พระเจ้าสิบชาติ - พระมหาชนก - ภาพจาก Pixabay

ในอดีตที่ล่วงมาแล้ว มีพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งนามว่า มหาชนก เสวยราชสมบัติในเมืองมิถิลา ท้าวเธอมีพระราชโอรสสองพระองค์ องค์หนึ่งนามว่า อริฏฐชนก อีกองค์หนึ่งมีนามว่า โปลชนก พระองค์ได้ทรงตั้งอริฏฐชนกในตำเเหน่งอุปราช และโปลชนกในตำเเหน่งเสนาบดี ต่อมาเมื่อท้าวเธอสวรรคตแล้ว อุปราชก็ได้ขึ้นครองแผ่นดินเสวยราชสมบัติแทน และได้แต่งตั้งเจ้าโปลชนกผู้เป็นน้องให้เป็นอุปราช

ในขณะเมื่อเจ้าอริฏฐชนกเป็นอุราชอยู่นั้นก็รู้สึกว่าเป็นคนยุติธรรมดีอยู่ แต่เมื่อได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้วก็หูเบา ฟังแต่ถ้อยคำคนประจบสอพลอ เพราะตามธรรมดาคนประจบสอพลอนั้น จะต้องหาเรื่องฟ้องคนนั้นคนนี้อยู่เสมอ เพราะคนไม่ทำงานแต่ก็อยากได้ความชอบ และการได้ความชอบโดยไม่ต้องทำงาน วิธีง่ายที่สุดคือเหยียบย่ำผู้อื่นให้ตกแล้วตนจะได้แทนตำแหน่งนั้น

ตามธรรมดาของโลกย่อมจะมีเช่นนี้ตลอดกาล ผู้ทรงอำนาจกับความหูเบามักจะเป็นของคู่กัน ถ้าใครได้อ่านพงศาวดารจีน หรือแม้แต่ประวัติศาสตร์ของไทย จะเห็นได้ว่าความหูเบามักจะทำให้บ้านเมืองต้องพินาศ เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน

เจ้าอุปราชโปลชนกถูกกล่าวหาจากผู้ใกล้ชิดของพระเจ้ากรุงมิถิลาว่าจะทำการกบฎ เพราะเจ้าอุปราชทรงอำนาจในทางการเมืองมาก ครั้งแรกก็ยังไม่ยอมเชื่อ ครั้งที่สองก็ชักลังเล พอครั้งที่สามก็เชื่อเอาเลย ลืมคิดว่าผู้นั้นเป็นน้องของพระองค์ที่คลานตามกันออกมาแท้ ๆ

ลักษณะเช่นนี้เข้าหลักที่ว่า

“อันเสาหินแปดศอกตอกเป็นหลัก ไปมาผลักบ่อยเข้าเสายังไหว”

แม้ความรักระหว่างพี่กับน้องก็ตัดได้ ถึงกับสั่งให้จับพระมหาอุปราชไปคุมขังไว้ยังที่อีกแห่งหนึ่ง โดยหาความผิดมิได้ มีคนควบคุมอยู่อย่างแข็งแรง

เจ้าอุปราชถูกควบคุมโดยหาความผิดมิได้ ก็คิดจะหลบหนีออกไป จึงตั้งสัตย์อธิษฐานว่า 

 “ขอเดชะพระเสื้อเมืองทรงเมืองที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ตัวข้าพเจ้ามิได้คิดทรยศต่อที่ชายเลย แต่กลับถูกจับคุมขังทำโทษหาความผิดมิได้ ถ้าใจของข้าพเจ้าซื่อสัตย์ต่อพี่ชายจริงแล้ว ขอให้โซ่ตรวนขื่อคาตลอดจนประตูคุก จงเปิดให้เห็นประจักษ์เถิด”

พอสิ้นคำอธิษฐานเท่านั้นด้วยความสัตย์สุจริตของมหาอุปราช บรรรดาเครื่องจองจำทั้งหลายก็หลุดออกจากกายของพระองค์ ประตูเรือนจำก็เปิด มหาอุปราชก็เลยหนีออกจากที่นั้นไปซุ่มซ่อนอยู่ตามชายแดน

พวกพลเมืองได้ทราบข่าวอุปราชหนีออกมา และเห็นว่าพระเจ้าแผ่นดินเชื่อถือแต่คำคนสอพลอถึงกับกำจัดน้องในไส้ จึงพากันเห็นใจเจ้าอุปราช และพากันมาเฝ้าสมัครเข้าเป็นพรรคพวกของเจ้าอุปราช ๆ ก็ได้ไพร่พลมากขึ้น ตอนนี้พระเจ้าแผ่นดินไม่กล้าส่งคนออกมาติดตามแล้ว เพราะกลัวจะเกิดศึกกลางเมืองขึ้น เพราะทราบดีว่าถ้าส่งคนออกไปจับเจ้าอุปราชก็คงจะต้องสู้ จึงเลยทำเป็นใจดีไม่ติดตาม

เจ้าอุปราชรวบรวมไพร่พลได้พอสมควรแล้วก็คิดว่า

“ครั้งก่อนเราซื่อสัตย์สุจริตต่อพี่ชาย แต่ถูกหาว่าเป็นกบฎถูกจับกุมคุมขัง จนต้องทำสัตยาธิษธานจึงหลุดพ้นออกมาได้ ต่อไปนี้เราจะต้องทำความชั่วตอบแทนพี่ชายบ้างล่ะ”

เมื่อตัดสินใจเช่นนี้แล้ว เจ้าโปลชนกก็รวบรวมไพร่พลเสบียงอาหาร พร้อมแล้วก็ยกกองทัพเข้ามายังมิถิลานคร บรรดาหัวเมืองรายทางรู้ว่าเป็นกองทัพของเจ้าโปลชนก ก็ไม่สู้ กลับเข้าด้วยเสียอีก

เจ้าโปลชนกก็เลยได้คนมากขึ้นอีก ทัพก็ยกมาได้โดยเร็วเพราะหาคนต้านทานมิได้ ตราบจนกระทั่งถึงชานพระนคร จึงมีสาส์นส่งเข้าไปท้ารบว่า

 “พระเจ้าพี่ ครั้งก่อนหม่อมฉันไม่เคยจะคิดประทุษร้ายพระเจ้าพี่เลย แต่หม่อมฉันก็ต้องถูกกักขังจองจำทำโทษที่พระเจ้าพี่เชื่อแต่คำคนสอพลอ บัดนี้หม่อมฉันจะประทุษร้ายพระเจ้าพี่บ้างล่ะ ถ้าจะไม่ให้เกิดสงคราม ขอให้พระเจ้าพี่มอบราชสมบัติให้หม่อมฉันเสียโดยดี ถ้าไม่ให้ก็จงเร่งเตรียมตัวออกมาชนช้างกับหม่อมฉันในวันรุ่งขึ้น

พระเจ้าอริฏฐชนก พอมาถึงตอนนี้ก็ต้องตกกระไดพลอยโจน จึงคิดจะยกพลออกไปต่อสู้กัน

แต่ในขณะนั้นพระอัครมเหสีทรงพระครรภ์อยู่ พระเจ้าอริฏฐชนกจึงตรัสเรียกมาสั่งว่า

 “น้องหญิง ขึ้นชื่อว่าสงครามแล้วไม่ดีเลย เพราะมีแต่ความพินาศเท่านั้น ประดุจสาดน้ำรดกันก็ย่อมจะเปียกปอนไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย อีกประการหนึ่งเป็นเรื่องที่คาดหมายลงไปแน่นอนว่าจะชนะฝ่ายเดียวนั้นก็ไม่ได้ พี่จะยกพลออกไปสู้กับเจ้าโปลชนก หากพี่เป็นอะไรไป เจ้าจงพยายามรักษาครรภ์ให้จงดี เจ้าจงคิดถึงลูกของเราให้มาก”

แล้วก็ยกพลออกไป และก็เป็นไปตามลางสังหรณ์ที่พระเจ้าอริฏฐชนกคาดว่าจะแพ้ก็แพ้จริงๆ เพราะเมื่อได้ชนช้างกับเจ้าโปลชนกก็พลาดพลั้งเสียที ถูกเจ้าโปลชนกฟันสิ้นพระชนม์กับคอช้าง ไพร่พลก็แตกกระจัดกระจายพ่ายหนีอย่างไม่เป็นกระบวน

พระเทวีได้ทราบข่าวว่าพระสวามีสิ้นพระชนม์ และประชาชนพลเมืองแตกตื่นอุ้มลูกจูงหลานหนีข้าศึก พระนางก็เก็บของมีค่าใส่ลงในกระเช้า เอาผ้าเก่าๆ ปิดแล้วเอาข้าวสารใส่ข้างบน แล้วแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเก่าๆ ร้องไห้ฟูมฟายหลบหนีปะปนไปกับประชาชนพลเมือง โดยไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

“จะหนีไปทางใดจึงจะรอดพ้นจากข้าศึก” พระนางคิดอยู่แต่ในใจ แล้วระลึกขึ้นได้ว่า

“เมืองกาลจัมปาอยู่ทางทิศเหนือกับมิถิลา ถ้าหากหลบหนีไปเมืองนี้ได้ก็จะปลอดภัย” จึงพยายามดั้นด้นไปจนออกประตูด้านเหนือของเมืองได้

เมื่อออกไปได้แล้ว พระนางในลักษณะของคนธรรมดาสามัญ มีครรภ์ก็แก่ หอบผ้าผ่อนและกระเช้าข้าวสาร เซซังไปจนกระทั่งถึงศาลาที่พักแห่งหนึ่ง อิดโรยเต็มทีเข้าไปพักยังศาลานั้น ตั้งใจจะถามทางไปเมืองกาลจัมปาจากผู้คนที่ผ่านไปมา

ด้วยบุญญาธิการของทารกในครรภ์ บันดาลให้ร้อนไปถึงพระอินทร์ เข้าลักษณะที่ว่า

“ทิพย์อาสน์เคยอ่อนแต่ก่อนมา

กระด้างดังศิลาประหลาดใจ

จะมีเหตุมั่นแม่นในแดนดิน

อมรินทร์เร่งคิดสงสัย

จึงสอดส่องทิพย์เนตรดูเหตุภัย

ก็ได้ทราบว่าพระโพธิสัตว์ซึ่งอยู่ในครรภ์ของพระนางจะได้รับทุกข์ พระนางจะไปเมืองกาลจัมปาแต่ก็ไม่รู้จักหนทาง เดี๋ยวนี้ไปนั่งถามทางผู้คนที่ผ่านไปมาอยู่ ณ ศาลาพักคนเดินทาง จำจะต้องอนุเคราะห์ ถ้าไม่อนุเคราะห์หัวเราเห็นจะต้องแตกเป็นเจ็ดเสี่ยง

เออ.! คิดดูก็น่าหนักใจแทนพระอินทร์เสียจริง ไม่ว่าคนมีบุญจะตกทุกข์ได้ยากอย่างไร เป็นต้องเดือดร้อนไปกับเขาด้วยเสมอ เวลาเขาเสวยสุขสิไม่เคยคิดถึงพระอินทร์เลย แต่ก็ควรตัดใจได้เสียว่า

“ตำแหน่งพระอินทร์นี่น่ะ มันเป็นตำแหน่งคอยช่วยเหลือคนมีบุญ ก็จำเป็นจะต้องทำไปตามหน้าที่”

จึงเนรมิตตนเป็นคนชรา ขับเกวียนผ่านมาทางนั้น พระนางพอเหลือบแลเห็นก็ออกปากถามทันที

“ตาจ๋า หลานอยากจะรู้ว่าเมืองกาลจัมปาอยู่ทางไหน”

“แม่หนูจะไปไหนล่ะ”

“ฉันจะไปเมืองกาลจัมปา”

“แม่หนูจะไปทำไมล่ะ”

“ญาติฉันมีอยู่ทางเมืองนั้น สามีออกไปรบกับข้าศึกก็ตายเสีย ฉันก็เลยจะพึ่งพาอาศัยญาติอยู่”

“ถ้าอย่างนั้นดีทีเดียว ตาก็จะไปเมืองกาลจัมปาเหมือนกัน แม่หนูมาขึ้นเกวียนเถิด”

เหมือนเทวดามาโปรด และแท้ที่จริงก็เทวดามาโปรดจริงๆ แต่นางไม่รู้ รีบไปขึ้นเกวียน

เมื่อขึ้นเกวียนเพราะความเหนื่อยและเพลียในการที่ระหกระเหิน พระนางก็เอนกายลงพักผ่อนและก็เลยหลับไป

นางตื่นขึ้นในตอนเย็น ก็พบว่านางได้ถึงเมืองแห่งหนึ่ง จึงถามตาคนขับเกวียนว่า

“ตาจ๋า เมืองที่เห็นอยู่ข้างหน้านั้นเขาเรียกว่าเมืองอะไร”

“เมืองกาลจัมปาที่แม่หนูต้องการจะมานั้นเเหละ”

“โอ.! ตา เขาว่าเมืองกาลจัมปาไกลตั้ง ๖๐ โยชน์ ทำไมถึงเร็วนัก”

“แม่หนูไม่รู้ดอก ตาเป็นคนเดินทางผ่านไปมาเสมอ ย่อมจะรู้จักทางอ้อม นี่ตามาทางลัดจึงเร็วนัก”

เทวดาว่าเข้านั่น

เมื่อเข้าไปใกล้ประตูเมืองด้านทิศตะวันออก พระอินทร์จึงแสร้งบอกกับนางว่าบ้านอยู่ทางเหนือ จะต้องรีบไป ให้พระนางลงเสียตรงนี้

พระนางก็ลงจากเกวียนไปพักอยู่ที่ศาลาหน้าเมือง คิดไม่ตกว่าจะไปทางไหนดี เพราะเมืองนี้นางไม่รู้จักใครเลย

ในขณะนั้นเองอาจารย์ผู้ใหญ่ผู้หนึ่งพาลูกศิษย์เดินทางผ่านมาทางนั้น เห็นนางนั่งอยู่ในศาลาหน้าตาน่าเอ็นดูเกิดความสงสารเข้าสอบถามได้ความว่า นางหนีภัยจากข้าศึกมา ญาติพี่น้องก็ไม่มี แถมยังมีท้องมีไส้เสียด้วย จึงชวนให้ไปพักอยู่กับเขา

พระนางดูลักษณะ เห็นว่าเป็นคนดีก็ยอมไปด้วย และได้แสดงตนให้บรรดาศิษย์และคนอื่นทราบว่านางเป็นน้องของอาจารย์ผู้นั้น และได้ไปอาศัยอยู่กับอาจารย์ในฐานะน้อง จวบจนกระทั่งนางได้คลอดบุตรออกมาเป็นชาย มีผิวพรรณงดงาม นางจึงตั้งนามบุตรว่า มหาชนก

มหาชนกเมื่อเติบใหญ่ขึ้นมาไปเล่นกับเด็กทั้งปวง ถูกรังแกก็ต่อสู้ เด็กเหล่านั้นสู้ไม่ได้ วิ่งไปบอกพ่อแม่ว่าถูกเด็กลูกไม่มีพ่อทำร้ายเอา เมื่อเด็กๆ พูดกันอยู่บ่อยๆ มหาชนกก็เกิดสงสัย วันหนึ่งสบโอกาสจึงถามมารดาว่า

“แม่จ๋า ใครเป็นพ่อฉัน”

“ก็ท่านอาจารย์นั่นเเหละเป็นบิดาของเจ้า”

ครั้งแรกมหาชนกก็เชื่อ แต่เมื่อได้ยินพวกเด็กๆ ยังพูดอยู่เช่นนั้นก็เกิดสงสัย ดีร้ายมารดาเห็นจะไม่บอกกับเราจริง ๆ แม้ครั้งที่สองมหาชนกถามมารดาก็ตอบเช่นเดียวกับครั้งแรก มหาชนกจึงคิดหากลอุบายจะให้มารดาบอกให้ได้

วันหนึ่งในขณะที่กำลังกินนมอยู่ มหาชนกได้ถามมารดาว่า

“แม่จ๋า ขอให้บอกความจริงกับฉันเถิดว่าใครเป็นพ่อของฉัน”

“ก็ท่านอาจารย์ยังไงเล่าเป็นพ่อของเจ้า”

“ทำไมแม่ให้ฉันเรียกว่าลุงเล่า”

“เพราะอาจารย์อยากให้เรียกเช่นนั้น”

มหาชนกก็ยื่นคำขาดว่า

“ถ้าแม่ไม่ยอมบอกความจริงให้ฉันทราบ ฉันจะกัดนมแม่ให้ขาดเลย”

ไม่ใช่แต่พูดเปล่าๆ มหาชนกเอาฟันกัดหัวนมมารดาจริงๆ ด้วย แต่ไม่ให้แรงเกินไปนัก

“โอย! หนู แม่เจ็บ”

มารดาอุทานออกมา

“เมื่อเจ็บแม่ต้องบอกความจริงให้ฉันรู้”

“เอาล่ะ แม่จะบอกให้รู้ แต่ที่ยังไม่บอกเจ้าก็เพราะเจ้ายังเล็กนักไม่สามารถทำอะไรได้ เจ้าเป็นลูกกษัตริย์เมืองมิถิลานคร บิดาของเจ้าชื่ออริฏฐชนก ถูกเจ้าอุปราชโปลชนกแย่งสมบัติ พ่อเจ้าตายในที่รบ มารดากำลังท้องอยู่ก็หลบหนีเซซัดมาอาศัยอยู่กับท่านอาจารย์ ณ ที่นี้”

และนับตั้งแต่นั้นมาเจ้ามหาชนกแม้จะถูกพวกเด็กๆ ว่าลูกไม่มีพ่อก็ไม่มีความโกรธเคือง และพยายามเล่าเรียนวิชาการทุกประเภท เพื่อต้องการจะกลับไปเอาราชสมบัติคืนให้จงได้ จวบจนกระทั่งอายุได้ ๑๖ ปี เจ้ามหาชนกก็เรียนศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการจบหมด ผิวพรรณของเจ้ามหาชนกผ่องใสเปรียบเหมือนทองคำ ความคิดที่จะเอาสมบัติของพ่อคืนก็มากขึ้น

วันหนึ่งจึงเข้าไปถามมารดาว่า

“แม่จ๋า แม่จากเมืองมาแต่ตัวหรือว่าได้สมบัติของพ่อมาบ้าง”

“เจ้าถามทำไม”

“เพราะว่าลูกต้องการจะเอาไปทำทุน แก้แค้นเอาสมบัติของพ่อกลับคืนมา”

“แม่เอาแก้วมาด้วย ๓ ดวง เป็นแก้ววิเชียรดวง ๑ แก้วมณีดวง ๑ แก้วมุกดาดวง ๑ แก้วทั้ง ๓ นี้มีราคามาก หากจะเอามาขายก็จะได้เงินเป็นจำนวนมาก พอจะทำทุนสำหรับเอาราชสมบัติของพ่อเจ้ากลับคืนมาได้”

“ลูกต้องการจะเอาเพียงครึ่งเดียว เพี่อจะทำทุนไปค้าขายยังสุวรรณภูมิ จะได้รวบรวมเงินทองและผู้คนเพื่อชิงเอาราชสมบัติของพระบิดากลับคืนมาให้ได้”

“เจ้าอย่าไปค้าขายเลย เอาแก้วทั้งสามดวงนี้แหละขายซ่องสุมผู้คนเถิด เจ้าไปไกลแม่เป็นห่วง”

เจ้ามหาชนกก็ไม่ยินยอม มารดาจึงเอาเงินทองมาให้ เจ้ามหาชนกก็ซื้อสินค้าบรรทุกสำเภาเตรียมจะไปค้าขาย ณ สุวรรณภูมิกับพวกพ่อค้ามากหน้าหลายตาด้วยกัน

เมื่อจัดแจงเรียบร้อยแล้ว มหาชนกก็ลามารดาเพื่อจะเดินทาง

“เจ้าจงเดินทางโดยสวัสดิภาพ คิดอะไรให้สมปรารถนา” มารดาเจ้ามหาชนกให้พรและแถมท้ายว่า “เจ้าจงอย่าจองเวรเลย สมบัติมันเสียไปแล้วก็แล้วไปเถิด เรามีอยู่มีกินก็พอสมควรแล้ว”

แต่เจ้ามหาชนกก็บอกแต่เพียงว่าอยากจะเดินทางท่องเที่ยวเป็นการเปิดหูเปิดตา และจะขอไปเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

ในขณะที่เจ้ามหาชนกลงเรือเพื่อเดินทางไปค้าขายยังสุวรรณภูมินั้น ก็พอกับเจ้าโปลชนกกำลังประชวรหนักอยู่ในเมืองมิถิลานคร

หลังจากที่ออกเดินทางเห็นแต่น้ำกับฟ้าแล้วประมาณได้สัก ๗ วัน เรือก็ประสบเข้ากับมรสุมอย่างหนัก ผลสุดท้ายเรือที่บรรทุกสินค้าและผู้โดยสารก็อับปางลงท่ามกลางเสียงร้องไห้คร่ำครวญของผู้กลัวตาย

แต่เจ้ามหาชนกมิได้คร่ำครวญร่ำไรอย่างคนอื่นเขา... พยายามจะเอาตัวรอด โดยคิดเสียว่าถ้ายังไม่ถึงที่ตายก็ต้องรอดจนได้ จึงจัดแจงแต่งตัว

โดยกินอาหารที่จะอิ่มได้นานวันจนอิ่มแล้ว นุ่งผ้าชุบน้ำมันเพื่อไม่ให้อุ้มน้ำได้ และไปยืนอยู่ข้างเสากระโดง และเมื่อเรือโคลงเคลงจะคว่ำมิคว่ำแหล่อยู่แล้ว เจ้ามหาชนกก็ขึ้นไปบนยอดเสากระโดง พอเรือล่มก็กระโจนจากยอดเสากระโดงห่างจากที่ซึ่งจะถูกกำลังเรือจมดูดได้ และได้พยายามว่ายน้ำไปให้ไกลสุดที่สุดที่จะไกลได้ ในเรื่องได้ระบุไว้ว่าเจ้ามหาชนกกำหนดเดินทางที่จะไปถึงเมืองมิถิลาแล้ว พอเรือล่มก็โดดลง เพราะมีกำลังมากจึงโดดห่างจากเรือจมไปได้ถึง ๑ เส้นกับ ๑๕ วา นับว่าเป็นระยะไกลไม่ใช่เล่น แต่ก็นับว่าน่าจะจริง เพราะขณะนั้นยังเกิดมรสุมอยู่ คลื่นใหญ่ยังโยนกระแทกเรืออย่างกับเอาภูเขาทั้งลูกมาทุ่มทับใส่เรือ พอเจ้ามหาชนกโดดลงทะเลก็คงจะถูกคลื่นใหญ่พาตัวออกไป จะนับว่าเส้นหนึ่งกับ ๑๕ วานั้น บางทีจะน้อยไปเสียด้วยซ้ำ

ขณะที่เรือของเจ้ามหาชนกอับปางนั้น ก็พอดีกับเจ้าโปลชนกซึ่งครองราชสมบัติอยู่ ณ กรุงมิถิลา เสด็จสวรรคตเพราะโรคาพาธ

เจ้ามหาชนกมิได้ท้อถอย พยายามว่ายน้ำกระเสือกกระสนเพื่อจะให้รอดจากความตาย กล่าวว่านานถึง ๗ วัน และในวันที่ ๗ กำหนดได้ว่าเป็นวันอุโบสถ ก็ยังได้สมาทานโดยอธิษฐานอุโบสถในขณะลอยคออยู่ในทะเลนั้น

ด้วยบุญบารมีแต่ปางบรรพ์ของเจ้ามหาชนกได้ทำไว้ให้ร้อนถึงนางเมขลา ซึ่งกล่าวว่าเป็นผู้รักษาสมุทรดังที่เล่าไว้ในรามเกียรติ์ว่า

นางเมขลาเป็นพนักงานรักษาสมุทร มีแก้วประจำตัวอยู่ ๑ ดวง ถ้านางโยนขึ้นจะเห็นแสงแวววับจับสายตา ซึ่งเราเรียกกันว่าฟ้าแล่บ ได้ไปเล่นกับเทพบุตรและนางฟ้าในเวลานักขัตฤกษ์ได้โยนแก้วเล่นแสง แก้วนี้ส่องไปจนรามสูรเห็นก็อยากจะได้ จึงไปไล่หวังจะได้แก้ว แต่ก็ไม่ได้ เพราะนางเมขลาเอาแก้วส่องตาทำให้หน้ามืด เลยโมโหขว้างขวานหวังจะฆ่าซึ่งก็ไม่ถูกนาง ทางมนุษย์เราเรียกว่าฟ้าร้องและฟ้าผ่านั่นเอง

นี่แหละเป็นเรื่องของนางเมขลา เผอิญวันเรือแตกนั้น นางเมขลากำลังไปประชุมอยู่กับเทพบุตรนางฟ้า จวบจนถึงวันที่ ๘ จึงกลับมา ได้เห็นมหาชนกว่ายน้ำอยู่จึงช่วยพาขึ้นจากสมุทร มาไว้ในอุทยานของพระเจ้าโปลชนก แล้วก็กลับไปที่อยู่ เจ้ามหาชนกก็นอนหลับอยู่ในสวนนั้น

เมื่อเจ้ามหาชนกมาหลับอยู่ในพระราชอุทยานนั้น พระเจ้ากรุงมิถิลาสวรรคตได้ ๗ วันแล้ว ในระหว่าง ๗ วันนี้ ราชธิดาของเจ้าโปลชนกพยายามเลือกหาผู้สมควรจะให้เสวยราชสมบัติแทนพระราชบิดา โดยป่าวร้องให้อำมาตย์ข้าราชการมาเฝ้านางจะเลือกเอาเป็นคู่ครอง นางก็ไม่เลือกใคร ต่อมาถึงวาระเศรษฐีคฤหบดีก็ไม่มีใครได้นาง นางจึงปรึกษากับราชปุโรหิตว่า จะทำอย่างไรดีจึงจะได้คนมาครองราชสมบัติ ราชปุโลหิตจึงทูลตอบว่า

“ข้าแต่พระแม่เจ้า ตามโบราณมาถ้าพระเจ้าแผ่นดินไม่มีบุตรชาย ถึงแก่สวรรคตแล้ว อำมาตย์ข้าราชบริพารต่างก็จะเซ่นสรวงสังเวยเทพยดาอารักษ์ เสี่ยงราชรถออกไป ถ้าราชรถไปเกยถูกผู้ใด เห็นว่ามีบุญแล้วก็จงเชิญมาครองราชสมบัติ”

“ถ้าเช่นนั้นท่านอาจารย์จงจัดแจงทำพิธีเสี่ยงราชรถเถิด”

ราชปุโรหิตจึงจัดแจงทำบวงสรวงสังเวยอธิษฐานขอให้ได้ผู้กระทำการสืบราชสมบัติแทน แล้วเทียมรถด้วยม้ามงคลปล่อยออกไป

ม้าที่นำรถนั้นเหมือนจะมีหัวใจ หรือไม่ก็เหมือนมีคนมาชักสายขับขี่ให้บ่ายหน้าออกประตูเมืองด้านทิศตะวันออก มุ่งหน้าตรงไปยังอุทยานที่เจ้ามหาชนกนอนหลับอยู่ ราชรถไปถึงสวนหลวงก็เลี้ยวเข้าไปภายในสวน เมื่อถึงที่เจ้ามหาชนกนอนอยู่ ก็ไปแล่นวนอยู่สามรอบก็หยุดอยู่ที่ปลายเท้าของเจ้ามหาชนก

ราชปุโรหิตที่ตามราชรถไปเห็นดังนั้นจึงคิดว่า

“ถ้าชายคนนี้เป็นผู้มีบุญ เวลาได้ยินเสียงดุริยดนตรีคงจะไม่ตื่นตกใจ ถ้าไม่มีบุญคงตื่นตกใจหนีไปเป็นแน่”

จึงสั่งให้ประโคมดนตรีขึ้นพร้อมกันเสียงดังกึกก้อง

เจ้ามหาชนกได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครม รู้สึกตัวตื่นขึ้นก็เปิดผ้าคลุมหน้าออกดู เห็นคนมาชุมนุมกันอยู่มากมายก็รู้ได้ทันทีว่าเรานี่จะถึงแก่สมบัติแล้ว เลยชักผ้าปิดหน้านอนต่อไป

ราชปุโรหิตจึงคลานเข้าไปปลายพระบาท เลิกผ้าที่คลุมออกพิจารณาดูเท้า แล้วประกาศแก่ชนทั้งปวงที่มาร่วมชุมนุมกันว่า

“อย่าว่าแต่จะครอบครองสมบัติในเมืองเท่านี้ แม้ราชสมบัติทั้ง ๓ ทวีป ท่านผู้นี้ก็สามารถจะครอบครองได้”

แล้วจึงสั่งให้ประโคมดนตรีขึ้นอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ดังยิ่งกว่าคราวแรกเสียอีก

เจ้ามหาชนกจึงเปิดผ้ามองดู ราชปุโรหิตจึงทูลว่า

“ข้าแต่พระองค์ อย่าทรงบรรทมอยู่เลย สมบัติในเมืองมิถิลานี้มาถึงพระองค์แล้ว”

เจ้ามหาชนกจึงตรัสถามว่า

“พระเจ้าแผ่นดินของพวกท่านไปไหนเสียเล่า จึงมาหาคนอย่างเราไปเป็นพระเจ้าแผ่นดิน”

“ขอเดชะ พระราชาพระองค์ก่อนได้เสด็จสวรรคตได้ ๗ วันแล้วพระเจ้าข้า”

“พระราชโอรสของพระเจ้าแผ่นดินท่านไม่มีหรือ”

“ขอเดชะ ไม่มีพระเจ้าข้า มีแต่พระราชธิดาองค์เดียวเท่านั้น”

“ถ้าอย่างนั้นเราจะรับครองราชสมบัติ”

ราชปุโรหิตจึงเอาเครื่องทรงมาถวายให้เจ้ามหาชนก ทรงทำพิธีมอบราชสมบัติกัน ณ ที่นั้นเอง แล้วจึงได้เสด็จขึ้นสู่รถนำกลับเข้าวัง

เมื่อเข้าไปถึงสถานที่ว่าราชการแล้ว เจ้ามหาชนกก็แต่งตั้งข้าราชการตามควรแก่ฐานานุศักดิ์ เสร็จแล้วก็เสด็จเข้าสู่พระราชมณเฑียร

พระราชธิดาคิดจะลองดูว่าคนผู้นี้จะมีปัญญาหรือหาไม่ จึงตรัสให้ราชบุรุษคนหนึ่งไปทูลเจ้ามหาชน ว่าพระราชธิดารับสั่งให้เสด็จเข้าไปเฝ้า แต่เจ้ามหาชนกทำเป็นไม่ใส่ใจ เพียงดำเนินชมปรางค์ปราสาท ที่นั่นก็สวย ที่นี่ก็สวย แม้พระราชธิดาจะใช้ให้มาเชิญถึง ๒ ครั้ง ก็ยังปฎิบัติเช่นนั้น ต่อมาเมื่อได้เวลาพอสมควรแล้ว เจ้ามหาชนกก็ได้เสด็จขึ้นสู่เรือนหลวง

พระราชธิดาเสด็จออกมารับถึงบันได ยื่นพระหัตถ์ให้เจ้ามหาชนกๆ จึงจับมือ พระราชธิดาพาเข้าไปประทับภายในพร้อมกับดำรัสเรียกราชปุโรหิตแล้วถามว่า

“พระราชาของพวกท่านจวนจะสวรรคต ได้รับสั่งข้อความว่าอย่างไรไว้บ้าง”

“ขอเดชะ มีรับสั่งไว้หลายประการ”

“บอกไว้ว่ามีอะไรบ้าง”

“ข้อแรก ถ้าผู้ใดทำให้สิวลีราชธิดาของเรายินดีได้ก็ให้ยกราชสมบัติให้ผู้นั้น”

“ข้อนี้ไม่มีปัญหาแล้ว เพราะนางได้ยื่นมือให้เราพาเข้าในเรือนหลวงแล้ว ข้อต่อไปเล่า”

“ข้อต่อไปนี้ให้ผู้ที่รู้จักบัลลังก์ ๔ เหลี่ยม ว่าทางใดเป็นปลายเท้าและทางใดเป็นทางศีรษะ”

พอได้ยินเจ้ามหาชนกแกล้งทำเป็นไม่สนใจ หันไปสนทนากับสิวลีราชธิดาเสีย พร้อมกับถอดปิ่นจากศีรษะส่งให้พระราชธิดาซึ่งนางก็รู้เท่าทัน รับปิ่นแล้ววางที่บัลลังก์ ๔ เหลี่ยม แล้วหันไปถามปุโรหิต

“ท่านว่าอย่างไรข้อต่อไป”

“ข้อต่อไปคือบัลลังก์ ๔ เหลี่ยม ให้รู้จักว่าทางไหนเป็นด้านเท้าและด้านศีรษะ”

เจ้ามหาชนกชี้ไปที่ด้านปิ่นวางอยู่ พลางบอกว่า

“ทางด้านนั้นแหละเป็นด้านศีรษะ”

“ขอเดชะ ข้อที่ ๓ เรื่องประลองกำลังพะย่ะค่ะ”

“ลองอย่างไร”

“ที่เมืองนี้มีธนูอยู่คันหนึ่งต้องใช้คนถึง ๑,๐๐๐ คน จึงดึงสายธนูนี้ได้ ถ้าผู้ใดโก่งคันธนูคันนี้ได้ก็ให้ราชสมบัติแก่ผู้นั้น”

“ข้อนี้ไม่ยาก พวกท่านไปเอาธนูคันนั้นมา”

ราชปุโรหิตจึงให้ทหารไปเอาธนูอันใหญ่โตมโหฬารมา ณ ที่นั้น

เจ้ามหาชนกก็เสด็จลงไปหยิบคันธนูขึ้นมา ประดุจว่าของเบา แล้วก็ลองขึ้นสายโก่งดูก็โก่งได้อย่างง่ายดายเพราะเจ้ามหาชนกทรงกำลังประดุจช้างสาร เสร็จแล้วก็ลดสาย วางคันธนูลงดังเก่า

“ข้อต่อไปเป็นเรื่องของการค้นหาขุมทรัพย์”

“พระองค์ตรัสไว้อย่างไร”

“พระองค์ตรัสว่า ขุมทรัพย์แห่งหนึ่งอยู่ในที่พระอาทิตย์ขึ้น”

“เวลานี้ไม่พอจะขุดค้นหาขุมทรัพย์ได้ เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยค้นหากันเถิด”

เป็นอันว่าวันนั้นเจ้ามหาชนกได้แสดงทั้งปัญญาและกำลัง ปรากฏแก่มหาชนทั้งปวงแล้ว

รุ่งขึ้น เจ้ามหาชนกก็ได้ให้ประชุมราชปุโรหิต และเสนาข้าราชบริพารทั้งปวงแล้วถามว่า

“ขุมทรัพย์ข้อต้นของพระราชาว่าอย่างไร”

“ขอเดชะ” ราชปุโรหิตกล่าวว่า “ข้อแรกที่ว่าขุมทรัพย์ที่ ๑ ของเราอยู่ในที่พระอาทิตย์ขึ้น”

“พวกท่านคิดอย่างไร”

“พวกข้าพระองค์คิดว่าขุมทรัพย์นี้คงจะอยู่ในทางทิศตะวันออกของพระราชวัง พระเจ้าข้า”

“แล้วพวกท่านทำอย่างไรต่อไป”

“พวกข้าพระองค์ก็พากันขุดค้นในภาคพื้นทางด้านตะวันออก ในที่ๆ สงสัยว่าจะฝังขุมทรัพย์ไว้”

“แล้วได้ผลเป็นอย่างไร”

“ผลคือไม่พบขุมทรัพย์อะไรเลย”

“ก็เป็นอันว่าพวกท่านไม่สามารถจะค้นหาได้แล้วใช่ไหม”

“ใช่พระเจ้าข้า”

“พระราชาของพวกท่าน ยังนิมนต์พระเข้ามาในพระราชนิเวศน์เพื่อถวายทานบ้างหรือเปล่า”

“ขอเดชะ ข้อนี้เป็นกิจวัตรประจำวันของพระราชาของพวกข้าพระองค์ทีเดียว พระองค์นิมนต์พระปัจเจกโพธิมารับอาหารบิณฑบาตในพระราชนิเวศน์ทุกวัน”

“พวกท่านทราบไหมว่าพระปัจเจกโพธินั้นเวลาพระราชาของพวกท่านเสด็จไปรับที่ใด หรือให้ใครไปคอยรับ”

“ขอเดชะ พระราชาเสด็จประทับยืนคอยรับอยู่ ณ บริเวณพระลานประจำเสมอ โดยมิได้ส่งใครไปคอยรับแทนพระองค์เลย”

“ถ้าเช่นนั้นพวกท่านจงไปขุดในที่ๆ พระราชาของพวกท่านยืนคอยรับอยู่ที่นั้นเถิด”

พวกอำมาตย์ได้ยินดังนั้นก็ให้จัดแจงจอบเสียมแล้วพากันไปขุดในที่นั่น ก็พบสมบัติของพระราชาเป็นขุมแรก ก็พากันประหลาดใจ เมื่อกลับเข้ามาก็พากันส่งเสียงด้วยความปีติว่า

“ขอเดชะ ขุมทรัพย์ที่พระองค์ชี้ให้ขุดนั้นพบแล้วพระเจ้าข้า”

“เออ พบก็ดีแล้ว ขุดขึ้นเสียให้หมด แล้วนำมาเก็บไว้ในพระคลังหลวง”

“พวกข้าพระองค์สงสัย”

“สงสัยว่าอย่างไรล่ะ”

“ทำไมพระองค์จึงชี้ให้ขุดที่นั้น”

“เพราะว่าพระปัจเจกโพธินั้นเปรียบประดุจพระอาทิตย์เมื่อท่านคอยยืนรับที่ใด ก็เเสดงว่าที่นั้นมีขุมทรัพย์อยู่ เราจึงชี้ให้ท่านขุดในที่นั้น แล้วก็ข้อต่อไปเล่าพระองค์ตรัสว่าอย่างไร”

“ขอเดชะ ข้อต่อไปพระองค์ตรัสว่า ขุมทรัพย์อยู่ในที่พระอาทิตย์อัสดง”

“แล้วพวกท่านได้ขุดค้นหากันบ้างหรือเปล่า”

“ข้อนี้เปล่าพระเจ้าข้า เพราะขุมทรัพย์ที่ ๑ ยังไม่ได้ เลยคิดเสียว่าเป็นเรื่องเหลวไหลมากกว่า พระเจ้าค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจะบอกให้เราทราบได้หรือไม่ว่า เวลาเลี้ยงดูพระปัจเจกโพธิเสร็จแล้ว เวลากลับพระปัจเจกโพธิกลับทางใด”

“ขอเดชะ เวลากลับพระปัจเจกโพธิจะกลับทางท้ายพระราชมณเฑียร”

“แล้วพระราชาของพวกท่านไปส่งเสด็จด้วยหรือเปล่า”

“ไปส่งเสด็จเป็นประจำเลยพระเจ้าค่ะ”

“เวลาไปส่ง พระองค์เสด็จประทับยืนที่ใดล่ะ”

“เวลาไปส่งนั้น พระองค์เสด็จประทับยืน ณ สนามท้ายพระราชมณเฑียรเป็นประจำพระเจ้าค่ะ”

“ถ้าเช่นนั้นพวกท่านลองไปขุดที่ๆ พระราชาเสด็จประทับยืนส่งนั่นดู”

พวกอำมาตย์ข้าราชบริพารก็พากันไปขุด ก็ได้พบขุมทรัพย์เป็นครั้งที่ ๒ ก็พากันคิดประหลาดใจว่าทำไมพระราชาองค์ใหม่ของพวกเขาจึงชี้ให้ขุดขุมสมบัติได้แม่นถึงเพียงนี้ เพราะว่าพวกเขาเองพยายามขุดค้นหาจนกระทั่งคิดว่าขุมทรัพย์ดังกล่าวนี้คงเป็นเรื่องเล่าต่อๆ กันมาอย่างไร้สาระโดยไม่มีความจริง จึงพากันโห่ร้องแสดงความยินดีอย่างกึกก้องโกลาหล และพากันเข้ามากราบทูลว่าได้พบสมบัติขุมที่ ๒ แล้ว

“ขุมที่ ๓ พระราชาของพวกท่านตรัสบอกไว้ว่าอย่างไร”

“ทรงตรัสว่า ขุมหนึ่งอยู่ภายใน”

“พวกท่านได้ค้นหาหรือยังว่าอยู่ที่ใด”

“พวกข้าพเจ้าไม่ได้ค้นหา เพราะคิดว่าคงเหลวเหมือนขุมอื่นๆ นั่นเเหละ”

“ประตูเรือนหลวง พวกท่านได้สังเกตหรือเปล่าว่ามีอะไรที่น่าสงสัยบ้าง”

“พวกข้าพระบาทไม่เคยสงสัย และไม่เคยสังเกตเสียด้วยว่าจะมีอะไร”

“พวกท่านลองไปขุดใกล้ๆ ประตูพระราชนิเวศ ในบริเวณภายในประตูดูที ถ้าโชคของเรายังดีก็อาจจะตีปัญหาออก”

พวกอำมาตย์ก็พากันไปขุด ก็พบอีกตามคำบอก ก็ได้กลับมากราบทูลว่าได้พบแห่งที่ ๓ แล้วตามความคาดหมาย ได้ตรัสถามถึงขุมที่ ๔ ต่อไป พวกข้าราชบริพารก็ทูลว่า

“ขุมหนึ่งอยู่ภายนอก”

ก็ทรงชี้ให้ขุดที่ใกล้ประตูพระราชนิเวศ แต่เป็นภายนอกประตู ก็ได้พบอีก ข้าราชบริพารก็โห่ร้องด้วยความยินดี ว่าพระราชาใหม่ของพวกเรานี้ช่างทรงปัญญาเกินสามัญชนทีเดียว อันขุมทรัพย์เหล่านี้พวกเราเที่ยวค้นหาตามที่ต่างๆ จนทอดอาลัยแล้วว่าเป็นของไม่จริง นับเป็นบุญลาภที่พวกเราได้พระราชาที่ทรงปัญญาอย่างนี้ เมื่อกราบทูลให้ทรงทราบว่าได้พบขุมทรัพย์ที่ ๔ ก็ตรัสถามว่า

“ทรงตรัสไว้เพียงเท่านี้หรืออย่างไร”

“หามิได้ พระองค์ยังตรัสไว้อีก”

“ตรัสไว้ว่า ขุมทรัพย์อีกขุมหนึ่งไม่ได้อยู่ข้างนอกและข้างใน”

“ถ้าเช่นนั้นพวกท่านจงขุดลงที่ธรณีประตูพระราชนิเวศ”

เมื่อพวกอำมาตย์ราชปุโรหิตขุดลงไปที่ธรณีประตู ก็พบขุมทรัพย์ดังกล่าว

“แล้วตรัสอย่างไรอีก”

“ตรัสว่า ขุมหนึ่งอยู่ในที่ขึ้น”

“จงขุดที่ประตูขึ้นพระราชนิเวศ”

พวกอำมาตย์ได้พากันขุดลงไป ก็พบขุมทรัพย์อีกขุมหนึ่งในประตูราชนิเวศ

“ตรัสว่า ขุมทรัพย์ขุมหนึ่งอยู่ในที่ลง”

“พระราชาของท่านเวลาเสด็จออกไปจากพระราชนิเวศนั้น โดยปกติเสด็จด้วยอะไร”

“ส่วนมากพระองค์เสด็จทรงคชสาร เสด็จเที่ยวตรวจโรงทานและความทุกข์สุขของราษฎร” “แล้วตอนเสด็จกลับลงจากคชสาร ณ ที่ใด”

“ขอเดชะ เสด็จลงเกยชาลาข้างหน้า”

“พวกท่านจงไปขุดที่หน้าเกยเป็นที่เสด็จลงนั้นเถิด”

พวกอำมาตย์พากันไปขุด ก็พบขุมทรัพย์ตามที่คาดและได้ทูลให้ทราบต่อไปว่าพระราชาของพวกเขาได้ตรัสว่า

“ขุมทรัพย์ขุมหนึ่งอยู่ในระหว่างไม้ทั้งสี่”

“พวกท่านเคยเห็นไม้รังหรือเปล่า”

“เคยเห็นพระเจ้าค่ะ”

“เคยมีอยู่ที่ไหนเล่า”

“อยู่ในพระราชอุทยานพระเจ้าค่ะ” 

“ไม้รังนั้นมี ๔ ต้นหรือเปล่า”

“ขอเดชะ ไม้รังมีมากกว่า ๔ ต้น แต่ว่ามิได้ขึ้นเป็น ๔ เหลี่ยม ๔ มุมเลย มีแต่ขึ้นรายเรียงกันไป”

“แล้วพวกท่านเข้าใจว่าอย่างไรเล่า”

“พวกข้าพระองค์คิดว่าคงอยู่ในพระราชอุทยานเป็นแน่พระเจ้าค่ะ”

“พวกท่านเคยขุดค้นหาบ้างหรือเปล่า”

“เปล่าเลยพระเจ้าค่ะ”

“ถ้าพวกท่านไปขุดในพระราชอุทยานก็คงเหนื่อยเปล่า เพราะจะไม่พบขุมทรัพย์ในที่นั้นเลย”

“ถ้าอย่างนั้นจะให้ขุดที่ใดพระเจ้าค่ะ จึงจะพบขุมทรัพย์”

“ท่านจงขุดที่ทวารทั้ง ๔ แห่ง ที่มีพระแท่นทำด้วยไม้รังอยู่”

พวกอำมาตย์ก็ไปขุดก็พบทั้ง ๔ แห่ง และได้ทูลต่อไปว่า

“พระราชาของพวกข้าพระองค์ได้ตรัสไว้อีกว่า ขุมทรัพย์อยู่ในประมาณโยชน์หนึ่ง”

“พวกท่านได้ขุดค้นหากันบ้างหรือเปล่า”

“ได้ขุดค้นเหมือนกันพระเจ้าค่ะ แต่ไม่พบอะไรเลย”

“พวกท่านขุดที่ไหนล่ะ”

“พวกข้าพระองค์ได้พากันไปขุดในบริเวณในป่าที่ห่างจากเมืองไปประมาณโยชน์หนึ่งพระเจ้าค่ะ”

“แล้วไม่พบอะไรเลยเชียวรึ”

“ไม่พบเลยพระเจ้าค่ะ”

“ถ้าเช่นนั้นลองทดลองดูว่าเราจะคิดปัญหานี้ตกหรือไม่ พวกท่านจงลองวัดจากพระแท่นบรรทมไปดูข้างละ ๔ ศอก แล้วลองขุดลงไปดูซิจะพบอะไรบ้าง”

พวกอำมาตย์ได้วัดจากทิศตะวันออกครบ ๔ ศอก แล้ว ก็ขุดลงไปพบขุมทรัพย์ ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันตก รวม ๔ ทิศ ก็พบทั้งสิ้น จึงพากันมากราบทูล

“ขอเดชะ พวกข้าพระองค์ได้ไปขุดค้นตามที่ทรงแก้ปัญหาแล้ว ปรากฏว่าพบทุกแห่งพระเจ้าค่ะ แต่พวกข้าพระองค์เกิดสงสัยว่าทำไมพระราชาตรัสว่าขุมทรัพย์อยู่ในโยชน์หนึ่ง แต่นี่มาห่างจากพระแท่นบรรทมเพียง ๔ ศอกเท่านั้น ขอพระองค์ได้โปรดให้ความแจ่มแจ้งด้วยเถิดพระเจ้าค่ะ”

“ถ้าเช่นนั้นพวกท่านฟังให้ดี โยชน์หนึ่งนั้นมี ๔๐๐ เส้น ใครๆ ก็รู้จักด้วยกันทั้งนั้น เส้นหนึ่งมี ๒๐ วาๆ หนึ่งมี ๔ ศอก นี่ก็เป็นจำนวนใหญ่ๆ ก็พวกท่านว่าไม่พบในโยชน์หนึ่ง เราคิดว่าศอกอันนั้นจะนับเป็นวาเป็นเส้นเป็นโยชน์นั้นมีเพียง ๔ ศอกเท่านั้น เราจึงคิดปัญหาข้อนี้เพียงแค่ ๔ ศอก”

พวกอำมาตย์ข้าราชบริพารต่างก็ส่งเสียงแสดงความยินดีกึกก้องไปทั่วพระลาน

“ปริศนาของพระราชาหมดแล้วหรือยัง”

“ยังพระเจ้าค่ะ”

“มีอะไรอีกล่ะ ว่าไปดูทีหรือ”

“พระองค์ตรัสว่า ขุมทรัพย์ขุมหนึ่งอยู่ที่ปลายงา”

เจ้ามหาชนกก็ให้ขุดลงที่โรงไว้คชสาร ตรงที่พญาเศวตกุญชรยืนปลายงาจรดดิน ก็ได้ดังประสงค์ และให้ขุดตามที่อำมาตย์ทั้งหลายบอกปริศนาก็ได้ดังพระดำรัส ข้าราชบริพารทั้งหลายพากันโห่ร้องกึกก้องสรรเสริญพระปัญญาบารมีของพระองค์เอิกเกริกไปทั่วพระนคร

เมื่อไต่ถามทราบว่าหมดข้อความที่พระราชาตรัสไว้แล้ว ก็ให้จำหน่ายจ่ายแจกพระราชทรัพย์ โดยให้จัดสร้างโรงทาน ๖ แห่งคือ กลางเมืองแห่งหนึ่ง ที่ประตูเมืองด้านเหนือ ด้านใต้ ด้านตะวันตก ด้านตะวันออก รวม ๔ แห่ง และที่ประตูพระราชนิเวศอีกแห่งหนึ่ง แล้วตรัสให้คนไปรับพระมารดามาจากเมืองกาลจัมปา พร้อมกับให้รางวัลท่านอาจารย์ที่มารดาของพระองค์ไปอาศัยอยู่

ความจริงได้ปรากฏออกมาว่าพระองค์ไม่ใช่ใครอื่นเลย แท้ที่จริงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าอริฏฐาชนกนั่นเอง แล้วจึงจัดให้มีการสมโภชในการเสวยราชสมบัติ

เมื่อออยู่พระองค์เดียวก็ทรงรำพึงว่า เพราะพระองค์ไม่ทอดทิ้งความเพียรพยายามในการที่จะเอาตัวรอดจากภยันตราย จึงได้ประสบสุขถึงเพียงนี้ ฉะนั้นเกิดเป็นคนควรพยายามเรื่อยไปจนกว่าจะสำเร็จความประสงค์ พระองค์ได้เสวยราชสมบัติอยู่ช้านาน จนมีพระราชโอรสทรงพระนามว่า ทีฆาวุ เมื่ออายุเจริญวัยแล้วก็ได้ตั้งให้เป็นอุปราช

วันหนึ่งเจ้าพนักงานพระราชอุทยาน ได้นำพืชพรรณชนิดต่างๆ มาถวาย ทรงถามได้ความว่า นำมาจากพระราชอุทยาน ก็คิดจะไปประพาส จึงตรัสสั่งให้ข้าราชบริพารจัดกระบวนไปเสด็จประพาส ในขณะที่ทรงช้างเสด็จถึงประตูสวนก็เห็นมะม่วงต้นหนึ่งมีลูกดก แลดูเต็มไปทั้งต้น กำลังอยากเลยเสด็จลุกขึ้นยืนบนหลังช้าง เก็บมะม่วงลูกหนึ่งมาเสวย แล้วก็เลยเข้าไปประพาสในพระราชอุทยาน ทรงสำราญอยู่ในพระราชอุทยานนั้นจนกระทั่งเย็นจึงเสด็จออกมา

พอออกมาถึงประตูสวน พระองค์ก็แปลกพระทัยเพราะปรากฏว่ามะม่วงต้นที่มีลูกเต็มไปหมดนั้น จะหาแม้แต่ลูกเดียวก็ไม่พบ แถมข้างล่างยังเต็มไปด้วยกิ่งก้านสาขาที่หัก ใบอ่อนใบแก่หล่นเกลื่อนกลาดไปทั้งบริเวณโคนต้น แลดูข้างบนยังมีกิ่งหักห้อยอยู่เป็นทิวแถว แลดูโทรมไปทั้งต้น จึงตรัสถามผู้รักษาสวนว่าเป็นเพราะเหตุอะไรจึงเป็นเช่นนั้น เขากราบทูลให้ทราบว่า เพราะประชาชนเห็นว่ามะม่วงต้นนั้นพระองค์เสวยแล้ว เขาจึงพากันมาเก็บ ต่างยื้อแย่งกัน สภาพของต้นมะม่วงจึงเป็นอย่างที่ทอดพระเนตรบัดนี้

พระองค์ได้ทรงสดับ จึงเกิดความคิดขึ้นว่า มะม่วงต้นนี้เพราะมีลูกจึงต้องมีสภาพเช่นนี้ ถ้าไม่มีลูกก็คงจะไม่ต้องหักยับเยินอย่างนี้ ราชสมบัติก็เหมือนผลมะม่วงซึ่งจะทำลายต้นคือเราผู้เสวยเสียเช่นนั้น ถ้าเราไม่มีสมบัติเสียก็จะหาคนปองร้ายมิได้

เมื่อพระองค์ดำริฉะนี้แล้ว พอเสด็จเข้ามาถึงพระราชวัง ก็ตรัสเรียกอำมาตย์มาสั่งว่า

“ต่อแต่นี้ไปปราสาทของเราห้ามคนไปมา นอกจากผู้ที่จะนำอาหารเข้ามาให้เราเท่านั้น เมื่อมีราชกิจใดมีมา พวกท่านจงช่วยกันพิจารณาจัดไปตามความคิด เราจะจำศีลภาวนาสักระยะหนึ่ง”

และนับแต่นั้น พระมหาชนกก็บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในปรางค์ปราสาทมิได้เสด็จไปทางใดเลย พวกพสกนิกรทั้งหลายพากันสงสัยสนเท่ห์ว่าพระราชาของพวกเขาเสด็จไปอยู่แห่งใด เคยสนุกสนานรื่นเริงในการดูมหรสพก็มิได้มี บัดนี้พระองค์เสด็จไปที่ใดหรือจะสิ้นพระชนม์เสียแล้ว พากันปรับทุกข์และเล่าลือไปต่างๆ นานา

แม้จะมีเสียงเล่าลืออย่างใดๆ แต่พระมหาชนกก็หาได้ทรงทราบไม่ เพราะพระองค์ตรัสห้ามข่าวสารทั้งปวงสิ้น เมื่อบำเพ็ญสมณะรรมอยู่ในปรางค์ปราสาทนานๆ เข้าก็คิดจะออกไปอยู่ป่า เพราะในพระราชวังยังมีเสียงอื้ออึงไม่มีความสงบ

วันหนึ่งนายกัลบกมาเพื่อชำระพระเกศา พระมัสสุได้ทรงตรัสให้ปลงเสียทั้งหมด แล้วทรงนุ่งห่มผ้ากาสาวะ เสด็จประทับอยู่ในปราสาท ตั้งพระทัยว่าวันรุ่งขึ้นจะเสด็จออกไปบำเพ็ญพรตในป่า

ในวันนั้นเองพระสิวลีเทวีผู้อัครชายา คิดว่าเรามิได้พบเห็นพระสวามีของเรานานได้ถึง ๕ เดือนแล้ว ควรจะได้ไปเยี่ยมเยือนเสียที จึงสั่งให้นางสนมกำนัลตกแต่งร่างกาย แล้วพากันไป ณ ปรางค์ปราสาทของพระเจ้ามหาชนก

พอย่างขึ้นบนปรางค์ปราสาทก็ให้นึกเอะใจ เพราะปรากฏว่าเส้นพระเกศาซึ่งนายภูษามาลาเก็บรวบรวมไว้ยังมิได้นำไปที่อื่น และเครื่องทรงพระมหากษัตริย์วางอยู่ และขณะนั้นก็ได้เห็นพระปัจเจกโพธิองค์หนึ่งดำเนินสวนทางลับตานางไป นางยังมิทันได้คิด แต่เมื่อเห็นเส้นพระเกศาและเครื่องทรง จึงคิดได้ว่าเมื่อกี้เห็นจะเป็นพระราชสวามีเป็นแน่ มิใช่พระปัจเจกโพธิ จึงตรัสเรียกนางสนมกำนัลว่า

“แม่นางทั้งหลาย พวกเราพากันติดตามพระราชสวามีเถิด เมื่อกี้ไม่ใช่พระปัจเจกโพธิดอก แต่เป็นพระราชสวามีของพวกเรา”

พร้อมทั้งทรงกันแสงไปด้วย แล้วพากันติดตามไปก็ทันพระมหาชนก ต่างพากันร้องไห้คร่ำครวญรำพันด้วยประการต่างๆ

แต่พระมหาชนกก็มิได้เสด็จกลับ

พระราชเทวีก็คิดอุบายให้ประชาชนพลเมืองนำเอาเชื้อไฟมากองแล้วจุดไฟขึ้นแทบทั่วพระนคร แล้วไปทูลเชิญให้กลับมาดับไฟเพราะพระราชวังไหม้หมด แต่พระมหาชนกก็มิได้เสด็จกลับ โดยคิดว่า

“เราเป็นบรรพชิต ไม่มีสมบัติอันใด”

แม้พระราชเทวีจะทำอุบายประการใด พระองค์ก็มิได้เสด็จกลับ คงมุ่งหน้าไปสู่ไพรพฤกษ์ข้างหน้าเท่านั้น

พระราชเทวีสนมกำนัล และข้าราชบริพารพากันติดตามไปอ้อนวอนให้เสด็จกลับเข้ามาครองราชสมบัติดังเก่า แต่พระองค์ก็หากลับไม่ คนเหล่านั้นก็ยังติดตามเรื่อยไป

พระองค์เห็นว่ามหาชนจะทำให้การบำเพ็ญพรตของพระองค์เป็นไปไม่ได้สะดวก จึงหันกลับมาขีดเส้น พร้อมกับตรัสถามว่า

“พวกท่านทั้งหลาย ใครเป็นพระเจ้าแผ่นดินของพวกท่าน”

“พระองค์เป็นพระเจ้าแผ่นดินของพวกข้าพระองค์”

“ถ้าเช่นนั้นใครข้ามเส้นนี้มาจะต้องได้รับพระราชอาญา”

แล้วพระองค์ก็เสด็จต่อไป

คนทั้งหมดก็ไม่อาจจะล่วงพระราชอาญาได้ ก็ได้แต่พากันร้องไห้คร่ำครวญรำพันไปด้วยประการต่างๆ พระนางสิวลีถึงกับพระกันแสงกลิ้งเกลือกกับพื้นดิน จนกระทั่งรอยขีดที่พระราชาขีดไว้ลบเลือนไป

คนเหล่านั้นเห็นว่าไม่มีรอยขีดแล้ว ก็พากันติดตามไปอีก

พระนารทดาบสเกรงว่าพระมหาชนกจะมีพระทัยท้อแท้ไป จึงมาปลอบใจไม่ให้คลายมานะที่จะปฏิบัติธรรม แล้วก็หลีกไป

พระมหาชนกก็ดำเนินเรื่อยไป และพระสิวลีเทวีก็เสด็จติดตามไปเช่นเดียวกัน ตราบจนกระทั่งถึงเมืองถุนันนคร พระองค์ก็เสด็จผ่านเข้าไปในเมืองนั้น

ชายคนหนึ่งวางชิ้นเนื้อไว้บนเขียง แล้วตนเองหันไปทำงานอื่นเสีย สุนัขเห็นได้ท่วงทีก็วิ่งมาคาบก้อนเนื้อได้ก็วิ่งหนีไป ชายผู้เจ้าของเนื้อเห็นก็ละจากงานเสีย แล้ววิ่งไล่ขับสุนัขไป เมื่อสุนัขวิ่งหนีมาพบพระมหาชนกเดินสวนทางมา อารามกลัวเลยทิ้งก้อนเนื้อเสียแล้ววิ่งหนีต่อไป

พระมหาชนกคิดว่าเนื้อก้อนนี้หาเจ้าของมิได้ ก็หยิบขึ้นมาปัดดินทรายออกเสียแล้วใส่ลงในบาตร แล้วเสด็จไปนั่งฉัน ณ ที่แห่งหนึ่ง

พระเทวีเห็นอากัปกิริยาเช่นนั้นก็สลดใจว่า แม้แต่สมบัติพัสถานทั้งหลายท่านละเสียหมดแล้ว เสวยได้แม้แต่ของเดนสุนัข เพราะฉะนั้นที่พระองค์จะกลับคืนมาครองเมืองดังเก่าไม่มีแน่แล้ว แต่ด้วยความอาลัยก็ยังคงติดตามพระองค์เรื่อยมา

จนกระทั่งถึงภายในเมืองถุนันนคร เห็นเด็กผู้หญิงมือข้างหนึ่งใส่กำไลเส้นเดียว อีกข้างหนึ่งใส่กำไลสองเส้น ข้างที่มีกำไลสองข้างก็กระทบกันดังกรุ๋งกริ๋งตลอดเวลาที่เคลื่อนไหว

พระมหาชนกจึงเสด็จเข้าไปตรัสถาม

เด็กจึงบอกว่า

“ข้างที่มีสองข้างที่ส่งเสียงดัง เพราะมันกระทบกระทั่งกัน ท่านเดินมาด้วยกัน ๒ คน จะไปทางใดเล่า”

พระมหาชนกได้ฟังคำกุมาริกาแล้วคิดว่า

“สตรีเป็นมลทินของพรหมจรรย์ ควรจะให้พระสิวลีแยกทางไปเสีย”

เมื่อถึงหนทางสองแพร่งจึงบอกกับนางว่า

“น้องหญิง นับแต่นี้ต่อไปเราแยกทางกันเดินเถิด และอย่าเรียกเราเป็นสามีอีกต่อไป เจ้าจงเลือกทางเอาว่าจะไปทางใดดี”

พระนางสิวลีทรงเศร้าโศกและตรัสตอบว่า

“ข้าแต่พระองค์ ข้าพระบาทมีชาติอันต่ำช้า ขอเลือกไปทางซ้าย ขอพระองค์เสด็จไปทางขวาเถิด”

เมื่อพระมหาชนกแยกทางไปแล้ว พระนางมีความอาลัยก็เสด็จติดตามไปทางเบื้องหลังอีก

และเมื่อถูกตัดรอนความเยื่อใย พระนางก็ถึงล้มสลบลง แต่ก็ไม่ได้ทำให้พระเจ้ามหาชนกกลับคืนความคิดได้ คงเสด็จมุ่งหน้าต่อไปเพื่อหาที่สงบสงัด จักได้บำเพ็ญพรตภาวนา

เมื่อพระนางสิวลีฟื้นคืนสติขึ้นมา ก็ได้พบกับพระสวามีของพระนางได้เสด็จไปเสียแล้ว

พระนางจึงดำริว่า ราชสมบัติทั้งปวงนี้แม้สวามีของเรายังมิได้อาลัยอาวรณ์ เราจะยินดีเพื่อประโยชน์อะไร จึงรับสั่งให้เรียกข้าราชบริพารมา แล้วอภิเษกให้เจ้าทีฆาวุเสวยราชสมบัติพระองค์เองก็เสด็จออกบรรพชา ตราบจนกระทั่งสิ้นชีพไปบังเกิดบนโลกสวรรค์ทั้งสองพระองค์

คติของเรื่องนี้ควรกำหนด ขึ้นชื่อว่าเป็นคนแล้ว ทำอะไรต้องหมั่นพยายามทำไป จนกว่าชีวิตจะสิ้น ผลดีที่จะได้ก็จะบังเกิดขึ้นแน่นอน