นิทานเรื่องนางช้างแสนงอน

แต่กาลก่อนโพ้น ยังมีพญากุญชรชาติสุประดิษฐ์ช้างหนึ่ง มีสีกายงามดั่งสีเมฆสนธยา ทรงพาหลกำลังอาจประจญพญาไกรสรราชสีห์ ให้ถึงซึ่งอัปราชัยพ่ายแพ้ฤทธิ์ ทั้งดำเนินมรรคาก็รวดเร็วได้วันละร้อยโยชน์โดยกำหนด เป็นคเชนทรชาติอาชาไนยตัวประเสริฐ จะได้รู้สะดุ้งตกใจเกรงกลัวภัยอันตรายสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้นหามิได้ ประกอบไปด้วยสติปัญญาสามารถจะหยั่งรู้วาระน้ำจิตคชพังพลายซึ่งเป็นบริวาร ว่ามีหมู่นี้เป็นมิตรหมู่นี้เป็นศัตรู ทั้งฉลาดรู้ในคชธรรมสี่ประการ ให้โอวาทสั่งสอนช้างบริษัท ว่าท่านจะเจรจาสิ่งใดอย่าได้มุสาประการหนึ่ง ท่านอย่ารู้ถือโทษโกรธขึ้งทะเลาะวิวาทกันประการหนึ่ง ท่านจงมีจิตเมตตากรุณา รู้รักใคร่กันประการหนึ่ง ท่านจงประพฤติสิ่งที่ดีดูเยี่ยงอย่างกันประการหนึ่ง เป็นธรรมสี่ประการดังนี้ และพญาคชสุประดิษฐ์นั้นมีสิ่งพิเศษในกายสามประการ คือหาโรคโรคามิได้นั้น ด้วยได้เสพโอสถอันเป็นทิพย์ที่เขาคันธมาทน์ และมีพหลกำลังมากนั้น ด้วยได้บริโภคผลไม้หว้าประจำทวีป ซึ่งมีสีสรรพ์วรรณแดงงาม ประดุจแสงพระอาทิตย์เมื่อสนธยานั้น ด้วยได้ลงอาบน้ำชำระกายในสระอโนดาต และมีสิ่งซึ่งสำราญหฤทัยพญาช้างนั้นก็สามประการ คือเร่ร่ายชายชมสมพาสนางกุญชรชาติตระกูลต่างๆ ซึ่งเป็นบริวารนั้นประการหนึ่ง คือนางคชสารอันเป็นอากาศจารี ซึ่งสัญจรอยู่ยังนภดลเวหาลงมาร่วมสังวาสด้วยพญาช้างนั้นประการหนึ่ง คือพญาช้างมาเที่ยวร่วมรสฤดีด้วยนางกิริณีอันอยู่ในแดนมนุษย์นั้นประการหนึ่ง และพญาคเชนทรชาติสุประดิษฐ์นี้ สถิตอยู่ยังแดนพระหิมพานต์อันบริบูรณ์ด้วยโป่งป่าโตรกเตริ่นเนินบรรพตเถื่อนถ้ำห้วยละหานธารท่านที อันประกอบด้วยดรุณคณานางไม้ทั้งติณะชาติต่างๆ เขียวขจิตพึงใจ และพญาช้างนั้นมีบริวารคชพังพลายหลายตระกูล คณนานับมากกว่าหมื่น ล้วนประกอบไปด้วยรูปร่างต้องลักษณะนามตามพระกมุทบุษประทันต์ปัณฑะเสาวโภมเผือกเนียม ซึ่งจะมีช้างโทษเข้าระคนปนอยู่แต่สักตัวหนึ่งนั้นหามิได้ อันว่าโอวาทของพญาช้างทั้งสี่ประการ หมู่คชบริพารก็ประพฤติสามัคคีรสสโมสรพร้อมเพรียงกันเป็นอันดี และพญาสุประดิษฐ์นั้นจะได้มีความลำบากด้วยต้องแสวงหาภักษ์หญ้าอาหารหามิได้ ด้วยช้างโคตรพลายเพรียวอันเป็นบริวารปันเวรกันไปเที่ยวหักกิ่งโพบายไตรตร่างรวกรังแขมข่อยอ้อยช้าง กล้วยหญ้าป่าละมานมากองไว้ในที่อันสมควรเป็นนิจนิรันดรมิได้ขาด จึ่งมีนางกิริณีอันเป็นที่พึงใจพญาคชสาร เปลี่ยนเวรกันวันละสองช้าง สำหรับนำพฤกษาหารเข้ามาให้พญาช้างบริโภค ถ้าและนางคชสารตัวใดได้เป็นเวรบำเรอพญาช้างแล้ว ก็ถึงซึ่งบริบูรณ์ด้วยลาภสักการะ คือได้บริโภคกิ่งไม้และใบหญ้า ในส่วนอันเป็นอาหารพญาช้างนั้นด้วย อนึ่งเล่าแม้นพญาช้างสารไปเสพโอสถทิพย์ก็ดี ไปบริโภคผลหว้าประจำทวีปและน้ำในสระอโนดาตก็ดี พญาช้างบริโภคแล้วย่อมนำของวิเศษมาด้วยปากด้วยงวงให้กับนางกิริณีซึ่งเป็นเวรปฏิบัติด้วยทุกครั้ง เหตุดังนั้นนางคชคชินทร์อันเป็นผู้บำเรอ จึ่งจำเริญรูปสิริและศรีสรรพ์วรรณประเสริฐยิ่งกว่าคชบริวารทั้งมวล อันว่าพญาหัสดินสุประดิษฐ์ สถิตยังแดนป่าพระหิมพานต์ ย่อมบริบูรณ์ด้วยน้ำหญ้าพฤกษาหารมิได้ขัดสน สะพรั่งพร้อมด้วยคชาชาติพลายพังทั้งหลายซึ่งเป็นยศบริพาร ก็ปราศจากภัยอันตราย มีแต่ความเกษมสุขบันเทิงเริงรื่นสิ้นกาลเป็นนิจ

สมัยหนึ่งปลายฤดูคิมหันต์ วัสสวลาหกพึ่งจะตกประปราย เป็นเทศกาลพันธุ์หมู่ไม้ระดับใบอ่อนทั้งผลิดอกออกผล มัคคะมรรคาก็ดาดาษด้วยติณชาติต่างๆ มีพรรณอันเขียว จึ่งพญาคชลักษณะสุประดิษฐ์คิดจะไปบริโภคผลไม้หว้าประจำทวีป ก็สัญจรออกจากฝูงไต่เต้าไปแต่ผู้เดียว เหตุว่าพญาช้างทรงพหลกำลังมาก แม้จะไปทางไกลยิ่งด้วยร้อยโยชน์โดยด่วน คชบริวารพลายพังทั้งหลายไม่สามารถจะติดตามไปได้ ด้วยว่ามีกำลังน้อย พญานาเคนทร์สุประดิษฐ์จึ่งต้องดำเนินไปแต่ผู้เดียวเป็นธรรมดาดังนี้ทุกเมื่อ ครั้นพญาช้างไปถึงสถานที่ต้นไม้หว้าประจำทวีป ก็บริโภคผลสุกห่ามตามปรารถนาพอควรกับประโยชน์แล้ว ก็นำมาซึ่งผลหว้าขอนหนึ่งอันใหญ่ประมาณสามอ้อมบุรุษ เพื่อจะให้กับนางคชสารอันเป็นเวรบำเรอนั้นบริโภค พญาช้างชาติสุประดิษฐ์เมื่อกลับมาถึงที่อยู่พอพระสุริยบ่ายชายแสง

ในเพลาวันนั้นเป็นเวรนางพัง อันมีนามชื่อว่าทันตะกุมภะ กับนางพังชื่อว่ามารมุขี ทั้งสองช้างนี้จะได้บำเรอพญาสุประดิษฐ์ และนางพังซึ่งชื่อทันตะกุมภะเหตุว่ามีขนายใหญ่เหมือนด้วยรูปหวด สมกับโฉมจึ่งได้ชื่อทันตะกุมภะ อนึ่งนางพังอันชื่อมารมุขีนั้นเล่า เหตุว่ามีโทสะหน้าบึ้งเหมือนดังโกรธอยู่ตาปี จึ่งได้ชื่อว่ามารมุขีโดยลักษณะ และนางคชสารทั้งสองนี้ไม่ประพฤติตามโอวาทพญาช้าง มีน้ำใจอิจฉาริษยาซึ่งกันและกันด้วยการบำเรอ อันนางทันตะกุมภะนั้นมีสันดานมากไปด้วยมารยา พึงใจที่จะทำเล่นตัวอวดช้างข้างนอกให้รู้ว่าพญาช้างต้องอ่อนง้อขอรักด้วยเหตุเรียกหาพาใจ เพลานั้นนางทันตะกุมภะทำนิ่งเฉยเสีย มิได้นำพฤกษาหารไปบำเรอพญาช้าง ด้วยใจคิดว่าพญาช้างไปประพาสทางไกล แรมค้างอยู่หลายทิวาราตรี เห็นจะมีฤทัยนึกคะนึงถึงเราเป็นอันมาก เราจะนิ่งเสียให้นางพังมารมุขีเข้าไปบำเรอก่อนเรา พญาช้างก็มิได้พึงใจ คงจะให้นางพังมารมุขีมาเรียกเรา ช้างข้างนอกก็จะเห็นว่าเราดีกว่านางพังมารมุขี ฝ่ายช้างนางพังมารมุขีนั้นเล่าก็เป็นใจเจ้าแง่เจ้างอน คิดว่าเวลานี้พญาช้างได้ผลหว้ามาก็คงจะให้กับนางทันตะกุมภะ ถ้าเราจะเข้าไปบำเรอบัดนี้ก็เห็นประหนึ่งว่าเราทะยานอยากของวิเศษยิ่งนัก อนึ่งเล่าถ้าพญาช้างจะกลับใช้ให้เรามาเรียกนางทันตะกุมภะเข้าไปให้ผลหว้ากับเขา ตัวเราจะมิได้ความอัประยศแก่ฝูงช้างข้างนอกเป็นสองซ้ำสามซ้ำและหรือ อันว่านางพังทั้งสองต่างทำมารยาแง่งอนถือชั้นเชิงกันอยู่อย่างนี้ จนขาดการซึ่งจะนำพฤกษาหารเข้าไปบำเรอพญาช้างในเพลานั้น

ฝ่ายพญาหัสดินสุประดิษฐ์เมื่อได้เห็นนางพังทันตะกุมภะและนางพังมารมุขี หานำพฤกษาหารมาให้บริโภคไม่ก็คิดอัศจรรย์ใจ จึงใช้นางพังตัวหนึ่งให้ไปถามนางคชสารทั้งสอง ว่าเหตุไรจึงไม่นำพฤกษาหารมาให้เราบริโภค นางพังผู้รับใช้ก็ให้ไปถามสองนางกริณีดุจคำพญาช้างสั่ง นางทันตะกุมภะก็บอกว่าเพลานี้แป็นไข้สารสนิศ คือเป็นไข้ประจำตัวช้างให้หาวเป็นลมกำเริบ ข้างนางพังมารมุขีนั้นบอกว่า ครั้นเราจะไปรับการบำเรอเล่า ก็กลัวนางทันตะกุมภะจะว่าเราไปชิงของวิเศษซึ่งจะได้กับเขา ด้วยเขาเคยว่ากล่าวกระทบกระเทียบเปรียบปรายเรามาหลายครั้งแล้ว นางพังผู้รับใช้ก็กลับมาแถลงความดุจถ้อยคำนางคชสารทั้งสองให้พระยาช้างทราบ

ขณะนั้นพระยาคเชนทรชาติสุประดิษฐ์ได้สดับ ก็สอดส่องปัญญาหยั่งทราบโดยถ้อยคำนางพังทั้งสองกล่าวเห็นเป็นชั้นเชิง ถือเปรียบแก่งแย่งกันดังนั้น พระยาช้างมีความโกรธยิ่งนัก จึงร้องก้องโกญจนาทด้วยสุรเสียงเป็นอันดัง ว่าช้างชาติชั่วสันดานลามก ดีแต่จะเล่นตัวหาชั้นเชิงไปทุกอย่าง ตั้งใจอิจฉาพยาบาทกันเหมือนดังช้างหาชาติหาตระกูลมิได้ เมื่อไม่ประพฤติสามัคคีรสตามโอวาทเราแล้ว ก็อย่าอยู่ในหมู่ในฝูงให้เป็นอัประมงคลกับกุญชรชาติพลายพังทั้งหลายเลย พระยาช้างจึงสั่งนางพังแม่หนัก ให้กัดหางนางพังทันตะกุมภะ กับนางพังมารมุขี เสียเพียงเข่าให้เสียโฉม แล้วก็ให้ช้างพลายโคตรที่พลายเพรียวไล่แทงนางคชสารทั้งสอง นิรเทศเสียจากฝูงในขณะนั้น

อันว่านางพังทันตะกุมภะ และนางมารมุขี ทั้งสองคชกิริณีนั้น ก็ได้ความอายอัปยศแก่นางพังทั้งหลายผู้เพื่อนฝูง ทั้งต้องออกจากหมู่เที่ยวทนทุกขเวทนาอยู่แต่สองช้าง จะได้บริโภคน้ำหญ้าพฤกษาหารก็ยากแค้นด้วยต้องอยู่ที่ชายป่าอันกันดาร ครั้นได้คิดก็เสียใจ คิดขึ้นมาทีไรก็ให้ครางครวญอยู่เป็นนิจ

ในลำดับนั้น อันว่านางกุญชรชาติอากาศจารี เคยมาสู่สำนักพระยาช้างแต่กาลก่อน วันหนึ่งนางอากาศจารีเหาะมายังที่อยู่พระยาคชาชาติสุประดิษฐ์ เมื่อมิได้เห็นนางพังทันตะกุมภะ และนางมารมุขี ในที่ใกล้เคียงพระยาช้าง เหมือนด้วยนางพังผู้บำเรอทั้งปวงเช่นกาลก่อน จึ่งเที่ยวไต่ถามนางกริณีทั้งหลาย ก็ทราบความว่าต้องนิรเทศ เหตุด้วยการมิควรจะพึงประพฤติ นางอากาศจารีจึงคิดแต่ในใจว่า แต่ก่อนนางคชสารทั้งสองนี้ ถ้าเห็นเรามาสู่ที่พระยาช้างครั้งใดแล้วก็มักทำลูบขนายส่ายงวง ทำตะปัดตะป้องแสร้งเล่นตัวอวดเรานี้ต่างๆ บัดนี้ต้องนิรเทศเสียจากฝูง เราจะไปว่ากล่าวถากถางให้สาใจ ครั้นคิดดังนั้นแล้วนางอากาศจารี ก็ดำเนินเที่ยวแสวงหามาจนพบนางทันตะกุมภะ กับนางมารมุขี ยืนปรบหูอยู่ที่ใต้ต้นตะเคียนใหญ่ จึ่งเดินเข้าไปใกล้เราทำถามว่า เหตุไรท่านทั้งสองมาอยู่ในที่นี้ นางพังทันตะกุมภะมีความละอายใจ ก็เมินหน้าเสียหาตอบประการใดไม่ แต่นางพังมารมุขีนั้น ผินหน้าตอบว่ากรรมมาถึงเราแล้ว ใช่การท่านๆ อย่าได้ถามเราเลย นางอากาศจารีจึ่งว่า นี่แน่ะเจ้า ชะช่างคิดชอบถูกชั้นเชิงกันนี่กระไร ข้างโน้นก็อวดดีข้างนี้ก็ไม่รับแพ้ ดีแต่จะเล่นตัวไปอย่างเดียว ยิ่งเห็นว่ารักก็ยิ่งหนักขึ้นเจียวจนต้องนิรเทศ ดูกรท่านทั้งสองผู้เป็นชาติคชสารเหมือนด้วยตัวเรา เออจะหยั่งปัญญาคิดบ้างก็เป็นไร อันพระยาหัสดินชาติสุประดิษฐ์นี้ มีบุญญาธิการมากประดุจเทพยดาในชั้นสวรรค์ ทั้งทรงพหลกำลังและเดชานุภาพ ก็เหมือนด้วยพระยาไกรสรสีหราช มีสีกายแดงงามปานดังแสงพระอาทิตย์เมื่ออัสดงคต งาทั้งสองสลวยงามเปรียบประหนึ่งท่อนแก้วมณี แล้วก็ทรงซึ่งปัญญาอาจหยั่งรู้น้ำจิตคชสารอันเป็นบริษัทมากกว่าหมื่น ทั้งประดับด้วยนางกริณีอันมีตระกูลต่างๆ เป็นบริพารยิ่งด้วยร้อย นี่แน่ะท่านทั้งสอง อันพระยาช้างมีบุญประเสริฐเลิศล้ำถึงเพียงนี้ หรือจะให้เฝ้าวอนง้อขอรักเรียกหาพาใจไปทั้งตาชาติตาปี ช่างไม่เหลียวดูร่างกายและตระกูลของท่านบ้างว่ามีบุญวาสนาเป็นดังฤา เราก็รู้อยู่ว่าท่านผู้มีนามทันตะกุมภะนี้เกิดในตระกูลคังไคยคชสาร คือช้างสถิตอยู่ริมฝั่งน้ำ มีสีขาวขาวแลเลื่อมประดุจสีน้ำไหล มีขนายใหญ่สมด้วยโฉมหน้า อันท่านผู้ปรากฏนามชื่อว่ามารมุขีนั้นเล่า ก็กำเนิดในตระกูลกาฬหัสดี คือชาติช้างดำ แต่ทว่าบุญอำนวยจึงมีสีกายขาวหลัวโฉมหน้าดูบึ้งบั้นเมื่อวาสนาอาภัพก็เพียงนี้ แต่ได้ดีเพียงนั้นก็เกินตัว ขออภัยเสียเถิดเราว่าเป็นความจริง ใช่จะแกล้งกล่าวให้เจ็บช้ำน้ำใจท่านนั้นหามิได้ อันธรรมดาเกิดมาเป็นชาติคชสาร ดังตัวเราตัวท่านทั้งสองนี้ก็ดี และเกิดมาเป็นสัตว์จัตุบาทมีตระกูลต่างๆ ก็ดี ครั้นเติบใหญ่หากินได้เองแล้ว ก็ย่อมลืมบิดามารดาคณาญาติ ถึงผู้ใดจะทำทุจริตผิดผันจนถึงต้องตัดหางนิรเทศเสียจากฝูงให้เที่ยวโซเซโอ้เทวศอยู่อย่างท่านทั้งสองดังนี้ ก็คงได้อัปยศอดอายก็แต่ตัวของผู้นั้น แม้เกิดเป็นชาติมนุษย์แล้ว ข้างบิดามารดาญาติวงศ์พงศ์พันธุ์ก็จะพลอยได้อับอายขายหน้าทุกเช้าค่ำคืนวันเดือนปีจนกายตายแล้วก็ไม่สูญชื่อ ดูกรท่านทั้งสองซึ่งเกิดเหตุเภทภัยขึ้นทั้งนี้ อย่าได้เอาโทษผู้หนึ่งผู้ใดมีพระยาช้าง เป็นต้น ท่านจงโทษเอาที่พึงใจจะเล่นตัวทำชั้นเชิงแง่งอนไปต่างๆ นั้นและจึงจะชอบ เออก็เมื่อรักอย่างนั้นแล้ว มันก็ต้องเตรียมกรมก้มหน้าน้ำตาตกตลอดปลายงวงสู้เสวยกรรมไปชาติหนึ่งเถิด ท่านค่อยอยู่จงดีเราจะขอลาไปแล้ว นางอากาศจารีก็เหาะไปยังสถานที่อยู่ของตน

และนิทานนางคชสารทั้งสองนี้ ข้าน้อยบรรยายให้ท่านผู้เป็นวงศาคณาญาติและมิตรของบิดาฟัง ด้วยหวังจะให้วายวิตกอย่าได้คิดกริ่งเกรงเลย ว่าข้าน้อยจะประพฤติสันดานลามกทำทุจริตไปต่างๆ เหมือนหนึ่งนางคชสารจนบิดามารดาญาติวงศ์พงศ์พันธุ์พลอยได้ความอับอายขายหน้าด้วยนั้นหามิได้ ถึงคำบุราณท่านว่าคชสารสี่ตีนยังรู้พลาดนักปราชญ์ยังรู้ล้ม ใครอย่าได้ประมาท คำอันนี้ก็เป็นจริง แต่ทว่าข้าน้อยไม่พึงใจที่จะทำชั้นเชิงแง่งอนเที่ยวค้าคารมข่มผู้อื่นทำหน้าเป็นเล่นตัวดีดดิ้นด้วยกำเริบยศถาบรรดาศักดิ์แล้ว มาทว่าพลั้งผิดสิ่งใดบ้าง ก็ไม่ถึงตัดหางปล่อยให้ชื่อชั่วปรากฏอยู่ในแผ่นดิน โดยใจข้าน้อยคิดเห็นดังนี้ อันว่าหมู่มิตรของบิดาและบรรดาคณาญาติบรรดาได้สดับคำข้าน้อยบรรยาย นิทานนางนกกระต้อยติวิดและนางคชสาร ก็สรรเสริญว่าแม่มีปัญญาเป็นนักปราชญ์ฉลาดรู้รอบคอบในสิ่งชั่วสิ่งดี ควรจะเป็นที่พึ่งแก่หมู่ญาติได้เที่ยงแท้แล้ว

ที่มา: หนังสือ นางนพมาศ พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ท่านผู้หญิงสุรสีห์วิศิษฐศักดิ์ (พุ่ม กัลยาณมิตร) ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๗๒, เว็บไซต์เรือนไทย

ธรรมอื่นที่น่าสนใจ