป เวลานั้นพระพุทธศาสนาได้ตั้งมั่นอยู่บนเกาะนี้แล้ว ต่อมาอีก ๑๐๐ ปีเศษ คือ พ.ศ.๒๔๓๘ เกาะไต้หวันก็ตกอยู่ในการปกครองของประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา ๕๐ ปี เกี่ยวกับการนับถือศาสนามีข้อยุ่งยากเพียงเล็กน้อย อันเนื่องมาจากการเมือง แต่ทั้งชาวญี่ปุ่นที่อพยพเข้าไปและชาวจีนพื้นเมืองต่างก็นับถือพระพุทธศาสนาอยู่แล้วเป็นพื้น ข้อยุ่งยากเกี่ยวกับศาสนาก็เพียงญี่ปุ่นพยายามจะใช้ชาวเกาะนับถือศาสนาชินโต เพื่อล้างความเป็นจีนให้เป็นญี่ปุ่นเท่านั้น

เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม พ.ศ. ๒๔๘๘ เกาะไต้หวันก็ตกเป็นของจีนตามเดิม เนื่องจากรัฐบาลจีนแพ้แก่คอมมิวนิสต์ในเวลาต่อมา เกาะไต้หวันกลายเป็นที่ตั้งของรัฐบาลแทนที่จะเป็นจังหวัดหนึ่ง ฉะนั้น พระพุทธศาสนาในเกาะไต้หวันจึงได้มีบทบาทมากขึ้นทั้งภายในและภายนอก 

ส่วนนิกายต่าง ๆ ตลอดพิธีกรรมก็เหมือนนิกายในจีนในแผ่นดินใหญ่ แต่มีนิกายน้อยกว่าที่มีอยู่บนแผ่นดินใหญ่ (หมายถึงก่อนคอมมิวนิสต์ครอบครอง)

 

 
ประเทศญี่ปุ่นกับพระพุทธศาสนา PDF พิมพ์ อีเมล
วันจันทร์ที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๕:๒๗ น.

ประเทศญี่ปุ่นกับพระพุทธศาสนา

ตามหลักฐานต่าง ๆ ปรากฏว่า พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น ประมาณ พ.ศ. ๑๐๙๕ โดยผ่านจีน เกาหลี เข้าสู่ญี่ปุ่น พระเจ้าแผ่นดินประเทศเกาหลีที่ปกครองรัฐคุดารา ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ได้ส่งสมณะทูตพร้อมทั้งพระพุทธรูป และพระสูตรหลายคัมภีร์ไปถวายพระเจ้ากิมเมอิจักพรรดิองค์ที่ ๒๙ ของญี่ปุ่น ซึ่งในสมัยนั้นประเทศญี่ปุ่นนับถือศาสนาชินโตกันอยู่แล้ว ต่อมาก็มีพระภิกษุชาวเกาหลีเข้าไปสู่ประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น เมื่อพระพุทธศาสนาได้ตั้งมั่นลงในญี่ปุ่น พวกที่นับถือศาสนาชินโตกับพวกที่นับถือพระพุทธศาสนาก็เกิดการขัดแย้งกัน       

ครั้นถึงสมัยแผ่นดินพระนางซุยโก พ.ศ. ๑๑๓๖ – ๑๑๗๑   พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาทางราชการแทนศาสนาชินโต เลิกขัดแย้งกัน กลมเกลียวกัน

พ.ศ. ๑๑๔๗ เจ้าชายโชโทขุ นอกจากจะสนใจหลักธรรมในพระพุทธศาสนาแล้ว ยังได้ส่งทูตและนักศึกษาพระพุทธศาสนาไปประเทศจีน ได้สร้างวัดพระพุทธศาสนา พวกที่ถูกส่งไปประเทศจีนได้นำนิกายที่กำลังเจริญในประเทศจีนมาประเทศญี่ปุ่นถึง ๖ นิกายด้วยกัน นิกายมหายานที่สำคัญของญี่ปุ่นก็คล้ายคลึงกันกับนิกายในประเทศจีนเป็นส่วนมาก

ความกลมกลืนระหว่างพระพุทธศาสนา และศาสนาชินโตนั้น ในญี่ปุ่นเป็นดังนี้ เทวดาในศาสนาชินโต ก็คือพระพุทธะและพระโพธิสัตว์มาเกิด (อวตาร) พระในพระพุทธศาสนาดูแลวัดชินโต แต่มีเว้นวัดที่สำคัญเช่นวัดอิเซะ อซุโมะ

ความปนเปกันให้กลมกลืน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งของเก่าและของใหม่นี้ เป็นแนวทางแห่งนิกายมหายาน แต่เมื่อว่าโดยความจริงแล้ว ความเชื่อถือทั้งหลายเป็นเรื่องของศรัทธาเป็นความยึดถือไม่ว่าจารีตประเพณี หรือศาสนาของชาติใด ๆ ก็ตาม ย่อมมีอยู่ด้วยกันทั้งนั้น ข้อแตกต่างกันก็อยู่ที่มากหรือน้อยเท่านั้นเอง นิกายเถรวาทของแต่ละประเทศที่พระสงฆ์และชาวบ้านปฏิบัติกัน ย่อมมีทั้งเหมือนกันและแตกต่างกัน ข้อที่แตกต่างกันแสดงว่าเป็นเรื่องของประเพณีของชาตินั้น ๆ โดยเฉพาะ ไม่ใช่ของพระพุทธศาสนา นิกายมหายานในประเทศญี่ปุ่นนั้นได้กล่าวไว้ในนิกายมหายานในประเทศจีน

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๙:๒๐ น.
 
ประเทศจีนกับพระพุทธศาสนา PDF พิมพ์ อีเมล
วันจันทร์ที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๕:๒๔ น.

พระพุทธศาสนาในประเทศจีน 

พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศจีนเมื่อ พ.ศ. ๖๑๐ ประมาณ พ.ศ. ๖๙๓ พระภิกษุอันสิเกา แห่งประเทศปาร์เธีย (ดินแดนประเทศอิหร่านปัจจุบัน) และพระภิกษุโลการักษ์แห่งประเทศแบกเตรีย (บางแห่งเรียกบักเตรีย คือประเทศอาฟกานิสถาน) เข้าสู่ประเทศจีนและได้แปลคัมภีร์พระสูตรเป็นภาษาจีน 

ระหว่าง พ.ศ. ๘๕๐ -  ๑๑๕๐   พระพุทธศาสนาในประเทศจีนกำลังเจริญรุ่งเรืองจนถึง พ.ศ. ๑๔๕๐ ในสมัยราชวงศ์
สุยและราชวงศ์ถัง เป็นอันถึงที่สุด พระธรรมได้แพร่หลายในประเทศจีน และราชวงศ์ฮั่น มีการส่งคณะฑูตไปเจริญ
สัมพันธไมตรีกับประเทศไต้เซียะ (คงเป็นประเทศธิเบต) และคณะฑูตได้มีโอกาสรู้ว่า ถัดประเทศนี้ไปยังประเทศ
ใหญ่ ๆ อีกประเทศหนึ่งคืออินเดีย ในบัดนี้ ซึ่งในสมัยนั้นจีนเรียกว่า ชิงตูหรือเทียนโจว พ.ศ. ๕๔๑ เป็นปีแรกใน
รัชสมัยของพระเจ้าอ้ายตี้แห่งราชวงศ์ฮั่น ปราชญ์จีนผู้หนึ่งชื่อ จิ้น จิงเสียน ได้สดับรสพระธรรมจากคำบรรยายด้วย
วาจา ซึ่งได้บันทึกไว้ต่อไปอีกจนเป็นพระสูตร ๆ หนึ่ง พ.ศ. ๖๐๗ พระเจ้าเม่งตี้แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ได้ส่ง
คณะฑูตไปยังประเทศอินเดียเพื่อเสาะแสวงหาพระไตรปิฏกเมื่อคณะฑูตเดินทางไปถึงก็ได้พบพระภิกษุ ๒ รูป
มีฉายาว่า โกภารณะกับมานทังคะ ซึ่งกำลังจะนำคัมภีร์ไปเผยแพร่ยังประเทศจีนอยู่แล้ว คณะฑูตจึงกลับประเทศจีน
พร้อมภิกษุ ๒ รูปนั้น กลับถึงเมืองโล่หยางเมื่อ พ.ศ. ๖๑๐ พร้อมกับนำพระคัมภีร์ ๔๒ ยกและพระรูปของพระพุทธเจ้า
บรรทุกบนหลังม้าขาว และได้สร้างวัดขึ้นที่ชานเมืองโล่หยางวัดหนึ่งชื่อวัดม้าขาว เพื่อเป็นที่ระลึก เมื่อตั้งหลักสงฆ์
ที่วัดม้าขาวแล้ว พระเถระทั้งสององค์ก็ได้เริ่มแปลพระคัมภีร์ แปลได้ ๖ ยก พระมาจากประเทศใกล้เคียงช่วยแปลอีก
ครั้นถึงรัชสมัยราชวงศ์เว่ และราชวงศ์จิ้น มีคฤหัสถ์และบรรพชิตเดินทางไปประเทศตะวันตกมากขึ้น เพื่อศึกษา
ค้นคว้าพระพุทธศาสนา

ประมาณ พ.ศ. ๑๐๖๑ ในประเทศจีนมีวัดถึง ๓๐๑๐๐๐ วัด พระพุทธองค์ใหญ่ที่สร้างด้วยหินและโลหะมีอยู่ทั่วไป
ในวัดต่าง ๆ พ.ศ. ๑๑๔๙ พระมหากษัตริย์และรัฐบาลได้ออกพระราชกฤษฏีกาตั้งสำนัก “การแปลวรรณคดี
พระพุทธศาสนา”
ขึ้นที่เมืองโล่หยาง และมีตั้งผู้แปลประจำสำนักในตำแหน่ง “บัณฑิต”

พ.ศ. ๑๑๖๐ สมัยราชวงศ์ถัง การแปลวรรคดีกับพระพุทธศาสนาก็ได้เจริญก้าวหน้ามาก พระสงฆ์และอุบาสกของจีน
และประเทศตะวันตกคืออินเดียได้ไปมาหาสู่กันเสมอ ได้แปลคัมภีร์ทั้งมหายานและหีนยานไว้อย่างสมบูรณ์มีวรรณคดี
ทางพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นประมาณ ๔๐๐ เรื่อง มีวัดถึง ๔๐๐๐๐ วัด มีพระและนางชีประมาณ ๒ แสนเศษ
พระพุทธศาสนาตั้งมั่นในประเทศจีน และเจริญรุ่งเรือง

พ.ศ. ๒๔๕๑ ประเทศจีนได้เปลี่ยนจากระบอบราชาธิปไตยเป็นระบอบสาธารณรัฐ พุทธศาสนาในจีนก็ได้
หยุดชะงักลงบ้าง แต่ถึงสมัยดังกล่าวจีนมีวัดถึงแปดหมื่นวัด มีบรรพชิตประมาณสี่ล้านรูป

พ.ศ. ๒๔๙๒ กองทัพจีนคอมมิวนิสต์ ได้ครอบครองประเทศจีน การเปลี่ยนแปลงทางพระพุทธศาสนา
ย่อมต้องเกิดขึ้นอย่างไม่มีปัญหา

นิกายมหายานในจีน

เรื่องของนิกายพระพุทธศาสนาในประเทศจีน ญี่ปุ่น มีส่วนเกี่ยวพันกันมากคือส่วนมากถ่ายเทกันไป – มา แต่เมื่อ
แยกจากกันไปแล้วก็มีแตกต่างกันบ้างในส่วนปลีกย่อยเท่านั้น นิกายแตกต่างกันจริง ๆ มีอยู่ไม่กี่นิกาย ฉะนั้นนิกาย
ที่เหมือนกันจึงนำมาพูดรวมกันไป พระพุทธศาสนามหายานในจีนและญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญมาก เพราะเป็นประเทศ
ใหญ่ มีพลเมืองมากที่สำคัญคือประเทศทั้งสองนี้ มีส่วนสัมพันธ์กันมาแต่โบราณกาลปัจจุบัน ที่นำมากล่าวนี้พอเป็น
ตัวอย่างเท่านั้น สมัยราชวงศ์ถังเริ่มตั้ง พ.ศ. ๑๒๖๒ มีนิกายพระพุทธศาสนาใหม่เกิดขึ้นหลายนิกายเช่น
นิกายธรรมลักษณ์ (ฮสโซซิว) นิกายมนตรยาน (ชิน งน ชิว) นิกายสุขาวดี (โจ โดะ ชิว) นิกายธรรมลักษณ์
พระเฮี้ยวจัง (เง็นโจ) คือพระถังซัมจัง (หมายถึง พระติปิฏกธราจารย์ แห่งราชวงศ์ถังได้เดินทางจากจีนเมื่อ
พ.ศ. ๑๑๗๒ กลับถึงจีน พ.ศ. ๑๑๘๗ เป็นเวลา ๑๖ ปี ได้คัมภีร์ต่าง ๆ รวมทั้งพระสูตรฝ่ายมหายาน ๖๕๗ ฉบับ) 

ระหว่างอยู่ในอินเดีย ได้ศึกษาคำสอนของท่านอสังคะและของท่านวสุพันธ์ (เซซินหรือบางทีเรียกท่านว่า เท็นจิน)
จากพระอาจารย์ชื่อศิลภัทร (ไคเค็นรนชิ) ที่วิทยาลัยนาลันทาเมีอกลับประเทศจีน ได้อำนวยการแปลคัมภีร์
พระสูตร อรรถกถาต่าง ๆ สู่ภาษาจีนในพระบรมอุปถัมภ์ของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ (โทโซ) อรรถกถาต่าง ๆ
ของคัมภีร์ชื่อวิชญาณปติมาตราตรีทศศาสตร์เป็นคัมภีร์ของท่าน วสุพันธ์ พระเฮี้ยงจัง เป็นปฐมจารย์แห่งนิกายนี้

นิกาย อวตํสก (เดวงชิว) พื้นฐานมาจาก อวตํสกสูตร

นิกายมนตรยาน (ชินงวชิว) ในรัชสมัยของพระเจ้าถังเหี้ยงจงฮ่องเต้มีภิกษุชาวอินเดียชื่อศุกรสิงห์ (เชินมุย)
ผู้เชี่ยวชาญในพระไตรปิฏกมายังกรุงเชียงอัง พ.ศ. ๑๒๕๙ ได้นำคัมภีร์มหาไวโรจนสูตร (ไดนิชิเคียว)
พ.ศ. ๑๒๖๓ พระภิกษุอินเดียชื่อวัชรโพธิ (คนไงชิ) กับศิษย์ของท่านชื่อพระอโมฆวัชร (ฟุชุ) ก็ไปเมืองเชียงอัง

นิกายเซ็น (เซ็นทิว) ผู้ให้กำเนิดคือพระภิกษุอินเดียชื่อ พระโพธิธรรม (คารุมะ) เดินทางไปประเทศจีนเมื่อ
ค.ศ. ๕๒๐ ในรัชสมัยพระเจ้าเหลียงบู๊เต้ แห่งราชวงศ์เหลียงในสมัยท่านฮุ้ยเล้งนิกายเซ็นรุ่งเรือง นิกายเซ็น
แยกเป็นหลายสำนักมีคณาจารย์หลายท่านที่สำคัญมาจนบัดนี้ทั้งในจีนและญี่ปุ่น คือ
   ๑.   นิกายสาขาฮิ่วนิ่มชี้ (ริมไซ)
   ๒.   นิกายสาขาเช่าตั่ง  (โซโท)

นิกายเซ็นมีหลักคำสอนว่า สัจภาวของจิตนั้นจะเข้าถึงและรู้แจ้งได้โดยฝึกจิตและจิตภาวนา เพราะถือสัจภาวะ
อยู่เหนือการพูดการคิด ฉะนั้นการค้นสัจธรรมจะไม่พบในคัมภีร์ต้องบำเพ็ญทางจิตถึงจะพบได้ต้องอาศัยตัวของตัวเอง

นิกายไตรศาสตร์ (ซันรนชิว) นิกายนี้เข้าสู่ประเทศจีน เมื่อประมาณ พ.ศ. ๙๔๓ โดยท่านกุมารชีวะ (ขุมาราจุ)
คำว่าไตรศาสตร์หมายถึงคัมภีร์ต่อไปนี้
   ๑.   มาธยมิคศาสตร์  (ชูรน) เขียนโดยท่านนาคารชุน ผู้สอนทฤษฏีสุญญตา (คู)
   ๒.   ศตศาสตร์  (เฮียชิรน) เขียนโดยท่านอารยะเทวะ (ไดบา) วิจารณ์ปรัชญาพราหมณ์
         และแสดงความเด่นของพระพุทธศาสนา
   ๓.   ทวาทศนิกายศาสตร์ของท่านนาคารชุนว่าด้วยปรัชญาสุญญตวาทเบื้องต้น

คัมภีร์ทั้งสามนี้ท่านกุมารชีวะ (ขุมาราจุ) แปลเป็นภาษาจีนหลักคำสอนนิกายนี้คือ สรรพสิ่งอยู่ไม่ได้ด้วยตัวมันเอง
แต่ด้วยปัจจัยปรุงแต่ง จัดเป็นนิกายสายกลาง คือเมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนั้นก็มีเมื่อสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนั้นก็ไม่มี ว่ากันว่าดำเนินตาม
หลักปฏิจจสุมปบาท (จุนิอินเน็น) นอกจากนี้ก็มีนิกายย่อยอีก คือ

นิกายอภิธรรมโกศ (คุชะชิว) นิกายนี้อาศัยคัมภีร์อภิธรรมโกศศาสตร์ (คุขะรน) ของท่านวสุพันธ์ ซึ่งศึกษาแพร่หลาย
ในประเทศอินเดีย พระอินเดียชื่อปรมังถะในรัชสมัยของพระเจ้าเหลียงบู๊เต้

นิกายวินัย (ริดทสึชิว) นิกายนี้แพร่หลายโคยคณาจารย์ ชื่อเต้าซอง (โคเซ็น) มีชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ. ๑๑๓๘ -๑๒๑๐ มีความรู้แตกฉานได้ยึดวินัยปฏิบัติแห่งนิกายธรรมคุปต์ของประเทศอินเดีย หลักสำคัญนิกายนี้คือ ศีลเป็นสำคัญว่าถ้า ศีล (ได) ไม่บริสุทธิ์ (โจ) และปัญญา (เอะ) ก็ยากจะเกิดขึ้น นิกายเซ็นในประเทศจีนเรียกนิกายฌาน ชาวพุทธในประเทศญี่ปุ่นรู้จักกันมานานเรียก นิกายเซ็น

พ.ศ. ๑๗๑๑  พระภิกษุญี่ปุ่น ชื่อ เออิไซเดินทางไปประเทศจีน เมื่อกลับประเทศญี่ปุ่นแล้วได้ตั้งนิกายเซ็นสาขารินไซขึ้น ค.ศ. ๒๑๖๖ ภิกษุญี่ปุ่นอีกรูปหนึ่งชื่อ โคเง็น เดินทางไปประเทศจีนเมื่อกลับญี่ปุ่นได้ตั้งนิกายเซ็น สาขาไซโทขึ้น คำสอนของนิกายเซ็นคือ ไม่อาศัยถ้อยคำและอักษร คำสอนอันถูกต้องแท้จริงนั้นคือ จากจิตใจสู่จิตใจ โพธิญาณจึงบรรลุได้ด้วยการปฏิบัติฌานดังนิกายเซ็นกล่าวไว้ว่า “ การบรรลุโพธิญาณ เกิดจากการมองดูเข้าในสภาพแห่งจิตใจของตนเอง” (จากพระพุทธศาสนามหายานของเสฐียรพันธรังษี)

มหายานกับวิญญาณ 

ปัญหาโลกแตก ปัญหาหนึ่งคือเรื่องวิญญาณ ในที่นี้จะไม่พูดถึงปัญหาว่าวิญญาณคืออะไร มาจากไหน ไปอยู่ไหนอย่างไร ขอพูดถึงเรื่องวิญญาณของมหายาน ฝ่ายจีนที่เราเห็นกันอยู่ในบ้านเรา คือพระจีนสวดมนต์ส่งวิญญาณของคนตายแล้ว ทางฝ่ายเรานิมนต์พระมาแล้ว พระสวดมนต์ถวายทาน อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย มหายานฝ่ายจีนทำพิธีส่งดวงวิญญาณปรากฏในตำนานฝ่ายจีนว่า ในครั้งพุทธกาล ลูกชายเศรษฐีคนหนึ่งในเมืองสาวัตถี ได้ฆ่าแม่ตาย เพราะความโกรธ เมื่อหายโกรธ กลัวต่อความชั่วที่ตนทำ จึงได้ออกบวชเพื่อล้างกรรมชั่ว ขณะที่อยู่ในเพศสงฆ์ขยันสวดมนต์ทำวัตรเจริญภาวนา ขอสารภาพผิดต่อดวงวิญญาณของโยมแม่ ครั้นมรณภาพไปแล้วเกิดในนรก ต่อมาศิษย์ของพระรูปนั้นบำเพ็ญเพียรได้ฌาน ทราบว่าอาจารย์ของตนกำลังได้รับทุกข์ในทุคติ เกิดความสลดใจจึงได้ประกอบพิธีที่เรียกว่า “กงเต๊ก” (กง คือสิ่งที่เป็นประโยชน์ เต๊ก คือบุญกุศล รวมความแล้วก็คือ พิธีทำบุญให้แก่คนตายหรือดวงวิญญาณ) เชิญดวงวิญญาณของอาจารย์มาขอรับผิดต่อพระรัตนตรัยถวายทานแด่พระสงฆ์ และทำทานแก่คนเข็ญใจ แล้วแผ่ส่วนกุศลให้ดวงวิญญาณของอาจารย์

อีกเรื่องหนึ่งที่เล่ากันสืบมาว่าพระเจ้าเหลียงบูเต้ กษัตริย์ผู้ครองแผ่นดินจีนประมาณ พ.ศ. ๑๔๕๐ ทรงมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า แต่พระมเหสีเป็นมิจฉาทิฏฐิไม่พอพระทัยพระสวามีที่หนักแน่นในศาสนาเช่นนั้น วันหนึ่งพระนางได้ขโมยคัมภีร์พระพุทธไปเผา ด้วยบาปอันนี้พระนางได้เกิดเป็นงู ได้เสวยทุกข์หนัก งูตัวนี้ปรากฏแก่พระพักตร์ของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงทราบว่าพระมเหสีมาเกิดเป็นสัตว์ เพราะกรรมชั่วที่ทำมา จึงนิมนต์พระสงฆ์ผู้ทรงศีลมาทำพิธีกงเต๊ก ช่วยดวงวิญญาณของพระมเหสีให้พ้นทุกข์

การประกอบพิธีกรรม 

เริ่มต้นจัดโรงพิธีตามแต่สถานที่และฐานะจะอำนวยให้สมมติให้เป็นพุทธมณฑล มีโต๊ะประดิษฐ์พระพุทธรูป เช่น รูปพระไภสัชคุรุ รูปพระอมิตาภะ รูปพระโพธิสัตว์ เช่น รูปพระอวโลกิเตศวร รูปพระกษิติครรภ์ เป็นต้น พร้อมทั้งจัดตั้งเครื่องสักการบูชา มีพระภิกษุจีนอย่างน้อย ๓ รูปประกอบพิธี เมื่อพระสงฆ์เริ่มสวดมนต์เจริญพระพุทธมนต์ ประพรมน้ำพุทธมนต์ ชุมนุมเทวดา อาราธนา (ด้วยการสวดมนต์) เชิญเสด็จพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ กับเทพเจ้าทั่วทุกทิศมาร่วมพิธี และรับการเคารพบูชา เมื่อสวดจบแล้วก็ทำพิธีเชิญวิญญาณของผู้ตายมายังโรงพิธี (ด้วยการสวดมนต์เช่นเดียวกัน เป็นแต่ว่าสวดเป็นสองตอน) เมื่อประกอบพิธีต่าง ๆ เสร็จแล้วก็สวดมนต์ ขอให้พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ตลอดจนเทวดาต่าง ๆ ที่เชิญมาให้กลับหลังจากนั้นก็เชิญดวงวิญญาณให้กลับ ตอนสุดท้ายของพิธีก็คือสวดมนต์ อุทิศส่วนกุศลให้ (ทางฝ่ายไทยคือการอนุโมทนา เจ้าภาพตรวจน้ำ) ดวงวิญญาณ (ผู้ตาย) อวยพรให้เจ้าภาพพร้อมด้วยญาติมิตรเจริญพร คือ อายุ วรรณะ สุข พละ นั่นเอง

พิธีต่าง ๆ 

จะไม่พูดถึงรายละเอียดของพิธีที่ประกอบในแต่ละนิกายขอพูดเพียงสังเขปพอเป็นตัวอย่างประกอบความรู้เท่านั้น

๑.  ข้ามสะพาน สวดมนต์ และพาดวงวิญญาณมอบเงินให้ชุนหลังเพื่อชำระหนี้ที่มีในโลกนี้และยมโลก
     ให้สิ้นสุดเพื่อความบริสุทธิ์แห่งดวงวิญญาณ และให้สติแก่คนเป็นการพาดวงวิญญาณข้ามสะพานที่เรียกว่า
     สะพานโอฆสงสาร โดยการโปรยทานและการสละทรัพย์สินในโลก ให้ข้ามแม่น้ำไปได้
๒.  เปิดประตูนรก นำรูปกระดาษตามที่ประสงค์ซึ่งร้านจำหน่ายทำไว้ขายเป็นเมืองนรก พระสวดมนต์ไป
     และองค์เป็นหัวหน้าประกอบพิธี

นอกจากที่กล่าวก็มีพิธีลอยกระทง พิธีทิ้งกระจาด ฯลฯ ซึ่งแต่ละพิธีมีเครื่องประกอบหลักในโรงพิธีดังกล่าวมา ยังมีเครื่องประกอบอื่น ๆ อีกมาก เช่น ธงต่าง ๆ เป็นต้น ต้องใช้ในพิธีนั้น ๆ โดยทั่วไปก็จะใช้กระดาษทำแล้วเผา พระที่มาทำพิธีก็มีการเคาะ มีเครื่องดนตรีบางอย่างประกอบ ญาติของผู้ตายร่วมในพิธี มีการถวายอาหารพระสงฆ์ที่ทำพิธี ฯลฯ

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๙:๔๗ น.
 
ประเทศไทยกับพระพุทธศาสนา PDF พิมพ์ อีเมล
วันจันทร์ที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๕:๑๑ น.

ประเทศไทยกับพระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนาเข้ามาประดิษฐานในแหลมทองซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศไทยในปัจจุบันนี้ตั้งแต่เมื่อใดนั้น ได้อาศัยหลักฐานคือ โบราณวัตถุที่ได้ค้นพบ และพงศาวดารเป็นหลักวินิจฉัย แรกเดิมนั้นพระพุทธศาสนาเข้ามาตั้งแต่สมัยที่ชนชาติลาว (ชาติละโว้-ละว้า) ตั้งเมืองหลวงอยู่ที่นครปฐม ปัจจุบันในสมัยนั้นเรียกว่าทวารวดี มีโบราณวัตถุที่ค้นพบที่ จังหวัดนครปฐม จังหวัดราชบุรี และที่อื่น ๆ อีก

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย ได้ทรงแบ่งการเข้ามาแห่งพระพุทธศาสนาเป็น ๔ ครั้งด้วยกัน ทั้งนิกายมหายานและหีนยานดังนี้คือ

๑.  สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ส่งสมณฑูตไปประกาศศาสนาในประเทศต่าง ๆ เป็นสมัยที่กรุงทวารวดี
     กำลังรุ่งเรืองประมาณก่อน พ.ศ. ๓๐๐ ปี ครั้นถึงสมัยราชวงศ์คุปตะเจริญรุ่งเรื่องราว พ.ศ. ๙๐๐ ปี
     ก็คงเข้ามาอีกครั้งหนึ่งหรือมิฉะนั้นก็มีการไปมาเป็นครั้งคราวของชาวอินเดีย ผู้มาประกาศพระศาสนา
     ในหนังสือประวัติศาสตร์ตอนว่าด้วยพระพุทธศาสนาแผ่เข้ามานั้น ว่าพระโสณะกับพระอุตระเป็นพระสงฆ์
     ที่เข้ามาประกาศพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก เป็นศาสนาดั้งเดิมคือฝ่ายเถรวาทหรือที่เรียกว่าหีนยาน
๒.  ทางอินเดียภาคเหนือพระเจ้ากนิษกะ ได้เป็นพระมหากษัตริย์ผู้มีพระบรมเดชานุภาพมาก ได้ทรงอุปถัมภ์
     การสังคายนาครั้งที่ ๔ ถัดจากพระเจ้าอโศกฯ ทรงอุปถัมภ์การทำสังคายนาครั้งที่ ๓ สังคายนาครั้งที่ ๔ นี้
     เป็นการสังคายนาเฉพาะพระสงฆ์ที่อยู่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นการเรี่มต้นนิกายมหายานเป็นทางราชการ
     เป็นครั้งแรก พระเจ้ากนิษกะก็ทรงส่งสมณฑูตไปประกาศพระพุทธศาสนาในประเทศต่าง ๆ เหมือน
     พระเจ้าอโศกมหาราช นิกายมหายานแพร่มาถึงเกาะสุมาตราไปเกาะชวา ประเทศกัมพูชา ประมาณ
     พ.ศ. ๑๓๐๐ พระเจ้ากรุงศรีวิชัยในเกาะสุมาตราได้แผ่อำนาจมาในแหลมมลายูซึ่งเลยมาถึงส่วนหนึ่ง
     ของจังหวัดภาคใต้ของเรา เช่นเมืองไชยา จังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุง เป็นต้น ขึ้นมาไม่ถึง
     ภาคเหนือ ซึ่งเป็นนิกายฝ่ายเถรวาท แต่เมื่อประมาณ๑๕๕๐ มีพระมหากษัตริย์สืบเชื้อสายจากศรีวิชัย
     องค์หนึ่ง มาจากนครศรีธรรมราชได้เป็นผู้ครองเมืองลพบุรี และราชบุตรของพระองค์ได้เป็นกษัตริย์
     ประเทศเขมร จึงทำให้ประเทศไทยและเขมรอยู่ในอำนาจกษัตริย์ราชวงศ์องค์เดียวกัน กษัตริย์ทั้งสอง
     ได้นับถือพระพุทธศาสนานิกายฝ่ายมหายาน เป็นสมัยที่พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานแผ่เข้าสู่ประเทศไทย
     นับตั้งแต่ภาคเหนือของแหลมมลายูขึ้นมา ที่เมืองลพบุรีมีพระสงฆ์ทั้งสองนิกาย กล่าวคือนิกายเดิมของ
     ไทยมาจากมคธราฐ ซึ่งมีคนนับถืออยู่ก่อนแล้ว แต่ประเทศเขมรเจริญรุ่งเรืองด้วยนิกายมหายาน
     เมื่อกษัตริย์เขมรมีอำนาจเช่นนั้น ทำให้นิกายมหายานเจริญแพร่หลาย ในประเทศไทยเป็นนิกายที่สอง
     พร้อมกับความเจริญของศาสนาพราหมณ์ในประเทศไทยด้วย ทั้งนี้เพราะกษัตริย์เขมรบางพระองค์ก็
     เลื่อมใสในศาสนาพราหมณ์ ส่งเสริมศาสนาพราหมณ์ บางพระองค์ก็เลื่อมใสทั้งสองศาสนา
     ต่างก็บำรุงให้เจริญรุ่งเรืองในรัชสมัยของตน
๓.  สมัยพุกามมีอำนาจในไทยคือสมัยพระเจ้าอนุรุธมหาราชกษัตริย์ ประเทศพม่าซึ่งมีเมืองพุกามเป็นราชธานี
     ราว พ.ศ. ๑๖๐๐ เป็นกษัตริย์ที่มีอานุภาพมาก ปราบประเทศรามัญไว้ในอำนาจขยายไปถึงประเทศลานนา
     พระมหากษัตริย์องค์นี้เป็นผู้ทำนุบำรุงและเผยแผ่ศาสนาไปด้วย ประเทศพม่า สมัยพม่า สมัยพุกามนับถือ
     พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทเหมือนประเทศไทยอำนาจที่กษัตริย์องค์นี้แผ่ไปถึง ก็ทำให้พระพุทธศาสนา
     ฝ่ายเถรวาทมั่นคง เมื่อชนชาติไทยได้อำนาจปกครองดินแดนไทยนั้น คือ พ.ศ.๑๘๐๐ ก่อนชาติไทย
     มาปกครองดินแดนนี้ ชนชาติไทยก็นับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทอย่างเมืองพุกาม เมื่อสิ้นสมัย
     พระเจ้าอนุรุธมหาราช พุกามก็เสื่อมอำนาจลงโดยลำดับ ขณะเดียวกันอำนาจไทยก็เพิ่มขึ้นเข้าแทนที่
     เมื่อไทยแผ่อำนาจลงมาถึงเมืองสุโขทัยก็เข้าแทนที่อำนาจของขอมซึ่งตั้งมาช้านาน ซึ่งมีพระพุทธศาสนา
     สายเถรวาท และลัทธิพราหมณ์อยู่ก่อนแล้ว เมื่อไทยมาปกครองอาณาจักรแทนขอม ประชาชนใน
     อาณาจักรนี้ต่างก็นับถือพระพุทธศาสนาและลัทธิพราหมณ์เข้าใจไปว่าเป็นพิธีและแนวความคิดของ
     พระพุทธศาสนาหมด
๔.  ลังกาวงศ์ ในสมัยต่อมา ที่เกาะลังกา พระเจ้าปรักมาหุ ทรงมีพระเดชานุภาพมาก ทรงทำพระองค์เหมือน
     พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงอาราธนาพระสงฆ์มีพระมหากัสปเถระ (ชื่อเหมือนพระสาวกครั้งพุทธกาล)
     เป็นประธานสังคายนาธรรมวินัย จนทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๖
     (แต่บางแห่งว่าปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๗) ชื่อเสียงแห่งความเจริญรุ่งเรือง แห่งพระพุทธศาสนาในลังกา
     ได้แพร่มายังประเทศพม่า มอญ ไทย จึงมีพระสงฆ์บางรูปในประเทศเหล่านี้ไปดูพระพุทธศาสนาที่
     ลังกา บางรูปเมื่อกลับจากลังกาได้พาภิกษุลังกามายังประเทศของตนด้วย สำหรับประเทศไทยตาม
     ตำนานกล่าวว่า ภิกษุไทยกลับมาตั้งคณะที่นครศรีธรรมราชก่อน เมื่อชื่อเสียงของพระภิกษุลังกาแพร่ไป
     ถึงกรุงสุโขทัย เมื่อครั้งราชวงศ์พระร่วงเป็นใหญ่ในกรุงสุโขทัยได้นิมนต์พระสงฆ์ลังกาขึ้นไปที่กรุงสุโขทัย
     ทำให้พระสงฆ์ฝ่ายเถรวาทเจริญรุ่งเรือง นิกายอาจาริยวาท (มหายาน) เสื่อมลงและสูญไปในที่สุด
     คงเหลือนิกายเดียว คือนิกายเถรวาท ไม่มีนิกายอาจาริยวาทอย่างเช่นปัจจุบันนี้ (ครั้นถึงปลายสมัย
     กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ประเทศศรีลังกาคือ เกาะลังกา เกิดจลาจล จนสมณวงศ์สูญสิ้น คงจะมีเหลือ
     อยู่บ้างตามชนบท เพราะนอกจากพระสงฆ์ไปจากประเทศไทย ไปตั้งคณะขึ้นแล้วก็ยังมีคณะสงฆ์
     ของลังกาเองอยู่ด้วย ประเทศลังกาขอพระสงฆ์ไทยไปอุปสมบทกุลบุตรชาวลังกา ยังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ 
     คือ สยามวงศ์ หรืออุบาลีวงศ์)      

มีผู้กล่าวว่าคนไทยได้นับถือพระพุทธศาสนามาก่อน ก่อนมาตั้งราชธานีที่กรุงสุโขทัยหรือก่อนราชวงศ์พระร่วงเป็นใหญ่ในกรุงสุโขทัย พระพุทธศาสนาที่นับถือเป็นนิกายมหายาน พอราชวงศ์พระร่วงมีอำนาจสมัยสุโขทัย ได้นิมนต์พระสงฆ์จากลังกาซึ่งเป็นนิกายหีนยาน ประกาศศาสนาที่กรุงสุโขทัย นิกายมหายานที่มีอยู่ก่อน ก็ค่อย ๆ เสื่อมไปและสูญไปในที่สุด นิกายหีนยานเจริญรุ่งเรืองและคนไทยได้นับถือพระพุทธศาสนานิกายนี้มาจนกระทั้งปัจจุบัน นิกายมหายานกลับเข้าสู่ประเทศไทย เมื่อชาวจีน ชาวญวณ เข้ามาอยู่เมือง ไทย มีพระจีน วัดจีน พระญวน วัดญวนซึ่งนับถือพระพุทธศาสนานิกายมหายาน อย่างที่ปรากฏอยู่ในบัดนี้ เช่นวัดเล่งเน่ยยี่ (วัดมังกรกมลาวาส) วัดญวณสะพานขาว (วัดสมณานัมบริหาร) เป็นต้น ในรัชกาลที่ ๓ เกิดนิกายสงฆ์ใหม่ที่เรียกว่า ธรรมยุตินิกาย พระสงฆ์คณะเดิมเรียกว่า มหานิกาย

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ การสื่อสารของโลกได้เป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง พระพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกัน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ รัฐบาลและประชาชนชาวไทย ได้จัดการฉลองพระพุทธศาสนา ๒๕ ศตวรรษ พุทธศาสนานิกสัมพันธ์แห่งโลกรวมทั้งผู้เป็นนายก ก็อยู่ที่ประเทศไทย พระสงฆ์ไทยได้เดินทางรอบโลก ได้สร้างวัดไทยในอินเดีย ในอังกฤษ และวัดไทยในอเมริกา มีพระสงฆ์ไปต่างประเทศมากขึ้นโดยลำดับ และมีพระต่างประเทศมาสู่ประเทศไทยมากขึ้น ที่สำคัญที่สุดคือ พระพุทธศาสนาในประเทศไทย เจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่าประเทศอื่นทั้งหมดที่นับถือพระพุทธศาสนา

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๙:๕๔ น.
 


หน้า 1 จาก 5