อย่าดูถูกคนอื่น ดูถูกตัวเองดีกว่า

บันทึกวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๘

อริยสัจ ๔ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

ทุกข์ คือ นาม+รูป กาย+ใจ การฟุ้งซ่านขึ้นมาเอง คิดนู่นคิดนี่ เศร้าโศก ร้องไห้ เสียใจ

ทุกขสัจจะ คือ รู้จักทุกข์ แต่ถ้าไม่รู้จักทุกข์กลายเป็น ตัณหาสัจจะ กิเลสสัจจะ ถ้ารู้จักตัณหา กิเลส คือ สมุทัย

พอรู้แล้วปัดออก คือ นิโรธ

มรรค คือ ภาวนา (การดับทุกข์) สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ

หัวใจของศาสนาที่แท้จริง คือ หัวใจของผู้ปฏิบัติธรรม หรือ หัวใจ ของคนไปนิพพาน

หลักที่เอาไว้ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

  • ๑. สัจจะ
  • ๒. ขยัน
  • ๓. อดทน
  • ๔. มีเมตตา

อารมณ์ ทำให้จิตฟุ้งซ่าน

การเปลี่ยนอารมณ์ (philosophy) ดูตามเหตุผลเหมาะสม เช่น เราใช้ คนทำงาน สั่งแล้วไม่ทำ ถ้าไม่ทำ เราก็เปลี่ยนให้ทำงานอย่างอื่นแทน จิตวิทยา (psychology) การใช้คนให้ถูกกับงาน (put the right man on the right job) คนที่คิดว่าเราเก่งคนเดียว ไม่ดี เหนื่อย ต้องทำอยู่คนเดียว และเข้ากับคนอื่นไม่ได้ เพราะมีทิฏฐิ

การปฏิบัติต่อตัวเราและผู้อื่น

ตัวเรา เราต้องลดตัวตนลง เหมือนลงบันได อ่อนน้อมถ่อมตน ผู้คนจะรัก ผู้อื่น ต้องยกคนอื่นให้สูงไว้ ยกย่องคน โบราณว่า “อย่าดูถูกคนอื่น ดูถูกตัวเองดีกว่า”

การเอาโทษตัวเองดีกว่าเอาโทษคนอื่น ดูว่าเราทำถูกมั้ย ทำดีมั้ย ทำ ถูกต้องมั้ย ต้องทำตามหน้าที่ ไม่เจ็บไม่จำ พอไม่จำ เราก็คิดว่า เราทำ ถูกหมด ดีหมด ต้องดูถูกตัวเองมากกว่าดูถูกคนอื่น ๆ ต้องแก้ไขตัว เองมากกว่าแก้ไขคนอื่น ๆ ไม่ปรับปรุงตัวเอง จะให้ไปปรับปรุงคนอื่น ไม่ได้ ค่อย ๆ พยายามปรับปรุงตัวไปทีละนิด ๆ ทุก ๆ วัน

ครูบาอาจารย์รู้มากกว่าพ่อแม่ เพราะมีศีลธรรมมากกว่า สามารถ แยกแยะได้ พ่อแม่ก็รู้นะ อย่าดูถูกท่าน เพียงแต่ท่านรักลูกมาก เลย ทำให้มองข้ามความถูกต้องไป มองข้ามความเป็นจริงไป

การสนิทของคนเรามี ๓ ระดับ

  • ๑. สัมมายะปิยะ คือ เห็นแล้วสนิทกัน
  • ๒. มัชตะปิยะ คือ สนิทยาวกว่า สัมมายะปิยะ อาจ ๑-๒ เดือน
  • ๓. อะติปิยะ คือ สนิทกันมาก ๆ แต่พอทะเลาะกัน จะกลาย เป็น “เวรีบุคคลา” คือ ศัตรู เพราะรักด้วยกิเลส เลยแยกคนละทิศ ละทาง แต่เมตตาจะไม่ทะเลาะกัน

พ่อแม่ครูบาอาจารย์เมตตาเราเสมอ แต่บางครั้งก็มีอารมณ์มาเข้าแทรก เพราะบริวาร (ปัจจัยภายนอก) จากที่อื่น บางครั้งพูดเสียงดัง เพราะ อารมณ์ไม่ดี บางครั้งพูดเสียงเบา เพราะอารมณ์ดี แต่ว่าท่านเมตตา เราจะต้องมีกาลเทศะ ดูสถานการณ์ก่อนที่จะพูดคุยกับท่าน ถ้าท่าน อารมณ์ไม่ดี บ่นก็อุเบกขา สิ่งแวดล้อมใน+นอกบ้าน เป็นเหตุของ อารมณ์ต้องระวัง ! ต้องอุเบกขาอารมณ์เป็น

เวลาคิดปัญหา ให้เราดูตามความเหมาะสมว่าได้หรือไม่

คิดอย่างมีเหตุผล เหมาะสมคิด คิดอวมงคลไม่ดี ถ้าเราคิดว่าไม่ได้ มันก็ทำไม่ได้ เวลาคิดแล้วต้องทำให้สำเร็จด้วย ถ้าตัดสินใจแล้วต้อง ทำให้สำเร็จ

คิด ทำ สำเร็จ
คิด ไม่ทำ ไม่สำเร็จ

เวลาคิดเรื่องที่ยังมาไม่ถึง (อนาคต) ไม่ต้องคิด

เวลาการเงิน คิดการเงิน
เวลาการค้า คิดการค้า
เวลาการกระทำ คิดการกระทำ
เวลากิน ก็คิดถึงการกิน

คิดอยู่กับปัจจุบันเหมาะสมคิด เหมาะสมทำ

พระพุทธเจ้าท่านกล่าวว่า

  • “อดีต” อย่าคิด คิดแล้วไม่มีความหมาย มีแต่อกุศล
  • “ปัจจุบัน” ต้องคิด คิดแล้วมีความหมาย คิดแล้วทำสำเร็จ
  • “อนาคต” คิดแล้ว ไม่มีความหมาย แล้วไม่แน่ใจ มีแต่ กังวลใจ ถ้าคิดถูกต้องไม่มีปัญหา ถ้าคิดไม่ถูกก็ฟุ้งซ่าน อารมณ์เข้า ฟุ้งซ่านตัวเอง สุดท้ายก็ทุกข์ทรมาน

ทุกเรื่องในชีวิต วันนี้ คือ วันนี้

พรุ่งนี้ คือ พรุ่งนี้ อย่ามาปะปนกัน อยู่กับปัจจุบันขณะ

อะไรที่เป็นความถูก เราทำต่อ
อะไรที่เป็นความผิด เราหยุดซะ

ต้องมีหิริโอตตัปปะ ต้องแยกแยะเรื่องราวได้

เวลาเราจะให้อะไรใคร ต้องดูว่าเค้าต้องการมั้ย ให้ในสิ่งที่เค้าต้องการ ถ้าเค้าไม่ต้องการ เราไม่ต้องให้

พระมีศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม

ที่มา : บันทึกโอวาทของพระเทพปริยัติมงคล (หลวงปู่โอภาส โอภาโส) หนังสือพระมหาเจดีย์พุทธคยา ณ วัดจองคำ