ตรัสรู้ (97)
เมื่อพระเทวทัตวางแผนการประทุษร้ายต่อพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ประสบผลสำเร็จทั้ง ๒ ครั้ง ในครั้งที่ ๓ พระเทวทัตได้ติดสินบนแก่ควาญช้างเพื่อให้มอมเหล้าพญาช้างนาฬาคิรีด้วยสุราถึง ๑๖ กระออม จนพญาช้างเกิดความคลุ้มคลั่งแล้วปล่อยให้ไปทุษร้ายพระพุทธองค์ขณะเสด็จพุทธดำเนินบิณฑบาตโปรดสัตว์พร้อมเหล่าภิกษุสงฆ์สาวก
เหล่ามหาชนได้เห็นพญาช้างวิ่งทะยานมาตามถนนต่างรีบตะโกนบอกต่อ ๆ กันไปและหลบเข้าที่ปลอดภัย ขณะพญาช้างส่งเสียงกึกก้องโกญจนาทวิ่งตรงเข้าหาพระบรมศาสดา พระอานนท์เถระพุทธอุปัฏฐากเกรงอันตรายจะเกิดแก่พระพุทธองค์ จึงวิ่งออกมาขวางพญาช้างหมายน้อมถวายชีวิตพลีแด่พระศาสดา แม้พระผู้มีพระภาคาจะตรัสเรียกถึง ๓ ครั้ง แต่พระอานนท์ก็มิยอมถอยกลับ
พระอานนท์นั้นเป็นผู้มีความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ท่านยอมสละชีพของท่านเพื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ เมื่อช้างนาฬาคิรีวิ่งเข้ามาทางพระพุทธองค์ พระอานนท์จึงได้เดินล้ำมาเบื้องหน้าพระศาสดา ด้วยคิดหมายจะเอาองค์ป้องกันสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มีพระพุทธดำรัสให้พระอานนท์หลีกไป อย่าป้องกันพระองค์เลย แต่พระอานนท์ได้กราบทูลว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชีวิตของพระองค์มีค่ายิ่งนัก พระองค์อยู่เพื่อเป็นประโยชน์แก่โลก
เป็นดวงประทีปของโลก เป็นที่พึ่งของโลก ของพระองค์อย่าเสี่ยงกับอันตรายครั้งนี้เลย
ชีวิตของข้าพระองค์มีค่าน้อย ขอให้ข้าพระองค์ได้สละสิ่งซึ่งมีค่าน้อยเพื่อรักษาสิ่งที่มีค่ามาก
เหมือนสละกระเบื้อง เพื่อรักษาซึ่งแก้วมณีเถิดพระเจ้าข้าฯ”
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่า
“อย่าเลยอานนท์ บารมีเราได้สร้างมาดีแล้ว ไม่มีใครสามารถปลงชีวิตของตถาคตได้
ไม่ว่าสัตว์ดิรัจฉานหรือมนุษย์หรือเทวดามารพรหมใด ๆ”
ในขณะนั้นช้างนาฬาคิรีวิ่งมาจนจะถึงพระองค์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระบรมศาสดาจึงใช้พุทธปาฏิหาริย์บันดาลให้พญาช้างวิ่งเสไปทางอื่น แล้วทรงแผ่เมตตาตรัสเรียกพญาช้างนาฬาคิรีให้ได้สติสร่างเมาสิ้นพยศทรุดกายลงนั่งยกงวงขึ้นถวายอภิวาทแทบบาทพระศาสดา พระผู้มีพระภาคทรงยกพระหัตถ์ขวาลูบกระพองศีรษะพญาคชสารพร้อมประทานโอวาท ให้หยุดกระทำปาณาติบาตละเลิกความโกรธ มีเมตตา จิตสร้างบุญกุศลไม่คิดเบียดเบียน พร้อมกับตรัสว่า
“นาฬาคิรีเอ๋ย เธอกำเนิดเป็นดิรัจฉานในชาตินี้ เพราะกรรมอันไม่ดีของเธอในชาติก่อน
แต่งให้เธออย่าประกอบกรรมหนัก คือทำร้ายพระพุทธเจ้าเช่นเราอีกเลย เพราะจะมีผล
เป็นทุกข์แก่เธอตลอดกาลนาน”
พญาคชสารได้ฟังพระโอวาทเกิดตื้นตันใจหลั่งน้ำตาไหลรินอาบหน้า ก้มเศียรเกล้าวันทาแล้วถวายบังคมพระยุคลบาท น้อมรับฟังพระพุทธดำรัสด้วยอาการดุษฎี เดินกลับหลังไปสู่โรงช้างดังเดิม (ในคัมภีร์อนาคตวงศ์กล่าวว่า ในอนาคตกาลนับจากพระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้าไป จะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้อีกหลายพระองค์ และช้างนาฬาคิรี จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่าพระติสสพุทธเจ้า)
เหล่ามหาชนต่างแซ่ซ้องพนมมือขึ้นสาธุการด้วยความปีติในพุทธปาฏิหาริย์
ในพุทธประวัติกล่าวไว้ว่า พระบรมศาสดาทรงทราบถึงการหมายประทุษร้ายของพระเทวทัตอยู่ก่อนแล้วด้วยข่าวนี้ได้รั่วไหลไปสู่มหาชนจึงต่างนำความมากราบทูลพระพุทธองค์ซึ่งเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร พร้อมทั้งขอให้พระผู้มีภาคและเหล่าภิกษุสงฆ์งดการบิณฑบาตเพื่อความปลอดภัย มหาชนต่างนัดหมายว่าจะนำภัตตหารมาถวายโดยพร้อมเพรียงกัน แต่ด้วยพระเมตตาปรารถนาที่จะโปรดพญาคชสารนาฬาศิรี พระพุทธองค์จึงนำเหล่าภิกษุสงฆ์ออกบิณฑบาตในเช้าวันนั้น แล้วจึงเสด็จกลับมารับไทยทานของเหล่ามหาชนผู้มีศรัทธา
ในกาลนั้นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประทับ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ใกล้กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ซึ่งในขณะนั้นพระเจ้าพิมพิสารได้เสวยราชสมบัติเป็นกษัตริย์ผู้ครองแคว้น ยังมีกษัตริย์อีกพระองค์หนึ่งเป็นผู้ปกครองเมือง ปัญจาลนคร ทรงพระนามว่า พระเจ้าชมพูบดี มีพระมเหสีทรงพระนามว่า พระนางกาญจนาเทวี เป็นกษัตริย์ที่มีบุญญาธิการสูง ด้วยมีอาวุธวิเศษ ๓ ประการ คือ
๑. วิษสร หรือศรวิเศษ
๒. ฉลองพระบาทแก้ว
๓. จักรแก้ว
กษัตริย์แว่นแคว้นต่าง ๆ ยอมสวามิภักดิ์ถวายดอกไม้เงินดอกไม้ทองเป็นเครื่องราชบรรณาการแก่พระเจ้าชมพูบดีด้วยเกรงพระบารมี หากว่ากษัตริย์นครใดมีราชสมบัติ มีฤทธิ์มาก ไม่ยอมสวามิภักดิ์พระองค์ก็จะใช้วิษสรไปร้อยพระกรรณ (หู) ลากตัวมาหมอบกราบอยู่แทบพระบาทให้ยอมเป็นเมืองขึ้น คืนวันหนึ่งพญาชมพูบดีผู้เปรียบตนเองเสมือนพระจันทร์ที่มีรัศมีเหนือกว่าดวงดาวในท้องฟ้า ไม่มีกษัตริย์องค์ใดในชมพูทวีปจะกล้าแข่งรัศมีกับพระองค์ ทรงฉลองพระบาทแก้วเหาะเที่ยวไปในอากาศด้วยความเบิกบานพระทัย ครั้นผ่านพระนครราชคฤห์ เห็นยอดปราสาทของพระเจ้าพิมพิสารงดงามสูงตระหง่านกว่าปราสาทของตน จึงทรงพิโรธด้วยความริษยา เหาะเสด็จลงมาใช้พระบาทกระทืบเพื่อให้หักทลายลง
ด้วยพุทธานุภาพของพระบรมศาสดาคุ้มครองรักษาในฐานะพระเจ้าพิมพิสารเป็นพระอริยสาวก ยอดปราสาทจึงปลอดภัย แต่ฉลองพระบาทแก้วกลับแตกจนพระโลหิตไหลออกมาโซมพระบาท พญาชมพูบดีใช้พระขรรค์ฟันจนบิดงอก็ไม่อาจทำอันตรายยอดปราสาทได้จึงรีบเสด็จกลับพระนครแล้วใช้วิษสร หรือ ศรวิเศษให้แล่นไปร้อยพระกรรณผู้เป็นเจ้าของปราสาทมาถวาย
ขณะนั้นพระเจ้าพิมพิสารรีบเสด็จมาเฝ้าพระบรมศาสดา ณ พระเวฬุวันมหาวิหารด้วยความหวาดกลัว ศรวิเศษเมื่อค้นหาผู้เป็นเจ้าของปราสาทไม่เจอก็แล่นติดตามมาโดยเร็ว พระพุทธองค์ทรงนิรมิตจักรแก้วออกไปขับไล่ ครั้นเห็นวิษสรพ่ายแพ้กลับมา พญาชมพูบดีถอดฉลองพระบาทแก้วทั้งคู่ออกมาสั่งให้แปลงเป็นพญานาคราชไปมัดพระเจ้าพิมพิสารมาถวาย พระบรมศาสดาได้นิรมิตพญาครุฑให้ออกไปขับไล่
เมื่อพญานาคราชแปลงพ่ายแพ้หนีไปแล้ว พระบรมศาสดาทรงทราบด้วยพระญาณว่า พญาชมพูบดีมีบุญญาธิการสูง สามารถบรรลุพระอริยผลขั้นสูงได้ พระพุทธองค์จึงนิรมิตพระเวฬุวันมหาวิหารเป็นพระราชนิเวศน์สถานอันยิ่งใหญ่ พระองค์เองเป็นพระเจ้าราชาธิราชให้พระสงฆ์เป็นเสนาอำมาตย์ข้าราชบริพาร ขอให้ท้าวสักกเทวราช หรือพระอินทร์ เป็นราชฑูตไปทูลเชิญกษัตริย์แห่งปัญจาลนครมาเฝ้าพระพุทธองค์ แต่แรกพญาชมพูบดีทรงขัดขืนและพิโรธ ขว้างจักรแก้วออกไปประหารราชทูต แต่กลับพ่ายแพ้แก่จักรของท้าวสักกเทวราช กษัตริย์แห่งปัญจาลนครถูกราชทูตกระชากตกจากพระแท่นที่ประทับ โดนลากไปตามพื้นถึง ๑๒ วา และท้าวสักกเทวราชบันดาลให้เกิดไฟไหม้พระนคร พญาชมพูบดีรวมทั้งเหล่าเสนาอำมาตย์ต่างตกตะลึงยอมพ่ายแพ้ สัญญาว่าจะมาเฝ้าพระเจ้าราชาธิราชใน ๑ เดือน แต่ราชทูตแปลงให้เวลาแค่ ๓ วัน
ในการออกเดินทาง พระบรมศาสดาตรัสให้สามเณรมาฆะไปแสดงฤทธิ์ย่นระยะทางให้สั้นลง พญาชมพูบดีเดินทางมาเมืองนิรมิตของพระเจ้าราชาธิราชในเวลาเช้า เห็นพระราชวัง ปราสาทและกำแพงแก้ว ๗ ชั้น พรั่งพร้อมด้วยตลาดบก ตลาดน้ำ ตลาดเพชร ตลาดพลอย ตลาดเงิน ตลาดทอง นานัปการ อันท้าวสักกเทวราชและมเหสีทั้ง ๔ คือ นางสุธรรมา นางสุจิตรา นางสุนันทา และนางสุชาดา เป็นผู้ดูแล พญาชมพูบดีและไพร่พลที่เกณฑ์ให้ติดตามมาจำนวนมากเพื่อหมายใช้กำลังต่อกรกับพระเจ้าราชาธิราชถึงกับตกตะลึงในความงามและยิ่งใหญ่
สามเณรมาฆะผู้แปลงเป็นราชทูตสั่งให้ลงจากหลังช้างเสด็จพระดำเนินด้วยพระบาทไปเฝ้าพระเจ้าราชาธิราช แต่แรกพญาชมพูบดีทรงขัดขืน ช้างพระที่นั่งจึงถูกฉุด ราชทูตกระชากให้ล้มลง เมื่อได้เข้าเฝ้าพระเจ้าราชาธิบดี พญาชมพูบดีทรงรู้สึกเกรงกลัวในพระบารมีแต่ไม่ยอมถวายความเคารพด้วยทรงมานะทิฏฐิ พระพุทธองค์ให้โอกาสแสดงฤทธิ์เป็นครั้งสุดท้าย แต่ของวิเศษทั้ง ๓ ก็พ่ายแพ้ต่อจักรเพชรที่พระบรมศาสดานิรมิตให้มาทำลาย ครั้นเห็นพญาชมพูบดีสลดใจยอมเกรงพระบารมี พระพุทธองค์จึงคลายอภินิหารให้ทุกสิ่งกลับสู่สภาพเดิม และทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดเพื่อให้พญาชมพูบดีมีจิตผ่องใส เกิดความศรัทธาในหลักธรรมของพระพุทธศาสนาทูลขอบรรพชา พระบรมศาสดาทรงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาให้ดังประสงค์
ในกาลนั้นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประทับ ณ โฆสิตาราม เมืองโกสัมพี แคว้นวังสะ ในครั้งนั้นเหล่าภิกษุทั้งหลายที่เป็นผู้ว่ายากสอนยาก มักทะเลาะวิวาทกันอยู่เสมอ ไม่ยอมอยู่ในโอวาท พระพุทธองค์ห้ามปรามตักเตือนไม่ยอมเชื่อฟัง พระบรมศาสดาจึงเสด็จไปเอกจาริกวัตร คือ เสด็จไปเพียงลำพังพระองค์เดียวและได้ประทับ ณ ร่มไม้สาละ ในป่ารักขิตวัน
ในครั้งนั้น ยังมีพญาช้างเชือกหนึ่งนามว่า ปาลิไลยกะ เกิดเบื่อหน่ายความวุ่นวายของบรรดาบริวารจึงปลีกตัวออกมาตามลำพัง ครั้นได้พบพระบรมศาสดาบังเกิดความเลื่อมใส ถวายตัวอุปัฏฐากคอยหาน้ำ และภัตตาหารมาถวาย ทั้งยังใช้กิ่งไม้คอยปัดกวาดบริเวณและคอยพิทักษ์ความปลอดภัยมิให้สัตว์ร้ายมากล้ำกราย โดยมีพญาลิงเป็นผู้ช่วยหารรวงผึ้งมาถวาย
เมื่อมหาชนในเมืองโกสัมพีทราบว่าบัดนี้พระบรมศาสนามิได้อยู่ในโฆสิตารามเพราะเบื่อหน่ายเหล่าภิกษุที่ไม่อยู่ในโอวาท จึงพากันงดการทำบุญถวายอาหารบิณฑบาต เหล่าภิกษุสงฆ์จึงได้รับความอดอยากและสำนึกตัว แต่เป็นฤดูเข้าพรรษาจึงไม่อาจติดตามหาพระบรมศาสดาได้ ต้องทนอยู่ด้วยใจอันเป็นทุกข์
ส่วนทางเมืองสาวัตถี แคว้นโกศล ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี และนางวิสาขามหาอุบาสิกา พร้อมทั้งเหล่าเศรษฐีตระกูลใหญ่ ได้พร้อมใจกันส่งหนังสือถวายพระอานนท์เถระพุทธอุปัฏฐาก เพื่อให้เชิญเสด็จพระบรมศาสดามาประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร เพื่อพวกตนจะได้ถวายอาหารบิณฑบาตและฟังธรรม ครั้นออกพรรษาแล้วพระอานนท์พร้อมเหล่าภิกษุจำนวน ๕๐๐ รูป ที่ปรารถนาจะฟังธรรมจากพระบรมศาสดาจึงเดินทางสู่ป่ารักขิตวัน พญาช้างปาลิไลยกะเห็นพระอานนท์ครั้งแรกไม่ยอมให้เข้าเฝ้า พระพุทธองค์ต้องทรงชี้แจงว่าเป็นพุทธอุปัฏฐากพญาช้างจึงยินยอม พระบรมศาสดาสั่งให้พระอานนท์นำพระภิกษุที่คอยอยู่ข้างนอกมาเข้าเฝ้าเพื่อฟังพระธรรมเทศนายังผลให้ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูป บรรลุพระอรหันต์ เมื่อพระอานนท์เชิญพระพุทธองค์เสด็จสู่พระเชตวันมหาวิหาร พญาช้างไม่อาจขัดขืนก็เสียใจล้มลงขาดใจ ด้วยบุญกุศลจึงไปบังเกิดในสวรรค์ มีนามว่า “ปาลิไลยกะเทพบุตร”
ฝ่ายภิกษุผู้ว่ายากสอนยาก ครั้นทราบว่าบัดนี้พระบรมศาสดาเสด็จมาประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี จึงรีบเดินทางจากเมืองโกสัมพีมาเข้าเฝ้าเพื่อแสดงความสำนึกผิด ครั้นได้รับการอภัยจากพระพุทธองค์และทรงแสดงธรรมโปรดภิกษุทั้งหลายที่ประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้นก็ได้อริยผลเป็นอันมาก
ในกาลนั้นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ในพระนครสาวัตถี แคว้นโกศล อันมีพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นกษัตริย์ผู้ปกครอง ในครั้งนั้นยังมี อสุรินทราหูผู้เป็นอุปราช ผู้สำเร็จราชการของท้าวเวปจิตติอสุรบดินทร์ ผู้ครองอสูรพิภพ เมื่อได้สดับพระเกียรติคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากสำนักเทพยดาทั้งหลายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ ทรงรู้แจ้งโลกมีพระเมตตาอนุเคราะห์ธรรมแก่เวไนยสัตว์ คือสัตว์ที่พึงอบรมสั่งสอนได้
เมื่อได้ฟังกิตติศัพท์ของพระบรมศาสดา อสุรินทราหูมีความประสงค์จะไปเฝ้าเพื่อฟังธรรมบ้าง แต่กลับคิดไปเองว่าพระผู้มีพระภาคเป็นมนุษย์มีพระวรกายเล็ก ตนเป็นผู้มีร่างกายยิ่งใหญ่ หากไปเฝ้าก็จะต้องก้มลงมองด้วยความลำบาก และอสุรินทราหูนั้นไม่เคยคิดก้มหัวให้แก่ผู้ใด ดังนั้นจึงไม่ยอมไปเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อฟังธรรม แต่ครั้นเห็นเหล่าเทพยดาและพรหมทั้งหลายเหาะไปเฝ้าพระบรมศาสดาคราวละมาก ๆ ไม่อาจห้ามใจได้ วันหนึ่งจึงเหาะตามเทพยดาเหล่านั้นไป
พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระอนาคตังสญาณ คือญาณที่สามารถหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ จึงมีรับสั่งให้พระอานนท์พุทธอุปัฏฐากไปจัดสถานที่รองรับบริเวณพระคันธกุฎีโดยให้พระอานนท์ลาดบรรจถรณ์ คือปูที่นอน ไว้ ณ สถานที่แห่งนั้น พระบรมศาสดาทรงแสดงปาฏิหาริย์นิรมิตพระวรกายให้ใหญ่กว่าขุนเขาเสด็จไปสีหไสยาสน์ คือนอนอย่างราชสีห์ ได้แก่การนอนตะแคงข้างขวา เป็นการนอนอย่างมีสติของผู้มีกิเลสเบาบาง พระเศียรหนุนภูเขาต่างพระเขนย แม้พระบาททั้งสองข้างที่วางทับซ้อนกันอยู่ก็ยังสูงใหญ่กว่าอสุรินทราหูซึ่งเห็นพุทธปาฏิหาริย์ในครั้งนั้น ปรากฏแก่สายตาเพียงผู้เดียว แทนที่จะก้มลงมองดูพระพุทธองค์ อสุรินทราหูกลับต้องแหงนหน้าคอตั้งบ่าเพื่อชมพระพุทธลักษณะอันงดงามของพระมหาบุรุษตั้งแต่พระบาทจนถึงพระพักตร์ ทำให้เกิดความปิติปลาบปลื้ม
พระบรมศาสดาได้แสดงปาฏิหาริย์พาอสุรินทราหูขึ้นไป ณ พรหมโลก บรรดาพรหมทั้งหลายที่พากันมาเข้าเฝ้า ล้วนมีร่างกายเล็กกว่าพระพุทธองค์ และต่างพากันเบิ่งตามองอสุรินทราหูเหมือนประหนึ่งมนุษย์จ้องมองมดปลวกตัวเล็ก ๆ แล้วกราบทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญได้พาตัวอะไรมาด้วยหรือพระเจ้าข้า” อสุรินทราหูบังเกิดความกลัวต้องหลบอยู่หลังพระบรมศาสดา นับตั้งแต่นั้นมาก็ลดมานะทิฏฐิเลิกหลงทะนงอวดตัว หลังจากได้ฟังพระธรรมเทศนาจึงเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ถือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะ ไปตลอดชีวิต แล้วจึงกราบทูลลากลับไปยังพิภพของตน
ในกาลนั้นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ในพระนครสาวัตถี แคว้นโกศล อันมีพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นกษัตริย์ผู้ปกครอง ในครั้งนั้นยังมีกษัตริย์ผู้ครองอาฬวนคร ทรงพระนามว่าพระเจ้าอาฬวี พระองค์ทรงเป็นนักนิยมไพรถือการล่าสัตว์ป่าเป็นกิจวัตร วันหนึ่งทรงขับม้าพระที่นั่งไล่ตามกวางไปตามลำพังพระองค์เดียว แม้ม้าทรงจะวิ่งจนหมดกำลังพระองค์ยังเสด็จลงจากหลังม้าวิ่งไล่ตามกวางไปจนเกิดพลัดหลงกับกองทหาร พระองค์จึงเสด็จเข้าไปนั่งพักใต้ร่มไทรอันขึ้นอยู่ในเขตหวงห้ามของ อาฬวกยักษ์ ผู้ซึ่งได้รับประทานพรจากพระอิศวรว่าให้จับคนและสัตว์ที่พลัดเข้ามาในเขตร่มไทรนี้กินเป็นอาหารได้
พระเจ้าอาฬวีมีพระประสงค์จะรักษาพระชนม์ชีพไว้ จึงทรงขอผ่อนผันว่าหากยอมปล่อยพระองค์เมื่อกลับถึงพระนครจะส่งคนมาให้กินเป็นอาหารวันละ ๑ คน ทุกวัน อาฬวกยักษ์ตกลงยินยอม แต่เตือนว่าให้รักษาสัญญา เมื่อพระเจ้าอาฬวีกลับถึงพระนครจึงรีบเรียกประชุมเหล่าเสนาอำมาตย์และในที่สุดมีมติว่าให้ส่งนักโทษไปให้อาฬวกยักษ์กิน ครั้นนักโทษหมดคุกเหล่าอำมาตย์จึงจับเด็กส่งไป บรรดาชาวเมืองต่าง ๆ หวาดกลัวพากันอพยพครอบครัวหนีออกจากเมืองไปหมดสิ้น เหล่าอำมาตย์จำต้องจับต้องพระโอรสของพระเจ้าอาฬวีส่งไป
พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระอนาคตังสญาณ มีพระเมตตาประสงค์จะทรมานอาฬวกยักษ์ให้สิ้นความดุร้าย จึงรีบเสด็จไปประทับ ณ ใต้ร่มไทรในราตรีก่อนวันที่พระโอรสของพระเจ้าอาฬวีจะถูกส่งมาเป็นอาหารยักษ์ ฝ่ายอาฬวกยักษ์เมื่อมาพบพระบรมศาสดาในเขตของตนก็บังเกิดความโกรธด้วยมานะทิฏฐิ ซัดอาวุธ ออกไปหมายทำร้าย แต่อาวุธทุกชนิดกลับกลายเป็นเครื่องสักการะบูชาพระบรมศาสดาด้วยพุทธานุภาพ พญายักษ์เห็นว่าตนไม่อาจทำร้ายพระพุทธองค์ด้วยฤทธิ์ได้ จึงวิงวอนขอให้เสด็จออกไปจากเขตปกครองของตน พระบรมศาสดาก็กระทำตามความประสงค์ด้วยการใช้ความอ่อนน้อมเอาชนะความแข็งกระด้าง จะให้เสด็จลุกขึ้น เสด็จออกไป เสด็จเข้ามา หรือเสด็จประทับ ณ สถานที่แห่งใด พระองค์มิได้ทรงขัดคำของพวกอาฬวกยักษ์ จนพญายักษ์สำนึกตัวทูลถามปัญหา พระพุทธองค์ทรงตอบปัญหาและแสดงธรรมโปรด ยังผลให้อาฬวกยักษ์คลายจากมานะทิฏฐิ พิจารณาธรรมจนได้บรรลุโสดาปัตติผล ตั้งตนมั่นอยู่ในอริยธรรม
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทรมานอาฬวกยักษ์อยู่ตลอดราตรีจนถึงรุ่งเช้า เมื่อเหล่าราชบุรุษนำพระโอรสของพระเจ้าอาฬวีมาส่งมอบให้ พญายักษ์จึงถวายพระโอรสแด่พระพุทธองค์และให้ปฏิญาณว่าได้เว้นขาดจากการล่วงละเมิดเบญจศีลโดยสิ้นเชิงแล้ว พระบรมศาสดาตรัสอนุโมทนาแล้วทรงอวยพรแก่พระราชกุมารและให้เหล่าเสนาอำมาตย์นำพระโอรสไปถวายคืนพระเจ้าอาฬวี
ชาวเมืองทั้งหลายเมื่อทราบข่าวต่างบังเกิดความยินดี พากันพนมมือแซ่ซ้องสาธุการ แล้วจัดเครื่องสักการะต่าง ๆ เพื่อนำไปบูชาพระบรมศาสดา ซึ่งในเวลานั้นพระพุทธองค์ได้นำอาฬวกยักษ์มาสู่นครอาฬวี เมื่อได้พบกัน ณ สถานที่ครึ่งทางสัญจร ชาวเมืองอันมีพระเจ้าอาฬวีเป็นประมุขต่างน้อมนำเครื่องสักการะถวายอภิวาทแด่พระบรมศาสดาพร้อมฟังพระธรรมเทศนา ยังผลให้ชาวเมืองยึดมั่นในเบญจธรรมมีความเมตตาปราณีอนุเคราะห์ซึ่งกันและกัน อาฬวกยักษ์ได้รับการยกย่องให้เป็นเทพารักษ์มีหน้าที่รักษาพระนครอาฬวีให้สงบร่มเย็นนับแต่นั้นมา
ในกาลนั้นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประทับที่ป่าสุภวัน ในครั้งนั้นพระพุทธองค์ทรงทราบปริวิตกของท้าวพกาพรหม ผู้ที่กำลังหลงในห้วงแห่งสัสสตทิฏฐิ คือ มีความเห็นว่าสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ล้วนเป็นของเที่ยงแท้ไม่แปรผัน จะสุขทุกข์อย่างไรก็เป็นไปตามนั้น หาใช่ผลแห่งการสร้างบาปสร้างบุญหรือเกิดจากผลแห่งกรรมของตนแต่อย่างใด อันเป็นความคิดที่ผิดหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาซึ่งสอนว่าการประกอบกรรมดีหรือกรรมชั่ว ผลกรรมนั้นย่อมส่งผลให้สุขทุกข์สนองตามโอกาส ฯลฯ
พระพุทธองค์ทรงมีพระเมตตาปรารถนาจะแสดงธรรมวิโมกข์ประทานสงเคราะห์พกาพรหมให้มีความเห็นที่ถูกต้อง จึงแสดงปาฏิหาริย์เสด็จพระพุทธลีลาไปสู่วิมานสถานอันเป็นที่อยู่ของพกาพรหม ในครั้งนั้นพกาพรหมให้การต้อนรับด้วยความยินดี กราบบังคมทูลให้เสด็จประทับ ณ พระแท่นอันวิจิตรตระการ แต่ยังคงยืนยันความคิดของตนว่าถูกต้อง คือสิ่งใด ๆ ในโลกนี้ล้วนเกิดจากอำนาจแห่งมหาพรหมเป็นผู้เสกสร้างขึ้นมาทั้งสิ้น แม้ผืนดิน แผ่นฟ้า ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ หรือดวงดาว ไม่มีสิ่งใดในจักรวาลนี้ที่มหาพรหมจะไม่ล่วงรู้หรือซ่อนเร้นไปได้
พระบรมศาสดาจึงให้ลองแสดงฤทธิ์โดยนิรมิตกายให้อันตรธานหายไปซุกซ่อนอยู่ ณ สถานที่ซึ่งพระพุทธองค์จะมิอาจเห็นด้วยญาณได้ มหาพรหมประสงค์จะอวดฤทธิ์ของตนอยู่แล้วจึงรับคำ แต่ไม่ว่าจะแสดงอานุภาพกำบังกายไปซุกซ่อนอยู่ที่ไหนก็ตาม พระผู้มีพระภาคก็สามารถทราบได้หมดสิ้น แม้จะนิรมิตกายให้ละเอียดไปซ่อนเร้นในเม็ดทรายใต้ท้องทะเลลึกก็ไม่อาจหลบพ้นกำลังพระปัญญาญาณแห่งพระศาสดา ถึงกระนั้นก็ยังไม่ยอมสิ้นฤทธิ์กลับทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์แสดงปาฏิหาริย์อันตรธานหายไปจนตนเองไม่อาจค้นหาได้พบ จึงจะยอมสรรเสริญและนับถือว่าพระศาสดาคือพระสัพพัญญูผู้หยั่งรู้ยิ่งกว่าตน
ในครั้งนั้นพกาพรหมใช้กำลังทิพยาจักษุและทิพยปัญญาสอดส่องค้นหาตลอดโลกธาตุทั้งจักรวาลก็ค้นหาไม่พบจึงยอมพ่ายแพ้ พระบรมศาสดาจึงตรัสว่าทรงกำลังเดินจงกรมอยู่บนเศียรของท่านอยู่ แล้วแสดงพระกายให้ปรากฏ บรรดาพรหมทั้งหลายที่ชุมนุมอยู่ ณ ที่นั้นจึงยอมประนมกรถวายนมัสการชื่นชมในอิทธิปาฏิหาริย์ที่สูงกว่าเทพยดาและพรหมทั้งหลาย ยังผลให้พวกพรหมบรรลุโสดาปัตติผล กราบนอบน้อมกล่าวสรรเสริญพระรัตนตรัยละเลิกจากมิจฉาทิฏฐิอันเคยหลงยึดติดมาแต่กาลก่อน
ในการนั้นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ในพระนครสาวัตถี แคว้นโกศล อันมีพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นกษัตริย์ผู้ปกครอง ในครั้งนั้นยังมีพราหมณ์ปุโรหิตผู้หนึ่งนามว่า ภควพราหมณ์ ผู้เป็นภรรยามีนามเรียกโดยทั่วไปว่า มันตนีพราหมณ์ ภควพราหมณ์เป็นผู้รอบรู้ไตรเพทและวิชาแห่งการทำนายนักษัตร คือ สามารถทำนายชะตาชีวิตจากดวงดาวบนท้องฟ้า
ในวันที่นางมันตนีพราหมณ์ให้กำเนิดบุตรชายหัวปี ได้เกิดลางร้ายขึ้นภายในพระนครสาวัตถี ด้วยบรรดาศัสตราวุธปรากฏแสงประกายรุ่งเรืองราวแสงสะท้อนจากกองไฟ ภควพราหมณ์เห็นเหตุอาเพศรู้สึกแปลกใจ แหงนมองดาวบนท้องฟ้า ครั้นทราบว่าบุตรของตนเกิดใต้ฤกษ์ดาวโจร ภายภาคหน้าจะสร้างความเดือดร้อนแก่ปวงชน ด้วยเห็นแก่ประเทศชาติบ้านเมืองเหนืออื่นใด
ภควพราหมณ์จึงนำความขึ้นกราบบังคมทูลต่อพระเจ้าปเสนทิโกศล เพื่อให้นำบุตรของตนไปพิฆาตเสียตั้งแต่เยาว์วัย
มหาราชปเสนทิโกศลไม่ทรงเห็นด้วย ดำริว่าเด็กทารกเป็นผู้บริสุทธิ์ แม้นให้การอบรมเลี้ยงดูส่งเสริมให้มีวิชาความรู้ศึกษาในสำนักของครูผู้มีคุณธรรม ย่อมสามารถอบรมบ่มนิสัยให้ร้ายกลับกลายเป็นดีได้ เหมือนดังผู้เป็นบิดาซึ่งมีความจงรักภักดีเห็นแก่ประโยชน์ชาติบ้านเมือง ภควพราหมณ์ก้มลงหมอบกราบแทบเบื้องพระบาทรับพระมหากรุณาด้วยน้ำตานองหน้า เมื่อกลับมายังบ้านของตนจึงปรึกษากับนางพราหมณีให้นามบุตรของตนว่า “อหิงสกะกุมาร” อันมีความหมายว่า “ผู้ไม่เบียดเบียน”
ครั้นเมื่ออหิงสกะเจริญวัย ภควพราหมณ์ได้ส่งไปเรียนสรรพวิชา ณ สำนักทิศาปาโมกข์ เมืองตักกสิลา ด้วยความเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแห่งปราชญ์ อหิงสกะมีความตั้งใจศึกษาและเล่าเรียนวิชาได้แตกฉานเหนือเพื่อนศิษย์ทั้งหลาย ทั้งยังเป็นผู้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ทำให้เป็นผู้ที่ได้รับความรักใคร่จากอาจารย์แต่กลับเป็นที่อิจฉาริษยาของเพื่อนศิษย์ด้วยกัน จึงต่างพยายามยุยงด้วยอุบายจนผู้เป็นอาจารย์เกิดความเขลาด้วยโมหะ เข้าใจว่าอหิงสะคิดลบหลู่หมายล้มล้างตน ครั้นจะฆ่าด้วยตนเองก็เกรงตกเป็นที่ครหานินทา ดังนั้นมีวิธีเดียวที่จะกำจัดอหิงสกะ คือ ยืมมือผู้อื่นฆ่า โดยบอกว่าจะสอนพระเวทวิชาเอกเรียกว่า วิษณุมนต์ ให้แก่ศิษย์ที่มีความสามารถเหนือผู้อื่นเช่นอหิงสกะ โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องหานิ้วมือมนุษย์จำนวนหนึ่งพันนิ้วจากหนึ่งพันคนมาจัดเป็นเครื่องกำนัลบูชาครูและเทพเจ้าผู้ประสิทธิ์วิชานี้
อหิงสกะแม้รู้สึกประหลาดใจในวิชาและข้อกำหนดที่อาจารย์จะถ่ายทอดให้ แต่ด้วยความเคารพจึงมิได้คิดโต้แย้ง น่าจะสันนิษฐานได้ว่าผู้ที่ถูกอหิงสกะสังหารส่วนใหญ่ คงจะเป็นเหล่าเพื่อนศิษย์ที่ริษยา เพราะเมื่อแผนการของพวกตนสมคะเน ก็พากันไปลอบทำร้ายหมายประหารหรือจ้างพวกนักเลงพวกโจรไปรุมฆ่าฟัน อหิงสกะน่าจะต่อสู้เพื่อป้องกันตัวและนำนิ้วมือของฝ่ายศัตรูมาเก็บรักษาไว้ ในภายหลังจึงร้อยเป็นพวงมาลัยเพื่อนำติดตัวไปได้สะดวก เลยได้นามใหม่ว่า “จอมโจรองคุลิมาล” หรือ “จอมโจรผู้มีนิ้วมือเป็นพวงมาลัย”นับแต่นั้นมา
พระเจ้าปเสนทิโกศลได้รับการร้องเรียนจากมหาชนว่า บัดนี้เกิดโจรร้ายสร้างความเดือดร้อนทำให้วิตกหวาดกลัว แม้เหล่าราชบุรุษก็มิอาจต่อกร ไม่มีใครทราบว่าองคุลิมาลโจรเป็นใครมาจากไหน นอกจากภควพราหมณ์เท่านั้น ที่แน่ใจว่าคงจะเป็นบุตรชายของตนผู้เกิดภายใต้ฤกษ์ดาวโจร เพราะหลังจากที่ทราบข่าวลือว่าอหิงสกะถูกขับออกจากราชสำนักตักกสิลาด้วยประพฤติมิชอบแล้วก็ไม่มีวี่แววข่าวคราว จนเกิดเรื่องราวของมหาโจรผู้นี้
ฝ่ายนางมันตนีพราหมณ์ ครั้นทราบข่าวว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลเตรียมกองทัพเพื่อปราบปรามองคุลิมาลโจร จึงรีบออกติดตามหาบุตรชายด้วยความเป็นห่วงเกรงว่าจะต้องราชภัย ซึ่งในเวลานั้นอหิงสกะผู้หลงผิดรวบรวมนิ้วมือมนุษย์ที่ถูกตนประหารเอาไว้ได้แล้ว ๙๙๙ นิ้ว ขาดเพียงนิ้วเดียวก็จะครบหนึ่งพันตามคำสั่งของผู้เป็นอาจารย์
ในครั้งนั้นพระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระอนาถตังสญาณว่า อหิงสกะกำลังจะกระทำมาตุฆาต คือประหารมารดา อันเป็นอนันตริยกรรมอันหนัก ห้ามมรรคผลห้ามนิพพาน ทั้งจอมโจรผู้นี้มิได้มีเจตนาประหารผู้ใดด้วยความอาฆาตพยาบาท แต่กระทำไปเพราะความเขลาทั้งเป็นผู้สามารถเข้าสู่ธรรมอันประณีตได้ พระบรมศาสดาจึงเสด็จสู่ป่าอันเป็นสถานที่หลบซ่อนตัวของ องคุลิมาลโจร
เมื่ออหิงสกะเห็นพระสมณะอยู่ตามลำพังผู้เดียวก็บังเกิดความยินดี คว้าดาบวิ่งไล่ตาม แต่ไม่ว่าจะพยายามวิ่งด้วยความรวดเร็วสักเพียงใด ก็ไม่อาจติดตามทันพระสมณะที่เดินอยู่ข้างหน้าด้วยอากัปกิริยาปกติมิได้เร่งร้อน สร้างความประหลาดใจให้อหิงสกะเป็นอย่างมาก ครั้นหมดกำลังลงจึงตะโกนเรียกว่า
“สมณะ... หยุดก่อน หยุดก่อนสมณะ”
พระพุทธองค์ยังคงเสด็จดำเนินต่อแต่ได้ตรัสตอบว่า
“เราหยุดแล้ว แต่ท่านนั้นแหละยังไม่ย่อมหยุด”
พระบรมศาสดาทรงหยุดยืนหันมาเฉลยปริศนาธรรมว่า
“ดูก่อนอหิงสกะ ที่ตถาคตกล่าวว่า เราหยุดแล้ว
คือหยุดฆ่า หยุดเบียดเบียน หยุดแสวงหาในทางผิด หยุดดำเนินไปในทางทุจริตสิ้นทุกประการ
ดูก่อนอหิงสกะ ที่ตถาคตกล่าวว่า ตัวท่านนั่นแหละที่ยังไม่ยอมหยุด เพราะยังไม่หยุดฆ่า
ไม่หยุดเบียดเบียน ไม่หยุดแสวงหาในทางที่ผิด ไม่หยุดดำเนินไปในทางทุจริต
ในมือของท่านยังถือดาบอยู่ ไฉนท่านจึงกล่าวว่าหยุดแล้ว”
เมื่ออหิงสกะได้ฟังพระดำรัสพระบรมศาสดาตรัสประทานเพียงเท่านี้ ด้วยบุญกุศลแห่งแสงสว่างในปัญญา บุญบารมีที่ได้สร้างสมมาแต่ปางก่อน ส่งผลให้บังเกิดความสำนึก ทิ้งดาบลงสู่พื้นก้มลงกราบแทบพระบาท หลังจากพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเทศนาโปรดอหิงสกะ ได้บังเกิดความศรัทธาเลื่อมใส ทูลขออุปสมบท พระบรมศาสดาทรงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทา แล้วทรงพาพระองคุลิมาลไปยังพระเชตวันมหาวิหาร ประหนึ่งว่าพระองค์เสด็จไปคล้องพญาช้างสารในป่า และได้ช้างพลายเชือกใหม่มาสู่พระอาวาส
หลังจากบรรพชาแล้ว วันหนึ่งพระองคุลิมาลได้เข้าไปบิณฑบาตในเมืองแห่งหนึ่ง ชาวเมืองเกิดจำได้เข้าใจว่าจอมโจรองคุลิมาลปลอมตัวมาเข่นฆ่า จึงต่างพากันหลบหนีด้วยความเกรงกลัว มีหญิงท้องแก่ผู้หนึ่งเดินอุ้ยอ้ายหนีไม่ทัน เห็นพระองคุลิมาลเข้ามาใกล้ก็ตกใจกลัวร้องขอชีวิต ท่านจึงกล่าวเป็นภาษาบาลีว่า
“ยะโตหัง ภิคินี อะริยายะฯ” ความว่า
“ดูก่อนน้องหญิง จำเดิมแต่อาตมาได้เกิดใหม่ในชาติอริยะแล้ว
มิเคยแกล้งที่จะปลงสัตว์มีชีพจากชีวิตเลย ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่น้องหญิง
ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ของน้องหญิง”
สิ้นคำอธิษฐาน หญิงนั้นก็คลอดบุตรได้โดยสวัสดิภาพ ต่อมาภายหลังได้มีผู้ใช้มนต์บทนี้ เสกน้ำมนต์ให้หญิงมีครรภ์ เพื่อทำให้คลอดบุตรง่าย


