วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
มาฆบูชา พระนิพนธ์โดย สมเด็จพระสังฆราช จากหนังสือแสงส่องใจ ปี ๒๕๕๐ PDF พิมพ์ อีเมล
วันจันทร์ที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เวลา ๑๔:๒๔ น.

“มหมฺปิ เจ สํหิต ภาสมาโน น ตกฺกโร โหติ นโร ปมตฺโต

โคโปว คาโว คณยํ ปเรสํ น ภาควา สามญฺญสฺส โหติ.

“หากกล่าวพุทธพจน์ได้มาก แต่เป็นคนประมาท ไม่ทำตามพุทธพจน์นั้น ก็ไม่มีส่วนแห่งสามัญผล เหมือนคนเลี้ยงโคคอยนับโคให้ผู้อื่นฉะนั้น.”

วันมาฆบูชา วันแห่งความรักในพระพุทธศาสนา ในปีพระพุทธศักราช ๒๕๕๐ นี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๓ เดือนมีนาคม ความสำคัญของวันมาฆะ คือ วันที่พระจันทร์เต็มดวงเสวยมาฆฤกษ์ ซึ่งมีอยู่เป็นประจำนานมาแล้ว ได้มีความสำคัญเกิดขึ้นในวันมาฆนี้ เป็นเหตุให้เป็นที่เทิดทูนบูชาให้เป็นวันมาฆบูชา คือเมื่อ ๒๕๙๕ ปีก่อนปีนี้ สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่ ณ พระมหาวิหารเวฬุวัน ทรงมีพระพุทธประสงค์จะประกาศพระพุทธศาสนาแก่โลก เป็นครั้งแรก โดยทรงมีพระอริยสงฆ์ ซึ่งเป็นพระพุทธสาวกรุ่นแรก มีจำนวน ๑,๒๕๐ องค์ เป็นผู้ที่จะอัญเชิญไปเป็นหลักในการประกาศพระพุทธศาสนาสืบไป พระสงฆ์พุทธสาวก ๑,๒๕๐ องค์นั้น ขณะที่สมเด็จพระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน มิได้พร้อมกันอยู่ในพระวิหารเช่นสมเด็จพระบรมศาสดา แต่ต่างอยู่ในที่ต่างๆ ห่างไกลกัน เมื่อทรงมีพระพุทธประสงค์จะให้ได้รับฟังการทรงประกาศพระพุทธศาสนา ก็ทรงส่งพระพุทธจิตไปอาราธนาพระพุทธสาวกทั้ง ๑,๒๕๐ องค์ ให้ไปพร้อมกัน ณ พระวิหารเวฬุวัน ที่เสด็จประทับอยู่ ได้ทรงกระทำพระวิสุทธอุโบสถในท่ามกลางพระสาวกสงฆ์สันนิบาตรอรหันตขีณาสพจำนาน ๑,๒๕๐ องค์ดังกล่าว วันนั้นตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๓ ซึ่งได้รับการเทิดทูนเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในพระพุทธศาสนาคือวันมาฆบูชา.

 
วันวิสาขบูชา PDF พิมพ์ อีเมล
วันอังคารที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๖:๔๑ น.

วันที่พระพุทธเจ้าทรงประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน 
ตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ (หรือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ในปีอธิกมาส)  

“วิสาขะ” เป็นชื่อเรียกของเดือน ๖ ส่วนคำว่า “วิสาขบูชา” ย่อมาจากคำว่า “วิสาขปุรณมีบูชา” แปลว่า
“การบูชาพระในวันเพ็ญเดือน ๖” ดังนั้น วันวิสาขบูชาจึงตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ (หรือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ
เดือน ๗ในปีอธิกมาส คือปีที่มีเดือน ๘ สองหน)

วันวิสาขบูชาเป็นวันที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายถือเอาความอัศจรรย์ ๓ ประการที่เกิดขึ้นกับพระพุทธเจ้า
โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างปี แต่พ้องวันกัน คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ซึ่งความอัศจรรย์ทั้ง ๓ ประการ
ที่เกิดในวันวิสาขบูชา หรือวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ในสมัยพุทธกาล ได้แก่

     ๑.  เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ      ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี
     ๒.  เป็นวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้        ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี
     ๓.  เป็นวันที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน  ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช  ๑ ปี

๑.  เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ พระพุทธเจ้าทรงประสูติเมื่อวัน ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ก่อนการกำหนดใช้
     พุทธศักราช ๘๐ ปี โดยมีพุทธประวัติสังเขปดังนี้

สวรรค์ชั้นดุสิต

เป็นสวรรค์ชั้นที่ ๔ ชื่อว่า ตุสิตา หรือ ตุสิตะ หรือ ชั้นดุสิต แปลว่า ยินดีชื่นบาน คือมีปีติอยู่ด้วยสิริสมบัติของตน
เทวราชผู้ปกครองทรงพระนามว่า สันตุสิต ซึ่ง พระโพธิสัตว์ผู้สร้างโพธิสมภารที่จะลงมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้า
ในโลกมนุษย์ย่อมสถิตอยู่ในชั้นนี้ เทพในชั้นนี้เป็นผู้รู้บุญรู้ธรรม เพราะพระโพธิสัตว์ได้ทรงแสดงธรรมสั่งสอนเนือง ๆ

และความโกลาหลอย่างขนานใหญ่ของเหล่าเทวดาามีอยู่สามสมัย คือสมัยเมื่อโลกจะวินาศ สมัยเมื่อ
พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้น สมัยเมื่อพระเจ้าจักรพรรดิจะเกิดขึ้น ซึ่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่จะได้จุติในโลก
ได้ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ประทับอยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิตนี้ ซึ่งกาลที่พระพุทธเจ้าจะทรงอุบัตินั้นเหล่าเทวดา
ก็เกิดโกลาหล จึงได้พากันไปเฝ้าทูลอารธนาพระโพธิสัตว์ให้จุติลงไปตรัส

เมื่อพระองค์ได้รับการกราบทูลอัญเชิญจากท้าวมหาพรหมและเทวราชในสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น พระองค์ทรงพิจารณา
ปัญจมหาวิโลกนะ  ได้แก่การพิจารณาถึงสิ่งสำคัญ  ๕  ประการ หรือ กาลสมัยอันสมควรทั้ง ๕ ประการ ดังนี้

ปัญจมหาวิโลกนะ ทั้ง ๕ ประการได้แก่

๑.  กาลเวลา   ๒.  ทวีป   ๓.  กาลประเทศ   ๔.  ราชตระกูล   ๕.  พระมารดา

       กาลเวลา คือ กาลเวลาแห่งอายุของมนุษย์ คือ ถ้ามนุษย์มีอายุมากเกินแสนปีขึ้นไป หรือต่ำกว่า
         ร้อยปีลงมาก็ไม่ใช่กาลที่จะลงมาตรัสรู้เพราะยุคสมัยที่มนุษย์อายุมากเกินไปก็ไม่อาจเห็นพระไตรลักษณ์
         หรือหากอายุสั้นเกินไปก็มีกิเลสหนามากไม่อาจเห็นธรรม แต่ในยุคนี้เป็นยุคที่มนุษย์มีอายุร้อยปี
         จึงเป็นกาลที่จะลงมาตรัสรู้ได้
     ๐  ทวีป ทรงเห็นว่าชมพูทวีปเป็นทวีปที่เหมาะสมที่จะลงมาตรัสรู้
     ๐  กาลประเทศ ทรงเห็นว่า มัชฌิมประเทศ คือท้องถิ่นร่วมกลางชมพูทวีป (ซึ่งบัดนี้อยู่ในอินเดีย
         ปากีสถานเป็นส่วนมากเลยเข้าไปในเนปาลบ้าง เช่น สถานที่ประสูติอยู่ในเนปาล)  
         เป็นสถานที่เหมาะที่จะลงมาตรัสรู้
       ราชตระกูล ทรงเห็นวงศ์ สักยราชตระกูล และพระเจ้าสุทโธทนะจะทรงเป็นพระราชบิดาได้
     ๐  พระมารดา คือ ทรงเห็นพระนางสิริมหามายามีศีลและบารมีธรรม สมควรเป็นพระมารดาได้
         ทั้งจะมีพระชนม์สืบไปจากเวลาที่พระโอรสประสูติเพียงเจ็ดวัน สัตว์อื่นไม่อาจอาศัยคัพโภทร(ครรภ์)
         บังเกิดได้อีก

ครั้นพระโพธิสัตว์ทรงเห็นสถานะทั้ง ๕ มีครบบริบูรณ์แล้ว จึงทรงรับอารธนาจากเหล่าเทวราช เหตุที่จะรู้ว่า
พระโพธิสัตว์เทพใกล้จะจุตินั้น เพราะได้เกิดบุพนิมิต ๕ ประการ แก่พระองค์ คือ

      ทิพยบุปผาที่ประดับพระกายเหี่ยวแห้ง
      ทิพยภูษาทรงมีสีเศร้าหมอง
       พระเสโทไหลจากพระกัจฉะ (รักแร้)
       พระสรีรกายปรากฏอาการชรา
       มีพระหทัยเป็นทุกข์เหนื่อยหน่ายจากเทวโลก ไม่ยินดีที่จะสถิตในทิพยอาสน์

ครั้นเห็นว่าอยู่ในสถานะอันสมควรแล้ว จึงทรงรับคำทูลของท้าวมหาพรหม  แล้วจึงได้เสด็จจุติลงมาปฏิสนธิในพระครรภ์ของ พระนางสิริมหามายาเทวี พระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ  ซึ่งในคืนวันเพ็ญ เดือน ๘ พระนางสิริมหามายาทรงอธิษฐาน สมาทานอุโบสถศีล ในยามใกล้รุ่งได้ทรงสุบินนิมิตว่า ท้าวจตุมหาราชทั้งสี่ ได้ทูลเชิญพระนางเสด็จไปสรงน้ำในสระอโนดาต ชำระล้างมลทินแห่งมนุษย์ แล้วทรงผลัดด้วยผ้าทิพย์ ลูบไล้ด้วยของหอม ทรงประดับบุปผชาติอันเป็นทิพย์ แล้วเชิญเสด็จเข้าที่บรรทมบนพระแท่นในวิมานทอง ในภูเขาเงิน ทรงบ่ายพระเศียรไปยังทิศตะวันออก

๒.  เป็นวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ    
     พระองค์ทรงตรัสรู้ในตอนเช้ามืด วันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี (หลังจากออกผนวช
     ได้ ๖ ปี) ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ปัจุบันสถานที่ตรัสรู้แห่งนี้ เรียกว่า 
     “พุทธคยา” เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหารของอินเดีย 

     พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้อริยสัจสี่ หรือความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าการตรัสรู้
     ของพระพุทธเจ้าเป็นการตรัสรู้อันยอดเยี่ยม ไม่มีผู้เสมอเหมือน ดังนั้น วันตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าจึงจัดเป็น
     วันสำคัญ เพราะเป็นวันที่บังเกิดพระพุทธเจ้าพระนามว่า “โคตมะ” อุบัติขึ้นในโลกโดยมีพุทธประวัติสังเขปดังนี้

     พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญเพียร ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทรงเริ่มบำเพ็ญสมาธิให้เกิดในพระทัย เรียกว่า
     การเข้า “ฌาน” เพื่อให้บรรลุ “ญาณ” จนเวลาผ่านไปจนถึง

     ยามต้น  :  ทรงบรรลุ “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” คือทรงระลึกชาติในอดีตทั้งของตนเองและผู้อื่น
     ยามสอง : ทรงบรรลุ “จุตูปปาตญาณ” คือการรู้แจ้งการเกิดและดับของสรรพสัตว์ทั้งหลาย
     ยามสาม : ทรงบรรลุ “อาสวักขญาณ” คือ รู้วิธีกำจัดกิเลสด้วย อริยสัจ ๔ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ  มรรค)

     ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคืนวันเพ็ญเดือน ๖ ซึ่งขณะนั้นพระพุทธองค์มีพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา

๓. วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน 
     คือ การดับสังขารไม่เวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ทรงดับขันธ์ปรินิพพานเมื่อวันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง
     ก่อนพุทธศักราช ๑ ปี 

     คราเมื่อพระบรมศาสดาได้ทำการ “ปลงมายุสังขาร” ณ ปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ในวันมาฆบูชา
     ซึ่งการปลงมายุสังขารของพระบรมศาสดาในครั้งนี้ก็ทำให้อีก ๓ เดือนต่อมา พระพุทธองค์ก็เสด็จดับขันธ์
     ปรินิพพานในวันวิสาขบูชาซึ่งในการปลงพระชนมายุสังขารในครั้งนี้ พระพุทธองค์ทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า..
    
     “ดูกรอานนท์! เพราะอบรมอิทธิบาทสี่ มาอย่างดีแล้ว ทำจนแจ่มแจ้งแล้ว 
      อย่างเรานี้ถ้าปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ถึงหนึ่งกัป (คือหนึ่งร้อยยี่สิบปี) ก็สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้”   

     พระพุทธองค์ตรัสเช่นนี้ถึง ๓ ครั้ง แต่พระอานนท์ก็คงเฉยมิได้ทูลอะไรเลย เมื่อเห็นพระอานนท์เฉยอยู่
     พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “อานนท์! เธอจงไปพักผ่อนเสียบ้างเถิด เธอเหนื่อยมากแล้ว แม้ตถาคตก็จะพักผ่อน
     เหมือนกัน” พระอานนท์จึงหลีกไปพักผ่อน ณ โคนต้นไม้อีกต้นหนึ่ง ซึ่ง ณ เวลานั้นพระพุทธองค์ทรงรำพึง
     ถึงกาลที่ทรงตรัสรู้ล่วงมา ๔๕ ปี ที่แรกเริ่มทรงท้อพระทัยในการที่จะประกาศธรรมสั่งสอนสัตว์ แต่ด้วย
     พระมหากรุณาต่อสรรพสัตว์ จึงตกลงรับอารธนาแสดงธรรมทรงตั้งพระทัยว่าถ้าบริษัทสี่ คือ ภิกษุ ภิกษุณี
     อุบาสก อุบาสิกา ยังไม่เป็นปึกแผ่น พระธรรมยังไม่แพร่หลายเพียงพอตราบนั้นพระองค์จะทรงยังไม่เสด็จ
     ปรินิพพาน แต่ในกาลบัดนี้พระธรรมคำสอนของพระองค์แพร่หลายเพียงพอแล้วเหล่าพุทธบริษัทสี่
     ฉลาดสามารถพอที่จะดำรงพระสัทธรรมของพระองค์ให้เป็นปึกแผ่นได้ เป็นการสมควรแล้วที่พระองค์
     จะเข้าสู่มหาปรินิพพาน เมื่อทรงดำริเช่นนี้แล้วจึงทรงปลงมายุสังขาร คือ ตั้งพระทัยแน่วแน่ว่า
     พระองค์จะปรินิพพานในวันเพ็ญวิสาขปูรณมี เดือน ๖

     ซึ่งการปลงมายุสังขารของพระพุทธองค์ ก่อให้เกิดความวิปริตแปรปรวนแก่โลกธาตุทั้งสิ้น มหาปฐพี
     มีอาการสั่นสะเทือน หมู่มวลแมกไม้แกว่งไกวด้วยแรงพายุแล้วกลับสงบนิ่ง ท้องนภากาศกลายเป็น
     สีแดงเพลิงประดุจโลหิต หมู่มวลสรรพสัตว์ร้องระเบงเซ็งแซ่สนั่นหวั่นไหว พระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก
     สังเกตเห็นความวิปริตแปรปรวนของโลกธาตุดังนี้จึงเข้าเฝ้าพระตถาคตทูลถามว่า
    “พระองค์ผู้เจริญ ! โลกธาตุวิปริตแปรปรวนผิดปกติ ไม่เคยมี ไม่เคยเป็น ได้เป็นแล้วเพราะเหตุอะไรหนอ”

    “ดูกรอานนท์ ! อย่างนี้แหล่ะ คราใดที่ตถาคตประสูติ ตรัสรู้ หมุนธรรมจักร ปลงมายุสังขาร และ ปรินิพพาน
     ครานั้นย่อมจะมีเหตุการณ์วิปริตอย่างนี้เกิดขึ้น”
     พระอานนท์จึงทราบว่า บัดนี้พระพุทธองค์ทรงปลงมายุสังขารเสียแล้ว เมื่อทราบดังนั้นพระอานนท์จึงทูลว่า
     “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ขอพระองค์อาศัยความกรุณาในข้าพระองค์และหมู่สัตว์
     จงดำรงพระชนม์ชีพต่อไปอีกเถิด อย่าเพิ่งด่วนปรินิพพาน เลย”...
    “ดูกรอานนท์ ! เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ตถาคตกลับใจ  ตถาคตต้องปรินิพพานในวันเพ็ญแห่งเดือน
     วิสาขะ อีกสามเดือนข้างหน้านี้    
     อานนท์ ! เราได้แสดงนิมิตโอภาสอย่างแจ่มแจ้งแก่เธอพอเป็นนัยมาไม้น้อยกว่าสิบหกครั้งแล้วว่า
     คนอย่างเรานี้มีอิทธิบาทภาวนาที่ได้อบรมมาด้วยดี ถ้าประสงค์จะอยู่ถึงหนึ่งกัปป์ คือ หนึ่งร้อยยี่สิปปี
     หรือมากกว่านั้นก็พออยู่ได้ แต่เธอหาเฉลียวใจไม่ มิได้ทูลเราเลย เราตั้งใจไว้ว่าในคราวก่อน ๆ นั้นถ้าเธอ
     ทูลให้เราอยู่ต่อไป เราจะห้ามเสียสองครั้ง พอเธอทูลครั้งที่สามเราจะรับอาราธนาของเธอ
     แต่บัดนี้ช้าเสียแล้ว เรามิอาจกลับใจได้อีก”

    "ดูกรอานนท์ ! เราเคยบอกเธอแล้วมิใช่หรือว่า บุคคลย่อมต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พึงใจเป็นธรรมดา
     หลีกเลี่ยงไม่ได้ ชีวิตนี้มีความพลัดพรากเป็นที่สุด สิ่งทั้งหลายมีความแตกไป ดับไป สลายไป
     เป็นธรรมดา จะปรารถนามิให้เป็นอย่างที่มัน ควรจะเป็นนั้นเป็นฐานะที่ไม่พึงหวังได้ ทุกสิ่งทุกอย่าง
     ดำเนินไป เคลื่อนไป สู่จุดสลายตัวอยู่ทุกขณะ” 

เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้และแสดงธรรมมาเป็นเวลา ๔๕ ปี ซึ่งมีพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา ได้ประทับจำพรรษา
ณ เวฬุคาม ใกล้เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ในระหว่างนั้นทรงประชวรอย่างหนัก ครั้นเมื่อถึงวันเพ็ญเดือน ๖
พระพุทธองค์กับพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายได้ทรงเสด็จผ่านทางเมืองปาวา ประทับ ณ สวนมะม่วงของนายจุนทะ
บุตรแห่งนายช่างทอง นายจุนทะทูลอาราธนาพระพุทธองค์รับภัตตาหาร ณ บ้านของตน แล้วจัดแจงโภชนาหาร
อย่างประณีตถวาย พระพุทธองค์ทอดทัศนาการเห็นสุกรมัทวะ อาหารชนิดหนึ่งซึ่งย่อยยาก จึงรับสั่งให้ถวายแด่
พระองค์แต่เพียงผู้เดียว มิให้ถวายแก่ภิกษุรูปอื่น เมื่อพระองค์เสวยแล้วก็รับสั่งให้ฝังเสีย พระองค์เสวยสูกรมัทวะ
ที่นายจุนทะตั้งใจทำถวาย ก็เกิดอาพาธลง มีพระบังคนเป็นโลหิต แต่ทรงอดกลั้น มุ่งเสด็จไปยังเมืองกุสินารา
เพื่อเสด็จให้ถึงสถานที่เพื่อ ดับขันธ์ปรินิพพาน

ในระหว่างนั้นพระพุทธองค์ทรงปริวิตกถึงนายจุนทะผู้ถวายสุกรมัทวะ จึงตรัสกับพระอานนท์ว่า..

   “ดูกรอานนท์ ! เมื่อเราปรินิพพานไปแล้ว อาจมีผู้กล่าวโทษจุนทะว่าถวายอาหารที่เป็นพิษ จนเป็นเหตุให้เรา
    ปรินิพพาน หรือมิฉะนั้นจุนทะอาจจะเกิดวิปฏิสารเดือดร้อนใจตัวเองว่า เพราะเสวยสุกรมัทวะ อันตนถวายแล้ว
    พระตถาคตจึงนิพพาน    
    ดูกรอานนท์ ! บิณฑบาตทานที่มีอานิสงส์มาก มีผลไพศาล มีอยู่สองคราวด้วยกัน คือ เมื่อนางสุชาดา
    ถวายเราก่อนจะตรัสรู้ครั้งหนึ่ง และอีกครั้งหนึ่งที่นายจุนทะถวายนี้ ครั้งแรกเสวยอาหารของสุชาดา
    เป็นเวลาที่ตถาคตถึงซึ่งกิเลสนิพพาน คือ การดับกิเลส ครั้งหลังนี้เสวยอาหารของจุนทะบุตรนายช่างทอง
    ก็เป็นเวลาที่เราถึงซึ่ง ขันธนิพพาน คือ ดับขันธ์อันเป็นวิบากที่เหลืออยู่ ถ้าใคร ๆ จะพึงตำหนิจุนทะ
    เธอพึงกล่าวให้เขาเข้าใจตามนี้ ถ้าจุนทะจะพึงเดือดร้อนใจ เธอพึงกล่าวปลอบใจให้เขาคลายวิตกกังวลเสีย
    อาหารของจุนทะเป็นอาหารมื้อสุดท้ายสำหรับเรา”

ครั้นพระตถาคต พร้อมด้วยพระอานนท์และภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จถึงเมืองกุสินารา เข้าสู่สาลวโนทยาน คือ
อุทยานที่เต็มไปด้วยต้นสาละที่ออกดอกสพรั่ง จึงทรงรับสั่งให้พระอานนท์จัดแท่นบรรทม ระหว่างต้นสาละ
ที่โน้มกิ่งเข้าหากันหันพระเศียรไปทางทิศอุดร แล้วทรงปรารภกับพระอานนท์ว่า

   “ดูกรอานนท์ ! พุทธบริษัททั้ง ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทำสักการะบูชาด้วยเครื่องบูชาสักการะ
                     ทั้งหลายอันเป็นอามิส เช่น ดอกไม้ ธูป เทียน ของหอม เป็นต้น หาชื่อว่าบูชาตถาคต
                     ด้วยการบูชาอันยิ่งไม่ 
    ดูกรอานนท์ ! ผู้ใดปฏิบัติตามธรรม ปฏิบัติอันชอบยิ่ง ปฏิบัติธรรมอันเหมาะสม ผู้นั้นแลชื่อว่า สักการะบูชาเรา
                     ด้วยการบูชาอันเยี่ยม”

ในเวลานั้น พระอานนท์ได้กราบทูลถามว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้วจะปฏิบัติเกี่ยวกับพระพุทธสรีระอย่างไร”
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
“อย่าเลยอานนท์ เธออย่ากังวลกับเรื่องนี้เลย หน้าที่ของพวกเธอคือคุ้มครองตนด้วยดี จงพยายามทำความเพียร
เผาบาปให้เร่าร้อนอยู่ทุกอิริยาบถเถิด สำหรับเรื่องสรีระของเรานั้นเป็นหน้าที่ของคฤหัสถ์ที่จะพึงทำกัน กษัตริย์
พราหมณ์ และ คหบดีเป็นจำนวนมากที่เลื่อมใสตถาคตก็มีอยู่ไม่น้อย เขาคงทำกันเองเรียบร้อย” 
พระอานนท์ทูลว่า
“พระเจ้าข้า” เรื่องนี้เป็น หน้าที่ของคฤหัสถ์ก็จริงอยู่ แต่ถ้าเขาถามข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะพึงบอกเขาอย่างไร”
พระองค์ทรงตรัสว่า “อานนท์ ! ชนทั้งหลายปฏิบัติต่อสรีระแห่งพระเจ้าจักรพรรดิอย่างไร ก็พึงปฏิบัติต่อสรีระแห่ง
ตถาคตอย่างนั้นเถิด” พระอานนท์ทูลถามว่า “ทำอย่างไรเล่า พระเจ้าข้า” พระองค์ทรงตรัสว่า
“อานนท์ ! คืออย่างนี้ เขาจะพันสรีระแห่งพระเจ้าจักรพรรดิด้วยผ้าใหม่ แล้วซับด้วยสำลี แล้วพันด้วยผ้าใหม่อีก
ทำอย่างนี้ถึง ห้าร้อยคู่ หรือห้าร้อยชั้น แล้วนำวางในรางเหล็กซึ่งเต็มไปด้วยน้ำมัน แล้วปิดครอบด้วย
รางเหล็กเป็นฝา แล้วทำจิตกาธานด้วยไม้หอมนานาชนิด แล้วถวายพระเพลิง เสร็จแล้วเชิญพระอัฐิธาตุ
แห่งพระเจ้าจักรพรรดินั้นไปบรรจุสถูป ซึ่งสร้างไว้ ณ ทางสี่แพร่ง และสรีระแห่งตถาคตก็พึงทำเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้เพื่อผู้เลื่อมใส จักได้บูชา และเป็นประโยชน์สุขแก่เขาตลอดกาลนาน”

และแล้วพระตถาคตทรงแสดง ถูปารหบุคคล คือ บุคคลผู้ควรบรรจุอัฐิธาตุไว้ในพระสถูปสี่จำพวก
คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก และพระเจ้าจักรพรรดิ

ในราตรีนั้นได้มีนักบวชปริพาชกนอกพระพุทธศาสนาผู้หนึ่งชื่อ สุภัททะ ขอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระอานนท์จึง
ขอร้องวิงวอนว่า อย่าได้รบกวนพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย ซึ่งปริพาชกสุภัททะก็ยังกล่าววิงวอน ขอเข้าเฝ้าเพื่อ
ทูลถามข้อข้องใจบางประการ พระอานนท์ได้ห้ามว่า
     “อย่าเลย สุภัททะ ท่านอย่ารบกวนพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย พระองค์ทรงลำบากพระวรกายมากอยู่แล้ว
      พระองค์ประชวรหนักจะปรินิพพานในยามสุดท้ายแห่งราตรีนี้แน่นอน”
ท่านสุภัททะยังได้วิงวอนต่อว่า์
     “โอกาสของข้าพเจ้า เหลือเพียงเล็กน้อย ขอท่านอาศัยความเอ็นดูโปรดอนุญาตให้ข้าพเจ้าเข้าเฝ้า
       พระศาสดาเถิด”
พระอานนท์ทัดทานอย่างเดิม และสุภัททะก็อ้อนวอนเช่นเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า จนได้ยินถึงพระพุทธองค์ จึงรับสั่งว่า
      “อานนท์ ให้สุภัททะเข้ามาหาตถาคตเถิด”

เมื่อสุภัททะได้เข้าเฝ้าพระศาสดานั้น ก็ขอประทานโอกาสกราบทูลถามข้อข้องใจบางประการ ซึ่งพระพุทธองค์
ก็ทรงอนุญาตให้ถาม โดยสุภัททะถามว่า
     “พระองค์ผู้เจริญ คณาจารย์ทั้งหกคือ ปูรณะกัสสปะ มักขลิโคศาล อชิตเกสกัมพล ปกุทธะกัจจายนะ
      สัญชัย เวลัฏฐบุตร และนิครนถ์นาฏบุตร เป็นศาสดาเจ้าลัทธิที่มีคนนับถือมาก เคารพบูชามาก 
      ศาสดาเหล่านี้ยังจะเป็นพระอรหันต์ หมดกิเลสหรือประการใด”

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
     “เรื่องนี้หรือสุภัททะที่เธอดิ้นรนขวนขวายมาหาเราด้วยความพยายามอย่างยิ่งยวด”
      พระศาสดาตรัสทั้งยังหลับพระเนตรอยู่ แล้วทรงตรัสแก่สุภัททะว่า “อย่าสนใจกับเรื่องนี้เลย สุภัททะ
      เวลาของเราและของเธอเหลือน้อยเต็มทีแล้ว จงถามสิ่งที่เป็น ประโยชน์แก่เธอเองเถิด”   
      “ถ้าอย่างนั้น..ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหาสามข้อ คือ รอยเท้าในอากาศมีอยู่หรือไม่
      สมณะภายนอกศาสนาของพระองค์มีอยู่หรือไม่ สังขารที่เที่ยงมีอยู่หรือไม่” 
      พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “สุภัททะ ! รอยเท้าในอากาศนั้น ไม่มี ศาสนาใดไม่มีมรรคมีองค์แปด
      สมณะผู้สงบถึงที่สุดก็ไม่มีในศาสนานั้น สังขารที่เที่ยงนั้นไม่มีเลย สุภัททะ ปัญหาของเธอ มีเท่านี้หรือ" 
      “มีเท่านี้ พระพุทธเจ้าข้า”

พระพุทธองค์ทรงทราบอุปนิสัยของสุภัททะจึงตรัสว่า
     “สุภัททะ !  ถ้าอย่างนั้นจงตั้งใจฟังเถิด เราจะแสดงธรรมให้ฟังแต่โดยย่อ
      ดูกรสุภัททะ ! อริยมรรคประกอบด้วยองค์แปดเป็นทางประเสริฐ สามารถให้บุคคลผู้เดินไปตามทางนี้
      ถึงซึ่งความสุขสงบเย็น เต็มที่เป็นทางเดินไปสู่อมตะ ดูกรสุภัททะ ! ถ้าภิกษุหรือใครก็ตามจะพึงอยู่โดยชอบ
      ปฏิบัติดำเนินตามมรรคอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดนี้อยู่ โลกก็จะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์”

สุภัททะปริพาชก เมื่อได้ฟังพระดำรัสนี้แล้วเกิดความเลื่อมใส ทูลขออุปสมบทบรรพชา พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
ผู้ที่เคยเป็น นักบวชในศาสนาอื่นมาก่อน ถ้าประสงค์จะบวชในศาสนาของพระองค์ จะต้องอยู่ “ติตถิยปริวาส”
คือ บำเพ็ญตนทำความดีจน ภิกษุทั้งหลายไว้ใจ เป็นเวลา ๔ เดือนก่อนแล้วจึงจะบรรพชา อุปสมบทได้
สุภัททะทูลว่าตนเองพอใจอยู่บำรุงปฏิบัตพระภิกษุ ทั้งหลาย ๔ ปี

พระตถาคตเห็นความตั้งใจของสุภัททะ จึงรับสั่งให้พระอานนท์นำสุภัททะไปบรรพชาอุปสมบท
พระอานนท์ทรงทำตามรับสั่ง นำสุภัททะปริพาชกไปปลงผม โกนหนวด บอกกรรมฐาน ให้ตั้งอยู่ใน
ไตรสรณคมน์ศีล สำเร็จเป็นสามเณร บรรพชาแล้วนำมา เฝ้าพระตถาคตซึ่งทรงตรัสบอกกรรมฐาน อีกครั้งหนึ่ง

ตลอดราตรีนั้น พระภิกษุสุภัททะได้ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะทำกรรมฐาน เดินจงกรมอย่างไม่ยอมย่อท้อ ไม่คำนึงถึง
ความเหน็ด เหนื่อย เพื่อบูชาคุณแห่งพระบรมศาสดาผู้จะปรินิพพานในปัจฉิมยามนี้ ในขณะที่เดินจงกรมอยู่ภายใต้
แสงจันทร์เต็มดวง ในคืนวิสาขปุรณมีนั้น พระจันทร์ที่สุกสกาวเจิดจรัส เต็มท้องฟ้านั้น กลับถูกเมฆก้อนใหญ่ดำทมึน
เคลื่อนคล้อยเข้าบดบัง จนมิดดวงไป แต่ไม่นานนักก้อนเมฆนั้นก็เคลื่อนคล้อยออก แสงจันทร์นวลสุกสกาว
กลับสว่างตามเดิม

นั่นเป็นเหตุให้ดวงปัญญาของพระภิกษุสุภัททะบังเกิดขึ้น เมื่อท่านเปรียบเทียบแสงจันทร์และก้อนเมฆ นั้น
    “โอ.. จิตนี้เป็น ธรรมชาติที่ผ่องใส มีรัศมีเหมือนดวงจันทร์แต่อาศัยกิเลศที่จรมาเป็นครั้งคราว
      จิตนี้จึงเศร้าหมองเหมือนก้อนเมฆบดบัง ดวงจันทร์ให้อับแสง”
แล้ววิปัสนาญานก็บังเกิดแก่พระภิกษุสุภัททะ สามารถขจัดอาสวะกิเลสทั้งมวล บรรลุอรหัตผลในคืนนั้น
จึงนับเป็นพระอัครสาวกองค์สุดท้ายที่พระพุทธเจ้าทรงประทานบวชให้

เมื่อถึงยามสุดท้ายของคืนนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงประทาน ปัจฉิมโอวาท ดังความว่า

          “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันว่าสังขารทั้งหลาย ย่อมมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา
           ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตน และประโยชน์ของผู้อื่น
           ให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด ”

หลังจากนั้นก็เสด็จดับขันธุ์ปรินิพพานใต้ต้นสาละ ณ สาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ
(ปัจจุบันอยู่ใน เมืองกุสีนคร) แคว้นอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย สิริรวมพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา

การปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ถือเป็นวันสำคัญของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก เพราะพุทธศาสนิกชน
ได้สูญเสียดวงประทีปของโลก ซึ่งนับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ และครั้งสำคัญของพระพุทธศาสนา
ดังมีพุทธประวัติสังเขปมานั้น

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๗:๓๒ น.
 
วันมาฆบูชา PDF พิมพ์ อีเมล
วันอังคารที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๖:๔๑ น.

วันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์
ตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ (หรือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ในปีอธิกมาส)         

“มาฆะ”  เป็นชื่อเรียกของเดือน ๓ ส่วนคำว่า “มาฆบูชา” ย่อมาจากคำว่า “มาฆปุรณมีบูชา” แปลว่า
“การบูชาพระในวันเพ็ญ เดือน ๓” ดังนั้น วันมาฆบูชาจึงตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓
(หรือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ในปีอธิกมาส) ถือเป็น วันจาตุรงคสันนิบาต”
นับจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มาเป็นเวลา ๙ เดือนแล้ว

เมื่อถึงวันเพ็ญกลางเดือน ๓ พระองค์ได้เสด็จไปประทับ ณ เวฬุวนาราม เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ครั้งนั้นได้มี
พระอรหันต์ จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งแบ่งเป็นพระอรหันต์ที่อยู่ในคณะของพระอุรุเวลกัสสปเถระ พระนทีกัสสปเถระ
และพระคยากัสสปเถระ รวม ๑,๐๐๐ รูป กับพระอรหันต์ที่อยู่ในคณะของพระสารีบุตรเถระ และพระโมคคัลลานะเถระ
๒๕๐ รูป รวมทั้งสองคณะเป็น ๑,๒๕๐ รูป ได้พร้อมกันไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
การมาประชุมใหญ่ของ พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าในครั้งนี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์มหัศจรรย์ใน
สมัยพุทธกาล จึงเรียกเหตุการณ์ในคราวนั้นว่า จาตุรงคสันนิบาต  แปลว่า
“ความประชุมประกอบด้วยองค์ ๔" ในอรรถกถาทีฆนขสูตร ได้แสดงไว้ว่า องค์ ๔ คือ
พระสาวกที่มาประชุมกันเป็นมหาสันนิบาต นั้นคือ

     ๑.  พระสงฆ์ จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งจาริกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในที่ต่าง ๆ เดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้า
          ณ เวฬุวันวนาราม  กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ
     ๒.  พระสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป เหล่านั้น ล้วนเป็นพระอรหันต์ และได้รับการบวชจากพระพุทธเจ้าโดยตรง
          ด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา
     ๓.  พระสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป เหล่านั้น ต่างมาประชุมพร้อมเพรียงกันโดยมิได้มีการนัดหมาย
     ๔.  "วันเพ็ญเดือนมาฆะ”คือวันเพ็ญกลางเดือน ๓ เป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนา
          อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ โอวาทปาติโมกข์”  และ วันมาฆบูชา ในอีก ๔๕ พรรษา
          ต่อมาพระบรมศาสดาได้ทำการ “ปลงมายุสังขาร” ณ ปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ซึ่งการปลง
          มายุสังขารของพระบรมศาสดาในครั้งนี้ ก็ทำให้อีก ๓ เดือน ต่อมา พระพุทธองค์ก็เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน
          ในวันวิสาขบูชา

การมาประชุมใหญ่ของพระอรหันต์สาวกโดยมิได้มีการนัดหมายในครั้งนั้น พระพุทธเจ้าทรงเห็นเป็นนิมิตอันดี
จึงได้เสด็จท่ามกลางพระสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูปเหล่านั้นและได้ทรงประทานพระโอวาทที่เรียกว่า “โอวาทปาติโมกข์”
(พุทธ.๒/๕-๖)

มหาสันนิบาตนี้ ได้มี ณ เวฬุวันวนาราม ในวันมาฆปุณณมี ในอรรถกถาแห่งพระสูตรดังกล่าว(ป.สู. ๓/๑๙๗)
ได้กล่าวว่ามหาสันนิบาตนั้นได้มีในวันที่ พระสารีบุตร สำเร็จเป็นพระอรหันต์ คือ เมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรม
แก่ปริพาชกชื่อทีฆนขะ พระสารีบุตรได้นั่งถวายงานพัด ได้ฟังอยู่ด้วย เมื่อทรงแสดงธรรมจบแล้ว พระสารีบุตร
ก็มีจิต พ้นจากอาสวะในขณะนั้น เวลายังเป็นกลางวันอยู่ พระพุทธเจ้าจึงได้เสด็จลงจากเขาคิชกูฏ และเสด็จ
มาสู่พระเวฬุวัน ก็ทรงแสดงพระโอวาท ในมหาสันนิบาตดังกล่าวนั้นในวันมาฆปุณณมี ซึ่งเหตุการณ์นี้แสดงว่า
ท่านพระสารีบุตร ได้เป็นผู้เสร็จกิจ ในวันมาฆปุณณมีนั้น คือในวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง พระโอวาทปาติโมกข์

                                                 โอวาทปาติโมกข์
                                             “หัวใจพระพุทธศาสนา”

พระโอวาท หรือ โอวาทปาติโมกข์ นี้ ประมวลพระพุทธวาทะ ประมวลพระพุทธศาสนา ด้วยข้อความ
เพียง ๓ คาถากึ่ง ฉะนั้น พระโอวาทนี้จึงเป็นที่นับถือว่า แสดงหัวใจพระพุทธศาสนา ตามที่ท่านพระธรรม
สังคาหกาจารย์ได้ รวบรวมไว้ว่าดังนี้้                                                      
                                                       
                                            ๏  สพฺพปาปสสฺ  อกรณ ํ   
                                                การไม่ทำบาปทั้งปวง                                                       
                                                 ๏  กุสลสฺสูปสมฺปทา
                                               การทำความดีให้ถึงพร้อม    
                                                 ๏  สจิตฺต ปริโยทปนํ  
                                              การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว” 

                 เมื่อพระพุทธองค์ได้ทรงประกาศพระพุทธวาทะดังกล่าวแล้ว ก็ได้ตรัสต่อไปอีกหนึ่งคาถากึ่งว่า  
                                             “๏ขนฺตี  ปรมํ   ตโป  ตีติกฺขา 
                         
                                           ๏ นิพพานํ  ปรมํ  วทนฺติ  พุทฺธา                                                             
                               ๏ ปพฺพชิโต  ปรูปฆาตี  สมโณ  โหติ  ปรํ วิเหฐยนฺโต“  

                                             ๏  สพฺพปาปสสฺ  อกรณํ 
                 
                              ๏  กุสลสฺสูปสมฺปทา                                                                   
                                               ๏  สจิตฺต ปริโยทปน               
                                                    ๏ อนูปฆาโต 
                                              ๏  ปาติโมกฺเข จ สํวโร
                                            ๏  มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ          
                                               ๏  ปนฺตญฺจ  สยนาสํ 
                                            ๏  อธิจตฺเต  จ อาโยโค                                                 
                                           ๏  เอตํ  พุทธาน  สาสนํ”                                                           
                                   “ขันติคือความอดทนเป็นตบะอย่างยิ่ง                                                     
                          พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า พระนิพพานเป็นธรรมอย่างยิ่ง
                        บรรพชิตคือนักบวช ผู้ยังทำร้ายผู้อื่นอยู่  ผู้เบียดเบียนผู้อื่นอยู่ 
                              ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย 
                                             การไม่ทำบาปทั้งปวง 
                                             การยังกุศลให้ถึงพร้อม 
                                         การทำจิตของตนให้ผ่องใส 
                                นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. 
                                              การไม่กล่าวร้าย ๑ 
                                              การไม่ทำร้าย ๑ 
                                       ความสำรวมในพระปาติโมกข์ ๑ 
                                    ความเป็นผู้รู้ประมาณในภัตตาหาร ๑ 
                                            ที่นอนที่นั่งอันสงัด ๑ 
                                   การประกอบความเพียรในอธิจิต ๑ 
                    ธรรมหกอย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.”

พระโอวาทในข้อนี้ เป็นเหมือนคำอธิบายประกอบของโอวาทที่เป็นหลัก ๓ ข้อดังกล่าว มีข้อสังเกตคือ
ในเวลานั้นพระพุทธเจ้า ยังไม่ได้ทรงบัญญัติพระวินัยปาติโมกข์ ฉะนั้นที่ตรัสให้สำรวมในพระปาติโมกข์
จึงมีความหมายคือ ปาติโมกข์ที่เป็นตัวแบบฉบับ อันควรทีสมณะจะพึงปฏิบัติโดยทั่วไป พระโอวาท
ทั้งหมดนี้เรียกว่า พระโอวาทปาติโมกข์ ปาติโมกข์ที่เป็นโอวาทพระพุทธเจ้า ได้ตรัสแก่พระอรหันต์ทั้งนั้น
จึงมิได้มุ่งที่จะอบรมให้ท่านบรรลุมรรคผล แต่ว่ามุ่งที่จะวางแนวพระพุทธศาสนา เบื้องต้นก็ชี้ถึง
วาทะของพระพุทธะ ๓ ข้อ  ต่อมาก็วางหลักปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาอย่างกว้าง ๆ ไว้ ๓ ข้อ
และมีคำอธิบายประกอบอีกเล็กน้อย ท่านแสดงว่าในวันอุโบสถวันพระจันทร์เพ็ญ และวันพระจันทร์ดับ
(วันพระข้างขึ้น ๑๕ ค่ำ และข้างแรม ๑๕ ค่ำ) พระพุทธเจ้าได้ประทับเป็นประธานหมู่พระสงฆ์
แล้วก็ทรงแสดงพระโอวาทปาติโมกข์ขึ้นด้วยพระองค์เองทุก ๑๕ วัน แปลว่า ทรงทำอุโบสถร่วมด้วย
ภิกษุสงฆ์แล้วก็เรียกว่า ปาริสุทธิอุโบสถ คือ เป็นอุโบสถที่บริสุทธิ์ พระพุทธเจ้าก็ทรงบริสุทธิ์ พระสงฆ์ก็บริสุทธิ์ 

จนถึงมีเรื่องที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมามีเล่าไว้ในบาลีวินัย (วิ.จุลฺล. ๗/๒๘๓/๔๔๗-๘; ขุ.อุ. ๒๕/๑๕๐/๑๑๖.)
ว่าพระสงฆ์มาประชุม พร้อมกันแล้ว พระพุทธเจ้าก็ไม่เสด็จลงมา จึงถึงเวลา ๑ ยาม พระอานนท์ก็ไปทูลเตือนว่า
ยามหนึ่งแล้วพระมานั่งรออยู่นานแล้วขอให้เสด็จลงทรงสวดปาติโมกข์ พระพุทธเจ้าก็ไม่เสด็จลง
ครั้นถึงยามที่ ๒ พระอานนท์ ก็ไปทูลเตือนอีกพระพุทธเจ้าก็ ไม่เสด็จลง ครั้นถึงยามที่ ๓ พระอานนท์ก็ไป
ทูลเตือนอีก พระพุทธเจ้าก็ไม่เสด็จลง แต่ว่าในยามที่ ๓  นี้ได้มีพระพุทธดำรัสว่า บริษัทไม่บริสุทธิ์
คือว่ามีพระทุศีลมาปนอยู่ด้วยพระโมคคัลลานะจึงได้เที่ยวตรวจดู เมื่อไปพบภิกษุที่ทุศีลก็บอกให้ออกไป
จากที่ประชุม ผู้นั้นก็ไม่ยอมออกไปต้องฉุดแขนออกไป แต่ก็สว่างเสียแล้ว พ้นเวลาที่จะทำอุโบสถ
ก็เป็นอันว่าในอุโบสถนั้นไม่ได้ทำ(การสวดปาติโมกข์) พระพุทธเจ้าจึงทรงปรารภเรื่องนี้้(วิ.จุลฺล. ๗/๒๙๒/๔๖๖)
ตรัสให้พระสงฆ์ยกเอาพระวินัยที่ทรง บัญญัติขึ้นไว้ มาสวดเป็นปาติโมกข์แทน และให้พระสงฆ์สวดกันเอง
พระพุทธเจ้าไม่เสด็จมาทำอุโบสถร่วมด้วยอีกต่อไป

เพราะฉะนั้น จึงมีการยกเอาวินัยขึ้นสวดเป็นปาติโมกข์ทุก ๆ ๑๕ วัน สืบต่อมาจนบัดนี้ ปาติโมกข์ที่ยกเอาพระวินัย
ขึ้นสวดนี้ เรียกว่า วินัยปาติโมกข์  (ซึ่งก็คือ คัมภีร์รวมวินัยสงฆ์ ๒๒๗ ข้อ ซึ่งต้องสวดทบทวนในที่ประชุมสงฆ์
หรือการลงอุโบสถทุกกึ่งเดือนในวันพระ)

ธรรมเนียมปฏิบัติในวันมาฆบูชา

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ ๕) ทรงอธิบายเกี่ยวกับธรรมเนียมพิธีการมาฆบูชาไว้ว่า
เดิมทีเดียวในประเทศไทยไม่เคยจัดพิธีวันมาฆบูชามาก่อน จนกระทั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔)ได้ทรงถือตามแบบของโบราณบัณฑิตที่ได้นิยมกันว่า ‘วันมาฆะบูรณมี' เป็นวันที่
พระจันทร์เสวยฤกษ์มาฆะเต็มบริบูรณ์เป็นวันที่พระอรหันต์สาวกของพระพุทธเจ้า ๑,๒๕๐ รูป ได้ประชุมกัน
พร้อมด้วยองค์ ๔ ประการ เรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต” พระพุทธเจ้าได้ตรัสเทศนาโอวาทปาติโมกข์ในที่
ประชุมสงฆ์เป็นการประชุมใหญ่ และเป็นการอัศจรรย์ในพระพุทธศาสนานักปราชญ์จึงถือเอาเหตุนั้นประกอบการ
สักการบูชาพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์สาวก ๑,๒๕๐ รูปนั้น ให้เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส

การประกอบพิธีมาฆะบูชา ได้เริ่มในพระบรมมหาราชวังก่อน ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้จัดให้มีพิธีการพระราชกุศล
ในเวลาเช้าพระสงฆ์วัดบวรนิเวศวิหาร และวัดราชประดิษฐ์ ๓๐ รูป ฉันในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
เวลาค่ำ เสด็จออกทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการแล้ว พระสงฆ์สวดทำวัตรเย็น เสร็จแล้วสวดมนต์ต่อไป
มีสวดคาถาโอวาทปาติโมกข์ด้วยสวดมนต์จบทรงจุดเทียนรายตามราวรอบพระอุโบสถ ๑,๒๕๐ เล่ม
มีการประโคมอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงมีการเทศนา โอวาท ปาติโมกข์ ๑ กัณฑ์ เป็นทั้งเทศนาภาษาบาลี
และภาษาไทย เครื่องกัณฑ์ มีจีวรเนื้อดี ๑ ผืน เงิน ๓ ตำลึง และขนมต่าง ๆ เทศนาจบพระสงฆ์ซึ่งสวดมนต์
๓๐ รูป สวดรับ                                

การประกอบพระราชกุศลเกี่ยวกับวันมาฆบูชาในสมัยรัชกาลที่ ๔ นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
จะเสด็จออก ประกอบพิธีด้วยพระองค์เองทุกปีมิได้ขาด สมัยต่อมามีการเว้นบ้างเช่น รัชกาลที่ ๕
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จออกเองบ้าง หรือบางครั้งก็มิได้เสด็จออกเอง เพราะมักเป็น
ช่วงเวลาที่พอดีีกับการเสด็จประพาสหัวเมือง แต่หากวันดังกล่าวตรงกับช่วงที่เสด็จไปประพาสบางปะอิน
หรือพระพุทธบาทพระพุทธฉาย พระปฐมเจดีย์ พระแท่นดงรัง ก็จะทรงประกอบพิธีมาฆบูชาในสถานที่นั้น ๆ ขึ้น
อีกส่วนหนึ่งต่างหากจากในพระบรมมหาราชวัง

เดิมทีมีการประกอบพิธีในพระบรมมหาราชวัง ต่อมาได้ขยายออกไปให้พุทธบริษัทได้ปฏิบัติตามอย่างเป็นระบบ
สืบมาจน ปัจจุบันมีการบูชา ด้วยการเวียนเทียน และบำเพ็ญกุศลต่าง ๆ ส่วนกำหนดวันประกอบพิธีมาฆบูชานั้น
ปกติตรงกับวันเพ็ญเดือน ๓ หากปีใดเป็นอธิกมาส คือ มีเดือน ๘ สองหนจะเลื่อนไปตรงกับวันเพ็ญเดือน ๔

 เมื่อวันมาฆบูชาเวียนมาบรรจบในแต่ละรอบปี พุทธบริษัทจะร่วมกันประกอบศาสนพิธี ซึ่งการปฏิบัตินั้นจะดำเนินไป
เช่นเดียวกับวันวิสาขบูชา แต่ในวันนี้พระสงฆ์จะแสดงพระธรรมเทศนาในเรื่องโอวาทปาฏิโมกข์

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๘:๐๘ น.
 
วันอาสาฬหบูชา PDF พิมพ์ อีเมล
วันอังคารที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๖:๔๐ น.

วันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา“ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” 
ตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ (หรือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ หลัง ในปีอธิกมาส)     

“อาสาฬห” เป็นชื่อเรียกของเดือน ๘ ส่วนคำว่า “อาสาฬหบูชา” ย่อมาจาก “อาสาฬหปุรณมีบูชา”
แปลว่า “การบูชาพระใน วันเพ็ญ เดือน ๘” ดังนั้น วันอาสาฬหบูชาจึงตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘
(หรือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ หลัง ในปีอธิกมาส) วันอาสาฬหบูชา นี้ถือเป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง
ปฐมเทศนา หรือ เทศนาครั้งแรก ที่มีชื่อว่า “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร”  ซึ่งแปลว่า
“พระสูตรของการหมุนวงล้อแห่งพระธรรมให้ดำเนินไป” โดยเป็นการแสดงพระธรรมเทศาสนาครั้งแรก
เพื่อโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ โดยทรงแสดงเทศนานี้
ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ในปีแรกที่ทรงตรัสรู้ 

ความเป็นมา :

ครั้นเมื่อพระโพธิสัตว์เจ้าทรงบำเพ็ญเพียรจนได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงเข้าถึงความเป็นพระพุทธเจ้า
ตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เองในวันรุ่งเดือน ๖ ณ ใต้ร่มมหาโพธิบัลลังก์ ทรงหมดสิ้นซึ่งอาสวะกิเลส เมื่อพระพุทธองค์
ทรงบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ทรงเสวยวิมุตติสุขเนิ่นนานอยู่ ทรงคำนึงว่าธรรมที่พระองค์ตรัสรู้นี้ ล้ำลึกนัก
ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตามจึงท้อพระทัยที่จะสั่งสอนสัตว์ ฝ่ายท้าวสหัมบดีพรหมทรงวิตกว่า พระพุทธองค์จะทรงละเลยกิจ
ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายใน อดีตได้ทรงปฏิบัติ คือ ทรงจะแสดงพระสัทธรรมโปรดหมู่เวไนยสัตว์ในภพทั้งหลาย
(พรหมภูมิ สวรรค์ภูมิ มนุษย์ภูมิ) ด้วยเมื่อ พระโพธิสัตว์ทรงบรรลุธรรมแล้วจะทรงน้อมพระทัยไปสู่การเสด็จดับขันธ์
ปรินิพพาน เหตุนั้น ท้าวสหัมบดีพรหม จึงได้ชักชวน หมู่พรหมและทวยเทพในภพสวรรค์ เสด็จมาชุมนุมต่อหน้า
พระพักตร์สมเด็จพระบรมศาสดา แล้วกล่าวคำทูลอารธนาให้ทรง แสดงธรรมว่า
 
          “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดแสดงธรรมเถิด”

พระพุทธองค์ทรงพิจารณาหมู่เวไนยสัตว์

พระพุทธองค์ได้ทรงตรึกตรอง ทรงคำนึงว่าธรรมที่พระองค์ตรัสรู้นี้ ลึกซึ้งมาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม จึงยังทรงมิได้
รับคำทูลอารธนาทีเดียว แต่ได้ทรงพิจารณาโดยพระญาณก่อนว่า เวไนยสัตว์นั้นจำแนกเหล่าใดที่จะรองรับ
พระสัทธรรมได้เพียงใด จำนวนเท่าใด ทรงจำแนกด้วยพระญาณว่าเหล่าเวไนยสัตว์บุคคลที่จะรับพระสัทธรรมได้
และไม่ได้มีอยู่ ๔ จำพวก เปรียบได้ ดังดอกบัวสี่เหล่า อันหมายถึง ปัญญา วาสนา บารมี และอุปนิสัย ที่สร้างสมมา
แต่อดีตของบุคคล  ซึ่งบัว ๔ เหล่านั้นคือ

     ๑. ดอกบัวที่พ้นน้ำแล้ว รอแสงพระอาทิตย์จะบานวันนี้
     ๒. ดอกบัวที่ปริ่มน้ำ จะบานวันพรุ่งนี้
     ๓. ดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ยังอีก ๓ วันจึงจะบาน
     ๔. ดอกบัวที่เพิ่งงอกใหม่จากเหง้าในน้ำ จะยังไม่พ้นภัยจากเต่าและปลา

 บุคคลที่เปรียบได้กับดอกบัวดอกที่ ๑,๒,๓ นั้นสามารถให้อนุศาสโนวาทแล้วสามารถบรรลุมรรค ผล นิพพาน
ได้เร็วช้าต่างกันก็ด้วยปัญญา วาสนา บารมี และอุปนิสัยที่ต่างกัน ซึ่งจำแนกเป็น พุทธเวไนย์ สาวกเวไนย์์ ธาตุเวไนย์
ตามลำดับ ส่วนบุคคล ซึ่งเปรียบเป็นบัวประเภทที่ ๔ ไม่สามารถบรรลุอะไรได้ในชาตินี้ ด้วยขาดซึ่งปัญญา แต่จะเป็น
อุปนิสัย วาสนา บารมีต่อไปใน ภายภาคหน้า เมื่อทราบด้วยพระญาณดังนั้นแล้ว ด้วยพระกรุณาคุณ ทรงเล็งเห็นว่า
โลกนี้ผู้ที่พอจะรู้ตามได้ก็คงมีอยู่บ้าง เมื่อ เล็งเห็นเหตุนี้ จึงตกลงพระทัยจะสอนธรรมให้แก่สัตว์ทั้งปวง จึงรับอารธนา
ของท้าวสหัมบดีพรหม

พระพุทธเจ้าทรงนึกถึงผู้ที่ควรโปรดก่อนคือ อาฬารดาบส กับ อุทกดาบส ผู้เป็นอาจารย์ แต่ท่านเหล่านี้ก็สิ้นชีวิต
ไปแล้วจะมีอยู่ ก็แต่ปัญจวัคคียทั้ง ๕ มีชื่อว่า ๑. โกณฑัญญะ ๒. วัปปะ ๓. ภัททิยะ  ๔. มหานามะ ๕. อัสสชิ
ซึ่งท่านโกณฑัญญะเป็นหัวหน้า ปัญจวัคคีย์ ซึ่งท่านผู้นี้ได้เป็นพราหมณ์คนหนึ่งในจำนวน พราหมณ์ ๑๐๘ คน
ที่มาประชุม ทำนายพระลักษณะ เมื่อพระพุทธเจ้าได้ประสูติแล้ว ๕ วัน พราหมณ์เหล่านี้พากันทำนายว่าพระองค์จะมี
คติเป็็น ๒ คือ ถ้าอยู่ครองฆราวาสจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระราชาเอกในโลก แต่ถ้าออกทรงผนวชจะได้เป็น
ศาสดาเอกของโลก ส่วนท่านโกณฑัญญะเป็นพราหมณ์หนุ่ม ที่สุดในหมู่พราหมณ์นั้นได้ทำนายไว้ คติเดียวว่า
จะเสด็จออกทรงผนวช จะได้เป็น ศาสดาเอกในโลก เพราะฉะนั้นจึงได้คอยฟัง ข่าวพระโพธิสัตว์อยู่เสมอ จนเมื่อ
พระโพธิสัตว์เสด็จออกทรงผนวช ท่านโกณฑัญญะก็ได้ชักชวนบุตรของพราหมณ์ที่มาประชุมทำนายพระลักษณะ
ในคราวนั้นได้อีก ๔ คน รวมเป็น ๕ ออกคอยติดตามพระโพธิสัตว์ และเมื่อพระโพธิสัตว์ได้ทรงบำเพ็ญ ทุกรกิริยา
ก็เป็นที่สบอัธยาศัยของท่านทั้ง ๕ ซึ่งนิยมในทางนั้น ก็พากันไปคอยเฝ้าปฏิบัติ ครั้นพระองค์ได้ทรงเลิกละเสีย
ท่านทั้ง ๕ นั้น ก็เห็นว่าพระองค์ได้ทรงเวียนมาเป็นผู้มักมาก จะไม่สามารถตรัสรู้พระธรรมได้ ก็พากันหลีกไปพักอยู่
ที่ตำบลอิสิปตนมฤคทายวันนั้น ซึ่งเมื่อพระพุทธองค์ได้บำเพ็ญจนสำเร็จเป็นพระอนุตรสัมพุทธเจ้าแล้วจึงพิจารณา
ที่จะแสดงธรรมโปรด ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก่อน จึงเสด็จออกเดินจากควงไม้พระศรีมหาโพธิ์ที่ประทับอยู่มุ่งพระพักตร์
เสด็จไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี

การที่เสด็จจากตำบลพระศรีมหาโพธิ์ จนกระทั่งถึงกรุงพาราณสี แสดงให้เห็นพระวิริยอุตสาหะอันแรงกล้า
และการตั้งพระทัย แน่วแน่ที่จะประทานปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์เป็นพวกแรกอย่างแท้จริง เพราะระยะทางระหว่าง
ตำบลพระศรีมหาโพธิ์ถึงพาราณสีนั้นไกลมาก ซึ่งการเสด็จดำเนินด้วยพระบาทเปล่าอาจใช้เวลาหลายวัน
แต่ปรากฏว่าพอตอนเย็น วันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน อาสาฬหะ นั้น พระพุทธองค์ก็เสด็จถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
แขวงเมืองพาราณสี อันเป็นที่อยู่ของปัจจวัคคีย์
                                                    
ทรงโปรดเหล่าปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕

เมื่อเหล่าปัญจวัคคีย์มองเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาแต่ไกล ก็นัดหมายกันว่าจะไม่ทำการลุกต้อนรับ ไม่ให้ทำการ
อภิวาทและไม่ รับบาตรจีวร แต่ให้ปูอาสนะไว้ ถ้าทรงประสงค์จะนั่งก็นั่ง แต่ถ้าไม่ประสงค์ก็แล้วไป แต่ครั้นพระองค์
เสด็จถึง ต่างก็ลืมกติกาที่ตั้ง กันไว้ พากันลุกขึ้นและอภิวาทกราบไหว้ และนำน้ำล้างพระบาท ตั่งรองพระบาท
ผ้าเช็ดพระบาท มาคอยปฏิบัติ พระพุทธเจ้าได้ เสด็จประทับบนอาสนะ ทรงล้างพระบาทแล้วเหล่าปัญจวัคคีย์ก็
เรียกพระองค์ด้วยถ้อยคำตีเสมอ คือเรียกพระองค์ว่า อาวุโสที่แปลว่า ผู้มีอายุ หรือแปลอย่าง ภาษาไทยว่า คุณ
โดยไม่มีความเคารพ พระองค์ตรัสห้ามและทรงบอกว่าพระองค์ทรงตรัสรู้ แล้ว จะแสดงอมตธรรมให้ท่านทั้งหลายฟัง
เมื่อท่านทั้งหลายตั้งใจฟัง แล ปฏิบัติโดยชอบก็จะเกิดความรู้จนถึงที่สุดทุกข์ได้

เหล่าปัญจวัคคีย์ก็กราบทูลคัดค้านว่า เมื่อทรงบำเพ็ญทุกรกิริยายังไม่ได้ตรัสรู้ เมื่อทรงเลิกเสียจะตรัสรู้ได้อย่างไร
พระพุทธเจ้า ก็ยังตรัสยืนยันเช่นนั้น และเหล่าปัญจวัคคีย์ก็คงคัดค้านเช่นนั้นถึง ๓ ครั้ง พระพุทธองค์จึงตรัสให้ระลึก
ว่า แต่ก่อนนี้พระองค์ได้ เคยตรัสพระวาจาเช่นนี้หรือไม่ เหล่าปัญจวัคคีย์ก็ระลึกได้ว่าพระองค์ไม่เคยตรัสพระวาจา
เช่นนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงได้ยินยอมเพื่อ จะฟังพระธรรม พระพุทธเจ้าเมื่อทรงเห็นว่าเหล่าปัญจวัคคีย์พากันตั้งใจเพื่อ
จะฟังพระธรรมของพระองค์แล้ว จึงได้ทรงแสดง ปฐมเทศนา คือ เทศนาครั้งแรก โปรดเหล่าปัญจวัคคีย์ พระองค์
ได้ทรงแสดงปฐมเทศนานี้ในวันรุ่งขึ้นจากที่เสด็จไปถึง คือ ได้ ทรงแสดงใน วันเพ็ญของเดือน อาสาฬหะ หรือ
เดือน ๘ ก่อนวันเข้าพรรษาหนึ่งวัน ซึ่งเป็นวันที่ประกอบพิธี อาสาฬหบูชา ดังที่ ได้กำหนดตั้งขึ้นเป็นวันบูชาวันหนึ่ง  
                               

ทรงแสดงปฐมเทศนา

ปฐมเทศนา “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร”  นับเป็นเทศนากัณฑ์แรกที่ทรงแสดงทางที่พระองค์ทรงปฏิบัติ
ได้ทรงแสดงธรรมที่ได้ ตรัสรู้ ได้ทรงแสดง ญาณ คือ ความรู้ของพระองค์ที่เกิดขึ้นในธรรมนั้น  โดยใจความปฐมเทศนานี้  

ตอนที่ ๑   พระพุทธเจ้าได้ทรงชี้ทางที่บรรพชิต คือ นักบวชซึ่งมุ่งความหน่าย มุ่งความสิ้นราคะ คือ  ความติด
               ความยินดีมุ่งความตรัสรู้ มุ่งพระนิพพาน ไม่ควรซ่องเสพ อันได้แก่ กามสุขัลลิกานุโยค คือ ความ
               ประกอบตนด้วยความสุขสดชื่นอยู่ในทางกาม และ อัตตกิลมถานุโยค คือ ประกอบการทรมานตน
               ให้ลำบากเดือดร้อนเปล่า เหล่านี้เป็นข้อปฏิบัิติีที่เป็นของต่ำทรามเป็นกิจของปุถุชน มิใช่กิจของ
               บรรพชิตผู้มุ่งผลแห่งที่สุด
ตอนที่ ๒  ได้ทรงแสดงธรรมะที่ได้ตรัสรู้  เมื่อละทางทั้งสองข้างต้น และมาเดินทางสายกลาง เรียกว่า 
              “มัชฌิมาปฏิปทา" คือ  ข้อปฏิบัติที่เป็นกลางที่เป็นข้อปฏิบัติอันสมควร แล้วทรงแสดงทางสายกลาง  
              หรือ อริยมรรคมีองค์ ๘  อันประเสริฐ ได้แก่

               ๑.  สัมมาทิฏฐิ  คือ  ความเห็นชอบ
               ๒.  สัมมาสังกัปปะ  คือ  ความดำริชอบ
               ๓.  สัมมาวาจา  คือ  เจรจาชอบ
               ๔.  สัมมากัมมันตะ  คือ  ทำการงานชอบ
               ๕.  สัมมาอาชีวะ  คือ  เลี้ยงชีพชอบ
               ๖.  สัมมาวายามะ  คือ  มีความเพียรชอบ
               ๗.  สัมมาสติ  คือ  ระลึกชอบ
               ๘.  สัมมาสมาธิ  คือ  ตั้งใจชอบ

แล้วสรุปรวมลงซึ่งองค์ประกอบทั้ง ๘ นั้น ด้วย อริยสัจ ๔  ซึ่งแปลว่า ความจริงของบุคคลผู้ประเสริฐ ๔ ประการ ได้แก่

๑.  ทุกข์  คือ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ กล่าวโดยย่อ คือ ขันธ์ที่ยึดถือไว้ทั้ง ๕ ประการเป็นทุกข์
๒.  สมุทัย หรือ ทุกขสมุทัย  คือ เหตุให้เกิดทุกข์  ทรงชี้ถึงตัณหาความดิ้นรนทะยานอยากของใจเป็นเหตุแห่งทุกข์
๓.  นิโรธ หรือ ทุกขนิโรธ  คือ ความดับทุกข์  คือ ดับตัณหาเสียได้ไม่อาลัยพัวพันในตันหาก็ถึงความดับทุกข์
๔.  มรรค หรือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือ  ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

ตอนที่ ๓  พระพุทธองค์ได้ทรงชี้แจงว่า ที่เรียกว่า ตรัสรู้นั้น คือ รู้อะไร มีลักษณะเช่นไร คือ ต้องเป็นความรู้ที่ผุดขึ้นว่า                 นี่เป็นทุกข์ เป็นสมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์ ควรละ เป็นนิโรธความดับทุกข์ ควรทำให้แจ้ง เป็น มรรค ทางให้ถึง                 ความดับทุกข์ ปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้อบรมให้มีขึ้นได้บริบูรณ์แล้ว เพราะฉะนั้น ญาณ คือ ความ
                ตรัสรู้ที่ประกอบด้วย  สัจจญาณ คือ รู้ในความจริงว่า นี่เป็นเหตุแห่งความทุกข์ ส่วนหนึ่งเป็น กิจจญาณ
                คือ ความรู้ในกิจคือหน้าที่ที่จะปฏิบัติทำให้ดับทุกข์ ส่วนหนึ่งเป็น กตญาณ คือ ความรู้ในการทำกิจ
                เสร็จแล้วคือ รู้แจ้งแห่งมรรค ดับทุกข์ได้หมดจดเพราะฉะนั้น ในพระสูตรจึงแสดงว่า ความตรัสรู้ของ
                พระพุทธเจ้านั้นเป็น ปัญญาญาณ คือ ความหยั่งรู้ ที่มีวนรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ คือ ต้องรู้ในอริยสัจ ๔
                นั้นโดยเป็นสัจญาณโดยเป็นกิจจญาณ โดยเป็นกตญาณ ๓ คูณ ๔ ก็เป็น ๑๒ มีอาการ ๑๒ เป็นความรู้
                ที่วนรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ ดังกล่าวนี้ จึงเรียกว่า เป็นความตรัสรู้ จึงเรียกว่าเป็น พุทธะ คือ เป็นผู้ตรัสรู้
                ถ้าจะเรียกปัญญาของพระองค์ท่านก็เป็น โพธิ ที่แปลว่า ความตรัสรู้

พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่า เมื่อรู้ถึงสิ่งเหล่านี้แล้วย่อมได้ชื่อว่า ตรัสรู้โดยชอบถึงความหลุดพ้นและสุดชาติ สุดภพ
เป็นแน่แท้ ขณะที่พระองค์ทรงแสดงธรรมนี้อยู่ ท่านโกณฑัญญะ ได้ส่องญาณไปตามจนเกิด ธรรมจักษ
หรือดวงตาเห็นธรรม คือ ปัญญา รู้เห็นความจริงโดยเห็นแจ้งชัดว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สิ่งใดสิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา”
เมื่อนั้นพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงเปล่งพระอุทานว่า  อัญญาสิ วะตะ โภ
โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ”
แปลว่า โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ”

เพราะพระองค์ทรงอุทานคำนี้ ภายหลังท่านโกณฑัญญะ จึงได้นามใหม่ว่า “อัญญาโกณฑัญญะ” จากนั้น
ท่านโกณฑัญญะก็ทูลขออุปสมบท ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงประทานอนุญาตโดยทำการอุปสมบทให้ แบบเอหิภิขุ
อุปสัมปทา นับเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา
ที่บวชตามพระพุทธองค์ จึงทำให้พระรัตนตรัยครบองค์ ๓ คือ
พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
จากนั้นอีกห้าวันทรงแสดง อนัตตลักขณสูตร แก่นักบวชทั้งห้ารูปทำให้ท่าน
เหล่านั้นได้บรรลุอรหัตผลเป็นพระอรหันต์ในเวลาต่อมา

กล่าวโดยสรุป วันอาสาฬหบูชาเป็นวันที่มีเหตุการณ์สำคัญ ๆ เกิดขึ้น ดังนี้

๑.  เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือทรงแสดงพระธรรมเป็นครั้งแรก ซึ่งพระธรรมที่ทรงแสดง
     ในครั้งนั้นมีชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งมีใจความสำคัญ คือ หลักธรรมเรื่อง อริยสัจ ๔
๒.  เป็นวันที่มีพระอริยสงฆ์สาวกบังเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก เนื่องจากท่านโกณฑัญญะได้ฟังพระธรรมเทศนา
     กัณฑ์นั้นแล้วเกิดดวงตาเห็นธรรม จึงกราบทูลขอบวชซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงอุปสมบทให้ ดังนั้น พระโกณฑัญญะ
     จึงนับเป็นพระสงฆ์รูปแรกในพระพุทธศาสนา
๓.  เป็นวันแรกที่บังเกิดพระสังฆรัตนตรัย ทำให้พระรัตนตรัยครบองค์ ๓ อันได้แก่  พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ
     และ พระสังฆรัตนะ

ธรรมเนียมปฏิบัติในวันอาสาฬหบูชา


ประเทศไทยได้เริ่มกำหนดให้พิธีวันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อพุทธศักราช
๒๕๐๑ โดย พระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารี) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การศึกษา
ได้เสนอคณะ สังฆมนตรี ให้เพิ่ม วันศาสนพิธีเพื่อทำพุทธบูชาขึ้นอีกวันหนึ่ง คือ“วันธรรมจักร” หรือ
“วันอาสาฬหบูชา” เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมจักกัปปวัตนสูตร

จากนั้นคณะสังฆมนตรีได้ลงมติรับหลักการให้เพิ่มวันอาสาฬหบูชาและให้ถือเป็นหลักปฏิบัติในเวลาต่อมา
โดยออกเป็น ประกาศคณะสงฆ์ เรื่อง กำหนดวันสำคัญทางศาสนา เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๐๑ และ
ในวันเดียวกันนั้น ได้มีประกาศสำนักสังฆนายก กำหนดระเบียบปฏิบัติ ในพิธีอาสาฬหบูชาขึ้นไว้ โดยให้วัดทุกวัด
ถือปฏิบัติทั่วกัน กล่าวคือ

     ๑.  เมื่อถึงวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๘ (หนังสัปดาห์ก่อนวันอาสาฬหบูชา) ให้เจ้าอาวาสแจ้งแก่ภิกษุสามเณร  
          อุบาสก อุบาสิกาในวัด ให้ทราบล่วงหน้าว่าวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ที่จะมาถึงข้างหน้านี้ เป็นวันทำพิธี
          อาสาฬหบูชาถวายแด่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเช่นเดียวกับพิธีวิสาขบูชา
     ๒.  เมื่อถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ให้ภิกษุ สามเณร ตลอดจนศิษย์วัด คนวัด ช่วยกันปัดกวาด  ปูลาดเสนาสนะ
          จัดตั้งเครื่องสักการะ เช่นเดียวกับทำงานวิสาขบูชา
     ๓.  ให้ประดับธงธรรมจักรรอบพระอุโบสถเป็นพิเศษเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อประกาศวันธรรมจักรให้ปรากฏแก่
          มหาชน และเป็นการเตือนให้ระลึกถึงสัจธรรมอันประเสริฐที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในพระธรรมจัก
          กัปปวัตตนสูตร
     ๔. วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เป็นวันจัดพิธีอาสาฬหบูชา จะกำหนดให้เวลาเช้าและบ่ายมีธรรมสวนะตามปกติ 
          เวลาค่ำ ให้ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา มาประชุมพร้อมกันที่หน้าพระอุโบสถ หรือพระเจดีย์ จากนั้น
          จึงจุดธูปเทียนแล้วถือรวมกับดอกไม้ ยืนประนมมือสำรวมจิต โดยพระสงฆ์ผู้เป็นประธานจะนำกล่าวคำบูชา
          จบแล้วทำประทักษิณ(เวียนเทียน)
     ๕. เมื่อเวียนเทียนครบ ๓ รอบแล้ว ให้ภิกษุสามเณรเข้าไปในพระอุโบสถ เพื่อบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรค่ำ
          แล้วสวดธรรมจักรกัปปวัตนสูตร จบแล้วให้อุบาสก อุบาสิกาทำวัตรค่ำ
     ๖. ต่อจากนั้น ให้พระสังฆเถระแสดงพระธรรมเทศนาธรรมจักรกัปปวัตนสูตร แล้วให้พระภิกษุสามเณรสวดธรรมจักร
          กัปปวัตนสูตรทำนองสรภัญญะ เพื่อเจริญศรัทธาปสาทะของพุทธศาสนิกชน
     ๗. เมื่อสวดจบแล้วให้เป็นโอกาสของพุทธศาสนิกชนเจริญภาวนามัย สวดมนต์ สนทนาธรรม บำเพ็ญสมถะ
           และวิปัสสนา เป็นต้น ตามสมควรแก่อัธยาศัย

อนึ่ง เวลาที่ใช้ในการประกอบพิธีอาสาฬหบูชาไม่ควรเกินเวลา ๒๔.๐๐ น. เพื่อให้พระภิกษุ และสามเณรได้มีเวลา
พักผ่อน เนื่องจากในวันรุ่งขึ้น คือวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หรือ วันเข้าปุริมพรรษาและเป็นวันประชุมอธิษฐานพรรษา
ของพระสงฆ์อีกด้วย

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๘:๔๖ น.
 
วันเข้าพรรษา PDF พิมพ์ อีเมล
วันอังคารที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๖:๓๙ น.

วันที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้พระภิกษุจำพรรษา ๓ เดือน
ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หรือ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หลัง ในปีอธิกมาส  

ความเป็นมา :

กล่าวถึงการบัญญัติพระวินัยเรื่องการเข้าพรรษาไว้ในพระไตรปิฏก กล่าวคือ สมัยเมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศธรรม
สั่งสอน ธรรม ได้มีผู้เลื่อมใสศรัทธาในพระธรรมของพระพุทธเจ้า จึงได้เข้ามาอุปสม บรรพชาเป็นพระภิกษุมากขึ้น
ซึ่งเวลานั้น พระพุทธ เจ้ายังมิได้ทรงบัญญัติให้ิ้พระภิกษุจำพรรษา ดังนั้น พระภิกษุจึงเที่ยวจาริกตลอดฤดูหนาว
ฤดูร้อน และฤดูฝน ทำให้คนทั้งหลายติเตียนที่พระภิกษุได้เที่ยวจาริกไปตลอดฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน
อีกทั้งได้เผลอเหยียบย่ำต้นข้าว แปลงนาพืชพันธัญหาร พืชผลทางการเกษตรเสียหาย และอาจเบียดเบียน
สัตว์เล็กสัตว์น้อยจำนวนมากจนตาย นอกจากนี้คนทั้งหลาย ได้บอกให้ดูอย่างพวกนอกศาสนาที่ยังหยุดพัก
ในช่วงฤดูฝน เมื่อพระภิกษุได้ยินคนพวกนั้นติเตียน จึงนำเรื่องการถูกติเตียนนี้ กราบทูลแด่พระพุทธเจ้า
ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงรับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า

        “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายจำพรรษาตลอดถ้วนไตรมาส ๓ เดือน”

พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้พระภิกษุจำพรรษาในฤดูฝนตลอดระยะเวลา  ๓  เดือน โดยวันเข้าพรรษา
ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตมีอยู่  ๒  วัน  คือ

     ๑.   ปุริมิกา  หรือ  ปุริมพรรษา  หรือ วันเข้าพรรษาต้น
           ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หรือ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หลัง ในปีอธิกมาส
           (วันถัดจากวันอาสาฬหบูชา) และออกพรรษาในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑
     ๒.   ปัจฉิมิกา หรือ ปัจฉิมพรรษา หรือ วันเข้าพรรษาหลัง
           ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๙ ซึ่งบัญญัติไว้ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถเข้าพรรษาต้น
           ก็ให้เลื่อนไปเข้าพรรษาในวันแรม ๑ ค่ำเดือน ๙ ก็ได้ และไปออกพรรษาในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒

 การเข้าพรรษา คือ การที่พระภิกษุสงฆ์ตกลงตั้งใจว่าจะอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งตลอดถ้วนไตรมาส ๓ เดือน
ในฤดูฝน โดย เมื่อตกลงใจที่จะอยู่จำพรรษาที่วัดใดแล้วในช่วงตลอดระยะเวลา ๓ เดือนนั้นพระภิกษุสงฆ์ไม่อาจ
เปลี่ยนแปลงที่อยู่จำพรรษา โดยไม่มีเหตุจำเป็นอันมีบัญญัตไว้ในพระวินัย หากพระภิกษุรูปใดฝ่าฝืนถือว่าอาบัติ
ซึ่งการอยู่จำพรรษานี้ถือเป็นข้อปฏิบัติ สำหรับพระภิกษุโดยตรง โดยมีพระวินัยบัญญัติไว้ให้พระภิกษุสงฆ์ปฏิบัติ
ตามทุกรูป และละเว้นไม่ได้ไม่ว่ากรณีใด ๆ  แต่อย่างไรก็ตามพระพุทธเจ้าได้ทรงอนุโลมให้เดินทางได้ในระหว่าง
พรรษา เรียกว่า สัตตาหกรณียะ   คือ มีกิจจำเป็นซึ่งพระวินัยได้อนุญาตให้ไปค้างแรมที่อื่นได้  โดยมีข้อจำกัดว่า
จะต้องกลับมายังสถานที่ที่อยู่จำพรรษาเดิมภายใน ๗  วัน ซึ่งกรณี ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุโลมได้แก่

     ๑.  เมื่อทายก ทายิกา ปราถนาจะบำเพ็ญกุศลแล้วมานิมนต์ ก็ให้ไปเพื่อรักษาศรัทธาได้
     ๒.  ถ้าสงฆ์ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งเกิดอธิกรณ์ขึ้น ก็ให้ไปเพื่อระงับอธิกรณ์ได้
     ๓.  ถ้าบิดา มารดา ญาติ พี่น้อง พระอุปัชฌาย์เป็นไข้เจ็บป่วย เมื่อทราบก็ให้ไปได้
     ๔.  พระวิหารในที่แห่งอื่นเกิดชำรุดเสียหาย ให้ไปหาาสิ่งของเพื่อมาปฏิสังขรพระวิหารนั้นได้            
     ๕.  เมื่อถูกสัตว์ร้ายรบกวน ถูกโจรปล้น พระวิหารถูกไฟไหม้ หรือถูกน้ำท่วมก็ให้ไปจากที่นั้นได้     
     ๖.  เมื่อชาวบ้านถูกโจรปล้น อพยพหนีไป ก็ให้ไปกับพวกชาวบ้านได้ โดยให้ไปกับชาวบ้านที่มีความ
          เลื่อมใสศรัทธาสามารถที่จะให้ความอุปถัมภ์ได้
     ๗.  เมื่อที่ใดเกิดความขาดแคลนอาหารหรือยารักษาโรค ขาดผู้อุปถัมภ์บำรุง ได้รับความลำบาก
           ก็อนุญาตให้ไปจากที่นั้นได้
     ๘.  ถ้าหากมีผู้เอาทรัพย์มาล่อ ก็อนุญาตให้ไปจากที่นั้นได้
     ๙.  หากภิกษุสงฆ์หรือภิกษุณีสงฆ์แตกกัน หรือมีผู้พยายามจะให้แตกกัน ถ้าการไปจากที่นั้นสามารถ
           ระงับการแตกกันได้ ก็อนุญาตให้ไปได้

ธรรมเนียมปฏิบัติในวันเข้าพรรษา

๏ ธรรมเนียมสงฆ์
ธรรมเนียมปฏิบัติในวันเข้าพรรษาจะเป็นพิธีทางสงฆ์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งธรรมเนียมปฏิบัติของพระภิกษุุนั้นจะเริ่มตั้งแต่
ก่อนจะถึงวันเข้าพรรษา เมื่อพระภิกษุสงฆ์ท่านได้ตกลงตั้งใจที่จะอยู่จำพรรษาที่วัดใดตลอดถ้วนไตรมาส ๓ เดือน
นั้นแล้ว พระภิกษุจะทำการซ่อมแซมเสนาสนะที่ชำรุดทรุดโทรมให้อยู่ในสภาพที่ดี เหมาะแก่การใช้เป็นที่อยู่อาศัย
ตลอดจนปัดกวาดเช็ดถูให้สะอาด สำหรับสาเหตุุที่ต้องดูแลเสนาสนะให้มั่นคงและสะอาดก็เพื่อจะได้ใช้บำเพ็ญ
สมณกิจในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาได้เต็มที่ไม่ ต้องกลัวฝนจะรั่วรดอุโบสถในขณะที่ทำสังฆกรรม ไหว้พระสวดมนต์

เมื่อวันเข้าพรรษาเวียนมาบรรจบ พระภิกษุสามเณรทั้งหมดภายในวัดจะเตรียมดอกไม้ ธูป เทียน ใส่พาน หรือภาชนะ
ที่สมควร เพื่อใช้สักการะปูชนียวัตถุต่าง ๆ ในวัด และใช้ทำสามีจิกรรม  คือ การทำความเคารพกันตามธรรมเนียมของ
พระภิกษุสามเณร ในระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อยตามธรรมเนียมสงฆ์ โดยจะเตรียมให้พร้อมก่อนกำหนดเวลา และการ
ประกอบพิธีดังกล่าวต้อง ประชุมพร้อมกันในอุโบสถ ส่วนกำหนดเวลานั้นก็อยู่ที่สงฆ์ประชุมตกลงกันตามที่เห็นสมควร
แต่โดยส่วนมากจะกำหนด ในตอนเย็นก่อนค่ำ  เพื่อความสะดวกแก่เวลาที่พระภิกษุ และสามเณรต้องลงอุโบสถ
การจัดที่นั่งในอุโบสถนั้นก็โดยจัดให้นั่ง ตามลำดับอาวุโสพรรษา  โดยพระภิกษุท่านจะสอบถามพรรษากันว่า
ท่านไหนมีพรรษา คือ บวชมานานก่อนท่านอื่น ๆ แล้วก็ จัดเรียงการนั่งตามลำดับพรรษาจากมากที่สุด ไปจนถึง
พรรษาน้อยที่สุด ไม่ใช่นั่งตามศักดิ์ และเรียงแถวจากขวามือไปซ้ายมือ หันหน้าเข้าหาพระพุทธรูปที่เป็นองค์ประธาน

ซึ่งการลงอุโบสถนั้น มีสิ่งที่พระภิกษุสงฆ์และสามเณรจะพึงปฏิบัติ คือ

๑.  ทำวัตรเย็น
๒.  การแสดงพระธรรมเทศนา เรื่อง “วัสสูปนายิกากถา” หรืออ่านประกาศเรื่อง “วัสสูปนายิกา”โดยแสดงเป็น
     เทศนาตามหนังสือเทศน์ที่มี หรือ อ่านเป็นประกาศเพื่อให้พระภิกษุ สามเณรที่ประชุมกันนั้นได้ทราบเรื่อง
     วัสสูปนายิกาเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ให้ถือตามธรรมเนียมนิยมของวัดนั้น ๆ ถ้าจะใช้แบบอ่านประกาศคำประกาศนั้น
     ควรมีสาระสำคัญดังนี้
        ก.  บอกให้รู้เรื่องการอยู่จำพรรษา
        ข   แสดงเรื่องที่มาในบาลีวัสสูปนายิกขันธกะวินัยโดยใจความ
        ค.  บอกเขตของวัดนั้น ๆ ที่จะต้องรักษาพรรษาหรือเรียกกันว่า “รักษาอรุณ
        ง.  บอกเรื่องการถือเสนาสนะ และประกาศให้รู้ว่าจะให้ถืออย่างไร หรือเมื่อถือเสนาสนะแล้วจะต้องปฏิบัติอย่างไร
        จ.  หากมีกติกาอื่นใดในเรื่องจำพรรษาร่วมกันนี้ ก็ให้บอกได้ในประกาศนี้ ซึ่งการอ่านประกาศนี้จะอ่านบน
             ธรรมมาส์นเทศน์หรือที่สำหรับสวดปาติโมกข์ หรือนั่งประกาศข้างหน้าสงฆ์ ก็ได้
๓.   ทำสามีจิกรรม คือ ขอขมาโทษต่อกัน
๔.  เจริญพระพุทธมนต์
๕.  สักการะบูชาปูชนียวัตถุสถานภายในวัด

ซึ่งในวันเข้าพรรษา ถือว่าเป็นกรณียกิจพิเศษสำหรับพระภิกษุสงฆ์ที่จะต้องมีการ “อธิษฐานพรรษา”  ที่ปฏิบัติสืบกันมา
โดย ที่พระภิกษุผู้จะเข้าอยู่จำพรรษาจะต้องจั้งจิตอธิฐาน เปล่งวาจาว่า จะขออยู่จำพรรษาในวัด สถานที่ใดสถานที่
หนึ่ง สถานที่เดียว จนครบกำหนดถ้วนไตรมาส  ๓  เดือน

สำหรับวิธีปฏิบัติคือ เมื่อเสร็จพิธีที่ควรปฏิบัติในเบื้องต้นดังกล่าวแล้ว ให้ภิกษุสามเณรทั้งหมดนั่งคุกเข่าขึ้นพร้อมกัน
หันหน้าไปทางพระพุทธรูปองค์ประธาน แล้วกราบพระ ๓ ครั้ง จากนั้นพระเถระผู้เป็นประธาน หรือเจ้าอาวาสนำ
ประณมมือตั้งว่า “นโม”  ดังนี้

          “นะโม  ตัสสะ  ภะคะวะโต;  อะระหะโต;  สัมมาสัมพุทธัสสะ”  (พร้อมกัน  ๓  จบ)

ต่อจากนั้นนำเปล่งวาจา คำอธิษฐานพรรษา เป็นภาษาบาลีว่า

          “อิมัสะมิง  อาวาเส   อิมัง   เตมาสัง   วัสสัง   อุเปมิ ”   หรือ
          “อิมัสะมิง  วิหาเร     อิมัง   เตมาสัง   วัสสัง   อุเปมิ ”

แปลว่า  “ข้าพเจ้าขออยู่จำพรรษาตลอด  ๓  เดือน ในอาวาสนี้ หรือ ในวิหารนี้”   โดยกล่าวพร้อมกัน  ๓ จบ
เสร็จแล้วจึงกราบพระพร้อมกัน  ๓  ครั้ง  แล้วจึงนั่งราบพับเพียบกับพื้นตามเดิมเป็นอันเสร็จพิธีสงฆ์

๏ ธรรมเนียมราษฎร์

พิธีการปฏิบัติในวันเข้าพรรษาของพุทธศาสนิกชนนั้น สามารถกระทำได้ตั้งแต่ก่อนวันเข้าพรรษา โดยการไปช่วยเหลือ
พระภิกษุสงฆ์ทำความสะอาดเสนาสนะ กุฏิวิหาร หากมีสิ่งใดชำรุดก็จะช่วยกันซ่อมแซม หากมีสิ่งใดชำรุด ก็จะช่วยกัน
ซ่อมแซม เพื่อให้พระภิกษุได้บำเพ็ญศาสนกิจได้อย่างเต็มที่ในช่วงเข้าพรรษา และเมื่อถึงวันเข้าพรรษา พุทธ
ศาสนิกชนจะนิยมทำบุญตักบาตรกัน ๓ วัน คือวันขึ้น ๑๔-๑๕ ค่ำ และวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ และขนมที่นิยมทำกัน
ในวันเข้าพรรษาได้แก่ ขนมเทียน ก่อนวันเข้าพรรษามักมีธรรมเนียมสำหรับอุบาสก อุบาสิกา โดยจะนำเครื่องสักการะ
ไปถวายภิกษุ สามเณรที่ตน เคารพนับถือ เครื่องสักการะนั้นนิยมมีดอกไม้ ธูป เทียน ผ้าอาบน้ำฝน และเครื่องปัจจัยสี่
เช่น สบู่ แปลงสีฟัน ยาสีฟัน กระดาษชำระ เป็นต้น จัดเป็นสักการะถวายเฉพาะรูป นอกจากนี้ พุทธศาสนิกชนบางส่วน
ยังปวารณาต่อพระสงฆ์ เพื่อรับเป็น โยมอุปัฏฐาก จัดหาเครื่องสักการะ หรือจัดหาสิ่งที่ขาดเหลือมาถวายให้แก่พระ
ภิกษุ หรือสามเณร ที่ตนเองนับถือ หรือบางราย ก็รับอาสาจัดหาให้กับพระทั้งวัด ในช่วงระยะเวลา ๓ เดือน 
   

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๙:๐๘ น.
 


หน้า 1 จาก 2