| ประเทศจีนกับพระพุทธศาสนา |
|
|
|
| วันจันทร์ที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๕:๒๔ น. | |||
|
พระพุทธศาสนาในประเทศจีน พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศจีนเมื่อ พ.ศ. ๖๑๐ ประมาณ พ.ศ. ๖๙๓ พระภิกษุอันสิเกา แห่งประเทศปาร์เธีย (ดินแดนประเทศอิหร่านปัจจุบัน) และพระภิกษุโลการักษ์แห่งประเทศแบกเตรีย (บางแห่งเรียกบักเตรีย คือประเทศอาฟกานิสถาน) เข้าสู่ประเทศจีนและได้แปลคัมภีร์พระสูตรเป็นภาษาจีน ระหว่าง พ.ศ. ๘๕๐ - ๑๑๕๐ พระพุทธศาสนาในประเทศจีนกำลังเจริญรุ่งเรืองจนถึง พ.ศ. ๑๔๕๐ ในสมัยราชวงศ์ ประมาณ พ.ศ. ๑๐๖๑ ในประเทศจีนมีวัดถึง ๓๐๑๐๐๐ วัด พระพุทธองค์ใหญ่ที่สร้างด้วยหินและโลหะมีอยู่ทั่วไป พ.ศ. ๑๑๖๐ สมัยราชวงศ์ถัง การแปลวรรคดีกับพระพุทธศาสนาก็ได้เจริญก้าวหน้ามาก พระสงฆ์และอุบาสกของจีน พ.ศ. ๒๔๕๑ ประเทศจีนได้เปลี่ยนจากระบอบราชาธิปไตยเป็นระบอบสาธารณรัฐ พุทธศาสนาในจีนก็ได้ พ.ศ. ๒๔๙๒ กองทัพจีนคอมมิวนิสต์ ได้ครอบครองประเทศจีน การเปลี่ยนแปลงทางพระพุทธศาสนา นิกายมหายานในจีน เรื่องของนิกายพระพุทธศาสนาในประเทศจีน ญี่ปุ่น มีส่วนเกี่ยวพันกันมากคือส่วนมากถ่ายเทกันไป – มา แต่เมื่อ ระหว่างอยู่ในอินเดีย ได้ศึกษาคำสอนของท่านอสังคะและของท่านวสุพันธ์ (เซซินหรือบางทีเรียกท่านว่า เท็นจิน) นิกาย อวตํสก (เดวงชิว) พื้นฐานมาจาก อวตํสกสูตร นิกายมนตรยาน (ชินงวชิว) ในรัชสมัยของพระเจ้าถังเหี้ยงจงฮ่องเต้มีภิกษุชาวอินเดียชื่อศุกรสิงห์ (เชินมุย) นิกายเซ็น (เซ็นทิว) ผู้ให้กำเนิดคือพระภิกษุอินเดียชื่อ พระโพธิธรรม (คารุมะ) เดินทางไปประเทศจีนเมื่อ นิกายเซ็นมีหลักคำสอนว่า สัจภาวของจิตนั้นจะเข้าถึงและรู้แจ้งได้โดยฝึกจิตและจิตภาวนา เพราะถือสัจภาวะ นิกายไตรศาสตร์ (ซันรนชิว) นิกายนี้เข้าสู่ประเทศจีน เมื่อประมาณ พ.ศ. ๙๔๓ โดยท่านกุมารชีวะ (ขุมาราจุ) คัมภีร์ทั้งสามนี้ท่านกุมารชีวะ (ขุมาราจุ) แปลเป็นภาษาจีนหลักคำสอนนิกายนี้คือ สรรพสิ่งอยู่ไม่ได้ด้วยตัวมันเอง นิกายอภิธรรมโกศ (คุชะชิว) นิกายนี้อาศัยคัมภีร์อภิธรรมโกศศาสตร์ (คุขะรน) ของท่านวสุพันธ์ ซึ่งศึกษาแพร่หลาย นิกายวินัย (ริดทสึชิว) นิกายนี้แพร่หลายโคยคณาจารย์ ชื่อเต้าซอง (โคเซ็น) มีชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ. ๑๑๓๘ -๑๒๑๐ มีความรู้แตกฉานได้ยึดวินัยปฏิบัติแห่งนิกายธรรมคุปต์ของประเทศอินเดีย หลักสำคัญนิกายนี้คือ ศีลเป็นสำคัญว่าถ้า ศีล (ได) ไม่บริสุทธิ์ (โจ) และปัญญา (เอะ) ก็ยากจะเกิดขึ้น นิกายเซ็นในประเทศจีนเรียกนิกายฌาน ชาวพุทธในประเทศญี่ปุ่นรู้จักกันมานานเรียก นิกายเซ็น พ.ศ. ๑๗๑๑ พระภิกษุญี่ปุ่น ชื่อ เออิไซเดินทางไปประเทศจีน เมื่อกลับประเทศญี่ปุ่นแล้วได้ตั้งนิกายเซ็นสาขารินไซขึ้น ค.ศ. ๒๑๖๖ ภิกษุญี่ปุ่นอีกรูปหนึ่งชื่อ โคเง็น เดินทางไปประเทศจีนเมื่อกลับญี่ปุ่นได้ตั้งนิกายเซ็น สาขาไซโทขึ้น คำสอนของนิกายเซ็นคือ ไม่อาศัยถ้อยคำและอักษร คำสอนอันถูกต้องแท้จริงนั้นคือ จากจิตใจสู่จิตใจ โพธิญาณจึงบรรลุได้ด้วยการปฏิบัติฌานดังนิกายเซ็นกล่าวไว้ว่า “ การบรรลุโพธิญาณ เกิดจากการมองดูเข้าในสภาพแห่งจิตใจของตนเอง” (จากพระพุทธศาสนามหายานของเสฐียรพันธรังษี) มหายานกับวิญญาณ ปัญหาโลกแตก ปัญหาหนึ่งคือเรื่องวิญญาณ ในที่นี้จะไม่พูดถึงปัญหาว่าวิญญาณคืออะไร มาจากไหน ไปอยู่ไหนอย่างไร ขอพูดถึงเรื่องวิญญาณของมหายาน ฝ่ายจีนที่เราเห็นกันอยู่ในบ้านเรา คือพระจีนสวดมนต์ส่งวิญญาณของคนตายแล้ว ทางฝ่ายเรานิมนต์พระมาแล้ว พระสวดมนต์ถวายทาน อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย มหายานฝ่ายจีนทำพิธีส่งดวงวิญญาณปรากฏในตำนานฝ่ายจีนว่า ในครั้งพุทธกาล ลูกชายเศรษฐีคนหนึ่งในเมืองสาวัตถี ได้ฆ่าแม่ตาย เพราะความโกรธ เมื่อหายโกรธ กลัวต่อความชั่วที่ตนทำ จึงได้ออกบวชเพื่อล้างกรรมชั่ว ขณะที่อยู่ในเพศสงฆ์ขยันสวดมนต์ทำวัตรเจริญภาวนา ขอสารภาพผิดต่อดวงวิญญาณของโยมแม่ ครั้นมรณภาพไปแล้วเกิดในนรก ต่อมาศิษย์ของพระรูปนั้นบำเพ็ญเพียรได้ฌาน ทราบว่าอาจารย์ของตนกำลังได้รับทุกข์ในทุคติ เกิดความสลดใจจึงได้ประกอบพิธีที่เรียกว่า “กงเต๊ก” (กง คือสิ่งที่เป็นประโยชน์ เต๊ก คือบุญกุศล รวมความแล้วก็คือ พิธีทำบุญให้แก่คนตายหรือดวงวิญญาณ) เชิญดวงวิญญาณของอาจารย์มาขอรับผิดต่อพระรัตนตรัยถวายทานแด่พระสงฆ์ และทำทานแก่คนเข็ญใจ แล้วแผ่ส่วนกุศลให้ดวงวิญญาณของอาจารย์ อีกเรื่องหนึ่งที่เล่ากันสืบมาว่าพระเจ้าเหลียงบูเต้ กษัตริย์ผู้ครองแผ่นดินจีนประมาณ พ.ศ. ๑๔๕๐ ทรงมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า แต่พระมเหสีเป็นมิจฉาทิฏฐิไม่พอพระทัยพระสวามีที่หนักแน่นในศาสนาเช่นนั้น วันหนึ่งพระนางได้ขโมยคัมภีร์พระพุทธไปเผา ด้วยบาปอันนี้พระนางได้เกิดเป็นงู ได้เสวยทุกข์หนัก งูตัวนี้ปรากฏแก่พระพักตร์ของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงทราบว่าพระมเหสีมาเกิดเป็นสัตว์ เพราะกรรมชั่วที่ทำมา จึงนิมนต์พระสงฆ์ผู้ทรงศีลมาทำพิธีกงเต๊ก ช่วยดวงวิญญาณของพระมเหสีให้พ้นทุกข์ การประกอบพิธีกรรม เริ่มต้นจัดโรงพิธีตามแต่สถานที่และฐานะจะอำนวยให้สมมติให้เป็นพุทธมณฑล มีโต๊ะประดิษฐ์พระพุทธรูป เช่น รูปพระไภสัชคุรุ รูปพระอมิตาภะ รูปพระโพธิสัตว์ เช่น รูปพระอวโลกิเตศวร รูปพระกษิติครรภ์ เป็นต้น พร้อมทั้งจัดตั้งเครื่องสักการบูชา มีพระภิกษุจีนอย่างน้อย ๓ รูปประกอบพิธี เมื่อพระสงฆ์เริ่มสวดมนต์เจริญพระพุทธมนต์ ประพรมน้ำพุทธมนต์ ชุมนุมเทวดา อาราธนา (ด้วยการสวดมนต์) เชิญเสด็จพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ กับเทพเจ้าทั่วทุกทิศมาร่วมพิธี และรับการเคารพบูชา เมื่อสวดจบแล้วก็ทำพิธีเชิญวิญญาณของผู้ตายมายังโรงพิธี (ด้วยการสวดมนต์เช่นเดียวกัน เป็นแต่ว่าสวดเป็นสองตอน) เมื่อประกอบพิธีต่าง ๆ เสร็จแล้วก็สวดมนต์ ขอให้พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ตลอดจนเทวดาต่าง ๆ ที่เชิญมาให้กลับหลังจากนั้นก็เชิญดวงวิญญาณให้กลับ ตอนสุดท้ายของพิธีก็คือสวดมนต์ อุทิศส่วนกุศลให้ (ทางฝ่ายไทยคือการอนุโมทนา เจ้าภาพตรวจน้ำ) ดวงวิญญาณ (ผู้ตาย) อวยพรให้เจ้าภาพพร้อมด้วยญาติมิตรเจริญพร คือ อายุ วรรณะ สุข พละ นั่นเอง นอกจากที่กล่าวก็มีพิธีลอยกระทง พิธีทิ้งกระจาด ฯลฯ ซึ่งแต่ละพิธีมีเครื่องประกอบหลักในโรงพิธีดังกล่าวมา ยังมีเครื่องประกอบอื่น ๆ อีกมาก เช่น ธงต่าง ๆ เป็นต้น ต้องใช้ในพิธีนั้น ๆ โดยทั่วไปก็จะใช้กระดาษทำแล้วเผา พระที่มาทำพิธีก็มีการเคาะ มีเครื่องดนตรีบางอย่างประกอบ ญาติของผู้ตายร่วมในพิธี มีการถวายอาหารพระสงฆ์ที่ทำพิธี ฯลฯ
|
|||
| แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๙:๔๗ น. |



