วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา (9)
"วันที่พระพุทธเจ้าทรงพระประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน" ตรงกับวันอังคารที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๔ วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖
“วิสาขะ” เป็นชื่อเรียกของเดือน ๖ ส่วนคำว่า “วิสาขบูชา” ย่อมาจากคำว่า “วิสาขปุรณมีบูชา” แปลว่า “การบูชาพระในวันเพ็ญเดือน ๖” ดังนั้น วันวิสาขบูชาจึงตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ (หรือขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ในปีอธิกมาส คือปีที่มีเดือน ๘ สองหน)
“มหมฺปิ เจ สํหิต ภาสมาโน น ตกฺกโร โหติ นโร ปมตฺโต
โคโปว คาโว คณยํ ปเรสํ น ภาควา สามญฺญสฺส โหติ.”
“หากกล่าวพุทธพจน์ได้มาก แต่เป็นคนประมาท ไม่ทำตามพุทธพจน์นั้น ก็ไม่มีส่วนแห่งสามัญผล เหมือนคนเลี้ยงโคคอยนับโคให้ผู้อื่นฉะนั้น.”
วันมาฆบูชา วันแห่งความรักในพระพุทธศาสนา ในปีพระพุทธศักราช ๒๕๕๐ นี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๓ เดือนมีนาคม ความสำคัญของวันมาฆะ คือ วันที่พระจันทร์เต็มดวงเสวยมาฆฤกษ์ ซึ่งมีอยู่เป็นประจำนานมาแล้ว ได้มีความสำคัญเกิดขึ้นในวันมาฆนี้ เป็นเหตุให้เป็นที่เทิดทูนบูชาให้เป็นวันมาฆบูชา คือเมื่อ ๒๕๙๕ ปีก่อนปีนี้ สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่ ณ พระมหาวิหารเวฬุวัน ทรงมีพระพุทธประสงค์จะประกาศพระพุทธศาสนาแก่โลก เป็นครั้งแรก โดยทรงมีพระอริยสงฆ์ ซึ่งเป็นพระพุทธสาวกรุ่นแรก มีจำนวน ๑,๒๕๐ องค์ เป็นผู้ที่จะอัญเชิญไปเป็นหลักในการประกาศพระพุทธศาสนาสืบไป พระสงฆ์พุทธสาวก ๑,๒๕๐ องค์นั้น ขณะที่สมเด็จพระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน มิได้พร้อมกันอยู่ในพระวิหารเช่นสมเด็จพระบรมศาสดา แต่ต่างอยู่ในที่ต่างๆ ห่างไกลกัน เมื่อทรงมีพระพุทธประสงค์จะให้ได้รับฟังการทรงประกาศพระพุทธศาสนา ก็ทรงส่งพระพุทธจิตไปอาราธนาพระพุทธสาวกทั้ง ๑,๒๕๐ องค์ ให้ไปพร้อมกัน ณ พระวิหารเวฬุวัน ที่เสด็จประทับอยู่ ได้ทรงกระทำพระวิสุทธอุโบสถในท่ามกลางพระสาวกสงฆ์สันนิบาตรอรหันตขีณาสพจำนาน ๑,๒๕๐ องค์ดังกล่าว วันนั้นตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๓ ซึ่งได้รับการเทิดทูนเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในพระพุทธศาสนาคือวันมาฆบูชา.
วันที่พระพุทธเจ้าทรงประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน
ตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ (หรือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ในปีอธิกมาส)
“วิสาขะ” เป็นชื่อเรียกของเดือน ๖ ส่วนคำว่า “วิสาขบูชา” ย่อมาจากคำว่า “วิสาขปุรณมีบูชา” แปลว่า
“การบูชาพระในวันเพ็ญเดือน ๖” ดังนั้น วันวิสาขบูชาจึงตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ (หรือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ
เดือน ๗ในปีอธิกมาส คือปีที่มีเดือน ๘ สองหน)
วันวิสาขบูชาเป็นวันที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายถือเอาความอัศจรรย์ ๓ ประการที่เกิดขึ้นกับพระพุทธเจ้า
โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างปี แต่พ้องวันกัน คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ซึ่งความอัศจรรย์ทั้ง ๓ ประการ
ที่เกิดในวันวิสาขบูชา หรือวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ในสมัยพุทธกาล ได้แก่
๑. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี
๒. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี
๓. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๑ ปี
วันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์
ตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ (หรือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ในปีอธิกมาส)
“การบูชาพระในวันเพ็ญ เดือน ๓” ดังนั้น วันมาฆบูชาจึงตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓
(หรือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ในปีอธิกมาส) ถือเป็น “วันจาตุรงคสันนิบาต”
นับจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มาเป็นเวลา ๙ เดือนแล้ว
เมื่อถึงวันเพ็ญกลางเดือน ๓ พระองค์ได้เสด็จไปประทับ ณ เวฬุวนาราม เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ครั้งนั้นได้มี
พระอรหันต์ จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งแบ่งเป็นพระอรหันต์ที่อยู่ในคณะของพระอุรุเวลกัสสปเถระ พระนทีกัสสปเถระ
และพระคยากัสสปเถระ รวม ๑,๐๐๐ รูป กับพระอรหันต์ที่อยู่ในคณะของพระสารีบุตรเถระ และพระโมคคัลลานะเถระ
๒๕๐ รูป รวมทั้งสองคณะเป็น ๑,๒๕๐ รูป ได้พร้อมกันไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
การมาประชุมใหญ่ของ พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าในครั้งนี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์มหัศจรรย์ใน
สมัยพุทธกาล จึงเรียกเหตุการณ์ในคราวนั้นว่า “จาตุรงคสันนิบาต” แปลว่า
“ความประชุมประกอบด้วยองค์ ๔" ในอรรถกถาทีฆนขสูตร ได้แสดงไว้ว่า องค์ ๔ คือ
พระสาวกที่มาประชุมกันเป็นมหาสันนิบาต นั้นคือ
วันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา“ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร”
ตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ (หรือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ หลัง ในปีอธิกมาส)
แปลว่า “การบูชาพระใน วันเพ็ญ เดือน ๘” ดังนั้น วันอาสาฬหบูชาจึงตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘
(หรือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ หลัง ในปีอธิกมาส) วันอาสาฬหบูชา นี้ถือเป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง
ปฐมเทศนา หรือ เทศนาครั้งแรก ที่มีชื่อว่า “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ซึ่งแปลว่า
“พระสูตรของการหมุนวงล้อแห่งพระธรรมให้ดำเนินไป” โดยเป็นการแสดงพระธรรมเทศาสนาครั้งแรก
เพื่อโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ โดยทรงแสดงเทศนานี้
ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ในปีแรกที่ทรงตรัสรู้
วันที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้พระภิกษุจำพรรษา ๓ เดือน
ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หรือ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หลัง ในปีอธิกมาส
กล่าวถึงการบัญญัติพระวินัยเรื่องการเข้าพรรษาไว้ในพระไตรปิฏก กล่าวคือ สมัยเมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศธรรม
สั่งสอน ธรรม ได้มีผู้เลื่อมใสศรัทธาในพระธรรมของพระพุทธเจ้า จึงได้เข้ามาอุปสม บรรพชาเป็นพระภิกษุมากขึ้น
ซึ่งเวลานั้น พระพุทธ เจ้ายังมิได้ทรงบัญญัติให้ิ้พระภิกษุจำพรรษา ดังนั้น พระภิกษุจึงเที่ยวจาริกตลอดฤดูหนาว
ฤดูร้อน และฤดูฝน ทำให้คนทั้งหลายติเตียนที่พระภิกษุได้เที่ยวจาริกไปตลอดฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน
อีกทั้งได้เผลอเหยียบย่ำต้นข้าว แปลงนาพืชพันธัญหาร พืชผลทางการเกษตรเสียหาย และอาจเบียดเบียน
สัตว์เล็กสัตว์น้อยจำนวนมากจนตาย นอกจากนี้คนทั้งหลาย ได้บอกให้ดูอย่างพวกนอกศาสนาที่ยังหยุดพัก
ในช่วงฤดูฝน เมื่อพระภิกษุได้ยินคนพวกนั้นติเตียน จึงนำเรื่องการถูกติเตียนนี้ กราบทูลแด่พระพุทธเจ้า
ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงรับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า
วันสุดท้ายในการจำพรรษาของพระภิกษุสงฆ์
ตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ (หรือขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ในกรณีเข้าพรรษา หลัง)
พระภิกษุตามวินัยบัญญัติ โดยพระวินัยบัญญัติให้พระภิกษุต้องอยู่ประจำที่ หรืออยู่ในวัดแห่งเดียวตลอดระยะ
เวลาถ้วน ไตรมาส ๓ เดือน ในช่วงฤดูฝน ซึ่งตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ (หรือขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒
ในกรณีเข้าพรรษา หลัง) ของทุกปี
“วันออกพรรษา” มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วันปวารณา หรือ วันมหาปวารณา” โดยในวันนี้พระภิกษุสงฆ์
จะทำพิธีปวารณา หรือ “ปวารณากรรม” ซึ่งพระภิกษุทั้งหลายทั้งพระผู้ใหญ่และพระผู้น้อย ต่างเปิดโอกาส
อนุญาตแก่กันและกัน ยอมให้ว่ากล่าวตักเตือนซึ่งกันและกันได้ เนื่องจากในระหว่างจำพรรษานั้นพระภิกษุ
บางรูป อาจมีข้อบกพร่องที่จำเป็น ต้องแก้ไข ซึ่งการเปิดโอกาสให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนได้ เป็นวิธีที่จะทำให้รู้ถึง
ข้อบกพร่องของตนเอง เพื่อนำข้อบกพร่อง ดังกล่าว ไปปรับปรุงในทางที่ดีขึ้น และที่สำคัญคือ การว่ากล่าว
ตักเตือนจะเป็นการกระทำที่เปิดเผย และไม่ถือเป็นเรื่องที่ จะมาโกรธเคืองกันภายหลังได้
วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์เทวโลก
วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ หลังออกพรรษาตักบาตรเทโว
ไปเพื่อแสดงธรรมโปรดพุทธมารดาในดาวดึงส์พิภพ ครั้นจวนถึงวันออกพรรษาเหล่ามหาชนผู้เฝ้าคอยรับเสด็จ
ทราบจาก พระโมคคัลลานะเถระ เมื่อครั้งแสดงฤทธิ์เหาะไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ณ ดาวดึงส์พิภพว่า
พระบรมศาสดาจะเสด็จสู่โลกมนุษย์ ณ ประตูเมือง สังกัสสะนคร อันเป็นเมืองที่พระสารีบุตรเถระจำพรรษาอยู่
วันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ หรือ วันแรม ๘ ค่ำแห่งเดือนวิสาขะ หรือ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๗ ในปีอธิกมาส
“วันอัฏฐมีบูชา” เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง ซึ่งตรงกับวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ หรือวันแรม ๘ ค่ำ
แห่งเดือนวิสาขะ หรือ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๗ ในปีอธิกมาส
วันอัฏฐมีบูชา เป็นวันที่ถือกันว่าตรงกับ วันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ (เผาศพพระพุทธเจ้า) วันนี้
จึงเรียกว่า “วันอัฏฐมีบูชา” ซึ่งประวัติความเป็นมาของวันอัฏฐมีบูชา คือ เมื่อวันเพ็ญ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓
ในพรรษาที่ ๔๕ พระพุทธเจ้าได้ทรงประชวรหนัก ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่พระองค์จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน
ได้ทรงปลงมายุสังขาร โดยพระพุทธเจ้าตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่า