พุทธะดอทคอม

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๑:๐๒ น.

อนิมิสเจดียสถานทรงถวายเนตรไม่กระพริบตา


อนิมิสเจดียสถานทรงถวายเนตรไม่กระพริบตา

จากนั้นจึงเสด็จจากรัตนบัลลังก์ไปประทับยืนกลางแจ้งอยู่ ณ ทิศอีสานคือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทรงทำอุปหาร คือ ยืนทอดพระเนตรต้นพระศรีมหาโพธิโดยไม่กระพริบพระเนตร อยู่ในพระอิริยาบถนั้นเป็นระยะเวลา ๗ วัน  พระพุทธองค์ทรงพิจารณาทบทวนคำนึงถึงธรรมและความหมุนเวียนเปลี่ยนไปแห่งวัฏสังสาร ความเกิดขึ้นแห่งสังขารทั้งปวงหรือทรงพิจารณาถึง ปฏิจสมุปบาท สถานที่ที่พระพุทธองค์เสด็จมาประทับยืนทอดพระเนตรต้นพระศรีมหาโพธินั้นได้นามเป็นนิมิตมหามงคลนามว่า อนิมิสเจดียสถาน ซึ่งอนิมิส แปลว่า ไม่กระพริบตา  และต้นโพธิอันเป็นสถานที่ตรัสรู้กำเนิดพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าและสัจธรรมอันประเสริฐบริสุทธิ์ จึงได้นามตามการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ว่า ต้นพระศรีมหาโพธิพฤกษ์

ปฏิจสมุปบาท

เป็นหลักธรรมข้อหนึ่งในพุทธศาสนา อธิบายถึง การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน,
การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น

การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา มีองค์หรือหัวข้อ 12 ดังนี้ คือ
อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ

เพราะ  อวิชชา เป็นปัจจัย   สังขาร จึงมี
เพราะ  สังขาร เป็นปัจจัย   วิญญาณ จึงมี
เพราะ  วิญญาณ เป็นปัจจัย   นามรูป จึงมี
เพราะ  นามรูป เป็นปัจจัย   สฬายตนะ จึงมี
เพราะ  สฬายตนะ เป็นปัจจัย    ผัสสะ จึงมี
เพราะ  ผัสสะ เป็นปัจจัย   เวทนา จึงมี
เพราะ  เวทนา เป็นปัจจัย    ตัณหา จึงมี
เพราะ  ตัณหา เป็นปัจจัย   อุปทาน จึงมี
เพราะ  อุปทาน เป็นปัจจัย    ภพ จึงมี
เพราะ  ภพ เป็นปัจจัย   ชาติ จึงมี
เพราะ  ชาติ เป็นปัจจัย    ชรามรณะ จึงมี
ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ ก็มีพร้อมความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมี

ภาพพุทธประวัติจาก fwdDer

ลำดับแห่งปฏิจสมุปบาทฝ่ายดับทุกข์

ความทุกข์ จะดับไปได้เพราะดับ   ชาติ (การเกิดอัตตา"ตัวตน"คิดว่าตนเป็นอะไรอยู่)
ชาติ จะดับไปได้เพราะดับ   ภพ (การมีภาระหน้าที่และภาวะทางใจ)
ภพ จะดับไปได้เพราะดับ   อุปาทาน (ความยึดติดในสิ่งต่าง ๆ)
อุปาทาน จะดับไปได้เพราะดับ  ตัณหา (ความอยาก)
ตัณหา จะดับไปได้เพราะดับ   เวทนา (ความรู้สึกในทางทุกข์หรือสุข)
เวทนา จะดับไปได้เพราะดับ   ผัสสะ (การสัมผัสด้วยประสาทต่าง ๆ)
ผัสสะ จะดับไปได้เพราะดับ    อายตนะ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
อายตนะ จะดับไปได้เพราะดับ   นามรูป (ร่างกายและจิตใจ)
นามรูป จะดับไปได้เพราะดับ   วิญญาณ (การรับรู้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
วิญญาณ จะดับไปได้เพราะดับ  สังขาร (การนึกคิดหรือการทำงานของสมองเพื่อปรุงแต่ง)
สังขาร จะดับไปได้เพราะดับ   อวิชชา (ความโน้มเอียงไปคลุกเคล้ากิเลสด้วยความเขลา) 

ปฏิจสมุปบาทนี้ มีชื่อเรียกอย่างอื่นอีก ที่สำคัญคือ อิทัปปัจจยตา (ภาวะที่มีอันนี้ ๆ เป็นปัจจัย)
และปัจจยาการ (อาการที่สิ่งทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่กัน)

ข้ออ้างอิงจาก มหานิทานสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปฏิจสมุปบาท นี้ลึกซึ้งสุดประมาณ และปรากฏเป็นของลึก ก็แหละถึงจะเป็นเช่นนั้น ก็ยังปรากฏแก่ข้าพระองค์ เหมือนเป็นของตื้นนัก ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "เธออย่าพูดอย่างนั้น อานนท์ เธออย่าพูดอย่างนั้น อานนท์ ปฏิจสมุบาทนี้
ลึกซึ้งสุดประมาณและปรากฏเป็นของลึก ดูกรอานนท์ เพราะไม่รู้จริง เพราะไม่แทงตลอด ซึ่งธรรมอันนี้
หมู่สัตว์นี้ จึงเกิดเป็นผู้ยุ่งประดุจด้ายของช่างหูก เกิดเป็นปมประหนึ่งกระจุกด้าย เป็นผู้เกิดมา
เหมือนหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้อง จึงไม่พ้นอุบาย ทุคติ วินิบาต สงสาร ...

ดูกรอานนท์ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงเกิดสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย
จึงเกิดผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย
จึงเกิดอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิด ชรามรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส ฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้
ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ ฯ

จาก ปัจจัยสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖

ภิกษุทั้งหลาย ความจริงแท้ ความไม่คลาดเคลื่อน ความไม่เป็นอย่างอื่น มูลเหตุอันแน่นอนในธาตุอันนั้น
ดังพรรณนามาฉะนี้แล เราเรียกว่า ปฏิจสมุปบาท

อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๑:๐๒ น.

รัตนจงกรมเจดีย์ ทรงเสด็จดำเนินจงกรมแก้ว

รัตนจงกรมเจดีย์-พุทธคยา อินเดีย

รัตนจงกรมเจดีย์ ทรงเสด็จดำเนินจงกรมแก้ว

เมื่อพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ายืนทอดพระเนตรต้นพระศรีมหาโพธิพฤกษ์ตลอดระยะเวลา  ๗ วันแล้ว จึงเสด็จไปจงกรมอยู่ ณ ที่กึ่งกลางระหว่าง  อนิมิสเจดียสถาน กับ ต้นพระศรีมหาโพธิพฤกษ์ เป็นระยะเวลา ๗ วัน นับเป็นสัปดาห์ที่ ๓ จากวันที่ได้ตรัสรู้ สถานที่นั้นจึงได้นิมิตมหามงคลนามว่า รัตนจงกรมเจดีย์

การเดินจงกรม คือ การเดินด้วยความมีสติ กำหนดจิตทุกย่างก้าว ก่อนจะออกเดินต้องไปยืนที่หัวทางที่จะใช้จงกรม มือทั้งสองประสานไว้ข้างหน้า อธิษฐานจงกรม แล้วเดินกลับไปกลับมา ตามเวลาที่อธิษฐานใจไว้ คือมีที่หมายหรือกำหนดว่า เมื่อเดินไปถึงที่ไหนจะกลับ  และกลับมาถึงไหนแล้วจะเดินต่อไปเป็นการแช่มช้ามีสติกำหนดนึกรู้สึกอยู่เสมอทุกขณะที่เท้า ยก ย่าง เหยียบ สถานที่ใช้เดินจงกรมเป็นทางราบหรือทางตรงยาวประมาณสิบวาเศษ หรือ ๑๖ ก้าวขึ้นไปไม่เกิน ๒๕ ก้าว แล้วเดินกำหนดสติ กลับมาที่จุดเดิม

อานิสงค์ของการเดินจงกรม

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยแสดงอานิสงส์การเดินจงกรมไว้ ๕ ประการ คือ

๑    ทำให้อดทนต่อการเดินทางไกล
๒    ทำให้อดทนต่อการทำความเพียร
๓    ทำให้มีอาพาธ คือ ความเจ็บป่วยไข้น้อย
๔    ทำให้อาหารมีรสและย่อยได้ง่าย
๕    สมาธิที่ได้ในขณะจงกรมย่อมตั้งอยู่นาน

คำอธิษฐานเดินจงกรม

จังคะมะนัง อธิฐามิข้าพเจ้าอธิฐานเดินจงกรม เพื่อให้เห็นรูปนาม เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่าย
คลายกำหนัดยินดี ..

อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๑:๐๒ น.

รัตนฆรเจดีย์ เทวดาเนรมิตเรือนแก้ว

รัตนฆรเจดีย์ เทวดาเนรมิตเรือนแก้ว

เมื่อพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จเดินจงกรมครบ ๗ วันแล้ว ในสัปดาห์ที่ ๔ ได้เสด็จไปประทับนั่งขัดสมาธิในเรือนแก้ว ซึ่งเทวดานิรมิตขึ้นมาถวาย  ทรงพิจารณาพระปริยัติธรรม พระไตรปิฎก ณ เรือนแก้วนั้นตลอดระยะเวลา ๗ วัน สถานที่นั้นอันตั้งอยู่ ณ ทิศพายัพ หรือทิศตะวันตกเฉียงเหนือ แห่งต้นพระศรีมหาโพธิ จึงได้นิมิตมหามงคลนามว่า รัตนฆรเจดีย์

อนึ่ง ในหนังสือพระปฐมสมโพธิกถา กล่าวว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคประทับเสวยวิมุตติสุข ณ ต้นพระศรีมหาโพธิพฤกษ์ ในสัปดาห์ที่ ๑ ประทับยืนถวายพระเนตร ณ อนิมิสเจดียสถาน ในสัปดาห์ที่ ๒ และเสด็จเดินจงกรม ณ รัตนจงกรมเจดีย์ ในสัปดาห์ที่ ๓ นั้น พระฉัพพรรณรังสี คือรัศมี ๖ ประการ ได้แก่
๑.  นีล รัศมีที่มีสีเขียวเหมือนดอกอัญชัน
๒.  ปีต รัศมีที่มีสีเหลืองเหมือนหรดาลทอง
๓.  โลหิต รัศมีที่มีสีแดงเหมือนสีตะวันอ่อน
๔.  โอทาต รัศมีที่มีสีขาวหรือสีเหมือนแผ่นเงิน
๕.  มัญเชฐ รัศมีที่มีสีเหมือนดอกเซ่งหรือหงอนไก่ หรือสีเหมือนหงสบาท คือ สีแดงปนเหลืองเหมือนสีของเท้าหงส์
๖.  ประภัสสร รัศมีที่มีสีเลื่อมพรายเหมือนแก้วผนึก

พระฉัพพรรณรังสี คือรัศมี ๖ ประการก็ยังมิได้โอภาสออกจากพระวรกาย จนในสัปดาห์ที่ ๔ เมื่อเสด็จประทับนั่งขัดสมาธิทรงพิจารณาธรรมในพระวรกาย จนในสัปดาห์ที่ ๕ เมื่อเสด็จประทับนั่งขัดสมาธิทรงพิจารณาธรรมในเรือนแก้ว พระฉัพพรรณรังสีทั้ง ๖ ประการจึงโอภาสออกมาจากพระวรกายแล้วแล่นไปในทศทิศ คือ ทิศทั้ง ๑๐

อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๑:๐๑ น.

ทรงขับไล่ธิดาพญามารวัสวดี


ทรงขับไล่ธิดาพญามารวัสวดี

เมื่อพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จประทับนั่งสมาธิพิจารณาพระปริยัติพระไตรปิฎกในเรือนแก้วถ้วน ๗ วัน ณ รัตนฆรเจดีย์ ในสัปดาห์ต่อมาซึ่งนับเป็นสัปดาห์ที่ ๕ หลังจากตรัสรู้ พระพุทธองค์ได้เสด็จไปประทับนั่งสมาธิ ณ ภายใต้ต้นอชปาลนิโครธ หรือต้นไทร เป็นระยะเวลาอีก ๗ วัน

ในลำดับนั้น ธิดาพญามารทั้ง ๓  อันได้แก่ นางราคะ นางตัณหา และนางอรดี อาสาพญามารวัสวดีผู้เป็นบิดาเพื่อมาทำลายซึ่งตบะเดชะสมเด็จพระสัพพัญญู ทั้ง ๓ นางต่างใช้เล่ห์แห่งอิตถีมายา นิรมิตร่างเป็นสตรีสวยงามในวัยต่าง ๆ ตลอดจนแสดงลีลาฟ้อนรำขับร้อง หมายโลมเล้าให้พระพุทธองค์เกิดความหวั่นไหวในอำนาจแห่งตัณหา

แต่พระผู้มีพระภาคเจ้ากลับมิได้เอาพระทัยใส่และมิได้ลืมพระเนตรขึ้นทัศนาการ กลับขับไล่ธิดาพญามารทั้ง ๓ ให้หลีกไปด้วยพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ปราศจากกิเลสตัณหาโดยสิ้นแล้ว ธิดาพญามารทั้ง ๓ เมื่อได้สดับจึงปรารภว่าพญามารผู้เป็นบิดากล่าวเตือนไว้ถูกต้องแล้ว อันพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีบุคคลผู้ใดในโลกจะชักนำไปสู่อำนาจแห่งตนได้โดยแท้ แล้วต่างพากันกลับไปสำนักแห่งพญามารวัสวดี

อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๑:๐๑ น.

พญานาคราชขนดตนถวายเป็นพุทธบัลลังก์นาคปรก


พญานาคราชขนดตนถวายเป็นพุทธบัลลังก์ “นาคปรก”

เมื่อพระผู้มีพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งสมาธิ ณ ภายใต้ตันอัชปาลนิโครธ ต้นไทร เป็นระยะเวลา ๗ วัน และทรงขับไล่ธิดาพญามารไปแล้ว ในสัปดาห์ที่ ๖ ได้เสด็จพุทธดำเนินไปประทับนั่งสมาธิเสวยวิมุตติสุข ณ ร่มไม้จิกอันมีนามว่ามุจลินท์พฤกษ์ ซึ่งประดิษฐานอยู่ทางทิศอาคเนย์ หรือตะวันออกเฉียงใต้ ของต้นพระศรีมหาโพธิ

ในกาลนั้นเกิดมีฝนตกพรำอยู่มิขาดสาย พญานาคตนหนึ่งนามว่า มุจลินทนาคราช ผู้เป็นราชาแห่งนาคพิภพได้ขึ้นมาจากบาดาล ขนดกายเป็น ๗ ชั้น แล้วแผ่พังพานใหญ่ปกคลุมเบื้องบนพระเศียรเสมือนกั้นด้วยเศวตฉัตรถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยประสงค์ป้องกันลมฝนความหนาวเหน็บ ตลอดจน เหลือบ ไร ริ้น ยุง และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลายมิให้มาต้องพระวรกาย

จนวันที่ ๓ ผ่านไปฝนจึงหยุด พญานาคราชจึงคลายขนดกายออก แปลงร่างเป็นมานพหนุ่มถวายอภิวาทอยู่ ณ ที่เฉพาะพระพักตร์ ลำดับนั้นพระพุทธองค์จึงทรงเปล่งอุทานว่า

"สุโข วิเวโก ตุฏฺฐัสสะ สุตะธัมมัสสะ ปัสสะโต อัพยาปัชชัง สุขัง โลเก ปาณะภูเตสู สัญญะโม
สุขา วิราคะตา โลเก กามานัง สะมะติกฺกะโม อัสมิมานัสสะ วินะโย เอตัง เว ปะระมัง สุขัง ฯ"
ความว่า..

"ความสงัด คือ ความสุขของบุคคลผู้มีธรรมอันได้สดับแล้ว ได้รู้เห็นสังขารทั้งปวง
ตามความเป็นจริงอย่างไร ความสำรวมไม่เบียดเบียนในสัตว์ทั้งหลาย
และความเป็นผู้ปราศจากกำหนัดหรือสามารถก้าวล่วงพ้นซึ่งกามทั้งปวงเสียได้
เป็นสุขอันประเสริฐ
ในโลก ความขาดจากอัสมิมานะ หรือการถือตัวตน
หากกระทำให้การถือตัวหมดสิ้นไปได้นั้น เป็นความสุขอย่างยิ่ง”

อ่านเพิ่มเติม ...

วิดิทัศน์ธรรม

ธรรมประพันธ์

เสียงอ่านธรรม

พระธรรมเทศนา