พระเจ้าสิบชาติ - พระเนมิราช

เรื่องของพระเจ้าเนมิราชนี้ เป็นเรื่องที่อธิษฐานใจในการที่จะดำรงวงศ์ตระกูลของตนให้เป็นไปตามที่เคยเป็นมา คือพระเจ้ากรุงมิถิลา ซึ่งเป็นวงศ์ของพระเจ้าเนมิราชนี้ ในบรรดาวงศ์เหล่านี้องค์ใดก็ตามที่ได้ครองราชสมบัติแล้ว

พอปรากฏว่าเส้นพระเกศาหงอก โดยภูษามาลาเวลาที่จำเริญพระเกศา หรือว่าตบแต่งพระเกศาเมื่อเห็นเกศาหงอกก็ถอนมาให้ดู

พระเจ้าแผ่นดินเมื่อเห็นพระเกศาหงอกก็จะเวนราชสมบัติให้แก่พระราชโอรส แล้วตัวเองก็จะออกไปบรรพชาบำเพ็ญพรตอยู่ในป่าตราบจนสิ้นชีวิต เป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ มาจนกระทั่งจะถึงกษัตริย์องค์สุดท้าย

ท่านกล่าวว่าขณะนั้นเนมิราชยังเป็นเทพบุตรอยู่บนสวรรค์ ได้พิจารณาเห็นว่าตนจะต้องสิ้นอายุ และก็ในวงค์นี้ก็กำลังจะเสื่อมทรุดเพราะว่าไม่มีคนที่จะลงมาบำเพ็ญ โดยอย่างชนิดที่ว่าพอแก่แล้วต้องออกไปบำเพ็ญพรตภาวนา วงค์นี้กำลังเริ่มเสื่อมทรุดลงไปแล้ว จึงคิดว่าอย่าเลย เราจำจะต้องลงมาเพื่อจะได้สืบวงค์เหล่านี้อีกต่อไป จึงได้จุติลงมาเข้าสู่พระครรภ์ของพระมเหสีพระเจ้ากรุงมิถิลา เมื่อครบกำหนดทศมาส เจ้าเนมิราชก็ประสูติออกจากครรภ์พระมารดา

บรรดาโหราทั้งหลายต่างก็พยากรณ์ต้องกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันว่าพระราชกุมารพระองค์นี้จะต้องปฏิบัติเป็นไปตามวงค์ที่เคยทำมา เพราะฉะนั้นเข้าลักษณะที่ว่ากงเกวียนกำเกวียนย่อมต้องเวียนไปตามกัน จึงได้ให้นามว่าเนมิราช

แล้วเจ้าเนมิราชนั้น เมื่อเจริญวัยขึ้นพอสมควรแล้ว พระบิดานั้นเห็นเส้นพระเกศาหงอกก็เลยเวนราชสมบัติให้เจ้าเนมิราชครอบครอง เจ้าเนมิราชปกติเป็นผู้ที่อยู่ในศีลในธรรม จำเริญภาวนาอยู่เป็นนิตย์ จึงได้รับสั่งให้ตั้งศาลาทานขึ้นถึงห้าแห่งคือ ที่ประตูพระนครสี่แห่ง และที่กลางเมืองอีกแห่งหนึ่ง ให้ทานแก่บรรดาผู้ที่ยากจนและขัดสนทั้งหลาย ตัวเองก็พยายามสั่งสอนประชาชนพลเมืองให้ประพฤติตนอยู่ในความดี ให้ยินดีแต่ในสิ่งที่อันอาจได้โดยชอบธรรม

มิใช่เป็นแต่ในเรื่องนิทาน แม้ในเรื่องความจริงของเรากษัตริย์สมัยสุโขทัยท่านยังปฎิบัติเช่นนี้เหมือนกัน คือพ่อขุนรามคำแหง มีพระแท่นมนังศิลาอาสน์ตั้งอยู่ในดงตาล วันฟังธรรมคือวันธรรมสวนะ ท่านก็นิมนต์พระสงฆ์มาเทศนาสั่งสอนประชาชนพลเมือง

และในวันปกติท่านก็ออกว่าราชการ และสั่งสอนให้ข้าราชการ ตลอดจนประชาชนพลเมืองประพฤติตนตั้งอยู่ในศีลในธรรม

นี่ก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นบรรดาพวกที่ได้รับการสั่งสอนเหล่านี้ ตายไปก็ได้ไปบังเกิดในเทวโลกมากมาย พวกเทวดาเหล่านั้นก็พากันคิดว่า เออ! พวกเราน่ะขึ้นมาเกิดบนนี้ได้เพราะอะไร ก็ทราบได้ว่าด้วยการสั่งสอนของเจ้าเนมิราช ก็อยากจะเห็นพระองค์ จึงพากันไปกราบทูลพระอินทร์ว่า พวกข้าพระองค์นี่น่ะอยากเห็นเจ้าเนมิราชสักหน่อย

พระอินทร์เมื่อได้ทราบเช่นนั้น ก็ให้มาตุลีเทพบุตรลงไปเชื้อเชิญพระเจ้าเนมิราชขึ้นมาบนสวรรค์ พระมาตุลีก็รีบลงไปพร้อมทั้งนำเวชยันต์รถทรงของท้าวสักกะ คือพระอินทร์ลงไปด้วย

และเมื่อลงไปแล้วจึงเชื้อเชิญให้เนมิราชขึ้นมา พระเจ้าเนมิราชก็คิดว่า เราได้สั่งสอนให้คนอื่นประพฤติดี ประพฤติชอบแต่คิดว่าสวรรค์เป็นอย่างไรเราก็ไม่เคยเห็น เพราะฉะนั้นสมควรที่จะไปดู จึงได้ลาบรรดาข้าราชการทั้งหลาย พร้อมทั้งบรรดาพระญาติพระวงค์ แล้วขึ้นเวชยันต์ราชรถมากับพระมาตุลี

เมื่อมาถึงระหว่างทาง พระมาตุลีประสงค์จะแสดงตัวว่าตนนี่เป็นสารถีพิเศษ ที่สามารถจะนำไปที่ใดก็ได้ จึงบอกว่า “ก่อนที่พระองค์จะไปสวรรค์นี่ อยากจะชมนรกบ้างไหม” 

“อ๋อ! มันก็ดีน่ะสิ แต่มันจะไกล มันจะใกล้ขนาดไหนล่ะ”

“ก็ไม่ไกลไม่ใกล้เท่าไหร่หรอกพระเจ้าค่ะ”

“แล้วก็เวลาที่ท่านจะไปถึงสวรรค์มันจะไม่ช้าเกินไปรึ”

“ไม่ช้าเกินไปหรอกพระเจ้าค่ะ เมื่อพระองค์อยากจะดูล่ะก็ ข้าพเจ้าก็อยากที่จะพาไปดูเหมือนกัน”

“ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าก็อยากจะดู”

เมื่อตกลงเช่นนั้น พระมาตุลีก็ขับเวชยันต์ราชรถตรงไปที่นรกให้พระเนมิราชได้แลเห็นนรก ว่าที่จริงนรกน่ะศาสนาไหน ๆ ก็มีด้วยกันทั้งนั้น เว้นแต่จะมีผิดแผกแตกต่างกันไปบ้างตามแต่ความคิดเห็นของปราชญ์ในศาสนานั้น ๆ

เมืองนรกเป็นเมืองที่ไม่น่าจะได้รับการทัศนาจรอย่างที่พระมาตุลีเทพสารถีนำพระเจ้าเนมิราชลงไป เพราะเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยการลงโทษหลายอย่างหลายประการ

ผู้อ่านบางคนคงจะได้เคยเห็นจิตรกรรมฝาผนัง คือภาพวิจิตรที่ท่านเขียนไว้ตามผนังโบสถ์บ้าง วิหารและศาลาการเปรียญบ้าง อันแสดงถึงการลงโทษมนุษย์ผู้ทำผิดต่าง ๆ

หญิงบางคนผ้าผ่อนล่อนจ้อน ทำยังกับนางระบำเปลือยแต่เขามิได้เต้นระบำให้ดู กลับไปปีนป่ายต้นงิ้ว แถมมีเจ้าหนุ่มคู่ขาปีนตามขึ้นไปเสียด้วย ทำไมเขาจะต้องปีน

ก็เพราะว่าลูกน้องยมบาลทั้ง ๒ - ๓ คนมีหอกไล่แทงทั้งเจ้าหนุ่มเจ้าสาว ซึ่งก็ต้องปีนป่ายขึ้นไปเพื่อให้พ้นจากคมหอก มิใช่แต่เท่านั้น หมารูปร่างใหญ่โตยังกับหมาฝรั่งพันธุ์โตๆ หน้าตาน่ากลัวเขี้ยวโง้งโลดไล่อยู่ตามโคนต้นงิ้วนั้นเป็นพัลวัน จะไม่รีบปีนยังไงได้เล่า

ต้นงิ้วมีหนามใครก็รู้ ปกติใครอยากจะขึ้น แต่เมื่อจำเป็นต้องหนีความตายก็ต้องขึ้น เมื่อขึ้นไปแล้วน่ะ เขาพ้นจากคมหอกและหมาที่ดุร้ายก็จริง แต่ข้างบนยังมีศึกหนักอีกคือ แร้งกา ซึ่งมีปากเป็นเหล็กคอยโฉบเฉี่ยว ซึ่งเมื่อมันเฉี่ยวได้ก็เอาไปกินกลางอากาศ เหลือแต่กระดูกก็ทิ้งลงมา ก็ปีนขึ้นมาวิ่งหนีหมาและคมหอกมาขึ้นต้นงิ้วอีก

ในหนังสือพระมาลัยท่านว่า

หนามงิ้วคมยิ่งกรด โดยโสฬสสิบหกองคุลี

มักเมียท่านมันว่าดี หนามงิ้วยอกทั่วทั้งตัว

หญิงใดใจมักมาก มันเล่นราดด้วยกามกล

ไปขึ้นงิ้วบัดเดี๋ยวดล ในไม้งิ้วกว่าพันปี

ฟังดูสิว่ามันจะน่าดูไหม หนามคมกว่ากรดเสียอีก ไม่ใช่สั้น ๆ ยาวตั้งสิบหกองคุลี ๑๖ นิ้วนั่นเเหละ นึกถึงสภาพอย่างนี้บางทีการเล่นชู้สู่ชายคงจะเบาบางลงไปบ้าง

พระมาตุลีขับรถผ่านเข้าไป ซึ่งพอดีเจอะเจ้าหนุ่มเจ้าสาวแต่งชุดแรกเกิด กำลังกระเย้อกระแหย่งปีนต้นงิ้ว หนีจากหมาและคมหอกของสมุนยมบาล ตามตัวและมือเท้าหยดย้อยไปด้วยเลือด พระเนมิราชเห็นแล้วสลดพระทัย ถามพระมาตุลีไปว่า

“เพราะอะไร เขาจึงเป็นอย่างนั้น”

“เพราะเขาประพฤติผิดจากศีลข้อ ๓ คือกาเมสุมิจฉาจารพระเจ้าค่ะ”

“อือ! ผิดศีลข้อ ๓ ถึงกับต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนี้เชียวหรือ”

ทรงรำพึงในพระทัย

“แล้วทำยังไงเขาถึงจะพ้นล่ะ”

“เมื่อเขาเสวยกรรมสมควรกับดทษแล้วนั่นแหละ เขาจึงจะพ้นจากโทษทัณฑ์อันนี้”

สมัยพุทธกาลก็ว่า พระโมคคัลลาน์ลงไปโปรดนรก และด้วยอภินิหารของท่าน ต้นงิ้วก็หักกระจัดกระจาย แต่พอท่านขึ้นมา ต้นงิ้วก็งอกขึ้นมาอีกอย่างเดิม

“นรกน่ะมีเท่านี้หรือ”

“ยังมีอีกพระเจ้าค่ะ”

“เมื่อกี้ไม่ค่อยน่าดู มีแต่ความสลดใจ”

“เรื่องของนรกเป็นเรื่องดูแล้วจะได้กลับจิตใจมาประพฤติปฏิบัติให้งาม จึงมีแต่เรื่องเศร้าใจทั้งนั้น แต่ทั้งๆที่รู้นี่แหละ ขอให้พระองค์ทอดพระเนตรดูเถิด นรกไม่เคยว่าง ดูสิจะชิงกันลงนรกเสียจริง”

“อือ! น่าคิด ทำไมเป็นยังงั้น”

“เห็นจะเป็นเพราะความผิดหวังกระมังพระเจ้าค่ะ เห็นเป็นสนุกสนาน เมื่อตายไปแล้วจึงได้เสวยกรรมนั้น”

“ต่อไปอีกเถอะ”

คราวนี้พระมาตุลีขับรถผ่านไปข้างหน้า แลดูพื้นเป็นเพลิงลุกเรืองไปหมด ความร้อนโชยมาถึง แต่พอรู้สึก แต่ที่จริงแล้วความร้อนนั้นแม้เหล็กก็ละลาย แต่เพราะอำนาจของพระมาตุลีและบุญของพระเนมิราช จึงรู้สึกเพียงนิดหน่อย

และข้างหน้าก็มีสิ่งมืดครึ้มกลิ้งลงมาอย่างรวดเร็ว ในแผ่นดินไฟนั้นคนเป็นจำนวนมากล้มลุกคลุกคลาน สิ่งต่าง ๆ นั้นกลิ้งมาถึงก็ทับคนเหล่านั้นราบไปกับพื้น พร้อมกับเสียงโหยหวนครวญครางของคนเหล่านั้น

เมื่อสิ่งดำทะมึนใหญ่โตจรดขอบฟ้ากลิ้งผ่านไปแล้ว น่าอัศจรรย์อะไรอย่างนั้น คนที่ถูกบดแบนราบไปกับพื้นลุกขึ้นมาได้เลือดท่วมตัว รถบดถนนบดไปบนร่างสัตว์กลับเกิดมาได้ก็ออกจะประหลาดพอใช้

พอลุกขึ้นได้ก็ลุกบ่ายหน้าวิ่งหนีไปทางทิศตะวันตก

อะไรเล่า ดำทะมึนจากทิศตะวันตกวิ่งเข้ามาสู่เขาเหล่านั้น เหมือนคลื่นลูกใหญ่ดำทะมึนวิ่งตรงมาหาเขา

เมื่อพวกเขาเห็นก็วิ่งกลับมาทิศตะวันออก สิ่งดำๆนั้นก็เกิดแล่นเข้ามาอีก และเมื่อมาทันก็กลิ้งทับคนเหล่านั้นบดบี้ไปเลย

“อะไรน่ะที่มันดำๆ”

“ภูเขาเหล็กพระเจ้าค่ะ”

“เขาทำกรรมอะไรเล่า”

“พวกนี้เจ้าถ้อยหมอความ ตัดสินความผิด ๆ ถูก ๆ ตามใจชอบของตน ที่แพ้แก้ให้ชนะ ที่ชนะแต่ไม่มีสินบนก็ต้องให้แพ้ไปเลย เลยต้องมารับกรรมอยู่อย่างนี้”

คอรัปชั่นเจ้าข้า โฆษกนรกจะประกาศ เมื่อตายลงมาขุมนี้ ถูกเขาเอาเหล็กทับหัวตัวบี้แบน แล้วก็ลุกขึ้นวิ่งหนี ภูเขาเหล็กเป็นไฟก็กลิ้งบดให้ตายแล้วกลับฟื้นขึ้นมาอีก

และก็อะไรข้างหน้าน่ะ มันคนหรืออะไร สูงโย่งเย่งดังกับต้นตาล แต่มองดูปากไม่เห็นมี อีกมือสองข้างใหญ่โตมโหฬารพิลึก

“นี่มันตัวอะไรท่านมาตุลี”

“เปรตพระเจ้าค่ะ”

“เอ! พวกนี้ไม่มีผ้านุ่งหรืออย่างไรนะ”

“ไม่มีพระเจ้าค่ะ พวกนี้เสวยกรรมต้องอดโซหิวโหยเพราะรูปากเท่ากับรูเข็มเท่านั้นเอง จะดูด จะกินอะไรก็ไม่ได้”

“ทำไมเขาจึงเป็นอย่างนั้นล่ะ” 

“พวกนี้น่ะ ปากเก่งพระเจ้าค่ะ ด่าพ่อด่าแม่ด่าปู่ย่าตายายพี่ป้าน้าอา ตลอดจนพระสงฆ์องค์เจ้าพวกนี้ก็ไม่ละเว้น ไม่ชอบใจฉันล่ะได้เห็นดีกัน จะเป็นครูบาอาจารย์ไม่เลือก ฉันไม่สน ไม่ชอบใจหรือด่าเลย ถ้าโตหน่อยก็ “ครูครับ เชิญออกมาหลังโรงเรียนหน่อยครับ”

“ทำไมล่ะ”

“ไม่ทำไมล่ะครับ แต่รู้สึกเท้าจะคันๆ อยากเดินน่ะครับ”

พวกนี้แหละเที่ยวเดินโซเซ แก้ผ้าอวดสารรูปเขาตลอดทั้งเดือนทั้งปี ทั้งจะกินอะไรก็ไม่ได้ ได้แต่ลิ้มเลียเลือดหนองของตนเองนั่นแหละ

ส่วนมือที่โตน่ะ เพราะเหตุว่าใช้มือนั่นแหละทำอันตรายต่อผู้มีพระคุณ ตบต่อยไม่เลือก แม้กระทั่งใช้มือสร้างทุจริตให้ร้ายท่านก็เช่นกัน

ในขณะนั้นเองท้าวสักกะ คืออินทรเทวราช เห็นว่าพระมาตุลีไปนาน

“เอ๊ะ! พระเนมิราชทำไมยังไม่มา”

จึงได้สอดส่องทิพย์เนตรลงไปดู ก็เห็นว่าพระมาตุลีพาลงไปชมนรกอยู่ กว่าจะหมดเยือนนรกน่ะ อายุของพระเนมิราชเห็นจะสิ้นเสียก่อนล่ะมัง เมื่อคิดได้เช่นนี้ จึงให้มหาชวนะเทพบุตรลงไปตาม

มหาชวนะเทพบุตรไปบอกว่า

“ท่านมาตุลี เดี๋ยวนี้น่ะท้าวสักกะกำลังรอท่านอยู่”

พระมาตุลีเมื่อได้ฟังมหาชวนะเทพบุตร ก็แสดงอาการให้พระเนมิราชได้เห็นนรกทั้งหมดโดยพร้อมกันในคราวเดียว พร้อมทั้งบอกถึงบุพกรรมของสัตว์เหล่านั้น แล้วก็พาพระเนมิราชขึ้นมายังสวรรค์

และเมื่อถึงแล้ว พระอินทร์พร้อมทั้งเทพยดาทั้งหลายก็พากันมาสักการบูชา แต่ว่าในขณะที่จะมาถึงนี่ผ่านวิมานต่าง ๆ กัน จึงเห็นอากัปกิริยาต่างกัน และลักษณะสัณฐานของสิ่งเหล่านั้นก็ต่างกัน พระเนมิราชสงสัยก็สอบถามพรพะมาตุลี ๆ ก็ชี้แจงให้ฟังทุกประการ

เมื่อมาถึงได้รับการสักการบูชาแล้ว เทวดาพร้อมทั้งพระอินทร์ก็เชื้อเชิญให้อยู่เสวยสมบัติบนสวรรค์ แต่พระเนมิราชไม่มีความประสงค์จะทำเช่นนั้น ตัวเองมีแต่ความเศร้าสลดใจที่ได้เห็นกรรมของมนุษย์ทั้งหลายที่ประพฤติชั่วต้องไปตกนรกเสวยกรรมต่าง ๆ และยินดีที่ได้เห็นมนุษย์ที่ประกอบกรรมดีได้รับผลชอบขึ้นมาเสวยสุขในวิมานเมืองแมน จึงดำริจะสั่งสอนให้สัตว์ทั้งหลายประพฤติชอบมากขึ้นเพื่อจะได้ไปเกิดในสวรรค์

จึงได้ลาพระอินทร์เทพลงมายังเมืองมนุษย์ และได้ทำตามมโนปณิธานของพระองค์ตราบเท่าสิ้นอายุ

คติที่เราได้จากเรื่องนี้คือ เรื่องการตั้งใจมั่นเมื่อมุ่งหวังอย่างไร ตั้งใจแล้วต้องให้สำเร็จผล อย่าทอดทิ้งเสียกลางคัน แม้พระพุทธเจ้าของเราตั้งอธิษฐานในใจว่าไม่สำเร็จจะไม่ลุกขึ้น และพระองค์ก็สำเร็จจริง ๆ ผลดีจึงเกิดแก่พวกเราจนกระทั่งบัดนี้ เพราะมิฉะนั้นแล้วพระพุทธศาสนาของเราจะเกิดมีขึ้นไม่ได้เลย และมีอีกอย่างที่ไม่ควรลืมก็คือ ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้รับผลชั่วอย่างแน่นอนฯ

ธรรมอื่นๆที่น่าสนใจ