พญานาคได้แสดงฤทธิ์พ่นเปลวเพลิงข่มขวัญ

เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จพุทธดำเนินสู่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แขวงกรุงราชคฤห์ พระพุทธองค์ทรงช่วยอนุเคราะห์ให้ชฎิล คือ นักบวชผู้มุ่นผมให้เป็นมวยสูงแบบชฎา เป็นนักพรตพวกหนึ่งที่เราเรียกว่า ฤาษี ทั้งสามพี่น้องแห่งสกุลกัสสปโคตร ให้ได้บรรลุพระอรหันต์ ชฎิลผู้พี่มีศิษย์เป็นบริวารจำนวน ๕๐๐ คน ตั้งอาศรมอยู่บริเวณต้นแม่น้ำเนรัญชรา จึงได้นามว่า อุรุเวลกัสสป ชฎิลผู้เป็นน้องคนกลางมีศิษย์เป็นบริวารจำนวน ๓๐๐ คน ตั้งอาศรมอยู่ริมฝั่งแม่น้ำถัดไปจึงได้นามว่า นทีกัสสป ชฎิลผู้เป็นน้องคนเล็กมีศิษย์เป็นบริวารจำนวน ๒๐๐ คน ตั้งอาศรมอยู่ ณ คุ้งแม่น้ำตอนใต้ต่อลงมา ณ ตำบลคยาสีหประเทศจึงได้นามว่า คยากัสสป

พระบรมศาสดาเสด็จไปสู่สำนักของอุรุเวลกัสสปผู้เป็นพี่ใหญ่ก่อน โดยได้ขออาศัยพักในสถานที่บูชาไฟซึ่งมีพญานาคอาศัยอยู่  เมื่อชฎิลได้ห้ามปรามไม่สำเร็จจึงอนุญาตให้ ในคืนนั้นพญานาคได้แสดงฤทธิ์พ่นเปลวเพลิงข่มขวัญแต่กลับพ่ายแพ้แก่เตโชกสิณสมาบัติที่พระพุทธองค์บันดาลให้เกิดเปลวเพลิงลุกโชติช่วงยิ่งกว่า จนบังเกิดแสงสว่างไปทั่วทั้งสถานที่บูชาไฟ ครั้นรุ่งเช้านทีกัสสปและเหล่าศิษย์บริวารซึ่งเห็นแสงโชติช่วงเมื่อคืนมาดูยังสถานที่บูชาไฟ เห็นพญานาคสิ้นฤทธิ์ขดอยู่ในบาตรของพระบรมศาสดา จึงดำริว่าพระมหาสมณะองค์นี้มีฤทธิ์มาก แต่กระนั้นยังเข้าใจว่าพระองค์มิได้เป็นอรหันต์เหมือนตน และทูลนิมนต์ไปฉันภัตตาหาร

ในคืนต่อ ๆ มาท้าวจาตุมหาราชทั้ง ๔ ท้าวโกสีย์สักกเทวราช หรือพระอินทร์ ท้าวสหัมบดีมหาพรหม ได้เสด็จมาเฝ้าพระบรมศาสดาเพื่อฟังธรรมองค์ละคืน ๆ ตามลำดับ ยังผลให้เกิดแสงสว่างโอภาสทั่วทั้งโรงบูชาไฟ ในเวลารุ่งเช้าของทุกวัน นทีกัสสป และบริวารมาทูลถามเหตุที่ทำให้เกิดมีแสงสว่างปรากฏเป็นปาฏิหาริย์ เมื่อทราบเรื่องได้กล่าวสรรเสริญแต่ยังคงเข้าใจว่าพระพุทธองค์มิได้เป็นอรหันต์เหมือนตนอยู่เช่นเดิม

อยู่มาวันหนึ่งนทีกัสสปะดำริว่าพรุ่งนี้มหาชนจะนำโภชนาหารมาสู่สำนักของตน หากได้เห็นปาฏิหาริย์ของพระสมณะคงเกิดศรัทธาลาภสักการจะไม่เป็นของตน ทำอย่างไรวันพรุ่งนี้พระพุทธองค์จะไม่อยู่ในสำนักของพวกตน พระบรมศาสดาทรงทราบปริวิตกของนทีกัสสปจึงเหาะเสด็จไปบิณฑบาต ณ สถานที่อันมีนามว่า อุตตรกุรุทวีป และเสด็จเหาะกลับมาทำภัตกิจ ณ ฝั่งสระอโนดาต ครั้นเวลาเย็นจึงเสด็จกลับสำนักของพวกชฎิล