พระพุทธเจ้า
๑๕ ม.ค. ๒๕๕๓
เผยแพร่ใน ตรัสรู้

เมื่อเวรัญชพราหมณ์ได้พบพระผู้มีพระภาคและได้สดับพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว

พระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดเวรัญชพราหมณ์ให้ได้เข้าถึงพระรัตนตรัยและยึดถือเป็นสรณะ
ไปตลอดชีวิต ปฏิญาณตนเป็นอุบาสก พร้อมทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมกับทั้งภิกษุสงฆ์ให้จำพรรษาอยู่
ในเมืองเวรัญชา พร้อมทั้งปวารณาตัวว่าจะดูแลเรื่องปัจจัยสี่ และอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ถวายแด่พระผู้มี
พระภาคเจ้าพร้อมด้วยเหล่าพระภิกษุสงฆ์สาวก แต่แล้วเวรัญชพราหมณ์ก็หลงลืมเสียสนิท มิได้กระทำดังที่
ได้ปวารณาไว้ จึงทำให้พระผู้มีพระภาคเจ้าและเหล่าพระภิกษุสงฆ์ทั้งปวงต้องประสบกับความเดือดร้อน ยากลำบาก
ยังชีพอยู่ด้วยความอัตคัตขัดสน ตลอดฤดูเข้าพรรษานั้น

เมื่อออกพรรษาแล้วพระพุทธองค์ได้ทรงเสด็จไปเพื่อจะอำลาเวรัญชพราหมณ์ ส่วนเวรัญชพราหมณ์เมื่อเห็นพระผู้มี
พระภาคเจ้าก็ทรงระลึกได้และทราบว่าตนเองได้ปวารณาอุปัฐถากเรื่องปัจจัยสี่ไว้ และทราบว่าตนเองเป็นสาเหตุ
ให้พระผู้มีพระภาคเจ้าและเหล่าภิกษุสงฆ์เดือดร้อนตลอดพรรษา จึงได้นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าและเหล่าพระภิกษุสงฆ์
ไปฉันภัตตาหารที่บ้านของตน จากนั้นพระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดแล้วอำลากลับ

กาลครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคได้ทรงบัญญัติสิกขาบท "ให้ภิกษุแบ่งปันอาหารที่บิณฑบาตรได้และให้ช่วยเหลือรักษา
ความเจ็บป่วยแก่กัน แม้ผู้ปวารณาตัวจะหลงลืมไม่สามารถปฏิบัติตามคำปวารณาได้"

๒๓ ธ.ค. ๒๕๕๒
เผยแพร่ใน ตรัสรู้

"ราหุโลวาท"พระพุทธเจ้าทรงอบรมสามเณรราหุล

แต่ก็มีพระสูตรบางพระสูตรที่กล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงอบรมพระราหุลที่พระเวฬุวัน ซึ่งท่านพระอรรถกถาจารย์ท่านเล่าว่า เมื่อพระพุทธเจ้าโปรดให้บวชพระราหุลนั้น พระราหุลมีชันษาได้เพียง ๗ พรรษา และเมื่อได้ทรงนำมาประทับอยู่ที่พระเวฬุวันกรุงราคฤห์ ก็ได้ทรงอบรมราหุลสามเณรอยู่เสมอ คำอบรมในระหว่างที่ราหุลสามเณรมีพระชนม์ ๗ พรรษานั้น ท่านร้อยกรองไว้เป็นพระสูตรหนึ่ง เรียกว่า ราหุโลวาท ซึ่งแปลว่า โอวาทแก่พระราหุล มีเล่าไว้ว่า พระราหุลได้ประทับอยู่ที่เรือนชั้นอันชื่อว่า อัมพลัฏฐิกา ที่ตอนสุดของพระเวฬุวัน พระพุทธเจ้าดเสด็จไปประทานพระโอวาทอบรม เตือนให้พระราหุลศึกษา  ๒  ข้อ  คือ

๑. ให้ศึกษาว่า จะไม่พูดเท็จแม้เพื่อจะหัวเราะเล่น
๒. ให้ศึกษาว่า จะปัจจเวกข์ คือ พิจารณาชำระกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมให้บริสุทธิ์

ข้อความละเอียดในพระสูตรนี้มีเล่าว่า เมื่อเสด็จพระพุทธดำเนินไปถึง พระราหุลก็ได้ปูอาสนะ ได้เตรียมน้ำล้างพระบาท และก็ได้ล้างพระบาทถวาย  พระพุทธเจ้าได้ประทับนั่งแล้วก็ตรัสให้พระราหุลดูน้ำที่เหลืออยู่ในภาชนะที่ใช้เทล้างพระบาทนั้น  ซึ่งมีเหลืออยู่น้อย  ตรัสเปรียบเทียบว่า

“ความละอายในเพราะสัมปชานมุสาวาท
คือ พูดเท็จทั้งที่รู้อยู่ไม่มีแก่ผู้ใด สมัญญะ
คือ ความเป็นสมณะ ของผู้นั้นก็มีน้อย เหมือนอย่างน้ำที่มีเหลืออยู่น้อยในภาชนะน้ำนั้น

แล้วก็ตรัสสั่งให้พระราหุลเทน้ำทิ้งให้หมด ตรัสโอวาทต่อไปว่า

“ความละอายในเพราะพูดเท็จทั้งที่รู้อยู่ไม่มีแก่ผู้ใด ความเป็นสมณะของผู้นั้น
ก็ต้องถูกทิ้งเสียแล้ว เหมือนอย่างน้ำในภาชนะน้ำที่เขาทิ้งเสียหมด”

แล้วก็ตรัสสั่งให้พระราหุลคว่ำภาชนะน้ำ แล้วทรงสั่งให้พระราหุลหงายภาชนะน้ำนั้น ก็เป็นภาชนะน้ำที่ว่างเปล่า ก็ตรัสโอวาทสืบต่อไปอีกว่า

“ความละอายในเพราะพูดเท็จทั้งที่รู้อยู่ไม่มีแก่ผู้ใด ความเป็นสมณะของผู้นั้นก็ว่างเปล่า
เหมือนอย่างภาชนะน้ำที่หงายขึ้นว่างเปล่า ฉะนั้น”

ต่อจากนั้น ก็ตรัสอุปมาอีกข้อหนึ่งว่า เหมือนอย่างช้างศึกของพระเจ้าแผ่นดินที่ฝึกหัดไว้เป็นอย่างดี ขึ้นระวางแล้วออกสงครามก็ทำการรบ ทำหน้าที่ออกศึก ด้วยเท้าหน้าทั้งสอง ด้วยเท้าหลังทั้งสอง ด้วยศีรษะ ด้วยหู ด้วยงวง ด้วยหาง แต่ว่าถ้ายังรักษางวงอยู่ ยังไม่ใช้งวงในการปฏิบัติหน้าที่  ก็ชื่อว่ายังมิได้สละชีวิตเพื่อพระเจ้าแผ่นดิน  ต่อไปปฏิบัติหน้าที่ด้วยงวงอย่างหนึ่ง จึงชื่อว่าได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างบริบูรณ์ และก็ไม่มีอะไรที่ช้างนั้นมิได้ทำ ฉันใดก็ดี  ถ้าไม่มีความละอายที่จะพูดเท็จทั้งรู้  ก็กล่าวไม่ได้ว่าจะไม่ทำบาปอะไร ๆ แต่ถ้ามีความละอายอยู่ในอันที่จะพูดเท็จทั้งรู้  งดเว้นจากการพูดเท็จเสียได้ จึงจะกล่าวได้ว่าเป็นผู้ไม่ทำบาป.

เมื่อได้ตรัสโอวาทดั่งนี้แล้ว จึงสรุปให้พระราหุลศึกษา จะไม่พูดเท็จ แม้เพื่อจะหัวเราะเล่น.

ต่อจากนั้นได้ทรงสอนให้พระราหุล ปัจจเวกข์ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ได้ทรงชักวัตถุอย่างหนึ่งมาเปรียบเทียบ คือ
“ตรัสถามว่า แว่นส่องมีประโยชน์อะไร”  
“พระราหุลก็กราบทูลว่า มีประโยชน์เพื่อจะปัจจเวกขณ์  คือ ว่าได้ตรวจดูหน้าตาเป็นต้น

พระพุทธเจ้าจึงได้ประทานพระโอวาทสืบต่อไปว่า  ควรที่จะปัจจเวกขณ์ คือ พิจารณาก่อนแล้วจึงทำกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เมื่อคิดปรารถนาจะทำ  จะพูด  จะคิด ก็ให้ปัจจเวกขณ์ก่อนว่า  เราจะทำ จะพูด จะคิด อย่างนี้  แต่ว่าการทำ พูด คิด อย่างนี้เป็นอย่างไร เมื่อปัจจเวกขณ์แล้ว รู้ว่า การทำ การพูด การคิด อย่างนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตน  เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น เพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นให้เดือดร้อน เป็นอกุศล มีทุกข์โศกเป็นกำไรเป็นผล  เมื่อรู้ดังนี้แล้วก็ไม่ควรทำ  กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมนั้น ต่อเมื่อได้ปัจจเวกขณ์แล้วก็รู้ว่าไปตรงกันข้าม คือ การทำ  การพูด  การคิดนั้นไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนดังกล่าว เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไรเป็นผล เมื่อรู้ดังนี้แล้ว จึงควรทำกายกรรม วจีกรรม  มโนกรรมนั้น

อนึ่ง เมื่อกำลังทำ  กำลังพูด  กำลังคิดอยู่  ก็ให้ปัจจเวกขณ์ว่า บัดนี้เรากำลังทำ  กำลังพูด  กำลังคิดอย่างนี้  แต่ว่าการทำ  การพูด การคิดอย่างนี้  เป็นอย่างไร เมื่อปัจจเวกขณ์ก็จะรู้   เมื่อรู้ว่าเป็นส่วนไม่ดี ก็ให้เลิกเสีย เมื่อรู้ว่าเป็นส่วนดี ก็ให้ทำเพิ่มเติมต่อไป

อนึ่ง  ทำ  พูด  คิด มาแล้วก็ให้ปัจจเวกขณ์เหมือนกันว่า เราได้ทำ  พูด  คิด อย่างนี้มาแล้ว แต่ว่าการทำ  การพูด  การคิดของเรานั้น เป็นอย่างไร เมื่อรู้ว่าไม่ดี แต่ว่าทำไปแล้ว ก็ให้แสดงเปิดเผยในพระศาสดาหรือในสหพรหมจารีซึ่งเป็นวิญญูชน  คือ เป็นผู้รู้และถึงความสังวรเพื่อจะไม่ทำอีกต่อไป เมื่อรู้ว่าเป็นส่วนดี ก็ให้เป็นผู้มีปีติความอิ่มใจปราโมทย์ความบันเทิงอยู่ และตามศึกษาสำเหนียกอยู่ในธรรมที่เป็นส่วนกุศลทั้งหลายทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืน.

พระพุทธเจ้าได้ตรัสสรุปต่อไปว่า สมณพราหมณ์ในอดีต ปัจจเวกขณ์ชำระกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมมาอย่างนี้  ในอนาคตก็จักได้ปัจจเวกขณ์ชำระอย่างนี้  ในปัจจุบันก็พิจารณาชำระอย่างนี้

ในที่สุดก็ตรัสเตือนให้พระราหุลศึกษาเป็นข้อที่  ๒  คือให้คอยปัจจเวกขณ์กายกรรม  วจีกรรม มโนกรรมให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ

พระสูตรนี้เรียกว่า อัมพลัฏฐิการาหุโลวาทสูตร ตามชื่อของเรือนนั้น ชื่อว่า อัมพลัฏฐิกา หรือเรียกว่า จุลราหุโลวาทสูตร พระสูตรที่แสดงพระโอวาทแก่พระราหุลซึ่งเป็นสูตรเล็ก เพราะเมื่อพระราหุลมีอายุมากขึ้น พระพุทธเจ้าได้ประทานพระโอวาทอย่างอื่นต่อไป

ที่มา :  ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า
พระนิพนธ์ใน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก; วัดบวรนิเวศวิหาร

๒๓ ธ.ค. ๒๕๕๒
เผยแพร่ใน ตรัสรู้

กุมารปัญหา

อนึ่ง ในระยะเวลาที่พระราหุลมีพระชนม์พรรษาน้อยอยู่นี้  พระอรรถกถาจารย์ท่านแสดงว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงอบรมด้วย  กุมารปัญหา คือ ปัญหาที่ผูกขึ้นสำหรับถามเด็ก หรือ สามเณรปัญหา ปัญหาที่ผูกขึ้นสำหรับสามเณร ปัญหานี้ในที่แห่งหนึ่งแสดงว่า พระพุทธเจ้าตรัสถามให้สามเณรรูปหนึ่งชื่อว่า โสปากสามเณร ตอบ แต่ท่านพระอรรถกถาจารย์ได้กล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสตั้งปัญหาอันเดียวกันนี้ถามพระราหุลด้วย มี  ๑๐  ข้อ  คือ
ถามว่า อะไรชื่อว่าหนึ่ง
ก็ทูลตอบว่า ที่ชื่อว่าหนึ่ง ก็คือสัตว์ทั้งปวงตั้งอยู่ได้ด้วยอาหาร
ถามว่า อะไรชื่อว่าสอง
ก็ตอบว่า ที่ชื่อว่าสองคือนามรูป
ถามว่า อะไรชื่อว่าสาม
ก็ตอบว่า คือเวทนาสาม
ถามว่า อะไรชื่อว่าสี่
ก็ตอบว่า อริยสัจสี่
ถามว่า “อะไรชื่อว่าห้า”
ก็ตอบว่า “อุปาทานขันธ์ คือ ขันธ์เป็นที่ยึดถือห้า”
ถามว่า “อะไรช่อว่าหก”
ก็ตอบว่า “อายตนะภายในหก”
ถามว่า “อะไรชื่อว่าเจ็ด”
ก็ตอบว่า “โพชฌงค์เจ็ด”
ถามว่า “อะไรชื่อว่าแปด”
ก็ตอบว่า “อริยมรรคมีองค์แปด”
ถามว่า “อะไรชื่อว่าเก้า”
ก็ตอบว่า “สัตตาวาส คือ ที่อยู่ของสัตว์เก้าจำพวก”
ถามว่า “อะไรชื่อว่าสิบ”
ก็ตอบว่า “ท่านที่ประกอบด้วยองค์สิบ เรียกว่า พระอรหันต์”

ชื่อธรรมะเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันอยู่เป็นส่วนมาก สัตตาวาส ๙ นั้นเป็นภูมิภพของสัตว์  ๙  จำพวก ส่วนพระอรหันต์ประกอบด้วยองค์  ๑๐ นั้นก็คือ ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ   สัมมาญาณะ คือความรู้ชอบ สัมมาวิมุตติคือความพ้นชอบ ซึ่งเป็นอเสขะคือเป็นองค์ที่เสร็จกิจจะต้องศึกษา อันเรียกว่าเป็นของพระอเสขะผู้ที่ไม่ต้องศึกษา ก็ได้แก่มรรคมีองค์ ๘  และเพิ่มสัมมาญาณะ และสัมมาวิมุตติเข้าอีก  ๒ รวมเป็น  ๑๐

ปัญหาเหล่านี้เท่ากับว่า ตั้งขึ้นถามให้ตอบหรือว่าทาย และคอยแก้ก็เพื่อที่จะให้จดจำข้อธรรมะได้ ในตอนแรกก็อาจจะไม่เข้าใจ แต่เมื่อได้รับอบรมมากขึ้น ก็อาจเข้าใจในหัวข้อธรรมะเหล่านั้นมากขึ้น ในตอนแรกก็ตั้งให้ตอบพอจำได้ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า กุมารปัญหา หรือว่า สามเณรปัญหา มี ๑๐ ข้อ ด้วยกัน.

ในระหว่างพรรษาเหล่านี้ ครั้งหนึ่งได้ทรงแสดงโอวาทโปรดบุตรคฤหบดีผู้หนึ่ง ซึ่งชื่อว่า สิงคาลกะ เป็นพระโอวาทสั่งสอนทางคดีโลก นับว่าได้ทรงสั่งสอนผ่อนจากคดีโลกุตตรธรรมลงมา พระธรรมเทศนาที่แสดงมาในเบื้องต้นโดยลำดับนั้นเป็นเรื่องโลกุตตรธรรม หรือปรมัตถธรรมเป็นพื้น และผู้นับถือพระพุทธศาสนาก็ปรากฏว่าได้มีภิกษุมีสามเณรเป็นฝ่ายบรรพชิต ทางฝ่ายคฤหัสถ์ก็มีอุบาสกอุบาสิกา ปรากฏว่าได้ทรงอบรมด้วยอนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ ท่านแสดงว่าผู้ที่จะทรงอบรมดั่งกล่าวนั้น ต้องมีอุปนิสัยที่จะได้ธรรมจักษุ ดวงตาเห็นธรรม ที่กล่าวว่าเป็นพระโสดาบัน  พระโสดาบันนั้น คฤหัสถ์ก็เป็นได้ พระสกทาคามีก็เหมือนกัน ส่วนพระอนาคามีนั้น ท่านแสดงว่าคฤหัสถ์ก็เป็นไปได้ แต่โดยมากเมื่อคฤหัสถ์เป็นพระอนาคามี ก็มักจะบวช ส่วนที่ไม่บวชมีตัวอย่างอยู่ ท่านอ้างว่า เพราะมีกิจต้องทะนุบำรุงมารดาบิดา ทิ้งไปบวชไม่ได้ แต่ว่าถ้าเป็นพระอรหันต์ต้องออกบวช จะอยู่เป็นคฤหัสถ์ต่อไปไม่ได้และมีกำหนดว่า ต้องบวชในวันนั้น  ด้วย กำหนดเป็นแบบธรรมดานิยม เพราะฉะนั้น คำสั่งสอนที่แล้วมา แม้จะสอนแก่คฤหัสถ์ก็สอนตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงอริยสัจ ส่วนที่สอนแก่สิงคาลกะนี้ เป็นการสอนทางคดีโลกโดยตรง

ที่มา :  ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า
พระนิพนธ์ใน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก; วัดบวรนิเวศวิหาร

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒
เผยแพร่ใน ปรินิพพาน

ขอขอบพระคุณภาพจาก wikipedia.org
"นาคาวโลก”ทรงทอดพระเนตรนครเวสาลีครั้งสุดท้าย

ในพรรษาที่ ๔๕ อันเป็นพรรษาสุดท้ายแห่งพระชนมายุ ในช่วงเหมันตฤดู พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
เสด็จประทับ ณ บ้านเวฬุคาม เขตเมืองเวสาลีหรือไพศาลี แคว้นวัชชี อันเป็นสถานที่ทรงพิจารณาชราธรรม
แสดงโอฬาริกนิมิต และปลงมายุสังขาร ต่อจากนั้นพระผู้มีพระภาคจึงนำภิกษุจำนวน ๕๐๐ รูป เสด็จประทับ
ณ กูฏาคารศาลาในป่ามหาวัน ในครั้งนั้นบรรดากษัตริย์ลิจฉวีแห่งแคว้นวัชชีทั้งหมดซึ่งร่วมกันปกครองแบบ
สามัคคีธรรม ได้ทราบข่าวการเสด็จมาของพระพุทธองค์ จึงนำเครื่องสักการบูชามาถวายเป็นอันมาก พร้อม
น้อมฟังพระธรรมเทศนาบังเกิดความรื่นเริงในธรรมโดยถ้วนหน้ากัน

ครั้นรุ่งเช้า พระบรมศาสดาพร้อมกับภิกษุสงฆ์ได้เสด็จเข้าไปรับอาหารบิณฑบาตตามที่บรรดากษัตริย์ลิจฉวี
ทูลนิมนต์และจัดถวายในพระราชนิเวศ ครั้นทำภัตกิจและแสดงพระธรรมเทศนาโปรดแล้ว จึงนำเหล่าภิกษุ
สงฆ์เสด็จออกจากพระนครเวสาลี พระบรมศาสดาเสด็จประทับยืนอยู่หน้าประตูเมืองเวสาลี เยื้องพระกาย
ผินพระพักตร์มาทอดพระเนตรเมืองเวสาลีเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมรับสั่งว่า

“ดูก่อนอานนท์ การเห็นเมืองเวสาลีของตถาคตครั้งนี้ เป็นปัจฉิมทัศนะ
คือเป็นการเห็นครั้งสุดท้าย


สถานที่เสด็จประทับยืนทอดพระเนครโดยพระอาการที่แปลกจากเดิม พร้อมทั้งรับสั่งเป็นนิมิตเช่นนั้นเป็น
เจดีย์สถานอันสำคัญเรียกว่า "นาคาวโลกเจดีย์" นาคาวโลก คือ การเหลียวมองอย่างพญาช้าง คือการ
ยืนหันหลังให้กับสิ่งนั้นหรือเดินจากสิ่งนั้นแล้วหันพระพักตร์เอี้ยวคอหันไปทอดพระเนตรสิ่งของหรือสถานที่
ที่อยู่ทางเบื้องหลัง ซึ่งเป็นอาการที่พระพุทธเจ้าทรงทำเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว

เหตุที่พระบรมศาสดาตรัสเช่นนี้ถือเป็นมรณญาณ คือ เป็นลางบอกให้พระสงฆ์สาวกและพุทธบริษัท
ทราบล่วงหน้า เพราะเป็นเวลาใกล้ที่จะปรินิพพานจึงไม่อาจกลับมาเห็นเมืองเวสาลีประการหนึ่ง

และอีกประการหนึ่งคือพระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระญาณล่วงหน้าถึงความเป็นไปภายหลังพุทธปรินิพพานว่า
นอกจากพระองค์แล้วแม้มหาชนทั่วไปก็ไม่อาจได้เห็นเมืองเวสาลีอีก เนื่องจากเมื่อพระบรมศาสดาปรินิพพาน
แล้วกองทัพของพระเจ้าอชาตศัตรูผู้เป็นกษัตริย์แห่งแคว้นมคธได้มีชัยเหนือเมืองเวสาลี เอกราชของบรรดา
กษัตริย์ลิจฉวีที่ปกครองโดยสามัคคีธรรมก็สูญสิ้นไปนับแต่นั้นมา ทั้งนี้เพราะบรรดากษัตริย์ลิจฉวีมิได้ตั้งมั่น
อยู่ใน “ลิจฉวีอปริหานิยธรรม” อันเป็นธรรมที่พระบรมศาสดาประทานสำหรับใช้ปกครองร่วมกันแบบสามัคคี
ธรรม ซึ่งสามารถต้านทานกองทัพอันเกรียงไกรของพระเจ้าอชาตศัตรูไว้ได้ถึง  ๒  ครั้ง แต่ในครั้งที่  ๓  พระเจ้า
อชาตศัตรูได้ส่ง วัสสการพราหมณ์ เข้ามายุยงปลุกปั่นให้บรรดากษัตริย์นักรบทั้งหลายแตกร้าวในความสามัคคี
ไม่ตั้งมั่นอยู่ในหลักอปริหานิยธรรมเมืองเวสาลีก็ถึงกาลอันล่มสลาย

จากนั้นจึงตรัสสั่งให้พระอานนท์พร้อมทั้งเหล่าพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เดินทางไปสู่บ้านภัณฑุคาม ป่ามหาวัน
บ้านหัตถีคาม บ้านอัมพะคาม บ้านชัมพูคาม และโภคนครโดยลำดับ ภายหลังจากแสดงธรรมโปรดพุทธบริษัท
ชาวเมืองโภคนครและ พระพุทธเจ้าทรงเสด็จไปยังเมืองปาวานคร เสด็จเข้าประทับพำนักอยู่ที่อัมพวันสวนมะม่วง
ของนายจุนทะกัมมารบุตรซึ่งอยู่ใกล้เมืองปาวานั้น

ความสำคัญของเมืองเวสาลี
เวสาลี
หรือ ไวศาลี คือเมืองโบราณในสมัยพุทธกาล มีความสำคัญในฐานะที่เป็นเมืองหลวงของคณะเจ้าลิจฉวี
ที่มีการปกครองแคว้นวัชชีด้วยระบอบคณาธิปไตยแห่งแรก ๆ ของโลก (บ้างก็ว่าด้วยระบอบประชาธิปไตย)
เมืองนี้เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งในสมัยพุทธกาล เป็นเมืองที่มั่นแห่งสำคัญของพระพุทธศาสนาในสมัยนั้น
โดยพระพุทธเจ้าเคยเสด็จเยี่ยมเมืองแห่งนี้ในปีที่ 5 หลังการตรัสรู้ ตามการกราบบังคมทูลเชิญจากเจ้าผู้ครองแคว้น
และในช่วงหลังพุทธกาล เมืองแห่งนี้ได้ตกเป็นของแคว้นมคธโดยการนำของพระเจ้าอชาตศัตรูพระราชาแห่งเมือง
ราชคฤห์ และหลังการล่มสลายของราชวงศ์พิมพิสารในเมืองราชคฤห์ พระราชาองค์ต่อมาจึงได้ย้ายเมืองหลวง
แห่งแคว้นมคธมายังเมืองเวสาลี ทำให้เมืองแห่งนี้เจริญถึงขีดสุด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองนี้ได้เป็นสถานที่ทำ
ทุติยสังคายนาของพระพุทธศาสนา ก่อนที่จะเสื่อมความสำคัญและถูกทิ้งร้างลงเมื่อมีการย้ายเมืองหลวงของแคว้น
มคธไปยังเมืองปาฏลีบุตรหรือเมืองปัตนะอันเป็นเมืองหลวงของรัฐพิหารในปัจจุบัน

เวสาลีมีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาล โดยเป็นเมืองหลวงแห่งแคว้นที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากแคว้นหนึ่งในบรรดา 16 แคว้นของชมพูทวีป มีการปกครองด้วยระบบสามัคคีธรรมหรือคณาธิปไตย ที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยระบบหนึ่ง คือไม่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขทรงอำนาจสิทธิ์ขาด มีแต่ผู้เป็นประมุข
แห่งรัฐซึ่งบริหารงานโดยความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งจะประกอบไปด้วยเหล่าสมาชิกจากเจ้าวงศ์ต่าง ๆ วึ่งรวมเป็น
คณะผู้ครองแคว้น ในคัมภีร์พระพุทธศาสนากล่าวว่าเจ้าวงศ์ต่าง ๆ มีถึง 8 วงศ์ และในจำนวนนี้วงศ์เจ้าลิจฉวีแห่ง
เวสาลีและวงศ์เจ้าวิเทหะแห่งเมืองมิถิลาเป็นวงศ์ที่มีอิทธิพลที่สุดในสมัยพุทธกาล

ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาที่เวสาลีหลายครั้ง แต่ละครั้งจะทรงประทับที่กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน
เป็นส่วนใหญ่ พระสูตรหลายพระสูตรเกิดขึ้นที่เมืองแห่งนี้ และที่กูฏาคารศาลานี่เอง ที่เป็นที่ ๆ พระพุทธองค์ทรง
อนุญาตให้พระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรี พระน้านางของพระพุทธองค์ พร้อมกับบริวาร สามารถอุปสมบทเป็น
ภิกษุณีได้เป็นครั้งแรกในโลก และในการเสด็จครั้งสุดท้ายของพระพุทธองค์ พระองค์ได้ทรงรับสวนมะม่วงของ
นางอัมพปาลี นางคณิกาประจำเมืองเวสาลี ซึ่งนางได้อุทิศถวายเป็นอารามในพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์
ได้ทรงจำพรรษาสุดท้ายที่เวฬุวคาม และได้ทรงปลงอายุสังขารที่ปาวาลเจดีย์ และเมื่อหลังพุทธปรินิพพานแล้ว
ได้ 100 ปี ได้มีการทำสังคายาครั้งที่ 2 ณ วาลิการาม ซึ่งทั้งหมดล้วนอยู่ในเมืองเวสาลี

ในช่วงไม่นานหลังพุทธปรินิพพานของพระพุทธเจ้า เมืองเวสาลีได้ตกไปอยู่ในอำนาจของแคว้นมคธ โดยการนำ
ของพระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์แห่งราชคฤห์ คัมภีร์พระพุทธศาสนากล่าวว่า สาเหตุของการเสียเมืองแก่แคว้นมคธ
เพราะความแตกสามัคคีของเจ้าวัชชี เพราะการยุยงของวัสสการพราหมณ์ พราหมณ์ที่พระเจ้าอชาตศัตรูส่งเป็น
ไส้สึกเพื่อบ่อนทำลายภายใน เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูยกกองทัพมายึดเมืองจึงสามารถยึดได้โดยง่าย เพราะไม่มี
เจ้าวัชชีองค์ใดต่อสู้ เพราะขัดแย้งกันเอง ทำให้แคว้นวัชชีล่มสลายและเมืองเวสาลีหมดฐานะเมืองหลวงแห่งแคว้น
และตกไปอยู่ในอำนาจของแคว้นมคธ แต่จากเหตุการณ์ย้ายเมืองหลวงแห่งแคว้นมคธหลายครั้งในช่วง พ.ศ. 70
ที่เริ่มจากอำมาตย์และราษฎรพร้อมใจกันถอดกษัตริย์นาคทัสสก์แห่งราชวงศ์ของพระเจ้าพิมพิสารแห่งราชคฤห์
ออกจากพระราชบัลลังก์ และยกสุสูนาคอำมาตย์ซึ่งมีเชื้อสายเจ้าลิจฉวีในกรุงเวสาลีแห่งแคว้นวัชชีเก่าให้เป็น
กษัตริย์ตั้งราชวงศ์ใหม่แล้ว พระเจ้าสุสูนาคจึงได้ทำการย้ายเมืองหลวงของแคว้นมคธไปยังเมืองเวสาลีอันเป็น
เมืองเดิมของตน ทำให้เมืองเวสาลีมีความสำคัญในฐานะเมืองหลวงอีกครั้ง แต่ทว่าก็เป็นเมืองหลวงได้ไม่นาน
เพราะกษัตริย์พระองค์ต่อมาคือพระเจ้ากาลาโศกราช ผู้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุสูนาค ได้ย้ายเมืองหลวง
ของแคว้นมคธอีก จากเมืองเวสาลีไปยังเมืองปาตลีบุตร ทำให้เมืองเวสาลีถูกลดความสำคัญลงและถูกทิ้งร้าง
ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เมืองแห่งนี้ถูกทิ้งร้างอย่างสิ้นเชิงในช่วงพันปีถัดมา

ปัจจุบันเมืองเวสาลีเป็นซากโบราณสถานอยู่ที่ตำบลบสาร์ท หรือเบสาร์ท (Basarh-Besarh) ในจังหวัดไวศาลี
ที่เขตติดต่อของอำเภอสดาร์ (Sadar) กับ (Hajipur) ซึ่งเป็นที่ตั้งที่ทำการจังหวัด เมืองเวสาลีห่างจากหซิปูร์
35 กิโลเมตร ห่างจากมุซัฟฟาร์ปูร์ 37 กิโลเมตร โดยอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมุซัฟฟาร์ปูร์

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒
เผยแพร่ใน ปรินิพพาน

ภาพพุทธประวัติจากวัดพระรามเก้า
“ลิจฉวีอปริหานิยธรรม หลักอปริหานิยธรรม"

หลักอปริหานิยธรรม คือ ข้อปฏิบัติหรือธรรมอันเป็นเหตุไม่ให้เกิดความเสื่อมมี  ๗  ข้อ เป็นหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสั่งสอนทั้งฝ่ายคฤหัสถ์ โดยตรัสสั่งสอนเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี และตรัสสั่งสอนเหล่าภิกษุที่เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ

หลักอปริหานิยธรรมสำหรับฝ่ายคฤหัสถ์ มีดังนี้

๑.  หมั่นประชุมกันเนือง ๆ
๒.  ประชุมหรือเลิกประชุม และทำกิจของส่วนรวมอย่างพร้อมเพรียงกัน
๓.  ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติ ไม่ถอนสิ่งที่ได้บัญญัติไว้แล้วยึดถือปฏิบัติตามหลักธรรมที่บัญญัติไว้
๔.  เคารพนับถือเชื่อฟังและให้เกียรติแก่ผู้เป็นประธาน ผู้บริหารหมู่คณะ และปฏิบัติตามหลักธรรมที่บัญญัติไว้
๕. ให้เกียรติ ให้ความปลอดภัยแก่สตรีเพศ ไม่ข่มเหงฉุดคร่า
๖.   เคารพนับถือบูชาพระเจดีย์ทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกเมือง
และไม่บั่นทอนผลประโยชน์ที่เคยอุปถัมภ์บำรุงพระเจดีย์เหล่านั้น
๗.  จัดการอารักขาโดยธรรมแก่พระอริยะ ด้วยตั้งความปรารถนาว่า
พระอริยะเหล่านี้ที่ยังไม่มาสู่บ้านนี้เมืองนี้ขอให้มา ส่วนที่มาแล้วขอให้ท่านอยู่ผาสุก

หลักอปริหานิยธรรมสำหรับฝ่ายศาสนจักร หรือฝ่ายภิกษุสงฆ์

ที่ตรัสสั่งสอนเหล่าภิกษุสงฆ์ใน  ๔  ข้อแรกนั้นเหมือนกับที่ตรัสแก่เจ้าลิจฉวี มีแตกต่างกัน  ๓ ข้อสุดท้าย
ซึ่งอปริหานิยธรรมสำหรับพระภิกษุนั้นมี ๒ นัย

อปริหานิยธรรม ๗ สำหรับพระภิกษุ นัยที่ ๑
๑.  หมั่นประชุมกันเนือง ๆ
๒.  ประชุมหรือเลิกประชุม และทำกิจของส่วนรวมอย่างพร้อมเพรียงกัน
๓.  ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติ ไม่ถอนสิ่งที่ได้บัญญัติไว้แล้วยึดถือปฏิบัติตามหลักธรรมที่บัญญัติไว้
๔.  เคารพนับถือเชื่อฟังและให้เกียรติแก่ผู้เป็นประธาน ผู้บริหารหมู่คณะ และปฏิบัติตามหลักธรรมที่บัญญัติไว้
๕. ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น คือไม่ลุแก่ตัณหาอันจะก่อให้เกิดภพใหม่
๖.  ยินดีในความสงบ สันโดษ หมายถึงการยินดีในการอยู่ป่า
๗. ตั้งใจอยู่เสมอว่า พระภิกษุสามเณรผู้มีศีลที่ยังไม่มาสู่อาวาสขอให้มา ที่มาแล้วขอให้อยู่ผาสุก

อปริหานิยธรรม ๗ สำหรับพระภิกษุ นัยที่ ๒
๑.  ไม่เป็นผู้ชอบการงาน ไม่ยินดีแล้วในการงาน
๒.  ไม่เป็นผู้ชอบการคุย ไม่ยินดีแล้วในการคุย
๓.  ไม่เป็นผู้ชอบการนอนหลับ ไม่ยินดีแล้วในการนอนหลับ
๔.  ไม่เป็นผู้ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ไม่ยินดีแล้วในการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ
๕.  ไม่เป็นผู้มีความปรารถนาลามก ไม่ลุอำนาจแก่ความปรารถนาลามก
๖.  เป็นผู้ไม่มีมิตรชั่ว สหายชั่ว หรือคบคนชั่ว
๗.  ไม่ถึงความนอนใจในระหว่าง เพราะการบรรลุคุณวิเศษเพียงขั้นต่ำ

อปริหานิยธรรม ๗ สำหรับพระภิกษุ นัยที่ ๓
๑.  เป็นผู้มีศรัทธา
๒.  เป็นผู้มีใจประกอบด้วยหิริ
๓.  เป็นผู้มีโอตัปปะ
๔.  เป็นพหูสูต
๕.  เป็นผู้ปรารถนาความเพียร
๖.  เป็นผู้มีสติตั้งมั่น
๗.  เป็นผู้มีปัญญา

อปริหานิยธรรม ๗ สำหรับพระภิกษุ นัยที่ ๔
๑.  เจริญสติสัมโพชฌงค์
๒.  เจริญวิริยสัมโพชฌงค์
๓.  เจริญวิริยสัมโพชฌงค์
๔.  เจริญปิติสัมโพชฌงค์
๕.  เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
๖.  เจริญสมาธิสัมโพชฌงค์
๗.  เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์

อปริหานิยธรรม ๗ สำหรับพระภิกษุ นัยที่ ๕
๑.  เจริญอนิจจสัญญา
๒.  เจริญอนัตตสัญญา
๓.  เจริญอสุภสัญญา
๔.  เจริญอาทีนวสัญญา
๕.  เจริญปหานสัญญา
๖.  เจริญวิราคสัญญา
๗.  เจริญนิโรธสัญญา

อปริหานิยธรรม ๖ สำหรับพระภิกษุ นัยที่ ๕
๑.  เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง
๒.  เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง
๓.  เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง
๔.  แบ่งปันลาภอันเป็นธรรมที่ได้มาโดยธรรม แก่เพื่อนพรหมจรรย์
๕.  มีศีลเสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ
๖.  มีทิฐีเสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ

ข้อมูลเพิ่มเติมจากวาระสุดท้ายของพระพุทธเจ้า, สำนักพิมพ์มติชน
ท่านอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒
เผยแพร่ใน ปรินิพพาน

ทรงพิจารณาชราธรรม

ในพรรษาที่ ๔๕ อันเป็นพรรษาสุดท้ายแห่งพระชมมายุ ในช่วงเหมันตฤดู พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประทับ ณ บ้านเวฬุคาม เขตเมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ในพรรษานั้นเอง พระผู้มีพระภาคทรงพระประชวรหนักเกิดทุกขเวทนาแรงกล้าใกล้มรณชนม์ แต่พระพุทธองค์ทรงดำรงพระสติสัมปชัญญะมั่นคง ทรงอดกลั้นในทุกขเวทนาด้วยอธิวาสขันติ หรือความอดทนอย่างยิ่งยวด ทรงเห็นว่ายังมิควรที่จะปรินิพพานในเวลานี้ จึงบำบัดขับไล่อาพาธให้สงบระงับด้วยความเพียรในอิทธิบาทภาวนา

ครั้นดำรงพระกายเป็นปกติจากชราพยาธิทุกข์มีความสุขตามควรแก่วิสัยแล้ว วันหนึ่งขณะพระพุทธองค์ประทับเหนือพุทธอาสน์ซึ่งปูลาดอยู่ในร่มเงาพระวิหาร จึงทรงปราศรัยเรื่องชราธรรมประจำพระวรกายกับพระอานนท์พุทธอุปัฏฐากว่า

ดูก่อนอานนท์ บัดนี้เราชราภาพล่วงกาลผ่านวัยจนชนมายุล่วงเข้า ๘๐ ปีแล้ว
กายของตถาคตทรุดโทรมเสมือนเกวียนชำรุดที่ต้องซ่อม ต้องมัดกระหนาบให้อยู่ด้วยไม้ไผ่อัน 
มิใช่สัมภาระแห่งเกวียนนั้น

ดูก่อนอานนท์ เมื่อใดตถาคตเข้าอนิมิตตเจโตสมาธิตั้งจิตสงบมั่น คือไม่ให้มีนิมิตใด ๆ  
เพราะไม่ทำนิมิตทั้งหลายไว้ในใจ ดับเวทนาบางเหล่าเสีย และหยุดยั้งอยู่ด้วยอนิมิตตสมาธิ
เมื่อนั้นกายแห่งตถาคตย่อมผ่องใส มีความผาสุกสบายตลอดกาย

ดูก่อนอานนท์ เพราะธรรมคือนิมิตตสมาธิ มีอานุภาพสามารถทำให้ร่างกายของผู้ที่เข้าถึง
และหยุดอยู่ด้วยสมาธิธรรมนั้นมีความผาสุก ฉะนั้นท่านทั้งหลาย จงมีตนเป็นเกราะ
มีธรรมเป็นที่พึ่งทุกอิริยาบถเถิด”

ครั้นตรัสดังนี้แล้ว พระบรมศาสดาได้ทรงแสดงธรรมในข้อที่ว่ามีตนเป็นที่พึ่ง สามารถประกอบตนไว้ในสติปัฏฐาน  ๔  ทรงสั่งสอนภิกษุสงฆ์ใน เอกายมรรค คือ สติปัฏฐานภาวนา และ ปฏิณณกะเทศนาธรรม ทรงเทศนาสั่งสอนธรรมอันเป็นการบำเพ็ญพุทธกิจในครั้งนี้ ณ บ้านเวฬุคามนั้นจนกาลล่วงไปได้ถึงเดือนที่  ๓  แห่งเหมันตฤดูนั้นแล

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒
เผยแพร่ใน ปรินิพพาน

ภาพพุทธประวัติจากวัดพระรามเก้า

ทรงแสดงโอฬาริกนิมิต

ในเช้าวันแห่งวันปัณณรสี  คือ วันเพ็ญเดือน ๓  มาฆมาส ตรงกับวันมาฆบูชา พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปบิณฑบาต ณ เมืองไพศาลี ครั้นทำภัตกิจแล้วพระองค์มีพระประสงค์จะเสด็จประทับ ณ ปาวาลเจดีย์ จึงให้พระอานนท์พุทธอุปัฏฐากนำผ้านิสีทนะ คือ ผ้าสำหรับรองนั่งไปปูลาดถวาย

ในครั้งนั้นพระพุทธองค์ได้แสดง “โอฬาริกนิมิต” คือ ตรัสให้พระอานนท์ทราบว่าผู้ใดเจริญอิทธิบาทภาวนาดีแล้วย่อมสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ถึงกัปหนึ่ง หรือ ๑๒๐ ปี หรือเกินกว่า การที่พระบรมศาสดาตรัสโอฬาริกนิมิตมิใช่เพราะมีพุทธประสงค์อยากจะดำรงพระชนม์ชีพต่อไปด้วยเสียดายชีวิต หรือเกรงกลัวต่อความตายเหมือนปุถุชนทั่วไป แต่ทรงเห็นว่าจะสามารถแสดงธรรมสั่งสอนเหล่าเวไนยสัตว์ หรือสัตว์ผู้สามารถอบรมสั่งสอนธรรมได้ด้วยพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้

ด้วยเหตุที่พญามารได้เข้าดลใจ แม้พระพุทธองค์ทรงตรัสนิมิตถึง  ๓  หน แต่พระอานนท์กลับมิได้ทูลอาราธนาให้ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ตลอดกัปหนึ่ง เมื่อเห็นพระอานนท์เฉยอยู่พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “อานนท์! เธอจงไปพักผ่อนเสียบ้างเถิด เธอเหนื่อยมากแล้ว แม้ตถาคตก็จะพักผ่อนเหมือนกัน” พระอานนท์จึงหลีกไปพักผ่อน ณ โคนต้นไม้อีกต้นหนึ่ง ซึ่ง ณ เวลานั้นพระพุทธองค์ทรงรำพึงถึงกาลที่ทรงตรัสรู้ล่วงมา ๔๕ ปี ที่แรกเริ่มทรงท้อพระทัยในการที่จะประกาศธรรมสั่งสอนสัตว์ แต่ด้วยพระมหากรุณาต่อสรรพสัตว์จึงตกลงรับอารธนาแสดงธรรม ทรงตั้งพระทัยว่าถ้าบริษัทสี่ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ยังไม่เป็นปึกแผ่น พระธรรมยังไม่แพร่หลายเพียงพอ   ตราบนั้นพระองค์จะทรงยังไม่เสด็จปรินิพพาน แต่ในกาลบัดนี้พระธรรมคำสอนของพระองค์แพร่หลายเพียงพอแล้ว เหล่าพุทธบริษัทสี่ ฉลาดสามารถพอที่จะดำรงพระสัทธรรมของพระองค์ให้เป็นปึกแผ่นได้ เป็นการสมควรแล้วที่พระองค์จะเข้าสู่มหาปรินิพพาน เมื่อทรงดำริเช่นนี้แล้วจึงทรงปลงมายุสังขาร คือ ตั้งพระทัยแน่วแน่ว่า พระองค์จะปรินิพพานใน วันเพ็ญวิสาขปูรณมี เดือน ๖

หรืออีกนัยหนึ่ง เพราะพระอานนท์มีความเคารรักพระบรมศาสดา เมื่อเห็นว่า พระพุทธองค์ทรงชราภาพมากแล้วทั้งยังประชวรด้วยพระโรคอันก่อให้เกิดทุกขเวทนา จึงไม่ควรให้ฝืนสังขารอยู่ต่อไป ด้วยในเวลานี้พุทธบริษัททั้ง  ๔  ได้ดำรงตั้งมั่นในพุทธศาสนาสมดังปณิธานของพระศาสดาที่ตั้งพระหฤทัยไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งตรัสรู้พระอรหันตสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว

"๑๖ ตำบล ที่ทรงแสดงโอฬาริกนิมิต"

โอฬาริกนิมิต มีความหมายว่า การที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสข้อความเป็นเชิงเปิดโอกาสให้อาราธนาเพื่อดำรงพระชนม์อยู่ต่อไป ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงนิมิตโอภาส ณ ๑๖ ตำบล แก่พระอานนท์ พระมหาสาวกผู้เป็นพระอุปัฏฐากประจำพระองค์ แต่พระอานนท์ก็ไม่รู้ จึงไม่อารธนา ไม่วิงวอน ให้พระพุทธเจ้าดำรงพระชนม์อยู่ต่อไป ดังนั้น พระบรมศาสดาทรงกำหนดพระทัยทรงปลงพระชนมายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ในวันมาฆปุรมี เพ็ญเดือน ๓ จักเสด็จดับขันธปรินิพานในกาล ๓ เดือนข้างหน้า ในวันเพ็ญเดือน ๖ ขณะมีพระชนมายุ ๘๐ พรรษา

สำหรับ ๑๖ ตำบลที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงนิมิตโอภาสแก่พระอานนท์นั้น
ทรงแสดงที่เมืองราชคฤห์ ๑๐ ตำบล และที่เมืองเวสาลี ๖ ตำบล ดังนี้

๑.  ที่ภูเขาคิชฌกุฏ อันเป็นภูเขาลูกหนึ่งในห้าลูกที่เรียกว่า เบญจคีรี ล้อมพระนครราชคฤห์
๒.  ที่โคตมนิโครธ เป็นตำบลแห่งหนึ่งในพระนครราชคฤห์
๓.  ที่เหวสำหรับทิ้งโจร บนภูเขาคิชฌกูฏ ภูเขาลูกนึ่งในเบญจคีรีซึ่งล้อมรอบพระนครราชคฤห์
๔.  ที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา ข้างภูเขาเวภารบรรพต หนึ่งใน ๕ ของเบญจคีรี ที่ล้อมรอบพระนครราชคฤห์
และถ้าสัตตบรรณคูหาทั้งยังเป็นสถานที่สังคายนาครั้งแรกอีกด้วย
๕.  ที่กาฬสิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิบรรพต หนึ่งใน ๕ ของภูเขาเบญจคีรี ที่ล้อมรอบพระนครราชคฤห์
และกาฬสิลายังเป็นที่ที่พระมหาโมคคัลลานะ อัครมหาสาวกเบื้องซ้ายถูกคนร้ายซึ่งรับจ้างพวกเดียรถีย์
ไปลอบฆ่าด้วยการทุบตีจนร่างแหลก
๖.  ที่สัปปิโสณฑิกา ณ สีตวัน เป็นเงื้อมเขาแห่งหนึ่งอยู่ที่สีตวันใกล้กรุงราชคฤห์
๗.  ตโปทาน สวนแห่งหนึ่งอยู่ใกล้บ่อน้ำพุร้อนชื่อตโปทาใกล้กรุงราชคฤห์
๘.  ที่เวฬุวัน พระวิหารในป่าไผ่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพระนครราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารถวายเป็นสังฆาราม
นับเป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา
๙.  ที่ชีวกัมพวนาราม เป็นวิหารในสวนมะม่วงซึ่งชีวกโกมารภัจจ์แพทย์ประจำพระองค์พระพุทธเจ้าสร้างถวาย
อยู่ในกรุงราชคฤห์
๑๐. ที่มัททกุจฉิมิคทายวัน ป่าเป็นที่ให้อภัยแก่เนื้อชื่อมัททกุจฉิอยู่ที่พระนครราชคฤห์
๑๑. ที่อุทเทนเจดีย์ เจดีย์สถานแห่งหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองเวลาลี นครหลวงของแคว้นวัชชี
๑๒. ที่โคตมกเจดีย์ เจดีย์สถานแห่งหนึ่งอยู่ทางทิศใต้ของนครเวสาลี
๑๓. ที่สัตตัมพเจดีย์ เจดีย์สถานแห่งหนึ่งที่นครเวสาลี
๑๔. ที่พหุปุตตเจดีย์ เจดีย์สถานแห่งหนึ่งอยู่ทางเหนือของนครเวสาลี
๑๕. ที่สารันทเจดีย์ เจดีย์สถานแห่งหนึ่งที่นครเวสาลี
๑๖. ที่ปาวาลเจดีย์ เจดีย์สถานแห่งหนึ่งที่นครเวสาลีพระพุทธเจ้าทรงทำนิมิตโอภาสครั้งสุดท้าย
และทรงปลงพระชนมายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ก่อนปรินิพพาน ๓ เดือน

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒
เผยแพร่ใน ปรินิพพาน

อิทธิบาท ๔

คำว่า อิทธิบาท แปลว่า บาทฐานแห่งความสำเร็จ หรือ ธรรมที่ทำให้บรรลุสำเร็จผล ๔ ประการหมายถึง สิ่งซึ่งมีคุณธรรม เครื่องให้ลุถึงความสำเร็จตามที่ตนประสงค์ ผู้หวังความสำเร็จในสิ่งใด ต้องทำตนให้สมบูรณ์ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า อิทธิบาท ซึ่งจำแนกไว้เป็น  ๔  ประการได้แก่

๑. ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
๒. วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น
๓. จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น
๔. วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น

ธรรม ๔ อย่างนี้ ย่อมเนื่องกัน แต่ละอย่างๆ มีหน้าที่เฉพาะของตน

ฉันทะ คือ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น  ความพอใจ ในฐานะเป็นสิ่งที่ตนถือว่าดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้ ข้อนี้เป็นกำลังใจอันแรกที่ทำให้เกิดคุณธรรมข้อต่อไปทุกข้อ

วิริยะ คือ ความพากเพียรในสิ่งนั้น ความพากเพียร หมายถึง การการะทำที่ติดต่อ ไม่ขาดตอน เป็นระยะยาวจนประสบความสำเร็จ คำนี้ มีความหมายของความกล้าหาญเจืออยู่ด้วยส่วนหนึ่ง

จิตตะ หมายถึง ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น ความไม่ทอดทิ้งสิ่งนั้นไปจากความรู้สึกของตัวทำสิ่งซึ่งเป็นวัตถุประสงค์นั้นให้เด่นชัดอยู่ในใจเสมอ คำนี้ รวมความหมายของคำว่าสมาธิอยู่ด้วยอย่างเต็มที่

วิมังสา หมายถึง ความสอดส่องใน เหตุและผลแห่งความสำเร็จเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ให้ลึกซึ้งยิ่ง ๆ ขึ้นไปตลอดเวลา คำนี้รวมความหมายของคำว่าปัญญาไว้อย่างเต็มที่

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒
เผยแพร่ใน ปรินิพพาน

ภาพพุทธประวัติจากวัดพระรามเก้า

พญามารวัสวดีทูลเชิญเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

เมื่อพระอานนท์ผู้เป็นพุทธอุปัฏฐากมิได้ทูลอาราธนาให้พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าดำรงชีวิตอยู่ตลอดกัปหนึ่ง พระพุทธองค์จึงทรงรับสั่งให้ลุกออกไปเสียจากที่นั้น พระอานนท์ถวายบังคมแล้วออกไปนั่งไม่ไกลจากที่พระผู้มีพระภาคประทับนัก ฝ่ายพญามารวัสวดีเห็นสบโอกาสรีบเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ กล่าวยกเนื้อความแต่ปางหลังมากราบทูลว่า

“ครั้งแรก เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วเสด็จไปประทับ
ณ ควงไม้อชาปาลนิโครธ (ต้นไทร) นั้น ได้ตรัสว่า ตราบใดที่พุทธบริษัท  ๔  คือ  
ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ยังมิได้ตั้งมั่นในธรรม และพรหมจรรย์ยังไม่ได้ประกาศแพร่หลาย      
บริบูรณ์ด้วยดี สำเร็จประโยชน์แก่ประชุมชนเป็นอันมาก ทั้งเทวดาและมนุษย์เพียงใดแล้ว
พระองค์จะยังไม่ปรินิพพานก่อนเพียงนั้น  แต่บัดนี้ พุทธบริษัท ๔ และพรหมจรรย์ก็สมบูรณ์
ดังพุทธประสงค์ทุกประการแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพานเถิด 
ขอพระสุคตเจ้าจงปรินิพพานเถิด บัดนี้เป็นกาลสมควรแก่ปรินิพพานของพระพุทธองค์แล้ว”

เมื่อพญามารกล่าวทูลอาราธนาดังนี้ พระบรมศาสดาจึงตรัสห้ามมารว่า

“ดูก่อน มารผู้มีใจบาป ท่านจงมีความขวนขวายน้อยอยู่เถิด
ความปรินิพพานของตถาคตจักมีในไม่ช้านี้ นับแต่นี้ไปอีก  ๓  เดือน  ตถาคตจะปรินิพพาน

พุทธปณิธานในบริษัท ๔

๑.  ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นสาวกของเรายังไม่เฉียบแหลม ยังไม่ได้รับการแนะนำ
ยังไม่แกล้วกล้า ยังไม่เป็นพหูสูต ยังไม่ทรงธรรม เราตถาคตยังจะไม่ปรินิพพาน
๒.  ภิกษุเป็นต้นนั้น ยังไม่ปฏิบัติธรรมเสมอสมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม
เราตถาคตยังจะไม่ปรินิพพาน
๓.  ภิกษุเป็นต้นนั้น เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว ยังบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย
จำแนกแจกแจง อธิบายธรรมให้ง่ายยังไม่ได้ เราตถาคตยังจะไม่ปรินิพพาน
๔.  ภิกษุเป็นต้นนั้น ยังไม่แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ (แสดงธรรมให้เกิดผลมหัศจรรย์)
ข่มขี่ปรัปวาท (การว่าร้าย จ้วงจาบพระธรรมวินัย)ที่เกิดขึ้นให้ราบคาบโดยถูกต้องตามธรรม
เราตถาคตจะยังไม่ปรินิพพาน

สรุปรวมลงใหเข้าใจง่าย คือ

๑.  ศึกษาให้เข้าใจ
๒.  ปฏิบัติให้ได้ผล
๓.  เผยแผ่ให้ถูกต้อง
๔  แก้ปัญหาได้ตามธรรมนั้น ๆ

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒
เผยแพร่ใน ปรินิพพาน

เมื่อพระบรมศาสดาสัมมสัมพุทธเจ้า ตรัสห้ามพญามารและทรงปลงอายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ โดยตรัสกับพญามารว่า


ดูก่อน มารผู้มีใจบาป ท่านจงมีความขวนขวายน้อยอยู่เถิด
ความปรินิพพานของตถาคตจักมีในไม่ช้านี้ นับแต่นี้ไปอีก  ๓  เดือน
ตถาคตจะปรินิพพาน”

ซึ่งการปลงมายุสังขารของพระพุทธองค์ ก่อให้เกิดความวิปริตแปรปรวนแก่โลกธาตุทั้งสิ้น มหาปฐพีมีอาการสั่นสะเทือน  ทั้งกลองทิพย์ก็บันลือลั่นในอากาศ หมู่มวลแมกไม้แกว่งไกวด้วยแรงพายุแล้วกลับสงบนิ่ง ท้องนภากาศ กลายเป็นสีแดงเพลิงประดุจโลหิต หมู่มวลสรรพสัตว์ร้องระเบงเซ็งแซ่สนั่นหวั่นไหว พระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก สังเกตเห็นความวิปริตแปรปรวนของโลกธาตุดังนี้จึงออกจากร่มไม้ไปเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อทูลถามถึงเหตุที่ทำให้เกิดอัศจรรย์นี้ ว่า

พระองค์ผู้เจริญ ! โลกธาตุวิปริตแปรปรวนผิดปกติ ไม่เคยมี ไม่เคยเป็น
ได้เป็นแล้วเพราะเหตุอะไรหนอ” 

พระผู้มีพระภาคตรัสถึงเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหวว่ามีอยู่ ๘ ประการ คือ

๑.   ลมพายุกำเริบ
๒.   ท่านผู้มีฤทธิ์บันดาล
๓.   พระบรมโพธิสัตว์จุติลงสู่พระครรภ์
๔.   พระบรมโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์
๕.   พระบรมโพธิสัตว์ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ
๖.   พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมจักกัปวัตนสูตร
๗.   พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าปลงมายุสังขาร
๘.   พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ คือ
นิพพานด้วยความหลุดพ้นจากสังขาร

ลมพายุกำเริบ เนื่องด้วยจักรวาลโลกธาตุนี้ประกอบไปด้วยธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม และธาตุ ๓ ชนิด คือ มหาปฐพี(แผ่นดิน)นี้ตั้งอยู่บนน้ำ ส่วนน้ำนั้นตั้งอยู่บนลม ส่วนลมนั้นตั้งอยู่บนอากาศ เมื่อมีเหตุให้เกิดพายุใหญ่ ย่อมยังน้ำให้ไหว เมื่อน้ำไหวแล้วย่อมยังแผ่นดินให้สั่นสะเทือนไหวตาม
ท่านผู้มีฤทธิ์บันดาล คือ สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์ ถึงความเป็นผู้ชำนาญในทางจิต หรือว่าเทวดาผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก เขาเจริญปฐวีสัญญาเพียงเล็กน้อย เจริญอาโปสัญญาอย่างแรงกล้า เขาย่อมยังแผ่นดินนี้ให้สะเทือนสั่นไหวได้
พระบรมโพธิสัตว์จุติลงสู่พระครรภ์ เมื่อนั้นย่อมเป็นเหตุให้แผ่นดินนี้สะเทือนสะท้านหวั่นไหว
พระบรมโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์ เมื่อนั้นย่อมเป็นเหตุให้แผ่นดินนี้สะเทือนสะท้านหวั่นไหว
พระบรมโพธิสัตว์ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เมื่อนั้นย่อมเป็นเหตุให้แผ่นดินนี้สะเทือนสะท้านหวั่นไหว
พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมจักกัปวัตนสูตร เมื่อนั้นย่อมเป็นเหตุให้แผ่นดินนี้สะเทือนสะท้านหวั่นไหว
พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าปลงมายุสังขาร เมื่อนั้นย่อมเป็นเหตุให้แผ่นดินนี้สะเทือนสะท้านหวั่นไหว
เมื่อนั้นย่อมเป็นเหตุให้แผ่นดินนี้สะเทือนสะท้านหวั่นไหว

ดูกรอานนท์ ! อย่างนี้แหล่ะ คราใดที่ตถาคตประสูติ ตรัสรู้ หมุนธรรมจักร
ปลงมายุสังขาร และ ปรินิพพาน ครานั้นย่อมจะมีเหตุการณ์วิปริตอย่างนี้เกิดขึ้น”  

พระอานนท์จึงทราบว่า บัดนี้พระพุทธองค์ทรงปลงมายุสังขารเสียแล้ว เมื่อทราบดังนั้นพระอานนท์จึงทูลว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ขอพระองค์อาศัยความกรุณาในข้าพระองค์และหมู่สัตว์
จงดำรงพระชนม์ชีพ    ต่อไปอีกเถิด อย่าเพิ่งด่วนปรินิพพาน เลย”...
“ดูกรอานนท์ ! เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ตถาคตกลับใจ  ตถาคตต้องปรินิพพาน
ในวันเพ็ญแห่งเดือน วิสาขะ อีกสามเดือนข้างหน้านี้
อานนท์ ! เราได้แสดงนิมิตโอภาสอย่างแจ่มแจ้งแก่เธอพอเป็นนัยมาไม้น้อยกว่าสิบหกครั้งแล้วว่า
คนอย่างเรานี้มีอิทธิบาทภาวนาที่ได้อบรมมาด้วยดี ถ้าประสงค์จะอยู่ถึงหนึ่งกัปป์ คือ หนึ่งร้อยยี่สิปปี
หรือมากกว่านั้นก็พออยู่ได้ แต่เธอหาเฉลียวใจไม่ มิได้ทูลเราเลย เราตั้งใจไว้ว่าในคราวก่อน ๆ นั้น
ถ้าเธอทูลให้เราอยู่ต่อไป เราจะห้ามเสียสองครั้ง พอเธอทูลครั้งที่สามเราจะรับ  อาราธนาของเธอ
แต่บัดนี้ช้าเสียแล้ว เรามิอาจกลับใจได้อีก”

"ดูกรอานนท์ ! เราเคยบอกเธอแล้วมิใช่หรือว่า บุคคลย่อมต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พึงใจเป็นธรรมดา 
หลีกเลี่ยงไม่ได้ชีวิตนี้มีความพลัดพรากเป็นที่สุด สิ่งทั้งหลายมีความแตกไป ดับไป สลายไป เป็นธรรมดา
จะปรารถนามิให้เป็นอย่างที่มันควรจะเป็นนั้น เป็นฐานะที่ไม่พึงหวังได้ ทุกสิ่งทุกอย่าง ดำเนินไป
เคลื่อนไป สู่จุดสลายตัวอยู่ทุกขณะ”

และก่อนหน้านี้พระองค์ได้เคยแสดงโอฬาริกนิมิตประกาศอานุภาพแห่งอิทธิบาทภาวนาแล้วถึง ๑๖  ครั้ง ในสถานที่  ๑๖  แห่ง  คือที่เมืองราชคฤห์  ๑๐  แห่ง เมืองเวสาลี  ๖  แห่ง บัดนี้พญามาร ได้ทูลอาราธนาให้พระบรมศาสดาเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว บัดนี้พระองค์ได้สละแล้ว คายแล้ว ปล่อยแล้ว วางแล้ว จะนำสิ่งนั้นกลับมาอีกด้วยเหตุใด

หน้า 1 จาก 21