พุทธะดอทคอม

วันจันทร์, ที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ ๑๕:๐๓ น.

พระพุทธศาสนาเสื่อมจากอินเดีย

ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๑๕๐๐ ปี พระพุทธศาสนาก็เริ่มเสื่อมลง เนื่องจากพวกนับถือศาสนาพราหมณ์มีอำนาจในอินเดียเบียดเบียนผู้นับถือพระพุทธศาสนา นอกจากนี้เพื่อความอยู่รอด พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาก็หันไปนิยมลัทธิอาถรรพ์ทำเลขยนต์คาถาอาคม มุ่งความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเรียกกันว่าไสยศาสตร์ และตรวจชะตา ฤกษ์ยาม เป็นต้น ซึ่งเป็นที่นิยมกันในหมู่ประชาชนชาวอินเดียมาแต่เดิม หรือมีอยู่ในศาสนาพราหมณ์นั้นเอง ซึ่งมุ่งหมายจะแข่งกับพวกศาสนาพราหมณ์ ไม่ถือพระธรรมวินัยเป็นสำคัญ ทั้งฝ่ายมหายานและหีนยาน ประมาณ พ.ศ. ๑๗๐๐ ผู้นับถือศาสนาอิสลามมีอำนาจลงมาเป็นใหญ่ในอินเดีย พวกอาหรับแผ่อำนาจไปถึงไหนก็รบพุ่งบังคับให้คนนับถือศาสนาอิสลาม และทำลายศาสนาที่เขานับถืออยู่เดิม เช่น พระ วัดวาอาราม ปูชนียสถานอื่น ๆ ในพระพุทธศาสนาก็ถูกทำลาย จนพุทธบริษัทในอินเดียหมดไป เมื่องกองทัพอิสลามไปตามชายทะเล ตั้งแต่อินเดีย จนถึงเขาแหลมมลายู เกาะชวา ซึ่งนับถือพระพุทธศาสนาเหมือนกัน ก็ถูกกำจัดหมดไปด้วย

ศาสนทูตอินเดีย นำศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนาไปต่างประเทศ

เรื่องราวของอดีตที่ชาวอินเดียนำวัฒนธรรมของตนไปเผยแผ่ยังต่างประเทศต่าง ๆ ฐานะที่ผู้อ่านเป็นชาวพุทธมีความรู้ว่า พระพุทธศาสนาที่แผ่เข้ามายังประเทศไทยในสมัยโบราณก่อนที่ชาวไทยจะอพยพลงมานั้น ดินแดนแห่งนี้เรียกว่าสุวรรณภูมิ หรือ แผ่นดินทอง ผู้ที่นำพระพุทธศาสนาเข้ามา คือท่านพระโสณะ กับท่านพระอุตระเถระ เมื่อประมาณ พ.ศ. ๓๐๐ ปีเศษ ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งโมริยวงศ์ส่งเข้ามา ว่าตามความเป็นจริงแล้วดินแดนสุวรรณภูมินี้อาจจะได้รับพระพุทธศาสนาก่อนสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชก็ได้ เพราะชาวอินเดียได้เดินทางไปค้าขายยังนานาประเทศมานานแล้ว ชาวอินเดียอาจเดินทางมาค้าขายตั้งแต่สมัยก่อนครั้งพุทธกาลหรือก่อน  พ.ศ.๓๐๐ ปี เป็นแต่ว่าสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังประเทศต่าง ๆ นั้นมีหลักฐานปรากฏหรือจะเรียกว่าเป็นทางราชการ ศาสนาพราหมณ์ก็ดี พระพุทธศาสนาก็ดี ที่เผยแผ่นอกออกประเทศเป็นทางราชการนั้นเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวภายหลัง พ.ศ.๓๐๐ ปี เท่านั้น ก่อนระยะเวลาดังกล่าว เป็นการเผยแผ่ออกไปแบบชาวบ้านดังที่สมเด็จกรมพระยาดำรง ทรงพระนิพนธ์ไว้ในตำนานพระพุทธเจดีย์ดังนี้

“ลักษณะที่ชาวอินเดีย พาพระพุทธศาสนาไปเที่ยวสั่งสอนยังนานาประเทศนั้น มีเค้าเงือนปรากฏว่า เพราะการคมนาคมในระหว่างอินเดียกับต่างประเทศมีมาช้านาน บางทีจะมีมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ชาวอินเดียที่ไปค้าขายหรือไปตั้งภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ ใครนับถือศาสนาใดก็พาศาสนานั้นไปประพฤติ และสั่งสอนชาวประเทศนั้น ๆ ให้ประพฤติตามเป็นทำนองเดียวกันทั้งศาสนาพราหมณ์ และพระพุทธศาสนา แต่คติศาสนาทั้งสองนั้นผิดกันในข้อสำคัญ ที่ศาสนาพราหมณ์สอนศาสตราอาคม คือศาสตร์และวิชาไสยศาสตร์เกี่ยวข้องไปถึงการปกครองบ้านเมือง ฝ่ายพระพุทธศาสนาสอนแต่ทางธรรมปฏิบัติ หรือถ้าจะว่าอีกอย่าง ๑ ศาสนาพราหมณ์ให้ประโยชน์ยิ่งและหย่อนกว่ากันตามชั้นของบุคคล ฝ่ายพระพุทธศาสนาให้ประโยชน์เสมอกัน มิได้เลือกชั้นของบุคคลเหตุที่ศาสนาทั้งสองไปเจริญรุ่งเรืองในต่างประเทศผิดกัน ประเทศใดที่ชาวอินเดียได้ไปมีอำนาจปกครองเทศนั้น ศาสนาพราหมณ์มักเจริญรุ่งเรืองเช่นประเทศชวา และประเทศกัมพูชาเป็นต้น ประเทศที่ชาวอินเดียมิได้ปกครองประเทศนั้น พระพุทธศาสนามักรุ่งเรืองเช่นกัน ประเทศจีน ญี่ปุ่น มอญ พม่า ไทย เป็นต้น คติศาสนาทั้งสองนั้นผิดกันอีกอย่างหนึ่งที่พวกถือศาสนาพราหมณ์ไม่สู้ขวนขวายในการเที่ยวสอนศาสนาเพราะอาศัยอำนาจดังกล่าวมาแล้ว ส่วนพระพุทธศาสนาอาศัยแต่ความเสือมใสการเที่ยวสั่งสอนจึงเป็นสำคัญมาแต่ครั้งพุทธกาล เมื่อมาถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชให้เที่ยวสั่งสอนการสอนพระพุทธศาสนาไปยังนานาประเทศ จึงนับถือการในอินเดียว่าเป็นพระเกียรติยศอย่างสำคัญของพระมหากษัตริย์ผู้เป็นพุทธศาสนูปถัมภ์พระมหากษัตริย์องค์ใด ซึ่งเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาได้เป็นใหญ่ขึ้นในอินเดียเช่นพระเจ้ากนิษกะเป็นต้น ก็เอาแบบพระเจ้าอโศกฯ เป็นอย่างให้เที่ยวสั่งสอนพระพุทธศาสนายังนานาประเทศสืบกันมา ก็พวกที่ไปเที่ยวสอนศาสนาย่อมไปตามหนทางคมนาคม ซี่งชาวอินเดียไปมากับประเทศนั้นมาแต่ก่อนเป็นต้น”

อ่านเพิ่มเติม ...

วันจันทร์, ที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ ๑๕:๐๐ น.

ประเทศอินเดียกับพระพุทธศาสนา

ประเทศอินเดีย ซึ่งก็คือส่วนหนึ่งของชมพูทวีป เมืองแม่ของพระพุทธศาสนา ปัจจุบันนี้พระพุทธศาสนาที่เหลืออยู่คือ คือ ปูชนียสถานโบราณ สมาคมมหาโพธิ์ วัดพระไทยพุทธคยา วัดพระธิเบต วัดพระลังกา วัดพระพม่า แต่วัดพุทธศาสนาที่พระอินเดียอยู่ครอบครองนั้นหายาก ชาวอินเดียก็นับถือศาสนาพุทธก็นับตัวได้และก็เป็นครึ่งพุทธครึ่งฮินดู

พระพุทธศาสนา เกิดในชมพูทวีป ซึ่งมีประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศอินเดียเมื่อ ๔๕ ปี ก่อน พ.ศ. คือนับแต่ปีที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และหมดไปจากอินเดีย พระพุทธศาสนา ได้ไปเจริญและตั้งมั่นในประเทศต่าง ๆ นอกประเทศอินเดีย เช่นประเทศศรีลังกา ประเทศไทย พม่า กัมพูชา ลาว จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ธิเบต สุมาตรา และชาติตะวันตกบางประเทศบ้าง

พระพุทธศาสนาในประเทศอินเดียได้แผ่ขยายไปทั่วอินเดีย (หมายถึงอินเดียส่วนใหญ่ไม่ใช่ทั้งหมด) เมื่อครั้งพระเจ้าอโศกมหาราช และพระเจ้ากนิษกะ เรืองอำนาจ แต่บางส่วนของประเทศยังนับถือศาสนาพราหมณ์ จนศาสนาอิสลามแผ่เข้าไปทำให้ชาวอินเดียเป็นอิสลาม พราหมณ์ในส่วนที่อิสลามแผ่ไปไม่ถึงได้เข้มแข็งขึ้นจนกลายเป็นฮินดู พระพุทธศาสนามีเหลือยู่ในที่ๆ บางแห่งก็ค่อย ๆ เสื่อมลงโดยลำดับจนถึงหมดไป

ภายหลังท่านธรรมบาล ชาวลังกา ได้พยายามฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในอินเดีย เช่นได้ปูชนียสถานบางส่วนคืนจากพวกฮินดู และตั้งสมาคมศรีมหาโพธิ์ มีพระลังกาไปอยู่หลายแห่ง เกิดมีวัดพม่า วัดธิเบต วัดจีน ที่ใกล้ปูชนียสถาน และมีวัดไทยที่พุทธคยา ซึ่งวัดหนึ่ง ๆ ก็มีพระไม่เกิน ๑๕ รูป ที่อยู่ประจำ ปัจจัยที่สนับสนุนพระสงฆ์ และวัดเหล่านั้น ก็ได้ไปจากประเทศของชาตินั้น ๆ ชาวอินเดียที่สนใจจะเป็นชาวพุทธก็หายากเต็มที ชาวฮินดูไม่ได้เห็นความสำคัญ เพราะเขาถือว่าพระพุทธเจ้าก็เป็นอวตารหนึ่ง ของพระนารายณ์ ในศาสนาพราหมณ์ ศาสนาฮินดู นั่นเอง

พระพุทธศาสนาในประเทศอินเดียได้มีการเปลี่ยนแปลงภายใน และได้แผ่ขยายออกไปยังต่างประเทศ เริ่มตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ตำนานพระพุทธเจดีย์ พระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า “พระเจ้าอโศกมหาราช ครองราชสมบัติ เมื่อ พ.ศ. ๒๗๐ เป็นรัชกาลที่ ๓ ในราชวงศ์โมริยะ ทรงอุปถัมภ์การสังคายนาครั้งที่ ๓ กำจัดภิกษุที่แสดงคติวิปลาสผิดพระบัญญัติ อาราธนาพระโมคคัลลีบุตรเถรเป็นประธาน ทำสังคายนาธรรมวินัยที่กรุงปาฏลีบุตร สังคายนาครั้งนี้เป็นตติยสังคายนา เป็นการทำสังคายนารวมกันเป็นลัทธินิกายเดียวกันครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นมาก็ทำกันเป็นนิกาย ๆ ไปไม่ได้รวมกัน พระเจ้าอโศกมหาราช นอกจากทรงอุปถัมภ์การทำสังคายนา ก็มีการส่งพระสงฆ์ไปประกาศพระศาสนายังนานาประเทศดังนี้คือ

๑.  ให้พระมหาเทวเถระไปยังมหิสมณฑล (คือแว่นแคว้นข้างใต้ลำน้ำโคทาวารีอันเป็นประเทศไมเสอร์บัดนี้)
๒.  ให้พระรักขิตเถระ ไปยังปรันตะประเทศคือ แว่นแคว้นกะระนะเหนือ อันเป็นเขตเมืองบอมเบย์บัดนี้)
๓.  ให้พระธรรมรักขิตเถระ ไปยังปรันตะประเทศ คือแคว้นตอนชายทะเลข้างเหนือเมืองบอมเบย์บัดนี้)
๔.  ให้พระมหาธรรมรักขิตเถระไปยังมหารัฐประเทศ (คือแว่นแคว้นข้างยอดลำน้ำโคทาวารี)
๕.  ให้พระมัชฌันติกะเถระไปยังกัสมีระ และคันธาระประเทศ (คือที่เรียกว่า
ประเทศแคชเมีย และอาฟกานิสถาน บัดนี้)
๖.  ให้พระมัชฌิมเถระไปยังหิมวันตประเทศ (คือ มณฑลที่ตั้งอยู่เชิงเขาหิมาลัย มีเนปาลราฐเป็นต้น )
๗.  ให้พระมหารักขิตเถระ ไปยังโยนกโลกประเทศ คือเหล่าเมืองที่พวกโยนกได้มาเป็นใหญ่ 
อยู่ในดินแดนประเทศเปอร์เซียบัดนี้)
๘.  ให้พระมหินทรเถระ อันเป็นราชบุตรของพระเจ้าอโศกมหาราช ไปยังลังกาทวีป
๙.  ให้พระโสณะเถระกับพระอุตระเถระ ไปยังสุวรรณภูมิ

เมื่อราว พ.ศ. ๑๐๐๐ ปี การนับถือศาสนาในอินเดียเริ่มเปลี่ยนแปลงไป คือการแข่งขันกันระหว่างศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์ที่มีอยู่โดยลำดับมาช้านาน ทำให้ประชาชนบางส่วนนับถือศาสนาพุทธ กับศาสนาพราหมณ์ปนเปกันไป เหมือนกับคนจีนที่มาอยู่เมืองไทยนาน หรือที่เกิดในไทยนับถือศาสนาพุทธ เช่นบวชในพระพุทธศาสนาปนกับวิธีไหว้ ซึ่งเป็นพิธิดั้งเดิมของจีน ตามจดหมายเหตุของหลวงจีนฮ่วนเวียง (หรือยวนฉาง) ซึ่งไปเมืองอินเดียเมื่อ พ.ศ. ๑๑๗๓ คือพระภิกษุที่เรารู้จักชื่อกันดีในภาพยนตร์จีนเรื่องพระถังซัมจั๋ง อยู่ในประเทศอินเดีย ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๑๗๓ จนถึง พ.ศ. ๑๑๘๘ กล่าวว่าเดินทางไปหาหนังสือพระไตรปิฏกในอินเดีย พระมหากษัตริย์อินเดียองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระเจ้าศีลาทิตย์ ผู้ครองเมืองกุพซ์ (บัดนี้คือเมืองกาโนช) ซึ่งเป็นราชธานีอยู่ในมัชฌิมประเทศ ให้ทำสังคายนาวันแรกแห่พระพุทธรูปออกมาเป็นประธาน วันที่สองแห่รูปพระอาทิตย์ออกมาเป็นประธาน วันที่สามแห่งพระอิศวรออกมาเป็นประธาน พระองค์เป็นศาสนูปถัมภ์ ซึ่งทำให้เกิดสันนิษฐานว่า กษัตริย์ผู้ปกครองได้อนุวัติตามประชาชนที่นับถือคือศาสนาพราหมณ์นิกายต่าง ๆ ที่นับถือศาสนาพุทะโดยเฉพาะ และผู้นับถือทั้งพุทธทั้งพราหมณ์ปนเปกัน จะเห็นได้ในระยะหลังว่าพราหมณ์ ได้อธิบายว่าพระพุทธเจ้าก็เป็นอวตารหนึ่ง ของศาสนาพราหมณ์ ความคิดที่กล่าวถึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พระพุทธศาสนาหมดไปจากอินเดีย” ที่อิสลามแผ่ไปถึง

ทางฝ่ายเหนือของอินเดีย คือประเทศเนปาล ธิเบต และเมืองกลางทวีปเอชียบางเมือง
ทางฝ่ายใต้ มีเกาะลังกา ทางตะวันออก มีประเทศพม่า มอญ ไทย เขมร ญวน จีน เกาหลี และญี่ปุ่น ที่พระพุทธศาสนาตั้งมั่นอยู่

อ่านเพิ่มเติม ...

วันจันทร์, ที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ ๑๔:๕๑ น.

จุดมุ่งหมายแห่งนิกายมหายานและหีนยาน

หีนยาน หรือ นิกายใต้

เป็นฝ่ายรักษาของดั้งเดิม ตามที่มีมาในพระไตรปิฎก ธรรมวินัยแบ่งเป็นขั้นตอนกล่าวคือ วินัยศีล กำหนดให้รักษาตามเพศ ตามฐานะ ตามความสามารถเช่น ศีล ๕-๘-๑๐-๒๒๗ เป็นต้น สำหรับธรรมนั้น มีมากตามจริตอัธยาศัยของตน ซึ่งบางส่วนก็คล้ายศีล คือ ปฏิบัติตามเพศฐานหรือวัย เช่นฆราวาสธรรม สารณียธรรม เป็นตัวอย่าง ซึ่งแบ่งอย่างกว้าง ๆ คือ โลกียะและโลกุตระ อย่างที่เรามีอยู่ ซึ่ง จุดหมาย คือ ความสุขในโลกนี้ และความหลุดพ้นจากโลกนี้

นิกายใต้ ปฏิบัติพระไตรปิฏกเป็นหลัก มีข้อแตกต่างกันไปตามข้อปลีกย่อย การแตกแยกเป็นนิกายออกไป ก็เนื่องด้วยความเห็นไม่ลงรอยกันในข้อปลีกย่อย เช่นสังคายนาครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ เป็นตัวอย่าง แต่จุดหมายปลายทางเหมือนกัน คือการปฏิบัติธรรมเนียมเพื่อชำระตนให้หลุดพ้นจากกิเลส เพื่อความเป็นอรหันต์แห่งตนเอง ทำตัวให้เป็นคนดี เป็นผู้หลุดพ้นให้เป็นตัวอย่าง ให้คนอื่นเลื่อมใสและเชื่อฟัง จะได้ทำตัวให้เป็นอรหันต์ หมดทุกข์ต่อไปด้วย

นิกายใต้ ทำตัวให้หลุดพ้น ช่วยสอนคนอื่นให้รู้วิธีหลุดพ้น ให้คนอื่นปฏิบัติให้หลุดพ้นเหมือนกับตนด้วยเขาเอง

มหายาน หรือ นิกายเหนือ
แม้จะมีศีลเหมือนกันแต่บางสาขาของนิกายไม่มีศีลเลย คงมีแต่ธรรมเท่านั้น ซึ่งมุ่งเป็นพระโพธิสัตว์ผู้มีหน้าที่ปลดทุกข์ให้แก่สัตว์ โลก นิกายฝ่ายเหนือตำหนินิกายฝ่ายใต้ว่าเห็นแก่ตัว ใจแคบ เพราะสอนว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ความบริสุทธิ์เป็นของใครของมัน คนอื่นเป็นที่พึ่งไม่ได้ พูดง่าย ๆ คือ สอนให้เอาตัวรอดอย่างที่เรียกว่า ตัวใครตัวมัน สอนปัญญาว่าเลิศเป็นเครื่องมือระงับทุกข์แก่ตนเอง เมื่อปัญญานั้นปราศจากกรุณาแล้ว ปัญญาก็เป็นเครื่องมือที่ไร้ประโยชน์สำหรับคนอื่น คงเป็นประโยชน์แก่ตัวเองเท่านั้น นอกจากนี้ท่านอาจารย์ใหญ่ฝ่ายนิกายเหนือชื่อ ศานติเทวะ เกิด พ.ศ. ๑๒๓๔ ได้บรรยายถึงจิตใจของผู้เป็นพระโพธิสัตว์

“ข้าพเจ้าจะเป็นยารักษาคนไข้ จนกว่าความเจ็บไข้จะหมดไป ข้าพเจ้าจะเป็นผู้ดับความหิวกระหายด้วยอาหาร และเครื่องมือ ขอให้ข้าพเจ้าเป็นคลังพัสดุสำหรับคนยากจน อย่างไม่รู้หมด และแจกจ่ายพัสดุต่าง ๆ แก่คนยากจนตามความจำเป็นชีวิต ความอิ่มใจ ความดีที่ได้สร้างสมมาในชาติอดีต ปัจจุบันและอนาคตของข้าพเจ้า ขออุทิศให้ด้วยความเต็มใจเพื่อสรรพสัตว์จะได้บรรลุจุดหมายแห่งชีวิตของตน”

จุดหมาย ของมหายาน คือปฏิบัติเพื่อเป็นพระโพธิสัตว์ด้วยการปฏิบัติตามปณิธาน
หรือปฏิญาณของพระโพธิสัตว์ ๔ อย่าง ดังที่ได้กล่าวในตอนว่าด้วยพระโพธิสัตว์

เมื่อปฏิบัติถึงขั้นเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว จะต้องท่องเที่ยวในสังสารวัฏ เพื่อปลดเปลื้องทุกข์ หรือกวาดล้างอธรรมไปจากโลก เมื่อทุกคนเข้าถึงความเป็นพุทธแล้ว ผู้เป็นพระโพธิสัตว์มีบารมีเต็ม และไม่มีสัตว์อื่นให้ขนต่อไป ตนเองจึงจะเข้าสู่ความเป็นพุทธะ

นิกายเหนือ เบื้องต้นก็เหมือนนิกายใต้ทำตัวให้หลุดพ้นช่วยคนอื่นให้หลุดพ้นไปด้วย คือทำไปพร้อมกัน แต่เมื่อตัวหลุดพ้นแล้วยังปฏิบัติหน้าที่ต่อไปโดยช่วยคนอื่นให้หลุดพ้น

พิจารณาตามสภาพสังคมปัจจุบันแล้ว การช่วยตนเองขณะเดียวกัน ก็ช่วยคนอื่นไปพร้อมกันเป็นหลักการที่ถูกต้อง การช่วยตัวเองโดยไม่คำนึงถึงคนอื่น เป็นความเห็นแก่ตัว เป็นการทำลายมากกว่าการสร้างสรรค์ คนที่ไม่ช่วยตัวเอง คอยแต่ให้คนอื่นช่วย คนนั้นก็เสื่อมสังคมที่คนคอยแบมือขอโดยไม่ช่วยตัวเอง ปล่อยให้คนอื่นช่วยฝ่ายเดียว สังคมเช่นนั้นก็จะเสื่อมถอยมากกว่าเจริญมิใช่หรือ

โลกปัจจุบันกำลังหลงใหลฟุ้งเฟ้อด้วยวัตถุ ย่อมเป็นการยากที่คนจะเห็นแก่คนอื่น ถ้าไม่มีจิตใจที่ได้บ่มอบรมถึงขนาดพอควร สังคมที่เอารัดเอาเปรียบย่อมเห็นแก่ตัวพวกของตัวเป็นที่ตั้ง สังคมได้ใช้ไม้แข็งแก้ คือกฎหมายเข้าเสริมแต่ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะผู้ตรากฎหมายก็ดี ผู้รักษากฎหมายก็ดี ผู้จะปฏิบัติตามกฎหมายก็ดี มีเบื้องหลังคือเพื่อตัวเอง ยิ่งกว่าเพื่อผู้อื่นตามตัวหนังสือ สังคมเช่นนี้จึงยังไม่บรรลุเป้าหมายนิกายใต้ก็ดี เหนือก็ดี หลักธรรมนั้นดีด้วยกันทั้งนั้น แต่ทางปฏิบัติเท่าที่ปรากฏอยู่ตรงตามหลักธรรมน้อยมาก ความทุกข์เข็ญจึงมีกระจายอยู่ทั่วไป การที่แต่ละนิกายตำหนินิกายอื่นยก นิกายตนนั้นเป็นลักษณะถามเองตอบเอง ยกตนเองทับถมคนอื่นหรือปิดปมด้วยของตนเอง การอวดกันในหลักการวิธีการว่าวิเศษกว่ากัน แต่ผลไม่ได้เท่าที่ควร นั่นเป็นความเพ้อเจ้อมากกว่า เป็นความจริง ลักษณะเช่นนี้ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมรับว่าอีกฝ่ายหนึ่งเหนือกว่า

ความจริงนั้นหีนยานใต้ และมหายานเหนือ ต่างก็มีหลักการเหมือนกัน แต่วิธีการต่างกันเท่านั้น ส่วนผลนั้นยากที่จะตัดสินว่า ใครเหนือกว่าใคร และไม่ควรจะแข่งขันกัน เพราะไม่ใช่กีฬา และไม่มีกรรมการตัดสิน ในหนังสือเปรียบเทียบลัทธิของโลก ของดอกบัวขาวและพิภพ ตังคณะสิงห์ได้เปรียบเทียบนิกายหีนยานและมหายานตอนหนึ่งดังนี้ ฝ่ายมหายานมีแนวความคิดกว้างขวางและเป็นเสรี มากกว่าหีนยานซึ่งเกิดมาก่อน มิใช่แต่ในด้านการดำเนินชีวิตอย่างเดียว แต่ในด้านปรัชญาและทัศนคติ เรื่องโลกโดยทั่วไปอีกด้วย จริงอยู่ฝ่ายมหายานบางทีก็เตลิดไปไกลเกินไป เพราะปล่อยเสรีภาพเกินไป ในการแปลความหมายคำสอนของพระพุทธเจ้า ฉะนั้นการปล่อยให้คิดได้กว้างขวางโดยเสรีนี้ บางคราวก็เลยพาให้ออกนอกขอบเขตที่ควรไป ความตึงเครียด และความอิสรเสรี หีนยานและมหายาน จึงควรจะนำมาดึงถ่วงกันไว้เพื่อให้เกิดผลดีที่สุด จากแต่ละฝ่ายแก่พระศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาคปฏิบัติของการดำเนินชีวิต

อ่านเพิ่มเติม ...

วันจันทร์, ที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ ๑๔:๓๐ น.

ศานากับนิกาย และเหตุให้เกิดนิกาย

ศาสนาสำคัญ ๆทุก ๆ ศาสนา เช่น คริสตศาสนา อิสลาม ศาสน (หรือจะเรียกเป็นลัทธิก็ตามใจชอบ) พราหมณ์ หรือฮินดู รวมทั้งพระพุทธศาสนาด้วย ต่างก็มีอยู่หลายนิกายด้วยกัน คริสตศาสนามีนิกายสำคัญคือ นิกายคาธอร์ลิก โปรเตสแตนท์ ซึ่งแต่ละนิกายก็แยกเป็นเป็นสาขาออกไปอีกนับเป็นหลาย ๆ สิบสาขา

ศาสนาอิสลามมีนิกายสำคัญคือ นิกายสุหนี่ นิกายซิเอต์ คือ เจ้าเซน ซึ่งต่างก็มีนิกายย่อยลงไปอีก

ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูมีลัทธิพิธีแตกต่างกันเป็นอันมาก และมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง คงเดิมบ้าง นับถือเฉพาะแม่เจ้ากาลีบ้าง เฉพาะพระศิวะบ้าง ฯลฯ

พระพุทธศาสนา ผู้นับถือพระพุทธศาสนา ก็มีคติเหมือนกับผู้นับถือศาสนาอื่น คือมีความคิดเห็นแตกแยกกัน เห็นไม่ตรงกัน

ศาสนาสำคัญของโลกทุกศาสนาเกิดนิกายขึ้น เพราะความเห็นเกี่ยวกับวินัย หรือหลักธรรมในศาสนาของตน เห็นไม่ตรงกันแยกไปตั้งหมู่คณะของตนที่มีความคิดเห็นตรงกัน เช่น ท่านมาตินลูเธอร์ ผู้ให้กำเนิดนิกายโปรเตสแตนท์ในคริสตศาสนาเป็นต้น

พระพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกัน เดิมทีเดียวไม่มีนิกาย เช่น พระพุทธศาสนา ก่อนทำสังคายนาครั้งที่ ๒ ยังไม่มีนิกาย แต่เมื่อพูดถึงความเห็นแตกแยกกัน ก็เริ่มเกิดตั้งแต่ภายหลังที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานได้ ๗วัน ซึ่งเป็นเหตุให้พระมหากัสสปะชุมนุมสงฆ์ทำสังคายนาครั้งที่๑ ครั้นถึงสังคายนาครั้งที่ ๒ สงฆ์ได้แยกออกเป็นสองคณะอย่างชัดเจนคือ ฝ่ายเถรวาท และฝ่ายอาจาริยวาท ซึ่งเป็นนิกายขึ้นแล้ว แต่ยังไม่มีชื่อเรียกเป็นทางราชการทางประวัติศาสตร์ เช่น ทำการสังคายนาของพระเจ้าอโศกมหาราช และของพระเจ้ากนิษกะ เกิดเป็นนิกายฝ่ายใต้ นิกายฝ่ายเหนือ หรือเรียกหีนยานมหายานจนบัดนี้ ซึ่งแต่ละนิกายก็มีนิกายย่อยออกไปอีก

เหตุให้เกิดนิกาย

ได้กล่าวมาแล้วว่านิกายเกิดขึ้น เพราะความเห็นเกี่ยวกับวินัยหรือหลักธรรมในศาสนาของตนไม่ตรงกัน นี่เป็นเพียงสาเหตุหนึ่งเท่านั้น สาเหตุที่สำคัญอีกสองประการ คือ สภาพแวดล้อมของสังคมเกี่ยวกับดิน ฟ้า อากาศ และความนึกคิดเกี่ยวกับจารีตประเพณีที่แตกต่างกันออกไป

ความเข้าใจพระพุทธพจน์ต่างกัน การหันเข้าหาความสะดวกล้วนเป็นบ่อเกิดแห่งการแตกแยกจนเกิดเป็นนิกายขึ้น สำหรับพระพุทธศาสนานอกจากสาเหตุดังกล่าวแล้ว ยังมีหลักฐานในพระไตรปิฏกซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดความคิดเห็นไม่ตรงกัน จนเกิดเป็นนิกาย คือ

๑.  ในมหาปรินิพพานสูตร พระพุทธพจน์ที่ว่า “อานนท์เมื่อหมดเราแล้ว ธรรมวินัยที่เราทรงสอนไว้ 
เป็นศาสดาแทนเรา และว่าสงฆ์ปรารถนา ก็เพิกถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้” ภิกษุที่เคร่งครัดในธรรมวินัย
ที่เรียกว่าอนุรักษ์นิยมเห็นว่าไม่สมควรเพิกถอนสิกขาบทใด ๆ ทั้งสิ้น คำสอนมีอย่างไรก็ปฏิบัติอย่างนั้น
แต่ภิกษุบางรูปเห็นว่า สมควรจะมีการเพิกถอนสิกขาบทที่ไม่สำคัญได้บ้าง เพื่อความแผ่ไพศาลแห่งศาสนา 
(เช่น คดีฝ่ายมหายาน) และเหมาะสมกับสังคมทันสมัย

๒.   ในมหาปรินิพพานสูตร เช่นเดียวกันกับในข้อ ๑ หลักตัดสินพระธรรมวินัยที่เรียกว่า มหาประเทศ ๔ คือ
๑.   สิ่งใดไม่ได้บัญญัติไว้ว่าควร แต่เข้ากันได้กับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควร
๒.   สิ่งใดไม่ได้บัญญัติไว้ว่าควร แต่เข้ากันได้กับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควร
๓.   สิ่งใดไม่ได้ทรงบัญญัติไว้ว่าควร แต่เข้ากันได้กับสิ่งที่ไม่ควรขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควร
๔.   สิ่งใดไม่ได้ทรงบัญญัติไว้ว่าไม่ควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่ควร ขัดต่อสิ่งไม่ควร สิ่งนั้นควร

นี่เองที่ทำให้ตีความในหลักธรรมแตกต่างกันออกไป เพราะพระพุทธพจน์ คือพระบาลีนั้นเป็นคำสั้น ๆ  ซึ่งพระบาลีนั้นมีปัญหาว่า คำนั้น ๆ หมายความโดยละเอียดอย่างไร เช่น คำว่ากาลโภชน์ การฉันอาหารในกาลไม่มีปัญหาว่า ตั้งแต่เวลาไหนถึงไหน แต่มาภายหลังพุทธกาล ฝ่ายเถรวาทอธิบายว่า กาลโภชน์- กาล หมายถึง ตั้งแต่รุ่งอรุณจนถึงเที่ยงวัน แต่ฝ่ายอาจาริยวาทตีความว่าตั้งแต่อาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก เป็นกาลโภชน์ฉันอาหารได้พ้นจากนั้นเป็นเวลาวิกาล ฉันมิได้เป็นตัวอย่าง วินัยก็ดี ธรรมะก็ดี บางข้อในสมัยพุทธกาลไม่เป็นปัญหา แต่ตกมาหลังพุทธกาล ถ้าคำอธิบายของพระอรรถกถาจารย์ก็ดี พระฏีกาจารย์ก็ดีหรือพระเกจิอาจารย์ก็ดี ไม่ปรากฏในคัมภีร์ ธรรมหรือวินัยข้อนั้นก็มีการตีความกัน เช่น เรื่อง กาล วิกาล เกี่ยวกับพระวินัยดังกล่าวแล้ว ยิ่งเกี่ยวกับธรรมะยิ่งเกิดเป็นปัญหามาก เช่น คำว่าสติ กับสัมปชัญญะ สติมาในธรรมหลายหมวด การตีความหมายหมวด มี ๒ ทาง คือ ตีตามที่มาในหมวดธรรมนั้น ๆ  อย่างหนึ่ง ตีตามที่ตนเข้าใจอย่างหนึ่ง  สัมปชัญญะมาในที่ต่าง ๆ น้อยแห่งกว่า สติ ความหมายก็สั้น เมื่อเกิดปัญหา สัมปชัญญะ คือความรู้ตัว คือรู้อย่างไร ก็จำเป็นต้องอธิบายตามความเข้าใจของผู้อธิบาย ซึ่งนักธรรมด้วยกันก็อธิบายใกล้เคียงกันบ้างเหมือนกันบ้าง ต่างกันไปบ้าง จนบางทีผู้มีความสงสัยหัวข้อธรรมนั้น ๆ ไม่อาจปลงใจว่าของใครถูก เมื่อเกิดปัญหาวินัยหรือธรรมะในคัมภีร์ขึ้นผู้เป็นคณาจารย์หรือหัวหน้าอธิบายอย่างไร ลูกศิษย์ก็เชื่อตามถ้าผู้เป็นอาจารย์อีกคณะหนึ่งอธิบายไปอีกอย่างหนึ่ง ลูกศิษย์ก็เชื่อตามอาจารย์ ความเห็นไม่ตรงกัน ปฏิบัติไม่ตรงกันก็เกิดขึ้น ยิ่งถ้าผู้มีอำนาจ เช่นพระมหากษัตริย์ เป็นผู้ทรงสนับสนุนทำสังคายนา เหมือนพระเจ้าอโศกมหาราช และพระเจ้ากนิษกะเป็นตัวอย่าง นิกายหรือสาขาของนิกาย เหมือนกับพรรคการเมืองของชาวบ้าน

ครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าประทับที่ป่าประดู่ลาย เมืองโกสัมพีพระพุทธเจ้าทรงประทับเป็นประธานท่ามกลางสงฆ์ ทรงกำใบประดู่ลายจำนวนหนึ่งแล้วรับสั่งถามภิกษุว่า ใบประดู่ที่พระองค์กำอยู่กับใบประดู่ลายที่อยู่บนต้นไหนจะมากกว่ากัน ภิกษุทราบทูลว่าประดู่บนต้นมีมากกว่า พระพุทธเจ้ารับสั่งว่าคำสอนของพระองค์ก็เช่นเดียวกัน ที่สอนมีน้อยกว่าที่ไม่สอน เพราะอะไร เพราะคำสอนที่ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ คือความประพฤติอย่างพรหม เป็นต้นว่าความเบื่อหน่าย ความสิ้นกำหนัด ความดับ ความสงบ ฯลฯ พระองค์ไม่ทรงสอน

ทั้ง ๓ ประเด็นที่ยกมานี้แสดงให้เห็นว่า การอธิบายวินัยบางสิกขาบทหัวข้อธรรมให้เข้ากัน กับชีวิตประจำวันได้นั้นยาก ที่จะให้ตรงกันได้ เพราะตัวอย่างตามคัมภีร์นั้นเป็นเรื่องราวในอดีต ซึ่งมีสภาพแวดล้อมไม่เหมือนกับปัจจุบัน เรื่องราวในคัมภีร์เป็นเพียงส่วนประกอบในการอธิบาย ที่จะให้เข้าใจจริง ๆ ต้องเข้าใจวินัยหรือธรรมข้อนั้น ๆ โดยตลอด นี่พูดถึงผู้อธิบาย ผู้รับก็ต้องมีพื้นสภาพแวดล้อมพอที่จะรับฟังใฟ้เข้าใจได้ด้วย จึงจะสำเร็จประโยชน์การถกเถียงกัน มีความเห็นไม่ตรงกันในการตีความหมายหัวข้อธรรมะบางข้อ ย่อมมีขึ้นได้เสมอ ซึ่งเรียกอย่างภาษาวัดว่าทิฏฐิไม่เสมอกัน ตามภาวะของปุถุชน ก็เกิดเรื่องทำนองคนตาบอดคลำช้างขึ้น

สำหรับการอธิบายธรรม การสอนธรรมยกหัวข้อธรรมจากคัมภีร์มาสอนคนปัจจุบัน หากผู้รับฟังมีพื้น ศรัทธาจริตเป็นทุนเดิม ก็ไม่เป็นการลำบาก แต่คนที่เป็นพุทธิจริต  ความลำบากย่อมตามมา คือเชื่อยากเท่าที่เป็นอยู่ในบัดนี้ มีนักธรรม- นักสอนธรรมอยู่ ๓ จำพวกคือ พวกสอนตามคัมภีร์ พวกสอนนอกคัมภีร์และพวกสอนทั้งในคัมภีร์และนอกคัมภีร์

พวกที่หนึ่ง  สอนธรรมตามตำรา นำหัวข้อธรรมขึ้นตั้งเป็นกระทู้ แล้วนำเรื่องราวที่ปรากฏในคัมภีร์มาประกอบ 
การตีความหมายหัวข้อธรรมตามที่พระอรรถกถาจารย์ ฯลฯ แก้ไว้แล้วก็สรุปจบลงง่าย ๆ
พวกที่สอง   สอนธรรมนอกคัมภีร์ (ตำรา) ยกหัวข้อธรรมขึ้นแล้วอธิบาย นำเรื่องมาประกอบ ซึ่งคำอธิบาย
กับเรื่องไม่ตรงกับหัวข้อธรรม
พวกที่สาม   เป็นนักสอนธรรมที่หายาก ยกธรรมมาอธิบายกับชีวิตปัจจุบันอย่างกลมกลืนสนิท
แตกฉานทั้งหลักธรรมและเข้าใจปัญหาชีวิตเป็นอย่างดี ผู้ฟังเข้าใจได้ความรู้
คนพวกที่สามมีน้อยกว่าสองข้างต้น หาได้ยาก

ข้อแตกต่างที่นับว่าสำคัญของนิกายใหญ่ทั้งสองก็คือ

๑.  ทิฎฐิ หรือแนวความคิดต่างกัน รากฐานอันสำคัญในการบรรลุเป้าหมายของมหายาน คือ ศรัทธา
ถ้าถามว่า ศรัทธาอย่างไร ตอบว่ามหายานถือว่า ศรัทธาเป็นหลักสำคัญ ที่จะให้ผู้นับถือพระพุทธศาสนา
บรรลุธรรม คือ ศรัทธาในพระพุทธะ หรือในพระพุทธเจ้า ด้วยแรงของศรัทธาจะทำให้เชื่อและปฏิบัติตาม
คำสอนอย่างมีชิวิตจิตใจแล้วจะได้บรรลุธรรม ความเชื่อนี้จะทำให้ผู้ปฏิบัติไม่ลังเล ปฏิบัติอย่างถวายชีวิต
แต่ฝ่ายหีนยานไม่ปฏิเสธศรัทธาว่ามีค่าน้อย แต่ว่าหมวดธรรมใดมีศรัทธาอยู่ด้วย หมวดธรรมนั้นก็จะมี
ปัญญากำกับอยู่ เชื่อในกรรมว่าสัตว์โลกมีกรรมเป็นของตน กรรมจำแนกให้สัตว์ต่างกัน เชื่อว่าทำดีได้ดี
ทำชั่วได้ชั่ว และเชื่อในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แม้กระนั้นคัมภีร์ ในนิกายฝ่ายใต้ก็เห็นว่าปัญญา
สูงกว่าศรัทธา การเลือกเฟ้นหลักธรรมว่าถูกต้องเพียงไรก็ดี หลักสัปปุริธรรมต่างมีปัญญาเป็นพื้นฐาน
รวมความก็คือ รากฐานในนิกายมหายานยึดหลักว่า สทฺธาย ตรติ โอฆํ คนข้าม โอฆะ ได้เพราะศรัทธา
หีนยานยึดหลักว่า ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ คนจะบริสุทธิ์ได้เพราะปัญญา

๒.  สังคมหรือสภาพแวดล้อมที่รักษาคัมภีร์ ของแต่ละฝ่ายแตกต่างกันทางนิกายฝ่ายใต้นับตั้งแต่สังคายนา
ครั้งที่ ๓ ที่พระเจ้าอโศกมหาราชเผยแผ่ศาสนาไปยังประเทศต่าง ๆ นั้น นิกายฝ่ายใต้คือ ลังกา พม่า ไทย
ลาว เขมร ซึ่งเป็นประเทศนับถือนิกายนี้ ต่อมานิกายมหายานก็ได้แผ่เข้ามาอีกในประเทศไทย เขมา พม่า
และลาว แต่ลังกานั้นมหายานไม่เข้าไปลังกาสมัยศาสนาเสื่อมก็มี เจริญก็มี มาถึงสมัยหลังสุดนิกายนั้น
พุทธศาสนา ในลังกากำลังเจริญได้แผ่มายัง พม่า ไทย เขมร และลาว อันเป็นคัมภีร์พระไตรปปิฎกฉบับ
ปัจจุบันของชาติต่าง ๆ เหล่านี้ มาจากแหล่างเดียวกัน เป็นคัมภีร์ที่รักษามาตั้งแต่เดิมฉบับเดียวกัน
ส่วนที่แผ่ไปยังภาคอื่นนั้น ตั้งอยู่ไม่มั่นคง ก็ถูกศาสนาอื่นเช่น พราหมณ์บ้าง ฮินดูบ้าง และมหายานเองบ้าง
ทำให้สิ้นลมปราณไปเหลืออยู่เฉพาะประเทศที่กล่าวนามข้างต้น

ทางนิกายฝ่ายเหนือ
นับตั้งแต่สังคายนาของพระเจ้ากนิษกะ ซึ่งทำอยู่ในภาคเหนือของอินเดีย ได้เผยแผ่ไปยังที่ข้างเคียง คือ ธิเบต จีน เกาหลี เนปาล มองโกเลีย ญี่ปุ่น ญวน ภาคเหนือของอินเดีย ศาสนาพราหมณ์ยุคพัฒนาซึ่งเป็นฮินดูนั้น พระพุทธศาสนาต้องต่อสู้ และสภาพแวดล้อมของคนในที่นั้น เป็นเหตุให้นักปราชญ์อธิบายหลักธรรมและพิธีของศาสนาให้เหมาะกับคนและท้องถิ่นนั้น ๆ คณาจารย์แต่ละท่านได้ค้นหาวิธี และแต่งคัมภีร์ประกาศศาสนา จนเกิดสูตรมากหลาย ซึ่งพ้องกับของหีนยานโดยชื่อเหมือนกันบ้าง แตกต่างกันบ้าง แต่มีพระสูตรอีกมากหลายที่ไม่มีในคัมภีร์นิกายฝ่ายใต้ เช่น สัทธรรมบุฑณริกสูตร เป็นต้น

สัทธรรมบุณฑริกสูตร

ในประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น นิกายใหญ่ต่างนับถือสัทธรรมบุณฑริกสูตรเป็นสูตรสำคัญกว่าพระสูตรอื่น เป็นพระสูตรแท้สูงสุดแลเป็นมหายานแท้ พระสูตรนี้แบ่งเป็น ๒๘ บท มี ๒ ภาค มีบทเท่ากัน

๐  ภาคต้น   กล่าวถึงธรรมะต่าง ๆ ซึ่งเป็นความรู้ที่จะทำคนให้เป็นพุทธะ
๐  ภาคปลาย  กล่าวถึงความจริงอันลึกซึ้ง เกี่ยวกับความเป็นพุทธะเป็นญาตุที่มีอยู่ในทุกตัวตน
ความเป็นพุทธะหรือพุทธภาวะนี้เป็นดั้งเดิม จักรวาลสากลจักรวาล ก็เป็นสภาพดั้งเดิม
ชีวิตมีอยู่ตลอดกาล ชีวิตหนึ่ง ๆ ก็คือกระจิดริดหนึ่งของชีวิตดั้งเดิม พุทธะก็ดีชีวิตก็ดี
มีอยู่ตลอดกาล

คำสอนของพระพุทธเจ้าตลอด ๔๕ พรรษา แบ่งเป็นคำสอนชั้นเตรียมเป็นเวลา ๓๗ ปี ซึ่งเป็นคำสอนตอนต้นคำสอนตอนปลาย ๘ ปี หลังเป็นคำสอนสูงสุดรวม ๔๕ ปี แต่มหายานแบ่งเป็นทรงประกาศศาสนา ๕๐ ปี ดังนี้

๑.  เริ่มตั้งแต่สอนภิกษุปัญจวัคคีย์ คือ คำสอนที่ปรากฏในพระไตรปิฎก (ของหีนยาน) เป็นเวลา ๑๒ ปี
๒.  เป็นคำสอนศึกษาได้จากพระสูตร (หมายถึงของมหายาน) เช่นไวปุลยะสูตร ทรงสอนวิธีนี้ ๑๖ ปี
๓.  ทรงสอนวิธีเหมาะแก่การใช้ความคิด ตรึกตรองลึกซึ้งกว้างขวางทรงสอนวิธีนี้อยู่ ๑๔ ปี
๔.  คำสอนแท้และสูงสุดของพระพุทธศาสนา เป็นแก่นแห่งพระพุทธศาสนา ทรงสอนวิธีนี้อยู่ ๘ ปี

คัมภีร์มหายานได้แยกระยะกาลแห่งการประกาศพระศาสนาของพระพุทธเจ้าเป็นระยะตั้งแต่ ๑-๓ เป็นคำสอนขั้นต้น เตรียมพื้นฐาน เพื่อรับคำสอนเบื้องปลาย คือ สัทธรรมบุณฑริกสูตรสูงสุด ที่กล่าวมานี้เป็นของนิกายใหญ่ในจีน และญี่ปุ่น เท่านั้น

ตำนานทางฝ่ายใต้

พระเทวทัต ได้พยายามแยกคณะจากพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งพระพุทธองค์ทรงพระชนม์อยู่ ภายหลังพระเทวทัตสำนึกผิดและสงฆ์ก็มิได้แตกกันคือ เมื่อพระพุทธองค์รับสั่งให้อัครสาวกไปชี้แจง สามารถนำพระที่เข้ากับพระเทวทัตกลับมา

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานได้ ๗ วัน หลวงตาบวชเมื่อแก่ชื่ออสุภัททะ ได้กล่าวกับภิกษุบางรูป ไม่ให้เสียใจที่พระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานว่า “พระสมณโคดม ตายเสียแล้วก็ดี เมื่ออยู่บัญญัติวินัยจู้จี้กวนใจ ต่อไปจะทำอะไรไม่ต้องกลัวใครว่ากล่าวทักท้วงอีก” พระมหากัสสปะได้นำทำสังคายนาครั้งแรก เพราะเหตุนี้ การร้อยกรองพระธรรมวินัยเป็นหมวดหมู่ด้วยปากเปล่า มิได้เป็นลายลักษณ์อักษร

เมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๐๐ ปีเศษ เกิดปัญหาวัตถุ ๑๐ อย่าง และการขอเงินชาวบ้านของภิกษุวัชชีบุตรชาวเมืองไพสาลีมีสาระสำคัญคือ การฉันอาหารหลังเที่ยงและการรับทรัพย์สินเงินทองเป็นต้น พระที่เห็นว่าสมควรก็มี พระที่คัดค้านว่าไม่ควรก็มี พระสงฆ์ฝ่ายที่เห็นว่าไม่สมควร มีพระยศเถระเป็นหัวหน้า ว่าไม่ควรแก้ไขพระวินัยผิดไปจากที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ แม้จะมีข้อแก้ไว้ก็ดี เพราะไม่สามารถรู้ได้ว่าควรไม่ควรเพียงไร รักษาตามบัญญัติไว้เดิมดีกว่า สงฆ์คณะนี้เรียกชื่อว่า “เถรวาท” เพราะปฏิบัติตามที่พุทธสาวกได้ทำสังคายนามาตั้งแต่ครั้งที่ ๑ ส่วนพระสงฆ์อีกฝ่ายหนึ่ง คือ พระภิกษุชาววัชชี เป็นต้น ถือว่าการทำเช่นนั้นสมควร ไม่ผิดบัญญัติ สงฆ์คณะนี้เรียกว่า “อาจาริยวาท” เพราะถือตามมติอาจารย์แก้ไขไว้ พระยศเถระจึงนิมนต์พระคณาจารย์มีพระสัพพกามีและพระเรวัติ เป็นต้น กับคณะสงฆ์เป็นจำนวนมาก รวมประมาณ ๗๐๐ องค์ พร้อมกับยกสังคายนาเป็นครั้งที่ ๒ พระเจ้ากาลาโศกราชทรงเป็นอุปถัมภ์ ทำอยู่ ๘ เดือนจึงสำเร็จ

ครั้งที่สำคัญคือ ครั้งที่ ๓ พระพุทธศาสนาล่วงไปได้ ๒๐๐ ปีเศษ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ ทำสังคายนาเสร็จประมาณ พ.ศ. ๒๓๕ พระโมคคัลลีบุตรเป็นประธาน เป็นครั้งแรกที่พระพุทธศาสนาแผ่ไปยังนานาประเทศอย่างกว้างขวางเหตุแห่งการสังคายนาครั้งนี้คือ มีพวกปลอมบวชในพระพุทธศาสนาเพื่อเห็นแก่ลาภ ไม่ปฏิบัติธรรมวินัย

การทำสังคายนาครั้งที่ ๔-๕ ในประเทศศรีลังกา รายละเอียด ไม่นำมากล่าวในที่นี้ สำหรับประเทศอื่น  ๆ เช่น พม่า ไทย ฯลฯ ก็เคยชำระสะสางพระไตรปิฎก โดยถือเป็นการสังคายนากันเหมือนกัน ข้อสำคัญคือประเทศลังกา พม่า ไทย เขมร และลาว เป็นนิกายหีนยานมีพระไตรปิฎกมาจากแหล่งเดียวกัน คือธรรมวินัยที่สังคายนามาตั้งแต่ครั้งที่ ๓-๔ และ ๕ ซึ่งเป็นฉบับมาจากลังกา

นิกายฝ่ายเหนือเริ่มต้นตั้งแต่การสังคายนาครั้งที่ ๔ (หมายถึงที่ทำในประเทศอินเดียต่อจากครั้งที่ ๓ ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นองค์อุปถัมภ์ พระเจ้ากนิษกะ (พ.ศ. ๖๒๑-๖๔๒) เป็นองค์อุปถัมภ์ในการสังคายนาครั้งที่ ๔ จารึกธรรมวินัยเป็นภาษาสันสกฤต ทำที่ภาคเหนือของประเทศอินเดีย คือแคว้นกาษมีระ ในรัชสมัยของพระองค์พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานได้แผ่ไปทั่วทุกสารทิศมีคัมภีร์เกิดขึ้นเป็นอันมาก ความจริงคัมภีร์ต่าง ๆ ก็คือสูตรต่าง ๆ มีคณาจารย์ได้แต่งขึ้นเอง พระอาจารย์ผู้แต่งผู้แปลแต่ละคัมภีร์ก็เป็นพระโพธิสัตว์นิกายมีเป็นอันมาก ก็เพราะมีพระสูตรมากนั่นเอง มีการนับถือพระสูตรตรงกันบ้าง ต่างกันบ้าง ต่างกันโดยสิ้นเชิง นิกายนี้ตั้งมั่นอยู่ในประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ญวน ธิเบต เป็นต้น

อ่านเพิ่มเติม ...

วันจันทร์, ที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ ๑๓:๔๕ น.

ความเสื่อมแห่งพระพุทธศาสนา

ความเสื่อมสิ้นแห่งพระศาสนา ๕ ประการ ได้แก่ (สารสังคหะ อ้างในสังคีติยวงศ์ น.๕๔๕-๖)

๑.   อธิคมอันตรธาน ความเสื่อมสิ้นแห่งมรรคผลนิพพาน ความเสื่อมสิ้นแห่งมรรคผลนิพพานนั้น
หมายความว่า เมื่อไม่มีพระอรหันต์เรื่อยมาจนถึงไม่มีพระโสดาบันเมื่อใด เมื่อนั้น ก็ชื่อว่าเป็นความ
เสื่อมสิ้นแห่งอธิคมคือมรรคผลนิพพาน

๒.  ปฏิปัตติอันตรธาน ความเสื่อมสิ้นแห่งการปฏิบัติ
ความเสื่อมสิ้นแห่งการปฏิบัตินั้น ในเบื้องต้นก็เสื่อมสิ้นการปฏิบัติเพื่อฌานวิปัสสนามรรคผลก่อน
คือว่าบุคคลผู้ปฏิบัติไม่ได้มุ่งฌาณ ไม่ได้มุ่งวิปัสสนา ไม่ได้มุ่งผล เมื่อการปฏิบัติในด้านนี้เสื่อมลง
ไปแล้วก็เหลือแต่การปฏิบัติพระวินัย ในการปฏิบัติพระวินัยนั้นข้อเล็ก ๆ ก็เสื่อมไปก่อน คือไม่ใส่ใจ
ในข้อปฏิบัติพระวินัยที่เป็นส่วนเล็กน้อย ก็ขาดวิ่นเรื่อยไปจนถึงเหลือแต่ปาราชิก ๔ แปลว่า
รักษาศีล ๔ คือ รักษาการเว้นปาราชิก ๔ ข้อไว้ จนเมื่อไม่รักษาสิกขาบททั้ง ๔ ข้อนี้ไว้เมื่อใด
ด้วยกันทั้งหมด เมื่อนั้นก็เป็นอันว่าถึงความเสื่อมสิ้นของการปฏิบัติ

๓.  ปริยัติอันตรธาน ความเสื่อมสิ้นของปริยัติ
คือการเป็นพระศาสนา เมื่อยังมีการเรียนพระศาสนา ยังมีการทรงจำอยู่มากบ้างน้อยบ้าง
ก็ยังไม่เสื่อมสิ้น จนเมื่อใดไม่มีใครทรงจำพระพุทธศาสนาไว้ได้ ก็เรียกว่าเป็นปริยัติอันตรธาน

๔.  ลิงคอันตรธาน ความเสื่อมสิ้นแห่งเพศ
คือเมื่อยังทรงเพศอยู่ เพศก็ยังไม่เสื่อมสิ้น เมื่อใดเปลี่ยนแปลงไปจนไม่เหลือเครื่องหมายที่เป็น
เพศบรรพชิตไว้เลย เมื่อนั้นก็ชื่อว่าเป็น ลิงคอันตรธาน

๕.  ธาตุอันตรธาน ความเสื่อมสิ้นแห่งธาตุ
หมายความว่าความเสื่อมสิ้นพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งท่านพยากรณ์ว่าในอนาคตข้างหน้าโอกาสหนึ่ง
พระบรมสารีริกธาตุก็จะเสื่อมสิ้นไป

นี่เป็นเค้าของเรื่องศาสนาอันตรธาน ความเสื่อมสิ้นแห่งพระศาสนาที่มีแต่งกันเป็นหลักฐานในลังกา
แต่ในชั้นบาลีก็มีพบเท่าที่อ้างมาข้างต้น ซึ่งท่านอธิบายว่า ที่ตรัสว่าพรหมจรรย์หรือว่าสัทธรรมจะตั้งอยู่พันปีนั้น
ก็หมายถึงว่าจะมีพระอรหันต์ที่เป็นผู้บรรลุปฏิสัมภิทาคือความแตกฉานในปฏิสัมภิทาอยู่ตลอดพันปี
ส่วน ๕๐๐ ปีนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติครุธรรมป้องกันไว้จึงไม่เป็นไปดั่งนั้น.


ที่มา :  ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า
พระนิพนธ์ใน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
วัดบวรนิเวศน์วิหาร

อ่านเพิ่มเติม ...

วิดิทัศน์ธรรม

ธรรมประพันธ์

เสียงอ่านธรรม

พระธรรมเทศนา