ปฐมบทเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า
ปฐมบทเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า

ปฐมบทเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า (36)

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒

ตระกูลศากยวงศ์ แห่ง กรุงกบิลพัสดุ์ กับ ตระกูลโกลิยวงศ์ แห่ง กรุงเทวทหะ เป็นเครือญาติเกี่ยวดองกันโดยสายเลือดด้วยสืบสายมาจากต้นตระกูลเดียวกัน คือ จากพระเจ้าโอกากราช มาตามลำดับ จนถึงพระเจ้าชยเสนะ

ทางฝ่ายศากยวงศ์ พระเจ้าชยเสนะ มีพระราชบุตรและพระราชบุตรีรวม ๒ พระองศ์ คือ

๐  พระเจ้าสีหนุ
๐  พระนางเจ้ายโสธรา

ส่วนทางโกลิยวงศ์ กษัตริย์ผู้ปกครองซึ่งไม่ปรากฏพระนามมีพระราชบุตรและพระราชบุตรีรวม ๒ พระองศ์เช่นกัน คือ

พระเจ้าอัญชนะ
พระนางกัญจนา

ต่อมาพระเจ้าสีหนุ (ศากยวงศ์) กับ พระนางกัญจนา (โกสิยวงศ์) โดยอภิเษกสมรสกัน
มีพระราชบุตรและพระราชบุตรีรวม ๗ พระองศ์ คือ

พระเจ้าสุทโธทนะ
พระเจ้าสุกโกทนะ
พระเจ้าอมิโตทนะ
พระเจ้าโธโตทนะ
พระเจ้าฆนิโตทนะ
พระนางปมิตา
พระนางเจ้าอมิตา

และ พระเจ้าอัญชนะ (โกสิยวงศ์) กับ พระนางเจ้ายโสธรา (ศากยวงศ์) ได้อภิเษกสมรสกัน
มีพระราชบุตรและพระราชบุตรีรวม ๔ พระองศ์ คือ

พระเจ้าสุปปพุทธะ
พระเจ้าทัณฑปาณิ
พระนางเจ้ามายาเทวี (สิริมหามายาเทวี)
พะนางเจ้าปชาบดี (โคตมี)

ในชั้นต่อมา พระเจ้าสุทโธทนะ (ศากยวงศ์) กับ พระนางสิริมหามายาเทวี (โกลิยวงศ์) ได้อภิเษกสมรสกัน
มีพระราชบุตรเพียง ๑ พระองศ์ คือ

เจ้าชายสิทธัตถะ

ครั้นเมื่อประสูติพระราชกุมารได้ ๗ วัน พระนางสิริมหามายาเทวีก็เสด็จทิวงคต พระเจ้าสุทโธทนะ จึงอภิเษกสมรสกับ พระนางเจ้าปชาบดี(โคตมี) และมีพระราชบุตรและพระราชธิดาอีกรวม ๒ พระองศ์ คือ

เจ้าชายนันทะ (พระนันทะ)
เจ้าหญิงรูปนันทา (พระรูปนันทาเถรี)

พระเจ้าสุปปพุทธะ (โกลิยวงศ์) ได้อภิเษกสมรสกับพระนางเจ้าอมิตา (ศากยวงศ์)
มีพระราชบุตรและพระราชบุตรีรวม ๒ พระองศ์ คือ

เจ้าชายเทวทัต (พระเทวทัต)
พระนางพิมพาหรือยโสธรา

พระเจ้าสุกโกทนะ (ศากยวงศ์) กับ นางกีสาโคตมี มีพระราชโอรส คือ

เจ้าชายอานนท์ (พระอานนท์เถระพุทธอุปัฏฐาก)

พระเจ้าอมิโตทนะ (ศากยวงศ์) มีพระราชบุตรและพระราชบุตรีรวม ๓ พระองค์ คือ

เจ้าชายมหานามะ
เจ้าชายอนุรุทธะ (พระอนุรุทธะเถระ)
เจ้าหญิงโรหิณี

ในลำดับชั้นต่อมาเจ้าชายสิทธัตถะ (ศากยวงศ์) ได้อภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา (โกลิยวงศ์)
มีพระราชโอรสเพียงพระองค์เดียวคือ

เจ้าชายราหุล (พระราหุล)

พระเจ้ามหานามะ (ศากยวงศ์) มีพระธิดากับนางทาสีคือ

พระนางวาสภขัตติยา

ต่อมา พระนางวาสภัขัตติยา ได้เป็นพระมเหสีของ พระเจ้าปเสนทิโกศล กษัตริย์แห่งเมืองสาวัตถี
แคว้นโกศล และมีพระราชโอรส (ซึ่งถือเป็นจัณฑาล เพราะพระบิดากับพระมารดาต่างวรรณะกัน) คือ

เจ้าชายวิฑูฑภะ

และเพราะความถือตัวจัดนี้เอง ที่ทำให้กรุงกบิลพัสดุด์ถูกทำลายอย่างย่อยยับ ด้วยอำนาจของพระเจ้าวิฑูฑภะ โอรสพระเจ้าปเสนทิโกศลแห่งสาวัตถี ซึ่งพระเจ้าวิฑูฑภะเองก็เป็นพระนัดดาของพระเจ้ามหานามแห่งกรุงกบิลพัสดุ์นั้นเอง

พระองค์ถูกเหยียดหยามจากพระญาติถึงขนาดเอาน้ำนมชำระล้างสถานที่ทุกแห่งที่พระองค์ประทับในกรุงกบิลพัสดุ์คราวเสด็จเยี่ยมพระญาติ โดยพวกศากยะกรุงกบิลพัสดุ์รังเกียจว่า พระมารดาของพระองค์ไม่ใช่คนวรรณะกษัตริย์ แต่เป็นทาสีซึ่งเป็นคนละวรรณกับพวกตน นี่คือชนวนของการทำลายล้างกรุงกบิลพัสดุ์ในเวลาต่อมา

ในทัศนะของคนเนปาลเองทุกคนเชื่อเต็มเปี่ยมว่าพระพุทธเจ้าเป็นชายเนปาล ไม่ใช่อินเดียเพราะพระองค์เกิดในฝั่งเนปาลไม่ใช่อินเดีย ซึ่งเป็นความจริงอยู่ไม่น้อยเพราะว่าสถานที่ประสูติ คือ ลุมพินีและกบิลพัสดุ์ก็ล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่ในฝั่งเนปาล  ซึ่งแต่ก่อนนั้นคำว่า อินเดีย  เนปาล ยังไม่มีการแบ่งแยกเป็นประเทศดังปัจจุบัน มีแต่คำว่า ชมพูทวีป

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒

เจ้าศากยะทั้งหลายมีเชื้อชาติเป็นชาวอริยะหรืออารยัน ซึ่งเหล่าศากยวงศ์ล้วนมีลักษณะเฉพาะตัวที่สำคัญประการหนึ่งคือถือตัวจัดด้วยถือว่าชาติตระกูลของตนอยู่ในวรรณะกษัตริย์ อันเป็นวรรณะสูงสุด แม้ในเหล่าวรรณะกษัตริย์ด้วยกัน เจ้าศากยะก็ถือตัวว่ายิ่งใหญ่และบริสุทธิ์โดยสายเลือดกว่าใคร ๆ ด้วยเหตุนี้ บรรดาเจ้าศากยะจึงอภิเษกสมรสกันในหมู่พี่น้องร่วมพระบิดามารดาเดียวกัน หรือในหมู่วงศานุวงศ์ใกล้ชิด เช่น กับราชวงศ์โกลิยะ แห่งกรุงเทวทหะ ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากต้นตระกูลเดียวกัน

ต้นตระกูลของวงศ์ศากยะ คือ พระเจ้าโอกากราช กษัตริย์ผู้ทรงมีพระยศใหญ่ผู้สืบเชื้อสายมาจากต้นปฐมกษัตริย์แห่งศากยะ ซึ่งกล่าวไว้ว่าสืบต่อสัตติวงศ์เป็นปฐมตามลำดับมาถึง ๑๑ พระองค์ แล้วแตกขยายวงศ์ออกไปอีกถึง ๔๘,๐๐๐ พระองค์ เรียงลำดับมาถึงพระเจ้าโอกากราช ที่ ๓  จึงทรงมีพระราชโอรสและธิดารวมกัน ๙ พระองค์ ซึ่งโอรสและธิดาทั้ง ๙ พระองค์มาจากพระมารดาองค์ใหญ่ โดยเมื่อพระมเหษีองค์ใหญ่เสด็จสวรรคต จึงได้เกิดแย่งชิงราชสมบัติกันขึ้น พระเจ้าโอกากราชที่ ๓ จึงได้ตัดสินพระทัยยกราชสมบัติทั้งหมดนั้นให้แก่พระโอรสของพระมเหษีองค์ใหม่ ส่วนโอรสธิดาทั้ง ๙ พระองค์นั้นก็ให้เสด็จออกจากเมืองไปตั้งพระนครแห่งใหม่ที่กลางป่าสักกะ ซึ่งบริเวณป่าสักกะนี้เป็นที่อยู่ของฤาษีกบิล หรือกบิลฤาษี โดยการตั้งนครแห่งใหม่นี้ได้ถูกขนานนามว่า “กบิลพัสดุ์” ตามชื่อของกบิลฤาษีนั้น และโดยธรรมเนียมโบราณนั้นการสมรสนอกราชตระกูลไม่เป็นประเพณีนิยมทั้งนี้เพื่อการรักษาความบริสุทธิ์แห่งสายโลหิต  ดังนั้น พระโอรสและพระธิดาจึงได้อภิเษกซึ่งกันและกันจำนวน ๔ คู่ คือ  ๘  ท่าน ระหว่างชายกับหญิง พี่กับน้อง ยังเหลือพระธิดาองค์โตที่ต่อมาภายหลังได้อภิเษกสมรสกับพระเจ้าพาราณสีแล้วตั้งเมืองใหม่ขึ้นคือเมือง “เทวทหะ” แล้วโอรสธิดาของทั้งสองเมืองคือ กบิลพัสดุ์ และ เทวทหะ จึงได้อภิเษกสมรสกันนับแต่นั้น

นครกบิลพัสดุ์นั้นเป็นสกุลของพระศาสดา เป็นผู้ครองนครกบิลพัสดุ์ สืบเชื้อสายลงมาโดยลำดับจนถึงพระเจ้าชยเสนะ พระเจ้าชยเสนะ นั้น มีพระราชบุตรพระนามว่า สีหนุ มีพระราชบุตรีพระนามว่า ยโสธรา ครั้นพระเจ้าชยเสนะทิวงคตแล้ว สีหนุราชบุตรได้ทรงครองราชย์สืบพระวงศ์ต่อมา ท้าวเธอทรงมีพระมเหสีพระนามว่า กัญจนา ซึ่งเป็นกนิษฐภคินีของพระเจ้าอัญชนะ เจ้าผู้ครองเทวทหะนคร

พระเจ้าสีหนุและพระนางกัญจนา มีพระราชบุตร ๕ พระองค์ คือ สุทโธทนะ ๑ (ต่อมาคือพุทธบิดา) สุกโกทนะ ๑ อมิโตทนะ ๑ โธโตทนะ ๑ ฆนิโตทนะ ๑ และ มีพระราชบุตรี ๒ พระองค์ คือ ปมิตา ๑ อมิตา ๑

ส่วนพระนางยโสธรา ผู้เป็นกนิษฐภคินีของพระเจ้าสีหนุนั้น ได้เป็นมเหสีของ พระเจ้าอัญชนะ มีพระราชบุตร ๒ พระองค์ คือ สุปปพุทธะ ๑ ทัณฑปาณิ ๑ พระราชบุตรี ๒ พระองค์ คือ มายา(หรือพระนางสิริมหามายาพระพุทธมารดา) ๑ และปชาบดี ๑ (หรือพระนางมหาปชาบดีซึ่งต่อมาคือพระน้านางผู้ทรงได้เป็น ภิกษุณีสงฆ์องค์แรกของพระพุทธศาสนา)

พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้พระศาสดาของเราทั้งหลายได้เสด็จมาอุบัติขึ้นในพวกอริยกชาติ ในจังหวัดมัชฌิมชนบท ชมพูทวีป แคว้นสักกะ ในสกุลกษัตริย์พวกศากยะผู้โคตมโคตร เป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนศากยะเจ้ากรุงกบิลพัสดุ์ กับพระนางมายา ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี.

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒

ภาพพุทธประวัติจาก fwd.

จนถึงสมัยเจ้าชายสุทโธทนะ หรือพระเจ้าสุทโธทนะ แห่งนครกบิลพัสดุ์ กับ เจ้าหญิงสิริมหามายา หรือ พระนางสิริมหามายาแห่งกรุงเทวทหะได้อภิเษกสมรสแล้วทรงปกครองกรุงกบิลพัสดุ์แห่งแคว้นสักกะ และทรงให้กำเนิดพระราชโอรสคือ เจ้าชายสิทธัตถะ ทั้งสองพระองค์จึงทรงเป็นพระพุทธบิดาและพระพุทธมารดา 

พระนางสิริมหามายานั้น ทรงอธิษฐานตั้งปณิธานเพื่อเป็นพระพุทธมารดาครั้งสมัยอดีตกาลในยุคของพระวิปัสสีพุทธเจ้ามาตรัสรู้ นับแต่นั้นจึงทำให้พระนางมีมโนมั่นในการบำเพ็ญบารมีเพื่อการที่จะได้เป็นพระพุทธมารดาของพระโพธิสัตว์ซึ่งจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต  พระนางทรงเป็นสตรีที่ทรงมีบุญญาธิการ ทรงบริบูรณ์พร้อมด้วยอิตถีลักษณะ  งดงามด้วยสิริสมบัติแห่งเบญจกัลยาณีเป็นรัตนกัลยา ทรงมีความเป็นเยี่ยมในธรรมที่มนุษย์ปกติธรรมดามิได้มี ทรงงดงามด้วยจริยวัตรอันบริบูรณ์ ทรงสมบูรณ์ด้วย การบริจาคทาน ทรงถืออุโบสถศีล

จนเมื่อเจ้าชายสุทโธทนะเจริญวัยได้ ๑๖ พระชันษา พระเจ้าสีหหนุราชบิดาแห่งศากยวงศ์จึงมีพระประสงค์จะให้ครองราชย์ต่อจากพระองค์ จึงได้ให้พราหมณ์ได้ออกค้นหาอิสตรีที่มีลักษณะพร้อมบริบูรณ์เพื่ออภิเษกแก่ราชโอรสเจ้าชายสุทโธทนะ  จนพราหมณ์ได้พบกับเจ้าหญิงสิริมหามายาผู้เป็นธิดาพระราชาชนาธิปแห่งกรุงเทวทหะ พราหมณ์จึงได้ถวายสร้อยพระศอเพื่อเป็นของหมั้น พระนางจึงขอให้พราหมณ์ได้เจรจากับพระราชบิดาของพระนางซึ่งพระราชบิดาทรงมีพระบรมราชานุญาต

ทั้ง ๒ ราชวงศ์จึงได้ตกลงจัดพิธิอภิเษกสมรสแก่เจ้าชายสุทโธทนะและเจ้าหญิงสิริมหามายาท่ามกลางหมู่ญาติทั้งสองฝ่ายเป็นที่ยิ่งใหญ่ โดยมีหมู่ทวยเทพเป็นสักขีพยานเข้าร่วมพิธีเมื่ออภิเษกสมรถแล้วพระเจ้าสุทโธทนะได้เป็นกษัตริย์ปกครองแคว้นสักกะ 

ในสมัยนั้นสักกะเป็นแคว้นเล็ก ๆ ไม่มีกำลังทหารกล้าแข็ง อยู่ภายใต้การปกครองของแคว้นโกศล คือ ตกเป็นประเทศราชซึ่งพระเจ้ามหาโกศลกษัตริย์แห่งแคว้นโกศลได้ให้อำนาจการปกครองแก่พระเจ้าสุทโธทนะตามสมควร ดังนั้นจึงมีการปกครองแบบประชาธิไตยแบบสืบสันตติวงศ์ ต่อมาภายหลังเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ เจ้าชายนันทะและเจ้าชายราหุล ทรงออกผนวชหมดแล้ว ระบอบการปกครองจึงเปลี่ยนเป็นแบบสามัคคีธรรม คือ เจ้าศากยะผลัดเปลี่ยนกันปกครองแคว้น วาระละ ๑ปี

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒

ภาพถ่ายจากอินเดีย

ระบบวรรณะเกิดจากพวก อริยะ หรือ อารยัน ซึ่งเข้ามารุกรานชนพื้นเมืองในอินเดียครั้งทำสงครามกับเจ้าของถิ่นเดิมซึ่งเรียกว่าพวก มิลักขะ (หรือ ทัสสยุ หรือทราวิฑ) จนได้รับชัยชนะ พวกมิลักขะต้องถอยร่นลงไปทางใต้ เหล่าอริยะจึงใช้ศาสนาพราหมณ์เป็นเครื่องมือในการแบ่งวรรณะ โดยถือว่าวรรณทั้ง ๔ เกิดมาจากอวัยวะของพระพรหมที่ต่างกัน และพระพรหมได้กำหนดหน้าที่ให้วรรณะทั้ง ๔  ต่าง ๆ กันไว้เรียบร้อยแล้ว

วรรณะใหญ่ ๆ ในศาสนาพราหมณ์มีอยู่ ๔ วรรณะ ดังนี้

๑.  วรรณะพราหมณ์ เกิดจากโอษฐ์ของพระพรหม มีสีเครื่องแต่งกายประจำวรรณะคือสีขาว
ซึ่งแสดงถึงความบริสุทธิ์มีหน้าที่กล่าวมนต์ ให้คำปรึกษากับพระเจ้าแผ่นดิน ตลอดจนสอนมนต์
ให้แก่คนทั่วไป ส่วนพวกที่เป็นนักบวชก็ทำหน้าที่สอนไตรเภทและประกอบพิธีทางศาสนา

๒.  วรรณะกษัตริย์ เกิดจากพระอุระของพระพรหม และถือว่าสืบเชื้อสายมาจากพระอาทิตย์
สีเครื่องแต่งกายประจำวรรณะคือสีแดงซึ่งหมายถึงนักรบ ทำหน้าที่รบเพื่อป้องกันหรือ
ขยายอาณาจักร รวมทั้งเป็นนักปกครอง เป็นพระเจ้าแผ่นดินหรือคณะผู้ปกครองแบบสามัคคีธรรม

๓.  วรรณะแพศย์ เกิดจากพระเพลา (ตัก) ของพระพรหม มีสีเครื่องแต่งกายประจำวรรณะคือ   
สีเหลือง เป็นพวกแสวงหาทรัพย์สมบัติ ได้แก่พวกพ่อค้า  คหบดี  เศรษฐี  และเกษตรกร

๔.  วรรณะศูทร เกิดจากพระบาท(เท้า) ของพระพรหม มีสีเครื่องแต่งกายประจำวรรณะ คือ
สีดำหรือสี อื่น ๆ ที่ไม่มีความสดใส มีหน้าที่เป็นกรรมกร ลูกจ้าง

๕.  จัณฑาล เป็นอีกวรรณะหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นพวกต่ำสุด คือ จัณฑาล ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ต่างวรรณะกัน
ถือเป็นพวกจัณฑาล ซึ่งจะถูกรังเกียจและเหยียดหยาม ไม่มีคนในวรรณะอื่นคบหาสมาคมด้วย
การถือวรรณะอย่างรุนแรงเช่นนี้ เป็นพื้นฐานอันสำคัญอย่างหนึ่งของสังคมอินเดียทั้งก่อน
พุทธกาลและในสมัยพุทธกาล

ภาพประกอบจากอินเดีย

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒


๑.   แคว้นมหารัฐมคธ หรือ แคว้นมคธ
เมืองหลวงชื่อ ราชคฤห์ กษัตริย์ผู้ปกครองคือ พระเจ้าพิมพิสาร ทรงปกครองโดยระบอบ
สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ต่อมาเมื่อพระราชโอรสคือ พระเจ้าอชาตศัตรู กระทำปิตุฆาต ฆ่าพระราชบิดา
ตามคำยุยงของพระเทวทัต และขึ้นเสวยราชย์เป็นกษัตริย์ปกครองสืบต่อมา พระองค์ทรงปกครอง
ในระบอบเดิม หลังพุทธกาลเล็กน้อย พระเจ้าอชาตศัตรูทรงย้ายเมืองหลวงจากราชคฤห์ไปตั้ง ณ เมือง
ปาตลีบุตร และรบชนะแคว้นวัชชี ได้แคว้นนี้เป็นเมืองขึ้น

๒.    แคว้นมหารัฐโกศล หรือ แคว้นโกศล
เมืองหลวงชื่อ สาวัตถี
กษัตริย์ผู้ปกครองคือ พระเจ้ามหาโกศล และพระราชโอรส คือ
พระเจ้าปเสนทิโกศล ปกครองสืบต่อมา

พระเจ้ามหาโกศลเป็นกษัตริย์รุ่นเดียวกับ พระเจ้าสุทโธทนะ แห่งแคว้นสักกะ(ราชวงศ์ศากยะ)
ส่วนพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเป็นพระสหายกับพระเจ้าพิมพิสารแห่งแคว้นมคธ  มหาลีแห่งแคว้นวัชชี
พันธุละแห่งแคว้นมัลละ  เจ้าชายสิทธัตถะแห่งแคว้นสักกะ (แคว้นสักกะเป็นเมืองขึ้นอยู่ในอาณัติ
การปกครองของแคว้นโกศล)

๓.   แคว้นมหารัฐวังสะ หรือ แคว้นวังสะ
เมืองหลวงชื่อโกสัมพี กษัตริย์ผู้ปกครองคือ พระเจ้าอุเทน กรุงโกสัมพีเป็นศูนย์กลางการค้า
สำคัญในสมัยพุทธกาล มีการติดต่อกับแคว้นโกศล แคว้นมคธ แคว้นมัลละ และแคว้นอวันตี

๔.   แคว้นมหารัฐอวันตี หรือ แคว้นอวันตี
เมืองหลวงชื่ออุชเชนี กษัตริย์ผู้ปกครองคือ พระเจ้าจัณฑปัตโชติ เคยติดต่อกับแคว้นมคธ
และทำสงครามกับแคว้นวังสะ

๕.  แคว้นมหารัฐวัชชี หรือ แคว้นวัชชี
เมืองหลวงชื่อเวสาลี มีการปกครองแบบสามัคคีธรรม ซึ่งบางท่านเรียกว่าการปกครองแบบ  
สาธารณรัฐประชาธิปไตยยุคแรก แคว้นที่ใช้การปกครองแบบนี้มีในสมัยพุทธกาลมีหลายรัฐ
เช่น แคว้นสักกะ แคว้นมัลละ เป็นต้น

หลังสมัยพุทธกาลเล็กน้อย แคว้นวัชชีพ่ายแพ้แก่พระเจ้าอชาตศัตรู จึงถูกรวมการปกครองเข้ากับแคว้นมคธ

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒

ในสมัยพุทธกาล คือสมัยที่พระพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์ชีพอยู่นั้น ชมพูทวีปยังมิได้แบ่งเป็นประเทศต่าง ๆ
ดังกล่าวมาข้างต้น หากแบ่งเป็น นครรัฐ หรือ แคว้น ต่าง ๆ เท่าที่พบหลักฐานปรากฏ มี  ๒๑ แคว้น ดังนี้

ชมพูทวีปและการปกครอง

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒


ภาพแม่น้ำคงคาในอินเดีย

การศึกษาพุทธประวัติ ควรเรียนรู้เกี่ยวกับลักษณะสังคมของชมพูทวีปในสมัยพุทธกาลพอสังเขปเพื่อความเข้าใจและสามารถจะจำเนื้อหา ตลอดจนสถานที่ตั้งของเมืองต่าง ๆ รวมทั้งชื่อกษัตริย์ผู้ปกครองแต่ละแคว้นได้โดยไม่สับสน และเมื่อคนส่วนใหญ่นึกถึงพระพุทธศาสนาหรือพระพุทธเจ้า ก็จะนึกถึงประเทศอินเดียเป็นส่วนใหญ่ในฐานะที่เป็นดินแดนที่เป็นจุดกำเนิดของพระพุทธเจ้า แต่ตามภูมิศาสตร์ในสมัยพุทธกาลนั้นยังไม่มีการแบ่งแยกดินแดนเหล่านี้เป็นประเทศอินเดีย เนปาล หรือประเทศใด แต่รวมเรียกดินแดนส่วนนี้ว่าเป็น ชมพูทวีป

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒

ได้มีกล่าวถึงในวรรณคดีภาษาไทยเรื่อง ไตรภูมิไตรภพ หรือ ไตรโลก,  ไตรภูมิ ได้แก่  กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ ไตรภพ ได้แก่ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ไตรโลก ได้แก่ กามโลก รูปโลก อรูปโลก แต่เมื่อหมายเฉพาะโลกที่เป็นชั้นดีอันเรียกว่าสุคติ ก็จัดเป็นมนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก พระพุทธเจ้าได้พระนามว่า ไตรโลกนาถ แปลว่า ที่พึ่งของโลกสาม คำว่า โลก หรือ ภพ ใช้ในความหมายที่ยังเป็นโลกด้วยกัน ส่วนคำว่า ภูมิ ใช้ในความหมายตั้งแต่ยังเป็นโลกจนถึงเป็นโลกุตตร ฉะนั้น ภูมิ จึงมีด้วยกัน ๔ ภูมิ เมื่อเพิ่ม โลกุตตรภูมิ อีกภูมิหนึ่ง

คำว่า โลก, ภพ หรือ ภูมิ นี้ พึงเข้าใจในความหมายรวม ๆ กันก่อนว่า ได้แก่ ที่เป็นที่ถือปฏิสนธิ คือ ที่เกิดของสัตว์โลกทั้งหลาย ผู้ที่มีจิตใจยังท่องเที่ยวพัวพันอยู่ในกาม ก็ยังเกิดในกามโลก หรือ กามาวจรโลก แปลว่า โลกของผู้ที่เที่ยวข้องอยู่ในกาม จะเรียกว่า กามาวจรภูมิ หรือกามาวจรภพก็ได้  ผู้ที่บำเพ็ญสมาธิจนจิตใจสงบจากกามารมณ์บรรจุถึงรูปฌานย่อมบังเกิดใน รูปโลก หรือ รูปาวจรโลก แปลว่า โลกของผู้ที่เที่ยวข้องอยู่ในรูปสมาธิ  ผู้ที่บำเพ็ญสมาธิละเอียดกว่านั้น จนบรรลุถึงอรูปฌาน ย่อมบังเกิดใน อรูปโลก หรืออรูปาวจรโลก โลกของผู้ที่เที่ยวข้องอยู่ในอรูปสมาธิ โลกเหล่านี้แบ่งไว้ตามภูมิชั้นของจิตใจ เมื่อจิตใจแยกภูมิชั้นออกไป ก็เลยแยกโลกซึ่งเป็นที่อาศัยอยู่ให้ต่างกันออกไปอีกมากมาย ผู้อ่านหรือฟังควรทำใจไว้ก่อนว่าเป็นเรื่องคติความคิดเก่าแก่เท่านั้น ยังไม่ควรตั้งข้อคาดคั้นว่าจริงหรือไม่จริง เพราะไม่ใช่เป็นธรรมะซึ่งพึงพิสูจน์ได้ภายในตนเอง แต่เป็นเรื่องโลกข้างนอก ซึ่งมีบาลีหลายแห่งแสดงว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์

จะกล่าวถึง กามภูมิ ก่อน แบ่งไว้ดังนี้ คือ อบายภูมิ ๔,  มนุษย์  ๑, สวรรค์  ๖,  รวมเป็น  ๑๑


ภาพประกอบจาก Haro

มนุษย์โลก

โลกที่คนเราอาศัยอยู่นี้ มีสัตว์เดียรัจฉานอาศัยอยู่ด้วยก็จริง แต่มนุษย์เราก็เรียกยึดถือเอาว่า มนุษยโลก ถ้าพูดเป็นกลาง ๆ ก็ว่า โลกนี้ ตามคติความคิดโบราณว่า กลมอย่างล้อรถรหือล้อเกวียน ตั้งอยู่ในน้ำในอากาศ และมีขอบเหล็กเป็นเหมือนกำแพงกั้นข้างนอกอยู่โดยรอบอย่างกงล้อจึงเรียกว่า จักวาฬะ หรือ จักรวาละ แปลว่า สิ่งที่มีขอบกั้นล้อมเป็นวงกลมเหมือนอย่างล้อ คำว่าจักรวาล จึงหมายถึงโลก นั่นเอง

เมื่อวางรูปโลกให้กลมแบบล้อรถและมีกำแพงเหล็กเป็นขอบวงรอบอย่างกงล้อจึงเรียกว่า จักรวาล แปลอย่างสั้น ๆ ว่า มีขอบกำแพงเป็นวงกลม เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ได้มีคติความคิดวางแผนผังโลกไว้อย่างมีระเบียบ คือ ตรงใจกลางโลกมีภูเขาสูงใหญ่ชื่อว่า สุเมรุ มักเรียกในภาษาสันสกฤต หรือ สิเนรุ มักเรียกในภาษามคธ เหมือนอย่างเพลาล้อรถอยู่กลางล้อรถ เขาสุเมรุจึงเท่ากับเป็นเพลาโลกหรือจักรวาลนี้

เขาสุเมรุมีภูเขาแวดล้อมเป็นวงรอบอีก ๗ และมีมหาสมุทรคั่นอยู่ในระหว่าง ๗ มหาสมุทร ภูเขาทั้ง ๗ มีชื่อนับจากข้างในออกมาข้างนอกดังนี้

๑.  อัสสกัณณะ
๒.  วินตกะ
๓.  เนมินธร
๔.  ยุคันธร
๕.  อิสินธร
๖.  กรวีกะ
๗.  สุทสสนะ

ชื่อเหล่านี้กล่าวเรียงลำดับตามเนมิราชชาดก ในชาดกนั้นกล่าวว่า เขาเหล่านี้สูงกว่ากันขึ้นไปโดยลำดับ นับจากเขาสุทัสสนะซึ่งอยู่ข้างนอกต่ำกว่าทั้งหมด จนถึงเขาอัสสกัณณะซึ่งอยู่ข้างใน ซึ่งสูงถัดจากเขาสุเมรุ รวมเรียกว่า สัตตปริภัณฑบรรพต หรือ เขา สัตตบริภัณฑ์ สัตต แปลว่า ๗ บริภัณฑ์ แปลว่า วงล้อม

เขา สัตตบริภัณฑ์ คือเขาบริวารของเขาสุเมรุทั้ง ๗ ทั้งหมดมี ๗ เทือกเขา และในฉบับมหายานของทิเบตยังกล่าวถึงน้ำในสีทันดรมหาสมุทรทั้ง ๗ พิสดารออกไปอีกว่า เป็นน้ำต่าง ๆ กัน นับจากข้างในออกไปโดยลำดับ ดังนี้

๑.  มหาสมุทรแห่งน้ำนมที่มีกลิ่นหอม
๒.  มหาสมุทรแห่งน้ำนมส้ม
๓.  มหาสมุทรแห่งเนย
๔.  มหาสมุทรแห่งน้ำโลหิต หรือน้ำอ้อย
๕.  มหาสมุทรแห่งน้ำยาพิษ หรือ เหล้า
๖.  มหาสมุทรแห่งน้ำจืด
๗.  มหาสมุทรแห่งน้ำเค็ม

และกล่าวว่ามหาสมุทรเหล่านี้กว้างลึกมากและน้อยลงโดยลำดับจากข้างในออกมาข้างนอก เช่นเดียวกับเขาสัตตบริภัณฑ์ ครั้นพ้นเทือกเขาที่  ๗ ออกมาแล้วก็เป็นมหาสมุทรน้ำเค็ม มีเกาะใหญ่ที่เรียกว่า ทวีป อยู่ใน  ๔  ทิศ  ทิศละ  ๑ ทวีป  คือ

๑.  ทางทิศตะวันออก มีทวีปชื่อว่า  วิเทหะ ที่แปลว่า กายใหญ่ หรือเรียกว่า บุพพวิเทหะ
ฉบับทิเบตกล่าวว่า มีรูปเหมือนพระจันทร์ครึ่งซีก เป็นถิ่นผิวขาว ชาวทวีปนี้มีจิตใจสงบ
และมีความประพฤติดี มีรูปใบหน้าเหมือนกับรูปของทวีป
๒.  ทางทิศใต้ มีทวีปชื่อว่า ชมพู ซึ่งเป็นชื่อต้นไม้ ดังที่เรียกว่า ชมพูทวีป คัมภีร์ทิเบตเรียกชื่อว่า
ชมุ และกล่าวว่ามีรูปเหมือนสบักแกะ หรือสามเหลี่ยม ศูนย์กลางของทวีปนี้อยู่ที่โพธิพฤกษ์พุทธคยา
เห็นได้ว่ารูปคาบสมุทรอินเดียนั่นเอง เป็นถิ่นผิวสีน้ำเงิน มีความสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สิน มีทั้งความชั่ว
และความดี ชาวทวีปนี้มีรูปหน้าเป็นสามเหลี่ยมเหมือนอย่างรูปทวีป
๓.  ทางทิศตะวันตก มีทวีปชื่อว่า อมรโคยาน คัมภีร์ทิเบตเรียกว่า โคธันยะ หรือสมบัติแห่งโค
คำว่า โค แปลว่า สัตว์ชนิดหนึ่งก็ได้ แปลว่าพระอาทิตย์ก็ได้ และกล่าวว่ามีรูปเหมือนอย่างดวงอาทิตย์
คือ กลม เป็นถิ่นผิวสีแดง ชาวทวีปนี้มีอำนาจมาก ชอบบริโภคเนื้อปศุสัตว์มีรูปหน้ากลมเหมือนรูปทวีป
๔. ทางทิศเหนือ มีทวีปชื่อ อุตตรกุรุ หรือ ชาวกุรุภาคเหนือ คัมภีร์ทิเบตกล่าวว่า มีรูป ๔ เหลี่ยม
เป็นถิ่นผิวสีเขียว ชาวทวีปนี้เข้มแข็ง มีเสียงดัง มีรูปหน้าสี่เหลี่ยมเหมือนม้า มีต้นไม้ซึ่งอำนวยความ
สำเร็จสิ่งที่ต้องการเป็นที่อยู่อาศัย

ทวีปทั้งหมดเหล่านี้ตั้งอยู่ในมหาสมุทรน้ำเค็มใน ๔ ทิศของเขา สัตตบริภัณฑ์ ซึ่งมีเขาสุเมรุเป็นศูนย์กลาง ถัดจากทวีปเหล่านี้ออกไปก็ถึงที่สุดโลกโดยรอบ ซึ่งมีกำแพงเหล็กเป็นขอบกั้นอยู่โดยรอบเหมือนอย่างกงล้อ รวมเป็นจักรวาล โลกของเรานี้ก็เป็นจักรวาลอันหนึ่งในจักรวาลทั้งหลายที่มีอยู่เป็นอันมาก คัมภีร์ฝ่ายมหายานของทิเบตกล่าวไว้ว่า ทุก ๆ จักรวาลตั้งอยู่ในอากาศว่างเปล่า (space) อันไม่อาจหยั่งอาศัยอยู่บนผืนลมเหมือนอย่างวัชระคือศรพระอินทร์ หรืออศนีบาตรูปกากบาท แข็งทนทานเหมือนวัชระคือเพชร บนลมนั้นมีห้วงน้ำตั้งอยู่ บนห้วงน้ำมีรากฐานเป็นทองคำ โลกตั้งอยู่บนรากฐานทองคำนั้น มีเขาพระสุเมรุพุ่งขึ้นไปเป็นแกนกลาง


ภาพจาก timezone

ได้ขอให้ผู้ทรงภูมิรู้ในปัจจุบันช่วยค้นเวลาเทียบเคียงดูว่า เวลา  ๐๖.๐๐ น. ที่อินเดีย อันเป็นชมพูทวีปในเวลานั้น โดยเฉพาะที่พาราณสีซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งพุทธคยา จะเป็นเวลาเที่ยงวันเป็นต้นที่ประเทศไหนบ้าง ท่านผู้นั้นได้จดให้ดั่งต่อไปนี้ (สด.ญาณสังวร )

เวลา  ๐๖.๐๐  น.  พาราณสี  Lat. ๒๖  N. Long. ๘๓  E.
เวลา  ๑๒.๐๐  น. นิวซีแลนด์ Lat. ๒๖  N. Long. ๑๗๓  E.
เวลา  ๑๘.๐๐  น.  นิวออร์ลีนส์, ชิคาโก Lat.  ๒๖ N. Long. ๙๗  E.
เวลา  ๒๔.๐๐  น.  อิงแลนด์  Lat. ๒๖  N. Long. ๗  E.

ตามที่เทียบตารางเวลานี้ ชมพูทวีป อยู่ที่อินเดีย บุพพวิเทหะอยู่ที่แถบนิวซีแลนด์ อุตตรกุรุอยู่ที่แถบ นิวออร์ลีนส์, ชิคาโก นับกว้าง ๆ ว่าอเมริกา อมรโคยานอยู่ที่แถบอังกฤษ นับกว้าง ๆ ว่า ยุโรป แต่ตามคติความคิดเรื่อง ๔ ทวีป น่าจะมิได้มุ่งหมายถึงประเทศปัจจุบันเหล่านี้ เพราะมีแนวความคิดเรื่องโลกกลมคนละอย่าง ทั้งพรรณนาถึงลักษณะภูมิประเทศและบุคคลคล้ายกับเรื่องในนิยาย หรือจะเป็นอย่างเดียวกันแต่มองกันคนละทัศนะ

เรื่องจักรวาลโลกตามคติความคิดที่เล่ามานี้ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่พุทธศาสน์ แต่เป็นภูมิศาสตร์เก่า จะเป็นเพราะมีคนเชื่อถืออยู่มากจึงติดเข้ามาในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาด้วย คัมภีร์ชั้นหลังยิ่งแสดงวิจิตรพิสดารมาก  แต่เหตุที่นำมาแสดงให้ประจักษ์นี้ก็เป็นเรื่องน่ารู้อยู่ เพราะจะได้ทราบความคิดในชั้นเดิม เมื่ออ่านคัมภีร์หรือหนังสือวรรณคดีทางศาสนาเก่า ๆ ก็จะพอเข้าใจและมองเห็นภูมิประเทศตามคติความคิดนี้ได้โดยตลอด

 

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒

พระบารมี คือ ธรรมที่นำไปให้ถึงฝั่งพระนิพพาน หมายความว่า เมื่อพระบรมโพธิสัตว์เฝ้าบำเพ็ญธรรมจนเต็มครบบริบูรณ์เต็มที่แล้วก็จะเป็นสะพานนำพระองค์ท่านให้บรรลุถึงฝั่ง คือ ได้ตรัสพระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณ และเสด็จดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพาน ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “พระบารมีธรรม” ซึ่งพระบารมีธรรมนั้นมิใช่จะบำเพ็ญเพียง ๒๐-๓๐ ชาติเท่านั้น แต่ต้องบำเพ็ญเป็นเวลายาวนานหลายอสงไขย นับพระชาติที่เกิดไม่ถ้วน ดังนั้นพระบารมีที่สร้างแต่ละพระชาติจึงไม่เท่ากัน คือ บางพระชาติก็สร้างอย่างธรรมดาปกติ บางพระชาติก็สร้างอย่างอุกฤษฏ์สูงสุด ฉะนั้นจึงจำแนกพระบารมีเหล่านี้ออกเป็นตรียางค์ คือ เป็นองค์สาม โดยจัดเป็นพระบารมีอย่างธรรมดาประเภทหนึ่ง พระบารมีอย่างกลาง และพระบารมีอย่างสูงสุดอุกฤษฏ์ ดังตัวอย่างพระบารมีประเภท “ทาน” เมื่อจำแนกออกเป็นตรียางค์ ก็กำหนดโดยประเภทของทาน ดังต่อไปนี้

๑.   ทานที่บำเพ็ญโดยสถานประมาณเป็นปกติธรรมดา บริจาคธนสารทรัพย์สมบัติน้อยใหญ่
ถึงแม้จะมากมายเพียงใดก็ดี จัดเป็นบารมีประเภทธรรมดา เรียกชื่อว่า “ทานบารมี”
๒.   ทานที่บำเพ็ญยิ่งขึ้นไปกว่านั้น คือ ถึงกับบริจาคอวัยวะเลือดเนื้อในร่างกาย จัดเป็นพระบารมี
ประเภทมัชฌิมาปานกลาง เรียกชื่อว่า “ทานอุปบารมี”
๓.   ทานที่บำเพ็ญยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก คือถึงกับต้องบริจาคชีวิตให้เป็นทาน นับเป็นการบริจาค
อย่างใหญ่หลวงอุกฤษฏ์ นี้จัดเป็นพระบารมีประเภทสูงสุดอย่างยิ่ง เรียกชื่อว่า “ทานปรมัตถบารมี”

แม้พระบารมีอย่างอื่นก็จำแนกออกเป็นพระบารมีละ ๓ ประเภท ซึ่งพระบารมีที่เป็นองคธรรมมีอยู่ ๑๐ ประเภท
เมื่อจำแนกออกเป็นองค์ละ ๓ พระบารมีจึงรวมเป็นพระสมติงสบารมี คือ พระบารมี ๓๐ ถ้วนพอดี ดังจำแนก
ออกไปตามรายชื่อพระบารมี ดังนี้ คือ

บารมี ๑๐ ทัศ

๑.  ทานบารมี               บำเพ็ญด้วยการให้สิ่งที่ควรให้
๒.  ศีลลารมี                 บำเพ็ญศีลให้ครบบริบูรณ์
๓.  เนกขัมมบารมี           การออกจากกามซึ่งต้องบำเพ็ญให้ถึงที่สุด
๔.  ปัญญาบารมี            บำเพ็ญด้วยการไต่ถามจากผู้รู้
๕.  วิริยบารมี                บำเพ็ญด้วยการทำความเพียรอย่างถึงที่สุด
๖.  ขันติบารมี                บำเพ็ญด้วยการอดทนอดกลั้นอย่างถึงที่สุด
๗.  อธิษฐานบารมี          บำเพ็ญเด้วยการตั้งจิตไว้ให้มั่นคง
๘.  สัจบารมี                 บำเพ็ญด้วยการรักษาวาจาสัตย์อย่างถึงที่สุด
๙.  เมตตาบารมี             บำเพ็ญด้วยการมีเมตตาอย่างถึงที่สุด
๑๐. อุเบกขาบารมี           บำเพ็ญด้วยการวางเฉย คือมีใจเสมอกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือ
ไม่ดี ไม่ว่าจะมีลาภหรือเสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา  สุข ทุกข์

รวมลงเป็นบารมี ๓๐ ทัศ คือ

๑.   ทานบารมี
๒.   ศีลบารมี
๓.   เนกขัมมบารมี
๔.   ปัญญาบารมี
๕.   วิริยบารมี
๖.   ขันติบารมี
๗.   สัจบารมี
๘.   อธิษฐานบารม
๙.   เมตตาบารมี
๑๐. อุเบกขาบารมี บารมี ๑-๑๐ จัดเป็นบารมีประเภทธรรมดา
๑๑. ทานอุปบารมี
๑๒. ศีลอุปบารมี
๑๓. เนกขัมมอุปบารมี
๑๔. ปัญญาอุปบารมี
๑๕. วิริยอุปบารมี
๑๖. ขันติอุปบารมี
๑๗. สัจอุปบารมี
๑๘. อธิษฐานอุปบารมี
๑๙. เมตตาอุปบารมี
๒๐. อุเบกขาอุปบารมี บารมี ๑๑-๒๐ จัดเป็นบารมีประเภทปานกลาง
๒๑. ทานปรมัตถบารมี
๒๒. ศีลมัตถบารมี
๒๓. เนกขัมมปรมัตถบารมี
๒๔. ปัญญาปรมัตถบารมี
๒๕. วิริยปรมัตถบารมี
๒๖. ขันติปรมัตถบารมี
๒๗. สัจปรมัตถบารมี
๒๘. อธิษฐานปรมัตถบารม
๒๙. เมตตาปรมัตถบารมี
๓๐. อุเบกขาปรมัตถบารมี บารมี ๒๑-๓๐ จัดเป็นบารมีประเภทอุกฤษ์สูงสุด

รวมเป็นพระบารมีธรรมที่พระโพธิสัตว์ผู้ปรารถนาเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจักต้องบำเพ็ญให้
ครบบริบูรณ์เต็มที่ ๓๐ ถ้วน ฉะนั้นจึงเรียกเป็นศัพท์ว่า “พระสมติงสบารมี” หรือบารมี ๓๐ ทัศ ด้วยเหตุนี้

หน้า 1 จาก 4