ตรัสรู้ (97)
เมื่อเวรัญชพราหมณ์ได้พบพระผู้มีพระภาคและได้สดับพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว
พระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดเวรัญชพราหมณ์ให้ได้เข้าถึงพระรัตนตรัยและยึดถือเป็นสรณะ
ไปตลอดชีวิต ปฏิญาณตนเป็นอุบาสก พร้อมทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมกับทั้งภิกษุสงฆ์ให้จำพรรษาอยู่
ในเมืองเวรัญชา พร้อมทั้งปวารณาตัวว่าจะดูแลเรื่องปัจจัยสี่ และอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ถวายแด่พระผู้มี
พระภาคเจ้าพร้อมด้วยเหล่าพระภิกษุสงฆ์สาวก แต่แล้วเวรัญชพราหมณ์ก็หลงลืมเสียสนิท มิได้กระทำดังที่
ได้ปวารณาไว้ จึงทำให้พระผู้มีพระภาคเจ้าและเหล่าพระภิกษุสงฆ์ทั้งปวงต้องประสบกับความเดือดร้อน ยากลำบาก
ยังชีพอยู่ด้วยความอัตคัตขัดสน ตลอดฤดูเข้าพรรษานั้น
เมื่อออกพรรษาแล้วพระพุทธองค์ได้ทรงเสด็จไปเพื่อจะอำลาเวรัญชพราหมณ์ ส่วนเวรัญชพราหมณ์เมื่อเห็นพระผู้มี
พระภาคเจ้าก็ทรงระลึกได้และทราบว่าตนเองได้ปวารณาอุปัฐถากเรื่องปัจจัยสี่ไว้ และทราบว่าตนเองเป็นสาเหตุ
ให้พระผู้มีพระภาคเจ้าและเหล่าภิกษุสงฆ์เดือดร้อนตลอดพรรษา จึงได้นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าและเหล่าพระภิกษุสงฆ์
ไปฉันภัตตาหารที่บ้านของตน จากนั้นพระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดแล้วอำลากลับ
กาลครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคได้ทรงบัญญัติสิกขาบท "ให้ภิกษุแบ่งปันอาหารที่บิณฑบาตรได้และให้ช่วยเหลือรักษา
ความเจ็บป่วยแก่กัน แม้ผู้ปวารณาตัวจะหลงลืมไม่สามารถปฏิบัติตามคำปวารณาได้"

"ราหุโลวาท"พระพุทธเจ้าทรงอบรมสามเณรราหุล
แต่ก็มีพระสูตรบางพระสูตรที่กล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงอบรมพระราหุลที่พระเวฬุวัน ซึ่งท่านพระอรรถกถาจารย์ท่านเล่าว่า เมื่อพระพุทธเจ้าโปรดให้บวชพระราหุลนั้น พระราหุลมีชันษาได้เพียง ๗ พรรษา และเมื่อได้ทรงนำมาประทับอยู่ที่พระเวฬุวันกรุงราคฤห์ ก็ได้ทรงอบรมราหุลสามเณรอยู่เสมอ คำอบรมในระหว่างที่ราหุลสามเณรมีพระชนม์ ๗ พรรษานั้น ท่านร้อยกรองไว้เป็นพระสูตรหนึ่ง เรียกว่า ราหุโลวาท ซึ่งแปลว่า โอวาทแก่พระราหุล มีเล่าไว้ว่า พระราหุลได้ประทับอยู่ที่เรือนชั้นอันชื่อว่า อัมพลัฏฐิกา ที่ตอนสุดของพระเวฬุวัน พระพุทธเจ้าดเสด็จไปประทานพระโอวาทอบรม เตือนให้พระราหุลศึกษา ๒ ข้อ คือ
๑. ให้ศึกษาว่า จะไม่พูดเท็จแม้เพื่อจะหัวเราะเล่น
๒. ให้ศึกษาว่า จะปัจจเวกข์ คือ พิจารณาชำระกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมให้บริสุทธิ์
ข้อความละเอียดในพระสูตรนี้มีเล่าว่า เมื่อเสด็จพระพุทธดำเนินไปถึง พระราหุลก็ได้ปูอาสนะ ได้เตรียมน้ำล้างพระบาท และก็ได้ล้างพระบาทถวาย พระพุทธเจ้าได้ประทับนั่งแล้วก็ตรัสให้พระราหุลดูน้ำที่เหลืออยู่ในภาชนะที่ใช้เทล้างพระบาทนั้น ซึ่งมีเหลืออยู่น้อย ตรัสเปรียบเทียบว่า
“ความละอายในเพราะสัมปชานมุสาวาท คือ พูดเท็จทั้งที่รู้อยู่ไม่มีแก่ผู้ใด สมัญญะ
คือ ความเป็นสมณะ ของผู้นั้นก็มีน้อย เหมือนอย่างน้ำที่มีเหลืออยู่น้อยในภาชนะน้ำนั้น”
แล้วก็ตรัสสั่งให้พระราหุลเทน้ำทิ้งให้หมด ตรัสโอวาทต่อไปว่า
“ความละอายในเพราะพูดเท็จทั้งที่รู้อยู่ไม่มีแก่ผู้ใด ความเป็นสมณะของผู้นั้น
ก็ต้องถูกทิ้งเสียแล้ว เหมือนอย่างน้ำในภาชนะน้ำที่เขาทิ้งเสียหมด”
แล้วก็ตรัสสั่งให้พระราหุลคว่ำภาชนะน้ำ แล้วทรงสั่งให้พระราหุลหงายภาชนะน้ำนั้น ก็เป็นภาชนะน้ำที่ว่างเปล่า ก็ตรัสโอวาทสืบต่อไปอีกว่า
“ความละอายในเพราะพูดเท็จทั้งที่รู้อยู่ไม่มีแก่ผู้ใด ความเป็นสมณะของผู้นั้นก็ว่างเปล่า
เหมือนอย่างภาชนะน้ำที่หงายขึ้นว่างเปล่า ฉะนั้น”
ต่อจากนั้น ก็ตรัสอุปมาอีกข้อหนึ่งว่า เหมือนอย่างช้างศึกของพระเจ้าแผ่นดินที่ฝึกหัดไว้เป็นอย่างดี ขึ้นระวางแล้วออกสงครามก็ทำการรบ ทำหน้าที่ออกศึก ด้วยเท้าหน้าทั้งสอง ด้วยเท้าหลังทั้งสอง ด้วยศีรษะ ด้วยหู ด้วยงวง ด้วยหาง แต่ว่าถ้ายังรักษางวงอยู่ ยังไม่ใช้งวงในการปฏิบัติหน้าที่ ก็ชื่อว่ายังมิได้สละชีวิตเพื่อพระเจ้าแผ่นดิน ต่อไปปฏิบัติหน้าที่ด้วยงวงอย่างหนึ่ง จึงชื่อว่าได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างบริบูรณ์ และก็ไม่มีอะไรที่ช้างนั้นมิได้ทำ ฉันใดก็ดี ถ้าไม่มีความละอายที่จะพูดเท็จทั้งรู้ ก็กล่าวไม่ได้ว่าจะไม่ทำบาปอะไร ๆ แต่ถ้ามีความละอายอยู่ในอันที่จะพูดเท็จทั้งรู้ งดเว้นจากการพูดเท็จเสียได้ จึงจะกล่าวได้ว่าเป็นผู้ไม่ทำบาป.
เมื่อได้ตรัสโอวาทดั่งนี้แล้ว จึงสรุปให้พระราหุลศึกษา จะไม่พูดเท็จ แม้เพื่อจะหัวเราะเล่น.
ต่อจากนั้นได้ทรงสอนให้พระราหุล ปัจจเวกข์ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ได้ทรงชักวัตถุอย่างหนึ่งมาเปรียบเทียบ คือ
“ตรัสถามว่า แว่นส่องมีประโยชน์อะไร”
“พระราหุลก็กราบทูลว่า มีประโยชน์เพื่อจะปัจจเวกขณ์ คือ ว่าได้ตรวจดูหน้าตาเป็นต้น”
พระพุทธเจ้าจึงได้ประทานพระโอวาทสืบต่อไปว่า ควรที่จะปัจจเวกขณ์ คือ พิจารณาก่อนแล้วจึงทำกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เมื่อคิดปรารถนาจะทำ จะพูด จะคิด ก็ให้ปัจจเวกขณ์ก่อนว่า เราจะทำ จะพูด จะคิด อย่างนี้ แต่ว่าการทำ พูด คิด อย่างนี้เป็นอย่างไร เมื่อปัจจเวกขณ์แล้ว รู้ว่า การทำ การพูด การคิด อย่างนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตน เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น เพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นให้เดือดร้อน เป็นอกุศล มีทุกข์โศกเป็นกำไรเป็นผล เมื่อรู้ดังนี้แล้วก็ไม่ควรทำ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมนั้น ต่อเมื่อได้ปัจจเวกขณ์แล้วก็รู้ว่าไปตรงกันข้าม คือ การทำ การพูด การคิดนั้นไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนดังกล่าว เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไรเป็นผล เมื่อรู้ดังนี้แล้ว จึงควรทำกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมนั้น
อนึ่ง เมื่อกำลังทำ กำลังพูด กำลังคิดอยู่ ก็ให้ปัจจเวกขณ์ว่า บัดนี้เรากำลังทำ กำลังพูด กำลังคิดอย่างนี้ แต่ว่าการทำ การพูด การคิดอย่างนี้ เป็นอย่างไร เมื่อปัจจเวกขณ์ก็จะรู้ เมื่อรู้ว่าเป็นส่วนไม่ดี ก็ให้เลิกเสีย เมื่อรู้ว่าเป็นส่วนดี ก็ให้ทำเพิ่มเติมต่อไป
อนึ่ง ทำ พูด คิด มาแล้วก็ให้ปัจจเวกขณ์เหมือนกันว่า เราได้ทำ พูด คิด อย่างนี้มาแล้ว แต่ว่าการทำ การพูด การคิดของเรานั้น เป็นอย่างไร เมื่อรู้ว่าไม่ดี แต่ว่าทำไปแล้ว ก็ให้แสดงเปิดเผยในพระศาสดาหรือในสหพรหมจารีซึ่งเป็นวิญญูชน คือ เป็นผู้รู้และถึงความสังวรเพื่อจะไม่ทำอีกต่อไป เมื่อรู้ว่าเป็นส่วนดี ก็ให้เป็นผู้มีปีติความอิ่มใจปราโมทย์ความบันเทิงอยู่ และตามศึกษาสำเหนียกอยู่ในธรรมที่เป็นส่วนกุศลทั้งหลายทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืน.
พระพุทธเจ้าได้ตรัสสรุปต่อไปว่า สมณพราหมณ์ในอดีต ปัจจเวกขณ์ชำระกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมมาอย่างนี้ ในอนาคตก็จักได้ปัจจเวกขณ์ชำระอย่างนี้ ในปัจจุบันก็พิจารณาชำระอย่างนี้
ในที่สุดก็ตรัสเตือนให้พระราหุลศึกษาเป็นข้อที่ ๒ คือให้คอยปัจจเวกขณ์กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ
พระสูตรนี้เรียกว่า อัมพลัฏฐิการาหุโลวาทสูตร ตามชื่อของเรือนนั้น ชื่อว่า อัมพลัฏฐิกา หรือเรียกว่า จุลราหุโลวาทสูตร พระสูตรที่แสดงพระโอวาทแก่พระราหุลซึ่งเป็นสูตรเล็ก เพราะเมื่อพระราหุลมีอายุมากขึ้น พระพุทธเจ้าได้ประทานพระโอวาทอย่างอื่นต่อไป
ที่มา : ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า
พระนิพนธ์ใน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก; วัดบวรนิเวศวิหาร

กุมารปัญหา
อนึ่ง ในระยะเวลาที่พระราหุลมีพระชนม์พรรษาน้อยอยู่นี้ พระอรรถกถาจารย์ท่านแสดงว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงอบรมด้วย กุมารปัญหา คือ ปัญหาที่ผูกขึ้นสำหรับถามเด็ก หรือ สามเณรปัญหา ปัญหาที่ผูกขึ้นสำหรับสามเณร ปัญหานี้ในที่แห่งหนึ่งแสดงว่า พระพุทธเจ้าตรัสถามให้สามเณรรูปหนึ่งชื่อว่า โสปากสามเณร ตอบ แต่ท่านพระอรรถกถาจารย์ได้กล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสตั้งปัญหาอันเดียวกันนี้ถามพระราหุลด้วย มี ๑๐ ข้อ คือ
ถามว่า “อะไรชื่อว่าหนึ่ง”
ก็ทูลตอบว่า “ที่ชื่อว่าหนึ่ง ก็คือสัตว์ทั้งปวงตั้งอยู่ได้ด้วยอาหาร”
ถามว่า “อะไรชื่อว่าสอง”
ก็ตอบว่า “ที่ชื่อว่าสองคือนามรูป”
ถามว่า “อะไรชื่อว่าสาม”
ก็ตอบว่า “คือเวทนาสาม”
ถามว่า “อะไรชื่อว่าสี่”
ก็ตอบว่า “อริยสัจสี่”
ถามว่า “อะไรชื่อว่าห้า”
ก็ตอบว่า “อุปาทานขันธ์ คือ ขันธ์เป็นที่ยึดถือห้า”
ถามว่า “อะไรช่อว่าหก”
ก็ตอบว่า “อายตนะภายในหก”
ถามว่า “อะไรชื่อว่าเจ็ด”
ก็ตอบว่า “โพชฌงค์เจ็ด”
ถามว่า “อะไรชื่อว่าแปด”
ก็ตอบว่า “อริยมรรคมีองค์แปด”
ถามว่า “อะไรชื่อว่าเก้า”
ก็ตอบว่า “สัตตาวาส คือ ที่อยู่ของสัตว์เก้าจำพวก”
ถามว่า “อะไรชื่อว่าสิบ”
ก็ตอบว่า “ท่านที่ประกอบด้วยองค์สิบ เรียกว่า พระอรหันต์”
ชื่อธรรมะเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันอยู่เป็นส่วนมาก สัตตาวาส ๙ นั้นเป็นภูมิภพของสัตว์ ๙ จำพวก ส่วนพระอรหันต์ประกอบด้วยองค์ ๑๐ นั้นก็คือ ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณะ คือความรู้ชอบ สัมมาวิมุตติคือความพ้นชอบ ซึ่งเป็นอเสขะคือเป็นองค์ที่เสร็จกิจจะต้องศึกษา อันเรียกว่าเป็นของพระอเสขะผู้ที่ไม่ต้องศึกษา ก็ได้แก่มรรคมีองค์ ๘ และเพิ่มสัมมาญาณะ และสัมมาวิมุตติเข้าอีก ๒ รวมเป็น ๑๐
ปัญหาเหล่านี้เท่ากับว่า ตั้งขึ้นถามให้ตอบหรือว่าทาย และคอยแก้ก็เพื่อที่จะให้จดจำข้อธรรมะได้ ในตอนแรกก็อาจจะไม่เข้าใจ แต่เมื่อได้รับอบรมมากขึ้น ก็อาจเข้าใจในหัวข้อธรรมะเหล่านั้นมากขึ้น ในตอนแรกก็ตั้งให้ตอบพอจำได้ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า กุมารปัญหา หรือว่า สามเณรปัญหา มี ๑๐ ข้อ ด้วยกัน.
ในระหว่างพรรษาเหล่านี้ ครั้งหนึ่งได้ทรงแสดงโอวาทโปรดบุตรคฤหบดีผู้หนึ่ง ซึ่งชื่อว่า สิงคาลกะ เป็นพระโอวาทสั่งสอนทางคดีโลก นับว่าได้ทรงสั่งสอนผ่อนจากคดีโลกุตตรธรรมลงมา พระธรรมเทศนาที่แสดงมาในเบื้องต้นโดยลำดับนั้นเป็นเรื่องโลกุตตรธรรม หรือปรมัตถธรรมเป็นพื้น และผู้นับถือพระพุทธศาสนาก็ปรากฏว่าได้มีภิกษุมีสามเณรเป็นฝ่ายบรรพชิต ทางฝ่ายคฤหัสถ์ก็มีอุบาสกอุบาสิกา ปรากฏว่าได้ทรงอบรมด้วยอนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ ท่านแสดงว่าผู้ที่จะทรงอบรมดั่งกล่าวนั้น ต้องมีอุปนิสัยที่จะได้ธรรมจักษุ ดวงตาเห็นธรรม ที่กล่าวว่าเป็นพระโสดาบัน พระโสดาบันนั้น คฤหัสถ์ก็เป็นได้ พระสกทาคามีก็เหมือนกัน ส่วนพระอนาคามีนั้น ท่านแสดงว่าคฤหัสถ์ก็เป็นไปได้ แต่โดยมากเมื่อคฤหัสถ์เป็นพระอนาคามี ก็มักจะบวช ส่วนที่ไม่บวชมีตัวอย่างอยู่ ท่านอ้างว่า เพราะมีกิจต้องทะนุบำรุงมารดาบิดา ทิ้งไปบวชไม่ได้ แต่ว่าถ้าเป็นพระอรหันต์ต้องออกบวช จะอยู่เป็นคฤหัสถ์ต่อไปไม่ได้และมีกำหนดว่า ต้องบวชในวันนั้น ด้วย กำหนดเป็นแบบธรรมดานิยม เพราะฉะนั้น คำสั่งสอนที่แล้วมา แม้จะสอนแก่คฤหัสถ์ก็สอนตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงอริยสัจ ส่วนที่สอนแก่สิงคาลกะนี้ เป็นการสอนทางคดีโลกโดยตรง
ที่มา : ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า
พระนิพนธ์ใน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก; วัดบวรนิเวศวิหาร

เมื่อพระบรมโพธิสัตว์มีชัยต่อพญามารวัสวดีด้วยพระบารมีตั้งแต่เวลาสายัณห์พระอาทิตย์ยังมิทันจะอัสดงคต ทำให้บังเกิดความเบิกบานพระทัยด้วยปีติเกษม จึงทรงเจริญสมาธิภาวนาทำจิตให้ปราศจาก อุปกิเลส จนได้บรรลุ ปฐมฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน อันเป็นส่วนรูปฌานสมาบัติตามลำดับ ต่อจากนั้นทรงเจริญญาณอันเป็นองค์ปัญญาชั้นสูง ๓ ประการตามลำดับแห่งยามสาม ซึ่งในทางศาสนาแบ่งกลางคืนออกเป็น ๓ ส่วน แต่ละส่วนเรียกว่ายามหนึ่ง ๆ คือ ปฐมยาม มัชฌิมยาม ปัจฉิมยาม ในราตรีนั้น คือ ในวันเพ็ญพระจันทร์เสวยดาวฤกษ์ชื่อว่าวิสาขา คือ วันเพ็ญเดือนวิสาขะเป็นเวสาขะ ในราตรีวันเพ็ญนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ธรรม ก่อนแต่ตรัสรู้เรียกว่า พระโพธิสัตว์ แปลว่า ผู้ข้องอยู่ในความรู้ อันหมายความว่า ไม่ทรงข้องอยู่ในสิ่งอื่น ข้องอยู่แต่ในความรู้ จึงทรงแสวงหาความรู้จนได้ตรัสรู้ จึงเรียกว่า พุทธะ ที่แปลว่า ผู้รู้ หรือ ตรัสรู้ เราเรียกกันว่า พระพุทธเจ้า พระองค์ได้ตรัสรู้ที่ภายใต้ต้นไม้ชื่อว่า อัสสัตถะ ต่อมาก็เรียกว่า ต้นโพธิ์ คำว่า โพธิ แปลว่า ตรัสรู้ เพราะพระพุทธเจ้าไปประทับนั่งใต้ไม้นั้นตรัสรู้ จึงได้เรียกว่า ต้นไม้ตรัสรู้ เรียกเป็นศัพท์ว่า โพธิพฤกษ์ แต่ชื่อของต้นไม้ชนิดนี้ว่า อัสสัตถะ ที่ตรัสรู้นั้นอยู่ใกล้ฝั่ง แม่น้ำเนรัญชรา ใน ตำบลอุรุเวลา ใน มคธรัฐ
ทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ พระองค์ทรงตรัสรู้ในตอนเช้ามืดวันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี หลังจากออกผนวชได้ ๖ ปี ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้แห่งนี้เรียกว่า “พุทธคยา” เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหารของอินเดีย
พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้อริยสัจสี่ หรือความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นการตรัสรู้อันยอดเยี่ยม ไม่มีผู้เสมอเหมือน ดังนั้น วันตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าจึงจัดเป็นวันสำคัญ เพราะเป็นวันที่บังเกิดพระพุทธเจ้าพระนามว่า “โคตมะ” อุบัติขึ้นในโลก
พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญเพียร ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทรงเริ่มบำเพ็ญสมาธิให้เกิดในพระทัย เรียกว่าการเข้า “ฌาน” เพื่อให้บรรลุ “ญาณ” จนเวลาผ่านไปจนถึง ...
ยามต้น : ทรงบรรลุ “ปุพเพนิวาสานุติญาณ” คือทรงระลึกชาติในอดีตทั้งของตนเองและผู้อื่น
ยามสอง : ทรงบรรลุ “จุตูปปาตญาณ” คือการรู้แจ้งการเกิดและดับของสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ยามสาม : ทรงบรรลุ “อาสวักขยญาณ” คือ รู้วิธีกำจัดกิเลสด้วย อริยสัจ ๔ คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคืนวันเพ็ญเดือน ๖ ซึ่งขณะนั้นพระพุทธองค์มีพระชนมายุ
ได้ ๓๕ พรรษา
ในปฐมยาม ทรงบรรลุบุพเพนิวาสานุสสติญาณ สามารถระลึกอดีตชาติที่พระองค์ทรงเกิดมาแล้วได้ทั้งสิ้น ย้อนหลังไปตั้งแต่มีชัยต่อพญามารวัสวดี ลอยถาดทอง ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรารับมธุปายาสจากานางสุชาดา ทรงสุบินบุพนิมิตมหามงคล ๕ ประการ ย้อนไปจนถึงเมื่อครั้งไปศึกษาวิชากับ อาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตร ทรงให้ปฏิญาณแก่พระเจ้าพิมพิสาร ทรงบรรพชา ณ ริมฝั่งแม่น้ำอโนมาเสด็จหนีออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ ประสูติในสวนลุมพินีวัน ตราบจนเมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร และทรงระลึกย้อนหลังไปถึง ๔ อสงไขย ๑ แสนมหากัปป์
ในมัชฌิมยาม ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ หรือ ทิพยจักษุญาณ สามารถหยั่งรู้การเวียนว่ายตายเกิดของเหล่าสรรพสัตว์อื่นได้หมดเปรียบประหนึ่งผู้ยืนบนปราสาทอันตั้งตระหง่านอยู่หว่าง กลางถนน ๔ แพร่ง จึงสามารถเล็งเห็นมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย เมื่อ นั่ง ยืน เดิน เข้าออกจากเรือน หรือระหว่างสัญจรไปตามวิถีแห่งทาง ๔ แพร่ง
ในปัจฉิมยาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ ทรงพระปรีชาสามารถทำอาสวกิเลสทั้งหลายให้ดับสิ้นไป จนได้บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ คือ ญาณอันประเสริฐอันเป็นเครื่องตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ในเวลาปัจจุบันสมัยรุ่งอรุโณทัย จึงเปล่งพระพุทธสีหนาทปฐมอุทาน ตรัสทักตัณหาด้วยความเบิกบานพระทัยว่า
“นับตั้งแต่ตถาคตท่องเที่ยวสืบเสาะหานายช่างเรือนอันก่อสร้างนามรูปคือตัวตัณหา
ด้วยการเวียนว่ายตายเกิดมาตลอด ๔ อสงไขยแสนมหากัลป์ บัดนี้ได้พบและทำลาย
สูญสิ้นแล้ว จิตของเราปราศจากสังขารเครื่องปรุงแต่งให้เกิดในภพอื่นแล้ว”
พลันได้บังเกิดมหาอัศจรรย์ขึ้นในเวลานั้นกล่าวคือ พื้นปฐพีอันกว้างใหญ่เกิดหวั่นไหว มหาสาครสมุทรตีฟองคะนองคลื่นพฤกษาชาติทั้งหลายต่างผลิดอกออกช่อเบ่งบานงามตระการดารดาษไปทั่วทุกอุทยาน บรรดาแก้วมณีอันประดับอยู่ในทุกวิมานชั้นฟ้าล้วนเปล่งแสงส่องประกายรัศมีอันโอภาสบรรเจิด ทิพยดนตรีต่างบรรเลงเสียงเพลงไพเราะเสนาะโสต เทพยดาและผู้เรืองฤทธิ์ในทุกสวรรค์ชั้นฟ้าป่าหิมพานต์ต่างพนมกรแซ่ซ้องสาธุการโปรยปรายบุปผามาลัยทำการสักการบูชา เปล่งวาจาว่าบัดนี้พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลกแล้วตรงกับวันเพ็ญกลางเดือน ๖ หรือวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ หรือ วันวิสาขบูชา
สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ปัจจุบันอยู่ในตำบลที่เรียกว่า พุทธคยา ห่างจากเมืองกัลกัตตาประมาณ ๒๓๐ ไมล์
เหตุการณ์สำคัญในวันวิสาขบูชา
วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เพราะประกอบด้วยเหตุการณ์ ๓ ประการคือ
๑. เป็นวันประสูติ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ ก่อน พ.ศ. ๘๐ปี
๒. เป็นวันตรัสรู้ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ ก่อน พ.ศ. ๔๕ ปี
๓. เป็นวันปรินิพพาน ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ ก่อน พ.ศ. ๑ปี

ทรงเสวยวิมุตติสุข
เมื่อพระบรมโพธิสัตว์เจ้าได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณหรือญาณประเสริฐอันเป็นเครื่องตรัสรู้สำเร็จเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ได้ประทับเสวยวิมุตติสุข คือ ความสุขที่เกิดจากความหลุดพ้น อยู่ ณ ร่มพระศรีมหาโพธิเป็นระยะเวลา ๗ วัน ได้ทรงดำริถึงพระธรรมที่ได้ตรัสรู้ว่าเป็นของที่ลุ่มลึกนัก
วิมุตติสุข สุขเกิดแต่ความหลุดพ้นจากกิเลส อาสวะ และปวงทุกข์;
พระพุทธเจ้าภายหลังตรัสรู้แล้วใหม่ ๆ ได้เสวยวิมุตติสุข ๗ สัปดาห์ตามลำดับคือ
สัปดาห์ที่ ๑ ประทับภายใต้ร่มไม้มหาโพธิ์ ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท
สัปดาห์ที่ ๒ เสด็จไปประทับยืนด้านอีสาน ทรงจ้องดูต้นมหาโพธิ์ไม่กระพริบพระเนตร ที่นั้นเรียกว่า อนิมิสเจดีย์
สัปดาห์ที่ ๓ ทรงนิรมิตที่จงกรมขึ้นระหว่างกลางแห่งพระมหาโพธิ์และอนิมิสเจดีย์ เสด็จจงกรมตลอด ๗ วัน
ที่นั้นเรียก รัตนจงกรมเจดีย์
สัปดาห์ที่ ๔ ประทับนั่งขัดบัลลังก์พิจารณาพระอภิธรรมปิฎก ณ เรือนแก้วที่เทวดานิรมิตในทิศพายัพ
แห่งต้นมหาโพธิ์ ที่นั้นเรียก รัตนฆรเจดีย์
สัปดาห์ที่ ๕ ประทับใต้ร่มไม้ไทร ชื่ออชปาลนิโครธ ทรงตอบปัญหาของพราหมณ์หุ ํหุกชาติ
แสดงสมณะและพราหมณ์ที่แท้ พร้อมทั้งธรรมที่ทำให้เป็นสมณะและเป็นพราหมณ์
พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่าธิดามาร ๓ ตน ได้มาประโลมพระองค์ ณ ที่นี้
สัปดาห์ที่ ๖ ประทับใต้ต้นไม้จิก ชื่อ มุจจลินท์ มีฝนตก มุจจลินทนาคราชมาวงขนดแผ่พังพานปกป้องพระองค์
ทรงเปล่งอุทานแสดงความสุขทีแท้ อันเกิดจากการไม่เบียดเบียนกัน เป็นต้น
สัปดาห์ที่ ๗ ประทับใต้ต้นไม้เกต ชื่อ ราชายตนะ พาณิช ๒ คน คือ ตปุสสะ และภัลลิกะ เข้ามาถวายสัตตุผล
สัตตุก้อน และได้แสดงตนเป็นปฐมอุบาสกถึงสรณะ ๒
เมื่อสิ้น สัปดาห์ที่ ๗ ที่นี้แล้ว เสด็จกลับไปประทับใต้ต้นอชปาลนิโครธอีก ทรงดำริถึงความลึกซึ้งแห่งธรรม
ที่ตรัสรู้ คือ ปฏิจจสมุปบาทและนิพพาน แล้วน้อมพระทัยที่จะไม่แสดงธรรม เป็นเหตุให้ท้าวสหัมบดีพรหม
มากราบทูลอาราธนา และ ณ ที่นี้เช่นกัน ได้ทรงพระดำริเกี่ยวกับสติปัฏฐาน ๔ ที่เป็น เอกายนมรรค และ อินทรีย์ ๕
อันมีอมตธรรมเป็นที่หมาย; พึงสังเกตว่า เรื่องในสัปดาห์ที่ ๒-๓-๔ นั้น เป็นส่วนที่พระอรรถกถาจารย์กล่าวแทรกเข้ามา

อนิมิสเจดียสถานทรงถวายเนตรไม่กระพริบตา
จากนั้นจึงเสด็จจากรัตนบัลลังก์ไปประทับยืนกลางแจ้งอยู่ ณ ทิศอีสานคือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทรงทำอุปหาร คือ ยืนทอดพระเนตรต้นพระศรีมหาโพธิโดยไม่กระพริบพระเนตร อยู่ในพระอิริยาบถนั้นเป็นระยะเวลา ๗ วัน พระพุทธองค์ทรงพิจารณาทบทวนคำนึงถึงธรรมและความหมุนเวียนเปลี่ยนไปแห่งวัฏสังสาร ความเกิดขึ้นแห่งสังขารทั้งปวงหรือทรงพิจารณาถึง ปฏิจสมุปบาท สถานที่ที่พระพุทธองค์เสด็จมาประทับยืนทอดพระเนตรต้นพระศรีมหาโพธินั้นได้นามเป็นนิมิตมหามงคลนามว่า อนิมิสเจดียสถาน ซึ่งอนิมิส แปลว่า ไม่กระพริบตา และต้นโพธิอันเป็นสถานที่ตรัสรู้กำเนิดพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าและสัจธรรมอันประเสริฐบริสุทธิ์ จึงได้นามตามการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ว่า ต้นพระศรีมหาโพธิพฤกษ์
ปฏิจสมุปบาท
เป็นหลักธรรมข้อหนึ่งในพุทธศาสนา อธิบายถึง การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน,
การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น
การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา มีองค์หรือหัวข้อ 12 ดังนี้ คือ
อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ
เพราะ อวิชชา เป็นปัจจัย สังขาร จึงมี
เพราะ สังขาร เป็นปัจจัย วิญญาณ จึงมี
เพราะ วิญญาณ เป็นปัจจัย นามรูป จึงมี
เพราะ นามรูป เป็นปัจจัย สฬายตนะ จึงมี
เพราะ สฬายตนะ เป็นปัจจัย ผัสสะ จึงมี
เพราะ ผัสสะ เป็นปัจจัย เวทนา จึงมี
เพราะ เวทนา เป็นปัจจัย ตัณหา จึงมี
เพราะ ตัณหา เป็นปัจจัย อุปทาน จึงมี
เพราะ อุปทาน เป็นปัจจัย ภพ จึงมี
เพราะ ภพ เป็นปัจจัย ชาติ จึงมี
เพราะ ชาติ เป็นปัจจัย ชรามรณะ จึงมี
ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ ก็มีพร้อมความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมี

ลำดับแห่งปฏิจสมุปบาทฝ่ายดับทุกข์
ความทุกข์ จะดับไปได้เพราะดับ ชาติ (การเกิดอัตตา"ตัวตน"คิดว่าตนเป็นอะไรอยู่)
ชาติ จะดับไปได้เพราะดับ ภพ (การมีภาระหน้าที่และภาวะทางใจ)
ภพ จะดับไปได้เพราะดับ อุปาทาน (ความยึดติดในสิ่งต่าง ๆ)
อุปาทาน จะดับไปได้เพราะดับ ตัณหา (ความอยาก)
ตัณหา จะดับไปได้เพราะดับ เวทนา (ความรู้สึกในทางทุกข์หรือสุข)
เวทนา จะดับไปได้เพราะดับ ผัสสะ (การสัมผัสด้วยประสาทต่าง ๆ)
ผัสสะ จะดับไปได้เพราะดับ อายตนะ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
อายตนะ จะดับไปได้เพราะดับ นามรูป (ร่างกายและจิตใจ)
นามรูป จะดับไปได้เพราะดับ วิญญาณ (การรับรู้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
วิญญาณ จะดับไปได้เพราะดับ สังขาร (การนึกคิดหรือการทำงานของสมองเพื่อปรุงแต่ง)
สังขาร จะดับไปได้เพราะดับ อวิชชา (ความโน้มเอียงไปคลุกเคล้ากิเลสด้วยความเขลา)
ปฏิจสมุปบาทนี้ มีชื่อเรียกอย่างอื่นอีก ที่สำคัญคือ อิทัปปัจจยตา (ภาวะที่มีอันนี้ ๆ เป็นปัจจัย)
และปัจจยาการ (อาการที่สิ่งทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่กัน)
ข้ออ้างอิงจาก มหานิทานสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปฏิจสมุปบาท นี้ลึกซึ้งสุดประมาณ และปรากฏเป็นของลึก ก็แหละถึงจะเป็นเช่นนั้น ก็ยังปรากฏแก่ข้าพระองค์ เหมือนเป็นของตื้นนัก ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "เธออย่าพูดอย่างนั้น อานนท์ เธออย่าพูดอย่างนั้น อานนท์ ปฏิจสมุบาทนี้
ลึกซึ้งสุดประมาณและปรากฏเป็นของลึก ดูกรอานนท์ เพราะไม่รู้จริง เพราะไม่แทงตลอด ซึ่งธรรมอันนี้
หมู่สัตว์นี้ จึงเกิดเป็นผู้ยุ่งประดุจด้ายของช่างหูก เกิดเป็นปมประหนึ่งกระจุกด้าย เป็นผู้เกิดมา
เหมือนหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้อง จึงไม่พ้นอุบาย ทุคติ วินิบาต สงสาร ...
ดูกรอานนท์ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงเกิดสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย
จึงเกิดผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย
จึงเกิดอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิด ชรามรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส ฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้
ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ ฯ
จาก ปัจจัยสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖
ภิกษุทั้งหลาย ความจริงแท้ ความไม่คลาดเคลื่อน ความไม่เป็นอย่างอื่น มูลเหตุอันแน่นอนในธาตุอันนั้น
ดังพรรณนามาฉะนี้แล เราเรียกว่า ปฏิจสมุปบาท

รัตนจงกรมเจดีย์ ทรงเสด็จดำเนินจงกรมแก้ว
เมื่อพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ายืนทอดพระเนตรต้นพระศรีมหาโพธิพฤกษ์ตลอดระยะเวลา ๗ วันแล้ว จึงเสด็จไปจงกรมอยู่ ณ ที่กึ่งกลางระหว่าง อนิมิสเจดียสถาน กับ ต้นพระศรีมหาโพธิพฤกษ์ เป็นระยะเวลา ๗ วัน นับเป็นสัปดาห์ที่ ๓ จากวันที่ได้ตรัสรู้ สถานที่นั้นจึงได้นิมิตมหามงคลนามว่า รัตนจงกรมเจดีย์
การเดินจงกรม คือ การเดินด้วยความมีสติ กำหนดจิตทุกย่างก้าว ก่อนจะออกเดินต้องไปยืนที่หัวทางที่จะใช้จงกรม มือทั้งสองประสานไว้ข้างหน้า อธิษฐานจงกรม แล้วเดินกลับไปกลับมา ตามเวลาที่อธิษฐานใจไว้ คือมีที่หมายหรือกำหนดว่า เมื่อเดินไปถึงที่ไหนจะกลับ และกลับมาถึงไหนแล้วจะเดินต่อไปเป็นการแช่มช้ามีสติกำหนดนึกรู้สึกอยู่เสมอทุกขณะที่เท้า ยก ย่าง เหยียบ สถานที่ใช้เดินจงกรมเป็นทางราบหรือทางตรงยาวประมาณสิบวาเศษ หรือ ๑๖ ก้าวขึ้นไปไม่เกิน ๒๕ ก้าว แล้วเดินกำหนดสติ กลับมาที่จุดเดิม
อานิสงค์ของการเดินจงกรม
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยแสดงอานิสงส์การเดินจงกรมไว้ ๕ ประการ คือ
๑ ทำให้อดทนต่อการเดินทางไกล
๒ ทำให้อดทนต่อการทำความเพียร
๓ ทำให้มีอาพาธ คือ ความเจ็บป่วยไข้น้อย
๔ ทำให้อาหารมีรสและย่อยได้ง่าย
๕ สมาธิที่ได้ในขณะจงกรมย่อมตั้งอยู่นาน
คำอธิษฐานเดินจงกรม
จังคะมะนัง อธิฐามิ : ข้าพเจ้าอธิฐานเดินจงกรม เพื่อให้เห็นรูปนาม เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่าย
คลายกำหนัดยินดี ..
รัตนฆรเจดีย์ เทวดาเนรมิตเรือนแก้ว
เมื่อพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จเดินจงกรมครบ ๗ วันแล้ว ในสัปดาห์ที่ ๔ ได้เสด็จไปประทับนั่งขัดสมาธิในเรือนแก้ว ซึ่งเทวดานิรมิตขึ้นมาถวาย ทรงพิจารณาพระปริยัติธรรม พระไตรปิฎก ณ เรือนแก้วนั้นตลอดระยะเวลา ๗ วัน สถานที่นั้นอันตั้งอยู่ ณ ทิศพายัพ หรือทิศตะวันตกเฉียงเหนือ แห่งต้นพระศรีมหาโพธิ จึงได้นิมิตมหามงคลนามว่า รัตนฆรเจดีย์
อนึ่ง ในหนังสือพระปฐมสมโพธิกถา กล่าวว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคประทับเสวยวิมุตติสุข ณ ต้นพระศรีมหาโพธิพฤกษ์ ในสัปดาห์ที่ ๑ ประทับยืนถวายพระเนตร ณ อนิมิสเจดียสถาน ในสัปดาห์ที่ ๒ และเสด็จเดินจงกรม ณ รัตนจงกรมเจดีย์ ในสัปดาห์ที่ ๓ นั้น พระฉัพพรรณรังสี คือรัศมี ๖ ประการ ได้แก่
๑. นีล รัศมีที่มีสีเขียวเหมือนดอกอัญชัน
๒. ปีต รัศมีที่มีสีเหลืองเหมือนหรดาลทอง
๓. โลหิต รัศมีที่มีสีแดงเหมือนสีตะวันอ่อน
๔. โอทาต รัศมีที่มีสีขาวหรือสีเหมือนแผ่นเงิน
๕. มัญเชฐ รัศมีที่มีสีเหมือนดอกเซ่งหรือหงอนไก่ หรือสีเหมือนหงสบาท คือ สีแดงปนเหลืองเหมือนสีของเท้าหงส์
๖. ประภัสสร รัศมีที่มีสีเลื่อมพรายเหมือนแก้วผนึก
พระฉัพพรรณรังสี คือรัศมี ๖ ประการก็ยังมิได้โอภาสออกจากพระวรกาย จนในสัปดาห์ที่ ๔ เมื่อเสด็จประทับนั่งขัดสมาธิทรงพิจารณาธรรมในพระวรกาย จนในสัปดาห์ที่ ๕ เมื่อเสด็จประทับนั่งขัดสมาธิทรงพิจารณาธรรมในเรือนแก้ว พระฉัพพรรณรังสีทั้ง ๖ ประการจึงโอภาสออกมาจากพระวรกายแล้วแล่นไปในทศทิศ คือ ทิศทั้ง ๑๐

ทรงขับไล่ธิดาพญามารวัสวดี
เมื่อพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จประทับนั่งสมาธิพิจารณาพระปริยัติพระไตรปิฎกในเรือนแก้วถ้วน ๗ วัน ณ รัตนฆรเจดีย์ ในสัปดาห์ต่อมาซึ่งนับเป็นสัปดาห์ที่ ๕ หลังจากตรัสรู้ พระพุทธองค์ได้เสด็จไปประทับนั่งสมาธิ ณ ภายใต้ต้นอชปาลนิโครธ หรือต้นไทร เป็นระยะเวลาอีก ๗ วัน
ในลำดับนั้น ธิดาพญามารทั้ง ๓ อันได้แก่ นางราคะ นางตัณหา และนางอรดี อาสาพญามารวัสวดีผู้เป็นบิดาเพื่อมาทำลายซึ่งตบะเดชะสมเด็จพระสัพพัญญู ทั้ง ๓ นางต่างใช้เล่ห์แห่งอิตถีมายา นิรมิตร่างเป็นสตรีสวยงามในวัยต่าง ๆ ตลอดจนแสดงลีลาฟ้อนรำขับร้อง หมายโลมเล้าให้พระพุทธองค์เกิดความหวั่นไหวในอำนาจแห่งตัณหา
แต่พระผู้มีพระภาคเจ้ากลับมิได้เอาพระทัยใส่และมิได้ลืมพระเนตรขึ้นทัศนาการ กลับขับไล่ธิดาพญามารทั้ง ๓ ให้หลีกไปด้วยพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ปราศจากกิเลสตัณหาโดยสิ้นแล้ว ธิดาพญามารทั้ง ๓ เมื่อได้สดับจึงปรารภว่าพญามารผู้เป็นบิดากล่าวเตือนไว้ถูกต้องแล้ว อันพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีบุคคลผู้ใดในโลกจะชักนำไปสู่อำนาจแห่งตนได้โดยแท้ แล้วต่างพากันกลับไปสำนักแห่งพญามารวัสวดี

พญานาคราชขนดตนถวายเป็นพุทธบัลลังก์ “นาคปรก”
เมื่อพระผู้มีพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งสมาธิ ณ ภายใต้ตันอัชปาลนิโครธ ต้นไทร เป็นระยะเวลา ๗ วัน และทรงขับไล่ธิดาพญามารไปแล้ว ในสัปดาห์ที่ ๖ ได้เสด็จพุทธดำเนินไปประทับนั่งสมาธิเสวยวิมุตติสุข ณ ร่มไม้จิกอันมีนามว่ามุจลินท์พฤกษ์ ซึ่งประดิษฐานอยู่ทางทิศอาคเนย์ หรือตะวันออกเฉียงใต้ ของต้นพระศรีมหาโพธิ
ในกาลนั้นเกิดมีฝนตกพรำอยู่มิขาดสาย พญานาคตนหนึ่งนามว่า มุจลินทนาคราช ผู้เป็นราชาแห่งนาคพิภพได้ขึ้นมาจากบาดาล ขนดกายเป็น ๗ ชั้น แล้วแผ่พังพานใหญ่ปกคลุมเบื้องบนพระเศียรเสมือนกั้นด้วยเศวตฉัตรถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยประสงค์ป้องกันลมฝนความหนาวเหน็บ ตลอดจน เหลือบ ไร ริ้น ยุง และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลายมิให้มาต้องพระวรกาย
จนวันที่ ๓ ผ่านไปฝนจึงหยุด พญานาคราชจึงคลายขนดกายออก แปลงร่างเป็นมานพหนุ่มถวายอภิวาทอยู่ ณ ที่เฉพาะพระพักตร์ ลำดับนั้นพระพุทธองค์จึงทรงเปล่งอุทานว่า
"สุโข วิเวโก ตุฏฺฐัสสะ สุตะธัมมัสสะ ปัสสะโต อัพยาปัชชัง สุขัง โลเก ปาณะภูเตสู สัญญะโม
สุขา วิราคะตา โลเก กามานัง สะมะติกฺกะโม อัสมิมานัสสะ วินะโย เอตัง เว ปะระมัง สุขัง ฯ" ความว่า..
"ความสงัด คือ ความสุขของบุคคลผู้มีธรรมอันได้สดับแล้ว ได้รู้เห็นสังขารทั้งปวง
ตามความเป็นจริงอย่างไร ความสำรวมไม่เบียดเบียนในสัตว์ทั้งหลาย
และความเป็นผู้ปราศจากกำหนัดหรือสามารถก้าวล่วงพ้นซึ่งกามทั้งปวงเสียได้
เป็นสุขอันประเสริฐในโลก ความขาดจากอัสมิมานะ หรือการถือตัวตน
หากกระทำให้การถือตัวหมดสิ้นไปได้นั้น เป็นความสุขอย่างยิ่ง”