ภาพนกกระเรียนไทย จากหนังสือ เจ้าจะกลับมานกกระเรียนพันธุ์ไทย

ในกาลก่อนยังมีราชธานีเมืองหนึ่ง ชื่อเมืองวัฒนานคร สมเด็จพระมหากษัตริย์อันเสวยราชสมบัติ ทรงพระนามพระเจ้าวัฒนราช มีพระอัครมเหสีชื่อนางตรุณี ประดับด้วยพระสนมกำนัล และเสนางคนิกรช้างม้าสมณชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎรเพียบพื้นภูมิมณฑล มีราชปโรหิตผู้หนึ่งรู้พระเวทผูกน้ำใจสกุณวิหคอันเป็นของเลี้ยง แม้ได้ร่ายมนต์เสกอาหารเป็นต้นว่า ข้าว น้ำ ให้ทิชาชาติทั้งหลายซึ่งเลี้ยงไว้บริโภคแล้ว ก็เชื่องสนิท อาจให้ขันให้ร้องเมื่อใดก็ได้ดังปรารถนา และพระเจ้าวัฒนราชนั้น พึงพระทัยทอดพระเนตรนกกระเรียน และทรงฟังซึ่งสำเนียงนางนกกระเรียนร้องยิ่งกว่าการขับรำและดุริยางค์ดนตรี อันเป็นพนักงานนางในจะพึงบำเรอต่างๆ จึงดำรัสสั่งราชบุรุษให้กระทำสระใหญ่ไว้ตรงหน้าสิงหบัญชรแห่งหนึ่ง แล้วให้นำนกกระเรียนทั้งหลายมาเลี้ยงไว้ในราชอุทยานเป็นอันมาก ปุโรหิตก็เสกอาหารให้นกกระเรียนบริโภคจนเชื่องสนิทสิ้นทุกตัวทุกตัว ครั้นถึงเพลาเช้าและกลางวันเพลาเย็นและเที่ยงคืนในยามสงัด พระเจ้าวัฒนราชเสด็จสถิตสำราญพระทัยอยู่ในปรางค์ปราสาท ฝูงนกกระเรียนก็พากันมาร้องด้วยศัพท์สำเนียงอันไพเราะ ให้เป็นที่สบายพระหฤทัยมิได้ขาด บางทีก็เผยสิงหบัญชรออกทอดพระเนตรนกกระเรียนซึ่งลงเล่นน้ำอยู่ในสระ และพระเจ้าวัฒนราชนั้นมีพระกมลหฤทัยผูกพัน ตั้งแต่ทอดพระเนตรและทรงฟังเสียงนกกระเรียนอยู่เป็นนิจนิรันดร จนทราบสนัดในชาติธรรมดาสกุณโกญจนาทถ่องแท้ อาจตั้งเป็นตำรับไว้ได้ในแผ่นดิน อันนกกระเรียนตัวผู้นั้นมีสำเนียงมิได้ไพเราะ สั่งให้ราชบุรุษกำจัดเสียจากที่ อันจะร้องถวายเสียงคงให้มีอยู่แต่นางนกเป็นอันมาก

และสกุณโกญจนาทนั้นมีประเภทเป็นสองพรรณๆ หนึ่งนั้นมีขนสีแดงอยู่ห้าแห่ง คือที่สร้อยคอริมศีรษะนั้นแห่งหนึ่ง ที่กลางอกตรงเหนียงนั้นแห่งหนึ่ง ที่หัวปีกทั้งสองข้างนั้นข้างละแห่ง ที่สนับหางนั้นแห่งหนึ่ง โลกสมมุติว่าเป็นนกศักดิ์สูงดีกว่านกที่ไม่มีขนสีแดง เหตุว่าจะบินราร่อนเล่นลมบนกลางอากาศ ชาตินกที่มีสีแดงนั้น บินร่อนได้สูงกว่านกที่หาขนสีแดงมิได้ และนางนกกระเรียนบรรดาซึ่งมาเปล่งศัพท์สำเนียงถวายเสียงร้องบำเรออยู่นั้น พระเจ้าวัฒนราชบรมกษัตริย์ ทรงจำรูปจำเสียงได้แจ้งประจักษ์ทุกๆ ตัวนางนก แม้ว่านางสกุณโกญจนาทตัวใดเป็นนกชาติสูงศักดิ์ ด้วยมีขนสีแดงห้าแห่ง ถึงจะมิหมั่นมาร้องถวายเสียงก็ทรงไว้พระอารมณ์ ว่าเป็นนกมีชาติมีตระกูล ก็จำจะเลี้ยงดูให้ดีสักหน่อย อนึ่งเล่านางนกตัวใดถึงเป็นนกต่ำชาติต่ำตระกูล ด้วยหาขนสีแดงมิได้ แต่ทว่าหมั่นมาบำเรอเสียงร้องทุกเพลา พระมหากษัตริย์ก็ทรงพระเมตตา ว่ามีอุตสาหะไม่เกียจคร้าน นางนกทั้งสองจำพวกนี้โปรดประทานสร้อยทองวลัยทองให้สวมคอใส่เท้า ให้บริโภคน้ำท่าอาหารด้วยภาชนะเงินทองทุกๆ ตัว และนางนกตัวใดมีชาติตระกูลก็สูงศักดิ์ แล้วก็มีอุตสาหะหมั่นมาร้องถวายเสียงมิได้ขาด กรุงกษัตริย์ก็โปรดปรานประทานเครื่องตกแต่งให้ยิ่งขึ้นไปโดยมีพระทัยกรุณา อนึ่งเล่านางนกจำพวกที่มีชาติตระกูลอันต่ำ ทั้งเกียจคร้านมักป่วยเจ็บแชๆ เชือนๆ นานๆ มาร้องถวายเสียงบ้างแต่สักครั้งสักคราวแล้วก็หายสูญไป พระเจ้าวัฒนราชก็วางพระอารมณ์เสีย ว่าเป็นธรรมดาเลี้ยงสัตว์เดียรัจฉานแล้ว ก็ต้องให้ทานกินพออิ่มท้อง อันว่าความจำเริญและมิจำเริญก็บังเกิดมีแก่นางสกุณโกญจนาทั้งหลาย บรรดามาบำเรอร้องถวายศัพท์สำเนียง ดุจกล่าวมาดังนี้แท้จริง

ครั้นนานมานางนกกระเรียนตัวหนึ่งนั้น อันอยู่ในพวกหมู่หมั่นร้องหาขนสีแดงมิได้มิได้เป็นชาตินกต่ำตระกูล แต่ทว่าได้รับพระราชทานสร้อยทองวลัยทอง และภาชนะทองรองอาหารบริโภค และนางนกกระเรียนตัวนั้นไซร้ ชาวชะแม่พระสนมกำนัลทั้งปวง ชวนกันให้นามเรียกว่านางระย้าย้อย เหตุว่านายช่างทองทำสายสร้อยสวมคอให้นั้นยานย้อยลงไปถึงกลางอก วันหนึ่งนางระย้าย้อยคิดสบายใจ จึงขึ้นบินร่อนราปีกหางในกลางอากาศ เล่นลมบนพอเหนื่อยแล้ว ก็ลงอาบน้ำในหนองแห่งหนึ่งอันมีอยู่ภายนอกพระนคร จึงเหลือบแลไปเห็นนางนกไส้ตัวหนึ่งจับอยู่ที่กอสามหาวมีตัวอันน้อยเท่านกกระจาบ สีกายหม่นๆ เหมือนหนึ่งสีผลหว้าแก่ จะงอยปากแดงดังสีดอกเซ่ง นางนกกระเรียนให้มีน้ำใจรักนางนกไส้เป็นกำลัง จึงร้องถามไปว่าดูกรนางนกไส้ ถิ่นฐานรวงรังของเจ้าอยู่ที่แห่งใด เจ้ามาบริโภคสิ่งไรเป็นอาหารอยู่ที่นี้ เราได้เห็นเจ้าก็มีจิตคิดรัก จะใคร่เข้าไปจับให้ใกล้เคียง สั่งสนทนาด้วยกับเจ้าตามวิสัยนก แต่หากกลัวว่าเจ้าจะมิรักก็จะบินหนี นางนกไส้จึงตอบไปว่าอันตัวข้าน้อยนี้ ทำรังอยู่ยังต้นเต่าร้างริมขอบหนอง บัดนี้มาเที่ยวหาเกสรดอกสามหาวบริโภคเป็นอาหาร ซึ่งท่านว่าให้มีใจรักตัวข้านี้ฟังดูก็มิบังควรยิ่งนัก ด้วยตัวท่านเป็นชาตินกใหญ่ อาจถาบถาราร่อนขึ้นไปได้ถึงกลางอากาศ อันข้านี้เป็นแต่ชาตินกน้อย ได้แต่บินไปจับพฤกษาต้นโน้นแล้วมาต้นนี้ จะมักใหญ่ใฝ่สูงเข้าใกล้เคียงกับท่านนั้นเห็นไม่สมควร ข้าจะขอถามท่านบ้าง อันสถานที่รวงรังของท่านนั้นอยู่ยังด้าวแดนใด ท่านมาถึงหนองน้ำตำบลนี้ด้วยประสงค์สิ่งไรหรือๆ จะแกล้งมาพูดล้อล่อลวงใจข้าผู้เป็นนกน้อยเล่นแล้วก็จะกลับไป นางนกกระเรียนได้ฟังถ้อยคำนางนกไส้กล่าวดังนั้นก็ยิ่งมีจิตคิดรัก จึงตอบว่าดูกรนางนกไส้ อันตัวเรานี้อยู่ในพระราชอุทยานของสมเด็จพระเจ้าวัฒนาราช เราสำหรับได้ถวายเสียงร้องบำเรอพระทัยกรุงกษัตริย์ทุกทิวาวันคืนมิรู้ขาด จนได้รับพระราชทานสร้อยทองวลัยทอง ซึ่งเรามาถึงหนองน้ำในวันนี้ ใช่จะมาด้วยธุระอื่นนั้นหามิได้ เรามาด้วยมีความปรารถนาจะใคร่พบเจ้า หวังจะชวนพูดเล่นเจรจาให้สบายใจ อันธรรมดาเป็นสกุณวิหคด้วยกัน ถึงจะเป็นชาตินกใหญ่นกน้อยต่างภาษากันก็ดี สุดแต่ว่าน้ำจิตคิดรักกันแล้วก็อยู่ร่วมรวมรังด้วยกันได้ เราว่านี้เป็นความจริงใจมิใช่จะแกล้งพูดล่อลวงให้เจ้าลุ่มหลง อย่ามีความรังเกียจเลย เจ้าจงมาจับไม้กิ่งนี้ให้เราเชยชมรูปร่างให้อิ่มรัก จะได้เป็นไมตรีกันไปในวันหน้า นางนกไส้ได้สดับถ้อยคำดังนั้น ก็ให้กระสันเสียวจิตคิดรักนางนกกระเรียนยิ่งนัก จึงนิ่งนึกในใจว่านางนกกระเรียนมาพูดจาอ่อนหวานเห็นปานดังนี้ น่าจะมีน้ำใจรักเราจริง อันตัวเราก็เป็นชาตินกน้อย แม้ได้เป็นมิตรไมตรีด้วยนางนกกระเรียนชาตินกใหญ่ อันมีวาสนาได้ใส่สร้อยทองวลัยทอง เห็นทิชาชาติทั้งหลายก็จะนับถือเกรงกลัว สรรเสริญเราว่านางนกไส้ตัวนั้นได้เป็นมิตรกับนางนกกระเรียนดูน่าอัศจรรย์นัก คิดแล้วนางนกไส้ก็สนองวาจานางนกกระเรียนว่า อันตัวข้าน้อยนี้เป็นนกน้อยก็ต้องเจียมตัว กลัวแต่ท่านจะล่อลวงอย่างเดียว แม้ข้าจะเข้าใกล้เคียงพูดเล่นเจรจา เป็นมิตรไมตรีด้วยดั่งถ้อยคำของท่านว่า เห็นก็จะไม่ได้นานช้าสักเพียงใด ประเดี๋ยวหนึ่งท่านก็จะกลับเข้าไปยังราชอุทยาน ตัวข้านี้อยู่ภายหลังก็จะตั้งแต่รัญจวนจิต คิดถึงท่านทุกคืนวันมิรู้วาย เพราะเหตุดังนี้จึงสู้ขัดแข็งถ้อยคำท่าน ขอท่านอย่าได้ถือโทษเลย นางนกกระเรียนจึงตอบว่านี่แน่ะนางนกไส้ ซึ่งเจ้ามีความวิตกว่าเราจะทิ้งเจ้าเสียนั้นไม่ควรคิด อันความที่เรารักเจ้าแม้จะเปรียบก็เหมือนด้วยดวงจิตใครหรือจะให้จากร่าง แม้เจ้ากับเราได้เป็นมิตรไมตรีกันแล้ว เราก็จะพาเจ้าเข้าไปอยู่ยังราชอุทยานด้วยกันให้เป็นผาสุกสนุกสนานสำราญใจ แม้เจ้าปรารถนาบริโภคอาหารสิ่งใดก็สารพัดจะมีบริบูรณ์ทุกสิ่ง ครั้นว่าเท่านั้นแล้ว นางสกุณโกญจนาทก็ขึ้นจากน้ำสลัดขนแผ่หางกางปีกออกผึ่งแดดพลาง ทางเรียกนางนกไส้ให้มาไซร้ขน ต่างพูดจาตามวิสัยโดยชั้นภาษาวิหคเพลิดเพลินใจ ไปจนพระสุริฉายบ่ายแสงจวนจะย่ำสนธยา นางนกกระเรียนคิดจะกลับมาคืนยังรวงรัง จึงให้นางนกไส้ขึ้นเกาะหลังแล้วก็พาบินมายังราชอุทยาน

ตั้งแต่นั้นมานางนกกระเรียนกับนางนกไส้ก็อยู่หลับนอนร่วมรังเดียวกัน อันว่าความบันเทิงเริงรื่นก็บังเกิดมีแก่นางนกทั้งสองทุกทิวาราตรี นางนกกระเรียนนั้นก็ลืมเพลาที่จะร้องถวายเสียงแก่กรุงกษัตริย์ ลางเวลาระลึกได้ก็มา ลางเวลาก็มาทันแต่ครึ่งแต่กลาง มิได้เป็นใจที่จะเปล่งศัพท์สำเนียงส่งเสียงร้องบำเรอให้ไพเราะ ด้วยน้ำจิตคิดแต่จะใคร่กลับคืนไปรวงรังอยู่กับนางนกไส้ จนพระสนมกำนัลทั้งหลายต่างติเตียนว่านางระย้าย้อยเดียวนี้ร้องไม่ไพเราะ สุ้งเสียงเราฟังดังกะตะๆ เรียกตามภาษามนุษย์ว่าให้ไอให้จาม อันว่านางระย้าย้อยนั้นครั้นสิ้นเพลาบำเรอแล้ว ก็รีบกลับไปรั้งมิได้ยั้งหยุด พึงใจแต่จะให้นางนกไส้เข้าซอกไซ้ตีปีกใต้หางไม่ว่างเว้น กับฝูงนางสกุณาโกญจาทั้งหลายซึ่งเป็นชาติภาษาเดียวกัน เคยพูดเล่นเจรจามาแต่ก่อนก็ละเลยลืมเสียสิ้น ฝ่ายว่านางนกไส้ก็อุตส่าห์ประพฤติตามน้ำใจนางนกกระเรียนไปทุกอย่างมิให้ขัดเคือง ครั้นถึงเพลาแสบท้องก็ไปบริโภคดอกเต่าร้าง และยางบัวยาวเป็นอาหารทุกๆ วัน

อยู่มานางนกไส้ให้มีจิตกำเริบขึ้น ด้วยถือตัวว่าได้เป็นที่รักของนางระย้าย้อย จึ่งออกเที่ยวพูดพลอดฉอดฉ่อยป้อยปากถากถางกระทบกระเทียบเปรียบปรายร่ายเร่ยุแยงแสร้งใส่ความ อ้างให้ถามนางระย้าย้อยก็พลอยรับ กลับเอาความข้างนี้ไปชี้ข้างนั้น จนเกิดทะเลาะวิวาทกันอื้อๆ ฉาวๆ แตกร้าวปราศจากสามัคคีรสกันไปสิ้นทั้งฝูงนางสกุณโกญจา ใครเห็นหน้านางนกไส้ก็ให้รังเกียจเกียดกลัวไม่พ้องพาน ตั้งแต่นั้นมานางนกกระเรียนทั้งหลายก็มิได้มีความผาสุกสนุกสบายเหมือนเช่นหลัง ใช่แต่เท่านั้นอันว่าความวิบัติอุบาทว์บ้านอุบาทว์เมือง ก็บังเกิดมีแก่กรุงกษัตริย์วัฒนานคร เป็นต้นว่าน้ำมากท่วมสวนผลไม้ไร่นาประชาราษฎรให้สูญเสียจนข้าวยากหมากแพง ทั้งมงคลคชสารและสินธพชาติ อันเป็นที่นั่งต้นก็ล้มเสียมากหลาย จนชั้นมยุราปลาเต่าเป็นของเลี้ยงสำหรับทรงประพาสก็พลอยฉิบหายตายสิ้น

ครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าวัฒนราชบรมกษัตริย์ เห็นภัยอันตรายก็หลากพระทัยนัก จึ่งดำรัสถามราชปุโรหิต ว่าอาณาประชาราษฎรได้ความยากแค้นด้วยบ้านเมืองวิบัติคือน้ำมาก ท่านอาจหยั่งปัญญาพิเคราะห์เห็นว่าจะเป็นด้วยเหตุดังไร ราชปุโรหิตจึงกราบทูลว่า ข้าพระองค์ก็ได้คำนวณสวนสอบชะตาพระนครกับนพเคราะห์ฤกษ์บนและเหตุลางต่างๆ จะเห็นวิบัติสักสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็หาไม่ แต่มาสงสัยใจอยู่ด้วยฝูงสกุณาโกญจาในราชอุทยานนั้น เห็นหาเป็นปกติเหมือนแต่ก่อนไม่ ข้าพระองค์เคยเศกอาหารไปให้บริโภคครั้งใด ก็ย่อมมารับพระราชทานพร้อมมูลกันทุกครั้ง กาลบัดนี้นางนกกระเรียนซึ่งเรียกชื่อว่าระย้าย้อยนั้น เห็นแตกร้าวกับนางนกทั้งหลาย ถ้านางนกทั้งหลายมาบริโภคอาหารอยู่ก่อนแล้ว แต่พอเห็นนางระย้าย้อยมาก็พากันไปเสียสิ้น บางทีแม้นางระย้าย้อยมาบริโภคอาหารอยู่ก่อน นางนกทั้งหลายจะได้มาบริโภคด้วยนั้นหามิได้ ข้าพระองค์พิเคราะห์ดูเห็นว่าเหตุจะมีสักสิ่งเป็นแม่นมั่น แต่ยังหาได้ขึ้นค้นคว้าดูที่รวงรังให้เห็นเหตุไม่ ด้วยกลัวว่าฝูงสกุณาโกญจาจะตกใจแตกตื่นไปเสียสิ้น พระเจ้าวัฒนราชได้ทรงสดับดังนั้น จึงสั่งราชปุโรหิตว่าท่านเร่งไปคิดอ่านจับเอาเหตุวิบัติให้จงได้ในกาลบัดนี้ ราชปุโรหิตรับราชบรรหารแล้วก็ไปยังราชอุทยาน เรียกยายมาลาการไต่ถามว่า ดูกรยาย บัดนี้เราเห็นฝูงนางนกกระเรียนทั้งหลาย หามาบริโภคอาหารเป็นนิจ ยังจะเห็นเหตุเพศผลเป็นประการใดบ้างแลหรือ ยายมาลาการก็สนองคำราชปุโรหิต ว่าข้าแต่ท่าน ในสองสามเดือนนี้ ข้าพเจ้าเห็นนกน้อยตัวหนึ่ง มาอยู่ด้วยนางระย้าย้อยที่ในรัง เข้าไซ้ปีกไซ้หางให้วันละสองเพลาสามเพลา ถ้านางระย้าย้อยจะบินไปเข้าฝูงนางนกกระเรียนตัวใดแล้ว นกน้อยตัวนั้นก็บินตามไปด้วยทุกครั้ง แล้วก็เห็นนกน้อยตัวนั้นพูดพลอดด้วยเสียงเป็นอันดัง นางนกกระเรียนทั้งหลายต่างตัวก็บินหนีไปสิ้น และนกน้อยตัวนั้นสีกายม่วงหม่นๆ ขนข้างยานยุ่งหยอง มีจะงอยปากแดงดังแต้มชาด เที่ยวจิกกินดอกเต่าร้าง ยางใบบัวยาว เกสรสามหาว ในสระนี้ทุกเพลาเช้าเย็น ข้าพเจ้าได้เห็นสิ่งประหลาดในราชอุทยานแต่เท่าที่แถลง นอกจากนี้จะได้เห็นสิ่งใดแปลกสังเกตตา กว่าแต่ก่อนนั้นหามิได้ ราชปุโรหิตครั้นได้ฟังคำยายมาลาการแจ้งดังนั้น ก็นิ่งนึกตรึกตรองเห็นว่าชะรอยนางระย้าย้อยจะบินไปเที่ยวถึงป่า ชักพาเอานกไส้อันเป็นของอุบาทว์ใหญ่เข้ามาไว้ในราชอุทยาน จึงให้เกิดอุบัติเหตุต่างๆ ดังนี้ ครั้นเพลาพลบค่ำ ราชปุโรหิตก็ให้บุรุษอันมีกำลังปีนต้นพฤกษาขึ้นไปค้นดูในรังนางระย้าย้อย ก็จับได้นางนกไส้ตัวนั้นลงมาส่งให้ปุโรหิต ราชปุโรหิตก็ให้เอานางนกไส้ใส่กระโปรงขังไว้จนเพลารุ่งเช้า แล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าวัฒนราช ทูลแถลงแจ้งประพฤติเหตุซึ่งจับตัวนางนกไส้อันเป็นอุบาทว์เมืองนั้นได้ ให้บรมกษัตริย์ทรงทราบทุกประการ พระเจ้าวัฒนราชก็สิ้นสิ่งวิตก จึงดำรัสถามราชปุโรหิตว่า บัดนี้เราก็จับตัวอุบาทว์ได้แล้ว ท่านจะให้ทำเป็นประการใดหรือ บ้านเมืองจึงจะพ้นภัยอันตรายให้มีความจำเริญสวัสดิมงคล ทั่วทั้งไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินได้ความสุขเป็นปกติเหมือนแต่หลัง ราชปุโรหิตก็กราบทูลว่า ขอพระองค์จงโปรดให้กระทำการพระราชพิธีเสียเคราะห์พระนคร แล้วให้ทำแพด้วยไม้สะเดาปักกิ่งชบา เอานางนกไส้ใส่กระโปรงให้มีน้ำท่าอาหารบริโภค แล้วแขวนประจานลอยไปตามกระแสน้ำไหล กับขอให้เขียนอักษรเป็นพระราชบัญญัติ ห้ามอย่าให้นรชนชายหญิงเอานางนกไส้ตัวนี้ขึ้นเลี้ยงไว้ในบ้านในนิคมเป็นอันขาด แม้แพจะเข้าติดเข้าเกยอยู่แห่งใดตำบลใด ใครเห็นก็ให้เสือกไสลอยไปเสีย จนตกท้องพระมหาสมุทร กับขอให้เนรเทศนางนกระย้าย้อยเสียจากพระราชอุทยานด้วย แม้ได้กระทำการเสียเคราะห์เมืองดังนี้แล้ว อันวาอุบาทว์จัญไรก็จะอันตรธานสูญหาย กรุงวัฒนราชมหานครคงจะคืนไพบูลย์พูนสุขเหมือนเช่นหลัง ทั้งพระองค์ก็จะทรงพระจำเริญ ด้วยพระโชคลาภบริบูรณ์ยิ่งกว่าแต่ก่อน สมเด็จพระเจ้าวัฒนราชได้ทรงฟังจึ่งสั่งราชบุรุษอันเป็นเจ้าพนักงานให้จัดแจงการทั้งปวงกระทำตามราชปุโรหิตกราบทูลทุกประการ แล้วบรมกษัตริย์จึงตรัสถามราชปุโรหิตสืบต่อไปว่า อันนกไส้นี้ไซ้ก็นับเข้าในหมู่ทิชาชาติ เหตุใดจึ่งได้เป็นตัวอุบาทว์แรงร้ายเห็นปานดังนี้ อนึ่งเล่า สรรพสัตว์จำพวกดังนี้ ก็จัดเป็นอุบาทว์ร้ายแรงอีกบ้าง ท่านจงบรรยายไปตามตำหรับไตรเพทให้เราสิ้น วิมุติสงสัยจงพิสดาร ราชปุโรหิตจึงกราบทูลว่า สัตว์จตุบาทวิบาทอันเป็นตัวอุบาทว์บ้านเมืองนั้นมีอยู่ ๒ จำพวก คือนกไส้นี้จำพวก ๑ เป็นสัตว์ ๒ เท้า คือเหี้ยจะกวดอีกจำพวก ๑ เป็นสัตว์ ๔ เท้า ควรจะอยู่แต่ในป่าในท่าน้ำ แม้เข้ามาในราชธานีได้แล้ว ก็เป็นอุบาทว์ให้บังเกิดวิบัติต่างๆ ทั่วทั้งราชอาณาเขตพระนครนั้น ถ้าเข้าบ้านและนิคมใดๆ บ้านนั้นนิคมนั้นก็ย่อมจะเกิดภัยอันตรายมีไฟไหม้เรือนเป็นต้น และลักษณะนางนกไส้นั้นมีร่างกายผอม สีหม่นขนดกกระด้างหยาบยาวยุ่งหยุกหยุย ถ้าถูกเนื้อมนุษย์เข้าแล้ว ก็เจ็บแสบไปสิ้นวันยังค่ำ อันน้ำใจก็มักกำเริบโทโสร้าย มีแต่จะชักแช่งสาบานจนคชสารก็ไม่ลดละ แม้วิหคจำพวกใดไปคบหาอยู่ร่วมรังเช่นนางนกระย้าย้อยฉะนี้แล้ว นกไส้ก็มีจิตกำเริบหยิ่งเย่อขึ้นเทียว พูดพลอดฉอดฉ่อยไปต่างๆ ด้วยว่าบริโภคดอกเต่าร้าง ยางบัวใบยาว เกสรสามหาว เป็นอาหาร จึ่งให้คันปากอยากพูดพล่อยอยู่เป็นนิจ อนึ่ง เหี้ยจะกวดนั้นเล่ามีลิ้นเป็น ๒ ลิ้น สันดานง่วงงุนน้ำใจไม่ยั่งยืน ถึงมาตรว่าจะมีผู้เอามาเลี้ยงให้ประเสริฐเลิศล้ำสักปานใดก็ดี สัญชาติว่าเหี้ยจะกวดแล้ว ที่จะเจรจาสัจจริงนั้นหาได้ไม่ ด้วยว่าลิ้นเป็น ๒ ลิ้นมีแต่จะกล่าวเท็จเป็นธรรมดา แล้วก็พึงใจแต่ที่จะซุกซ่อนนอนหลับ จนลืมเวลาแสวงหาอาหารบริโภค ทั้งประเวณีการสังวาสก็ไม่เป็นคู่ๆ กันยั่งยืน เหมือนสัตว์บกสัตว์น้ำทั้งหลาย ย่อมปนละวนกันไปโดยน้ำใจมักมาก เพราะเหตุดังนั้นอันสัตว์ ๒ จำพวก คือนกไส้และเหี้ยจะกวดนี้จึงได้เป็นอัปมงคล แม้เข้าบ้าน เมืองใดก็เกิดอุบาทว์ ให้วิบัติด้วยภัยอันตรายต่างๆ ขอจงทราบเบื้องบาทดังข้าพระองค์กราบทูล เหตุลามกสัตว์ ๒ จำพวกโดยคัมภีร์ไตรเพท สมเด็จพระเจ้าวัฒนราชได้ทรงสดับก็สิ้นวิมุติกังขา จึ่งออกพระโอษฐ์ตรัสสรรเสริญราชปุโรหิตว่าท่านมีปัญญารู้เหตุการณ์รอบคอบประเสริฐนัก สมควรที่เป็นราชปุโรหิต สำหรับแก้กันภยันตรายอันเกิดกับบ้านเมือง ให้สมณชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎรได้อยู่เย็นเป็นสุข ด้วยอำนาจปัญญาของท่าน แล้วบรมกษัตริย์ก็พระราชทานรางวัลให้แก่ราชปุโรหิตเป็นอันมาก ตั้งแต่นั้นมากรุงวัฒนานัคเรศก็เป็นปกติ บริบูรณ์ด้วยธัญญาหาร ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินก็พ้นจากทุกข์ภัยคือไข้เจ็บ สมเด็จพระมหากษัตราธิราชเจ้าก็ทรงพระจำเริญด้วยโชคลาภต่างๆ มีนรชาติชายหญิงอันอยู่ภายนอกพระราชอาณาเขต สามิภักดิ์พาครอบครัวมาสู่พระบรมโพธิสมภารมากกว่าแสน ทั้งได้พระยาคชสารศรีเศวตอันเป็นมงคล เฉลิมพระเกียรติกรุงกษัตริย์ สารพัดจะบริบูรณ์พูนเกิดทุกสิ่งทุกประการ

และนิทานนางนกกระเรียนซึ่งข้าน้อยกล่าวนี้ ก็ควรบุคคลได้สดับตรับฟังจะพึงจำไว้สั่งสอนใจ อย่าได้ประพฤติต้นตรงปลายคด ประหนึ่งนางสกุณโกญจาระย้าย้อย เสียแรงอุตสาหะพากเพียรจนมีวาสนาได้ใส่สร้อยทองวลัยทอง แล้วและกลับทำทุจริตไปคบมิตรอันเป็นบาปมิตร นักปราชญ์ท่านย่อมติเตียน อันธรรมดาเกิดมาเป็นสัตว์ก็ดี เป็นบุคคลก็ดี ก็ควรจะมีมิตรสหายสิ้นด้วยกัน ถ้าผู้ใดคบมิตรซึ่งเป็นกัลยาณมิตรแล้ว นักปราชญ์ท่านก็พึงสรรเสริญว่าผู้นั้นกระทำชอบ อันว่าคิดถูกและคิดผิด พูดจริงและพูดเท็จ ใจซื่อและใจคด ยั่งยืนและโลเล เรียบร้อยและเล่นตัว สุภาพและดีดดิ้น ปกติและมารยา มักตื่นและมักหลับ มีสติและลืมหลง อุตสาหะและเกียจคร้าน ทำดีและทำชั่ว กัลยาณมิตรและบาปมิตร คำสุภาษิตสองประการนี้ข้าน้อยก็จะพึงประพฤติอย่างหนึ่ง จะละเสียอย่างหนึ่ง อันจะทำโลเลแล่นไปแล่นมา เช่นนิทานนางนกกระต้อยติวิด และจะทำชั้นเชิงมารยาเล่นตัวเหมือนอย่างนิทานนางคชสารทั้งสอง แลจะทำทุจริตลุอำนาจแก่ความรักดังนิทานนางสกุณโกญจาระย้าย้อย ไม่ถือตัวว่าเป็นชาตินกใหญ่ ไปคบนางนกไส้อันเป็นนกตัวน้อย จนได้ความอัประภาคยากที่จะไว้หน้า อย่าว่าแต่ชาตินี้เลย ข้าน้อยจะพึงกระทำได้สร้างกุศลครั้งใดก็ตั้งใจกรวดน้ำ ไม่ขอพบขอเห็นเช่นสัตว์สามจำพวกนี้เลย ตราบเท่าเข้านิพพาน และข้าน้อยผู้ชื่อว่านพมาศ จะตั้งใจทำกิจราชการให้มีชื่อเสียงปรากฏอยู่ในแผ่นดินให้จงได้

ที่มา: หนังสือ นางนพมาศ พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ท่านผู้หญิงสุรสีห์วิศิษฐศักดิ์ (พุ่ม กัลยาณมิตร) ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๗๒, เว็บไซต์เรือนไทย

ธรรมอื่นที่น่าสนใจ