การประดิษฐานรอยพระพุทธบาทเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติถึง ๓ เหตุการณ์ดังนี้


การประดิษฐานรอยพระพุทธบาท ณ ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที

สมัยหนึ่งพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมาถึงเขาสัจพันธ์บรรพต เพื่อโปรดสัจพันธ์ฤาษีเจ้าแห่งสัทธิหนึ่งซึ่งมีบริวารเป็นจำนวนมาก พระพุทธองค์ทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์หยุดบุษบกอยู่กลางอากาศ ทรงทรมานสัจพันธ์ฤาษีให้ละมิจฉาทิฏฐิเช่นเดียวกับที่เคยโปรดชฎิล ๓ พี่น้อง จนสัจพันธ์ฤาษีได้รับการอุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา แล้วขึ้นบุษบกตามเสด็จพระบรมศาสดาไป ในครั้งนั้นพระพุทธองค์ทรงทำภัตกิจที่บ้านนายพาณิชคนหนึ่งนามว่า จุฬปุณณ แล้วจึงเสด็จกลับ ครั้งนั้นพญานาคราชได้ทูลขอให้เหยียบรอยพระพุทธบาทไว้ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานทีเพื่อสำหรับสักการบูชา

การประดิษฐานรอยพระพุทธบาท ณ เขาสัจพันธ์

ครั้นเมื่อพระบรมศาดาเสด็จต่อมาจนถึงเขาสัจพันธ์บรรพตจึงตรัสกับพระสัจพันธ์ภิกษุว่า  “แต่เดิมเธอเป็นคณาจารย์ใหญ่มีบริวารเป็นอันมาก และได้สั่งสอนประชุมชนให้ถือลัทธิผิด ๆ ไว้เป็นอันมากขอให้เธอพักอยู่ ณ ที่นี่เพื่อปลดเปลื้องประชุมชนให้พ้นจากมิจฉาทิฏฐิเถิด” ในครั้งนั้นพระบรมศาสดาได้ประดิษฐานรอยพระบาทไว้ที่หลังหินให้ปรากฏเสมือนหนึ่งทรงกดรอยพระบาทไว้บนพื้นดินเปียก ๆ ตามที่พระสัจพันธ์ภิกษุทูลขอ

เสด็จโปรดพราหม์ มาคันทิยะ ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท ณ แคว้นกุรุรัฐ

อีกสมัยหนึ่ง พระบรมศาสดาเสด็จประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม ในพระนครโกสัมพี แคว้นวังสะ ทรงอาศัยพระนครแห่งนี้เป็นที่แสดงธรรมโปรดประชากรให้ตั้งอยู่ในมรรคผล เป็นพุทธมามกะปฏิญาณตนมั่นอยู่ในพระรัตนตรัยเป็นอันมาก  ในกาลนั้น ณ แคว้นกุรุรัฐมีพราหมณ์ผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติอยู่ครอบครัวหนึ่ง พราหมณ์สามีนามว่า มาคันทิยะ นางพราหมณีนามว่า มาคันทิยา ทั้งสองมีธิดาสาวสวยอยู่คนหนึ่งนามว่า มาคันทิยาเหมือนนางพราหมณีผู้เป็นมารดา เมื่อมีผู้อยู่ในสกุลพราหมณ์มาสู่ขอธิดาสาว พราหมณ์ทั้งสองก็ไม่ยอมยกให้เพราะมีความพิถีพิถันในการเลือกบุตรเขย โดยต้องการจะหาผู้ที่มีความเหมาะสมที่สุดมาเป็นคู่ครองของธิดาของตน

แคว้นกุรุรัฐนั้นอยู่ใกล้กับโฆสิตาราม อันเป็นที่ประทับของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในนครโกสัมพี อยู่มาวันหนึ่งพระผู้มีพระภาคตรวจดูอุปนิสัยของสัตว์โลกในเวลาใกล้รุ่งด้วยพุทธจักษุอันเป็นกิจประจำ ทรงเล็งเห็นอุปนิสัยแห่งอนาคามีผลของพราหมณ์ทั้งสอง จึงมีพระเมตตาเสด็จมาโปรด ณ สถานที่บำเรอไฟของพราหมณ์สองสามีภรรยา

ในสมัยนั้นแคว้นกุรุรัฐยังไม่มีพระพุทธศาสนาเข้ามาประดิษฐาน ครั้นมาคันทิยะพราหมณ์ได้เห็นพระบรมศาสดาซึ่งตนไม่เคยเห็นไม่เคยรู้จักมาก่อนก็ตกตะลึงในความงามและลักษณะของมหาบุรุษจึงกล่าวยกธิดาสาวให้และขอร้องพระพุทธองค์ว่าโปรดรอยู่ก่อนตนจะรีบไปนำตัวธิดาสาวมา ครั้นกลับถึงที่พักรีบนำข่าวดีนี้บอกแก่นางพราหมณีและธิดาของตน

สองพราหมณ์รีบให้นางมาคันทิยาแต่งตัวอย่างสวยงามแล้วพามาเฝ้าพระพุทธองค์ แต่พบเพียงรอยพระบาทปรากฏอยู่บนพื้นดินเมื่อนางพราหมณีได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนตามตำราบาทศาสตร์แล้วจึงบอกสามีว่า รอยเท้าของท่านมหาบุรุษผู้นี้เป็นรอยเท้าของผู้ที่หมดกิเลส ปฏิเสธการครองเรือน ด้วยตามตำราพยากรณ์ศาสตร์ของพราหมณ์ได้บอกไว้ว่า

"ผู้ที่มากด้วยตัณหาราคะ ตรงกลางรอยเท้าจะเว้าลึก
ผู้ที่มากด้วยโทสะ ตรงส้นรอยเท้าจะหนัก
ผู้ที่อยู่เหนืออำนาจราคะ โทสะ โมหะ รอยเท้าจะเสมอกันหรือเต็มบริบูรณ์

ครั้นเห็นพระบรมศาสดาเสด็จอยู่ในที่ห่างออกไปเล็กน้อยพราหมณ์มาคันทิยะจึงชวนนางพราหมณีรีบไปเฝ้าและกล่าวยกธิดาสาวให้เหมือนเช่นครั้งก่อน พระพุทธองค์มิได้ทรงตอบรับหรือปฏิเสธ แต่ตรัสเล่าพุทธประวัติของพระองค์ตั้งแต่สละราชสมบัติเสด็จออกบรรพชา บำเพ็ญเพียรจนตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ กล่าวถึงนางราคะ นางตัณหา นางอรดี ๓ ธิดามารที่พ่ายแพ้ต่อโพธิญาณของพระองค์มาแล้ว ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงมิได้ปรารถนาในตัวธิดาของพราหมณ์

ต่อจากนั้นจึงทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรด ด้วยบุญกุศลที่สร้างสมมาส่งผลให้พราหมณ์ทั้งสองเข้าสู่ชั้นธรรมแห่งพระอนาคามีบุคคล และภายหลังเมื่อมอบธิดาของตนและทรัพย์สมบัติทั้งหลายให้อยู่ในความดูแลของจูฬมาคันทิยะผู้เป็นน้องปกครองแทน พราหมณ์ทั้งสองจึงชวนกันออกบรรพชา หลังจากตั้งใจปฏิบัติธรรมได้ไม่นานก็บรรลุพระอรหัตผลเป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงในพระพุทธศาสนา