พุทธะดอทคอม

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๑:๐๑ น.

ท้าวสักเทวราชถวายผลสมอ

ท้าวสักเทวราชถวายผลสมอ

เมื่อพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับเสวยวิมุตติสุข ณ ร่มไม้จิกเป็นเวลา ๗ วันแล้ว ในสัปดาห์ที่ ๗
พระพุทธองค์จึงเสด็จไปประทับนั่งขัดสมาธิเสวยวิมุตติสุข ณ ร่มไม้เกดอันมีนามว่าราชายตนะ ซึ่งประดิษฐานอยู่
ทางทิศทักษิณ ของต้นพระศรีมหาโพธิเป็นเวลาอีก ๗ วัน

ครั้นพระสัพพัญญูออกจากสมาธิแล้ว ท้าวสักกอมรินทราธิราช หรือพระอินทร์ ทรงดำริว่า พระผู้มีพระภาคเสวย
วิมุตติสุขตลอด ๗ สัปดาห์ ๔๙ วันที่ผ่านมา ยังมิได้เสวยพระกระยาหาร จึงนำผลสมออันเป็นทิพยโอสถลงมาจาก
เทวโลก แล้วน้อมเข้าไปถวายพระพุทธองค์ทรงรับและเสวยผลสมอทิพย์นั้น แล้วทรงทำสรีรกิจลงพระบังคน
ทรงบ้วนพระโอษฐ์ด้วยน้ำที่ท้าวสหัสนัยน์ อีกนามหนึ่งของพระอินทร์ถวาย  จากนั้นพระผู้มีพระภาคจึงเสด็จไปประทับ
ณ ราชายตนพฤกษ์ ตามเดิม

อ่านเพิ่มเติม ...

ภายหลังจากพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วได้ ๔๙ วัน ในกาลนั้นยังมีนายวาณิชสองพี่น้องนามตปุสะ และภัลลิกะ นำหมู่กองเกวียนบรรทุกสินค้าจำนวน ๕๐๐ เล่ม เดินทางค้าขายจากอุกกลชนบท ผ่านป่าเขาลำเนาไพรมาจนถึงตำบลอุรุเวลาเสนานิคมประเทศ ขณะนั้นเทพยดาองค์หนึ่งซึ่งสถิตอยู่ ณ รุกขชาติต้นหนึ่ง เห็นพ่อค้าวาณิชทั้งสองก็รู้ด้วยญาณว่าเคยเป็นญาติกับตนมาในอดีตชาติ ปรารถนาจะสงเคราะห์ให้ได้บรรลุพุทธสรณาคมน์ คือ มีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง จึงใช้เทวานุภาพบันดาลให้เกวียนทุกเล่มหยุดนิ่งเหมือนล้อถูกตรึงติดกับพื้นพสุธา

ฝ่ายพ่อค้าวาณิชเห็นเหตุการณ์อันอัศจรรย์เช่นนั้นก็ตกใจกลัวพยายามหาวิธีแก้ไขหลายประการแต่ไร้ผล ในที่สุดทั้งสองจึงทำพิธีพลีกรรมบวงสรวงเทพยดาเจ้าป่า อธิษฐานขอให้ช่วยอนุเคราะห์เทพยดาผู้เป็นญาติของสองวาณิชจึงปรากฏกายขึ้น กล่าวแนะนำว่า

“ดูกรท่านผู้นิรทุกข์ บัดนี้มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเพิ่งตรัสรู้ใหม่ประทับอยู่
ณ ร่มไม้เกด ท่านจงไปเฝ้าพระพุทธองค์ทำการอภิวาทด้วยความเคารพ
แล้วนำข้าวสัตตูก้อนสัตตูผง น้อมถวายแด่พระองค์เถิด ผลแห่งทานครั้งนี้
นับว่าล้ำเลิศยิ่งนัก จะเกื้ออำนวยสุขประโยชน์แก่ท่านทั้งสองสิ้นกาลนาน”

เมื่อร่างของเทพยดาผู้เอื้ออารีอันตรธานหายไป สองนายวาณิชต่างรู้สึกพิศวงด้วยไม่เคยนึกฝันว่าจะได้เห็นเทพเจ้า และยิ่งได้ทราบข่าวว่าบัดนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกแล้ว ต่างมีความยินดีโสมนัส เหลือบมองหาจนเห็นองค์พระสัพพัญญูซึ่งประทับอยู่ ณ ร่มไม้เกด ประกอบ ด้วยลักษณะมหาบุรุษ มีพระฉัพพรรณรังสีเจิดจำรัสโอภาสเป็นที่อัศจรรย์ ทั้งสองต่างมีจิตเลื่อมใสศรัทธาปราโมทย์รีบเข้าไปทำการอภิวาทและถวายข้าวสัตตูก้อนสัตตูผงพร้อมกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์จงทรงพระอนุเคราะห์รับบิณฑบาตไทยทาน
ของข้าพระพุทธเจ้า เพื่อประโยชน์สุขแก่ข้าพระพุทธเจ้าสิ้นกาลนานเทอญ”

ในเวลานั้นพระผู้มีพระภาคมีพระประสงค์จะรับ แต่บาตรที่ฆฏิกาพรหมถวายในวันเสด็จออกบรรพชาได้อันตรธานไป ตั้งแต่คราวรับมธุปายาสของนางสุชาดา และถาดทองนั้นก็ได้เสี่ยงบารมีลอยไปแล้ว พระพุทธองค์ทรงดำริในพระหทัยว่าบัดนี้บาตรของเราไม่มี พระพุทธเจ้าแต่ปางก่อนทรงรับบิณฑบาตด้วยหัตถ์มีบางไหมหนอ

ฝ่ายท้าวจัตุโลกบาลทั้ง ๔  เมื่อทราบพุทธอัธยาศัย ว่าพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนาจะรับบิณฑบาตของวาณิชสองพี่น้อง แต่บาตรที่ฆฏิกาพรหมถวายในวันเสด็จออกบรรพชาได้อันตรธานไป ท้าวจัตุโลกบาลทั้ง ๔ จึงนำบาตรศิลามีสีดั่งหยกหรือถั่วเขียว เหาะมาจาก ๔ ทิศน้อมนำมาถวาย องค์ละใบ ๆ พระพุทธองค์ทรงรับบาตรทั้ง ๔ ใบนั้นเพื่อรักษาศรัทธา ปสาทะของผู้ถวาย แล้วทรงอธิษฐานผสานบาตรทั้ง ๔ ใบเข้าเป็นบาตรเดียวและใช้บาตรนั้นรับข้าวสัตตูก้อนสัตตูผงของสองวาณิช เมื่อรับบิณฑบาตรแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงทำภัตกิจเสวยข้าวสัตตูก้อนสัตตูผงในเวลานั้น

อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๑:๐๑ น.

ทรงประทานพระเกศาธาตุแก่ปฐมอุบาสกในพระพุทธศาสนา

ภาพพุทธประวัติวัดพระรามเก้า
ทรงประทานพระเกศาธาตุแก่ตปุสสะ และ ภัลลิกะ

เมื่อพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสร็จจากการเสวยภัตกิจแล้ว วาณิชสองพี่น้องคือ ตปุสสะ กับ ภัลลิกะ จึงกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งสองขอถึงพระองค์และพระธรรมเป็นที่พึ่ง
ขอพระองค์ทรงทราบว่า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งสองเป็นอุบาสกในพระพุทธศาสนา
นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปตราบอวสานแห่งชีวิต”

แล้ววาณิชสองพี่น้องจึงทูลขอสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งควรแก่การอภิวาทต่างองค์พระชินสีห์ต่อไปในเบื้องหน้า
ในกาลนั้นสมเด็จพระศาสดาผู้ทรงมหากรุณา จึงยกพระหัตถ์เบื้องขวาขึ้นลูบพระเศียรเกล้า ได้พระเกศาธาตุ หรือเส้นผม จำนวน ๘ เส้น ประทานแก่ตปุสสะและภัลลิกะ วาณิชสองพี่น้องน้อมรับด้วยความโสมนัสปลื้มปิติ เมื่อกราบบังคมลากลับไปสู่บ้านเมืองของตนแล้ว ได้สร้างพระสถูปบรรจุไว้เพื่อเป็นที่สักการบูชาแก่มหาชนทั่วไป ตปุสสะ และ ภัลลิกะ วาณิชสองพี่น้อง ได้เป็นปฐมอุบาสกในพระพุทธศาสนา ตั้งมั่นอยู่ในเทววาจิกสรรณคม คือ ถึงพระพุทธเจ้าและพระธรรมทั้งสองเป็นสรณะ คือเป็นที่พึ่ง   ด้วยในขณะนั้นยังไม่มีพระสงฆ์บังเกิดขึ้นในโลก

เมื่อตปุสสะ และ ภัลลิกะ วาณิชสองพี่น้องกราบทูลลาไปแล้วพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเสด็จจากร่มไม้ราชายตนะ  ต้นเกด ไปประทับเสวยวิมุตติสุข ณ ร่มไม้อัชปาลนิโครธ ต้นไทร อีกครั้งหนึ่ง พระโพธิสัตว์เจ้าทรงบำเพ็ญเพียรจนได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงเข้าถึงความเป็นพระพุทธเจ้า ตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เองในวันรุ่งเดือน ๖  ณ ใต้ร่มมหาโพธิบัลลังก์ ทรงหมดสิ้นซึ่งอาสวะกิเลส เมื่อพระพุทธองค์ทรงบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ทรงเสวยวิมุตติสุขเนิ่นนานอยู่  ทรงรำพึงถึงธรรมที่ได้ตรัสรู้ว่าเป็นธรรมอันประณีตละเอียดสุขุมคัมภีรภาพยากที่บุคคลจะรู้และปฏิบัติได้ ทำให้พระพุทธองค์ทรงท้อพระทัยดำริว่าจะไม่แสดงธรรมแก่มหาชน

อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๑:๐๑ น.

ท้าวสหัมบดีพรหมทรงทูลอาราธนาให้แสดงธรรม


ท้าวสหัมบดีพรหมทรงทูลอาราธนาให้แสดงธรรม

ฝ่ายท้าวสหัมบดีพรหม ผู้สถิตอยู่ ณ พรหมโลก ทราบพุทธดำริ ทรงวิตกว่าพระพุทธองค์จะทรงละเลยกิจที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตได้ทรงปฏิบัติ คือ ทรงจะแสดงพระสัทธรรมโปรดหมู่เวไนยสัตว์ในภพทั้งหลาย คือพรหมภูมิ สวรรค์ภูมิ มนุษย์ภูมิ  ด้วยเมื่อพระโพธิสัตว์ทรงบรรลุธรรมแล้วจะทรงน้อมพระทัยไปสู่การเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน เหตุนั้น ท้าวสหัมบดีพรหม จึงได้ชักชวนหมู่พรหมและทวยเทพในภพสวรรค์ เสด็จมาชุมนุมต่อหน้าพระพักตร์สมเด็จพระบรมศาสดา แล้วกล่าวคำทูลอารธนาให้ทรงแสดงธรรมว่า 

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดแสดงธรรมเถิด
อันเป็นการเกื้อประโยชน์สุขแก่มวลมนุษย์ สรรพสัตว์ตลอดจนเทพยดาทั้งหลายในสากลจักรวาล"

นั่นจึงเป็นที่มาของการที่เมื่อพุทธบริษัทประสงค์ที่จะกราบอาราธนาให้พระสงฆ์ได้เมตตาแสดงธรรม ก็จะใช้
คำอาราธนาที่ขึ้นต้นด้วยประโยคอาราธนา ดังนี้

"พรัมมา จะ โลกาธิปะตี สะหัมปะติ
กัตอัญชะลี อันธิวะรัง อะยาจะถะ สันธีธะ
สัตตาปปะระชักขะชาติกา เทเสตุธัมมัง
อะนุกัมปิมังปะชัง"

แปลได้ใจความดังนี้

"ท้าวสหัมบดีพรหมผู้เป็นอธิบดีของโลก
กราบทูลวิงวอน สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งหลายที่มีธุลี คือ กิเลสในดวงตาเบาบางยังมีอยู่ในโลกนี้   
ขอพระองค์ทรงแสดงธรรมอนุเคราะห์หมู่สัตว์นี้เถิด"

อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๑:๐๐ น.

ทรงพิจารณาบัว ๔ เหล่า

ทรงพิจารณาบัว ๔ เหล่า

ลำดับนั้นพระพุทธองค์ทรงรำพึงถึงธรรมเนียมของพระพุทธเจ้าทั้งหลายแต่ปางก่อนว่า เมื่อได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ย่อมแสดงธรรมโปรดแก่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งปวง และทรงพิจารณาต่อไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณว่า จะมีผู้ใดเข้าถึงพระธรรมคุณที่ตรัสรู้ได้บ้างหรือไม่ ทรงเห็นว่า บุคคลในโลกนี้มีหลายจำพวก บางจำพวกสอนได้ บางจำพวกสอนไม่ได้

พระพุทธองค์ได้ทรงตรึกตรอง ทรงคำนึงว่าธรรมที่พระองค์ตรัสรู้นี้ ลึกซึ้งมาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม จึงยังทรงมิได้รับคำทูลอารธนาทีเดียว แต่ได้ทรงพิจารณาโดยพระญาณก่อนว่า เวไนยสัตว์ นั้นจำแนกเหล่าที่จะรองรับพระสัทธรรมได้เพียงใด จำนวนเท่าใด ทรงจำแนกด้วยพระญาณว่าเหล่าเวไนยสัตว์บุคคลที่จะรับพระสัทธรรมได้และไม่ได้มีอยู่ ๔ จำพวก เปรียบได้ดังดอกบัวสี่เหล่า อันหมายถึง ปัญญา วาสนา บารมี และอุปนิสัย ที่สร้างสมมาแต่อดีตของบุคคล ซึ่งบัว ๔ เหล่านั้น คือ

บัวประเภทที่ ๑ ดอกบัวที่พ้นน้ำแล้ว รอแสงพระอาทิตย์จะบานวันนี้
บัวประเภทที่ ๒ ดอกบัวที่ปริ่มน้ำ จะบานวันพรุ่งนี้
บัวประเภทที่ ๓ ดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ยังอีก ๓ วันจึงจะบาน
บัวประเภทที่ ๔ ดอกบัวที่เพิ่งงอกใหม่จากเหง้าในน้ำ จะยังไม่พ้นภัยจากเต่าและปลา

ซึ่งบัวแต่ละประเภทนั้นเปรียบได้ดังนี้

๑.  อุคฆฏิตัญญู คือ พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้และเข้าใจ
ในเวลาอันรวดเร็วเปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำเมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที

๒.  วิปจิตัญญู คือ พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตาม
และได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติมจะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า เปรียบเสมือนดอกบัว
ที่อยู่ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป

๓.  เนยยะ คือ พวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิเมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตาม
และได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอบด้วย
ศรัทธาปสาทะ ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า เปรียบเสมือนดอกบัว
ที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อย ๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง

๔.  ปทปรมะ คือ พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิแม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมาย
หรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาปสาทะ ไร้ซึ่งความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม
ยังแต่จะตกเป็นอาหารของเต่าปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน

อันดอกปทุมานั้นมีหลายหลากต่างชนิดกันไป เหมือนดังเหล่าเวไนยสัตว์ที่จะได้รู้ธรรมนั้นเช่นกัน ทั้งผู้มีกิเลสมาก ผู้มีกิเลสปานกลาง ผู้มีกิเลสน้อยเบาบาง ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า ฯลฯ

บุคคลที่เปรียบได้กับดอกบัวดอกที่ ๑, ๒, ๓ นั้นสามารถให้อนุศาสโนวาทแล้วสามารถบรรลุมรรค ผล นิพพาน ได้เร็วช้าต่างกันก็ด้วยปัญญา วาสนา บารมี และอุปนิสัย ที่ต่างกัน ซึ่งจำแนกเป็น พุทธเวไนย์ สาวกเวไนย์ ธาตุเวไนย์ ตามลำดับ ส่วนบุคคลซึ่งเปรียบเป็นบัวประเภทที่ ๔ ไม่สามารถบรรลุอะไรได้ในชาตินี้ ด้วยขาดซึ่งปัญญา แต่จะเป็นอุปนิสัย วาสนา บารมีต่อไปในภายภาคหน้า เมื่อทราบด้วยพระญาณดังนั้นแล้ว ด้วยพระกรุณาคุณ ทรงเล็งเห็นว่าโลกนี้ผู้ที่พอจะรู้ตามได้ก็คงมีอยู่บ้าง เมื่อเล็งเห็นเหตุนี้ จึงตกลงพระทัยจะสอนธรรมให้แก่สัตว์ทั้งปวง จึงรับอารธนาของท้าวสหัมบดีพรหม

อ่านเพิ่มเติม ...

วิดิทัศน์ธรรม

ธรรมประพันธ์

เสียงอ่านธรรม

พระธรรมเทศนา