๑๘๐๕๒๕๕๕

ปฐมบทเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า
ปฐมบทเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า

ปฐมบทเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า (36)

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒

นิกายอาจาริยวาท ได้กล่าวถึงอานุภาพของพระพุทธเจ้าแตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศแต่ละสูตร เช่นบางแห่งแสดงว่า พระทีปังกรพระพุทธเจ้า มีพระชนม์อยู่ถึงหมื่นแสนปี บางแห่งว่าสามพันปี บางองค์มีหน้าที่รักษาวิญญาณของผู้ตาย บางองค์มีหน้าที่ทำลายความชั่วร้าย บางองค์มีอานุภาพบันดาลความสำเร็จให้ บางองค์เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ทางรักษาโรค เป็นแพทย์คอยรักษาโรคและประทานโอสถแก่สัตว์ผู้เจ็บป่วย บางองค์จากโลกไปแล้ว ไปประทับ ณ แดนสุขาวดี บางองค์อยู่ประจำ ๘ ทิศ และมีที่อยู่รวมของพระพุทธเจ้าหลายสิบองค์เพื่อให้ช่วยหลายอย่าง

ฝ่ายเถรวาท ไม่ได้นับถือว่าองค์ไหน มีอานุภาพสำคัญกว่าองค์อื่น ๆ หรือมีความสำคัญที่สุด กล่าวคือคำสอนว่าเหมือนกับทุก ๆ พระองค์ไม่มีที่อยู่เฉพาะแห่งหรือที่รวม เป็นแต่แสดงถึงที่สุดแห่งชีวิตว่าเสด็จเข้าสู่ปรินิพพานเท่านั้น พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเป็นที่เคารพบูชา

ในเรื่องอานุภาพหรือเดช ตลอดจนที่อยู่ต่างแห่งกันก็ดีอยู่รวมกันก็ดี ของพระพุทธเจ้าทั้งมวลของมหายานนั้น เป็นอิทธิพลของลัทธิฮินดูในเรื่องอวตาร แต่ฝ่ายหีนยานก็มีอิทธิพลของพราหมณ์แทรกอยู่ด้วยไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย เรื่องพระสงฆ์ทำเครื่องรางของขลังแจกก็ดี ดูฤกษ์ยาม ดูดวงชะตาราศีก็ดี ซัดกรวดทราย โดยที่สุดแม้ทำน้ำมนต์เพื่อความสวัสดีก็ดี ล้วนเป็นอิทธิพลของพราหมณ์ทั้งสิ้น ถ้าเป็นพุทธศาสนาแท้ ๆไม่มีสิ่งเหล่านี้ พระพุทธศาสนาสอนให้ประพฤติธรรมในหลักทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ผลทั้งหลายย่อมมีเหตุเป็นที่เกิด การสวดมนต์ภาวนา ไม่ใช่เพื่อความศักดิ์สิทธิ์หรือสวัสดิมงคล แต่เพื่อทำใจให้สงบจากกิเลสให้เกิดสมาธิ เกิดปัญญาในที่สุด ตามฐานะของคน เช่นชาวบ้านก็ประพฤติศีลธรรมของชาวบ้าน พระสงฆ์ก็ประพฤติศีลธรรมของพระสงฆ์ ซึ่งต่างมุ่งให้สำเร็จจุดหมายแห่งชีวิตของตน คือความสุข หรือความหลุดพ้น

เรื่องของความสุขเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิตมนุษย์ มนุษย์ที่ยังติดโลกีย์ หมายถึงยึดมั่นอยู่ในโลกธรรม คืออยากได้ยศ ยินดีเมื่อได้ พยายามหลีกเลี่ยงความเสื่อมยศ แต่ก็เสี่ยงไม่ได้ บางคนแม้จะเลี่ยงได้เมื่อมีชีวิตอยู่ เมื่ออยู่ในตำแหน่ง แต่เมื่อตาย เมื่อพ้นตำแหน่งยศก็เสื่อมไป ใหญ่กับใครไม่ได้อีก สรรเสริญทางโลกนั้นมี ๒ ทาง สรรเสริญกันเพราะได้ประโยชน์ หรือเพราะความดีจริง ๆ เมื่อไม่ได้หรือขัดผลประโยชน์ก็นินทา สำหรับความร่ำรวยหรือได้สิ่งที่ต้องการเป็นความสุข คือลาภและความสุขยิ่งเป็นอนิจจัง มนุษย์ปุถุชนย่อมมีได้ เสีย สุข ทุกข์ อยู่เสมอ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป เว้นแต่ใครจะมีส่วนไหนมากน้อยกว่ากันเท่านั้น

โลกียธรรมของพระพุทธเจ้า มุ่งยกจิตใจคนให้เป็นคนพัฒนา เป็นคนที่มีกฏเกณฑ์ เคารพระเบียบ มีเหตุผล ซึ่งมนุษย์ผู้ไม่มีธรรมะหรือไม่พัฒนานั้นตามใจชอบ ระเบียบที่เป็นประโยชน์แก่ตนก็เคารพ ที่ไม่ชอบใจก็ละเลย ทำอะไรตามใจชอบ ไม่เคารพกฏเกณฑ์ ฯลฯ พระพุทธศาสนาเนื้อธรรมนั้นมุ่งยกจิตใจคนให้สูง ให้เป็นมนุษย์พัฒนา

ธรรมส่วนโลกุตระ ที่พระพุทธองค์ประทานไว้ สำหรับคนที่เกิดเอือมระอาต่อชีวิตในการเกิด เบื่อหน่ายต่อความเกิด ความแก่ ความเจ็บและความตาย แสวงหาสุขที่แท้จริง ทำใจให้หลุดพ้นไม่ต้องมาเกิดอีก เป็นอรหันต์เข้านิพพาน นี้เป็นเรื่องของความหลุดพ้น ทางโลกุตระ

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒

จำนวนพระพุทธเจ้า ในอดีต และอนาคตนั้น ทั้งเถรวาท และอาจาริยวาท มีลักษณะเหมือนกันคือมีเป็นโกฏิ ๆ หรือมีจำนวนเหมือนเมล็ดทรายที่ฝั่งแม่น้ำคงคาในประเทศอินเดีย คือนับไม่ไหว แต่ที่ปรากฏชัดเจนทั้งสองนิกายมีจำนวนไม่มาก พระนามของพระพุทธเจ้าเหมือนกันเฉพาะบางองค์ ส่วนมากไม่ตรงกัน มหายานมีมาก หีนยานมีน้อย

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒



คำที่ใช้เรียกพระนามพระพุทธเจ้ามีหลายคำดังจะกล่าวต่อไปนี้

พระบรมโพธิสัตว์, พระโพธิสัตว์ หมายถึง ท่านผู้ที่กำลังบำเพ็ญ บารมี ๑๐ เต็ม คือ ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมะบารมี ปัญญาบารมี วิริยะบารมี ขันติบารมี สัจจะบารมี อธิฐานบารมี เมตาบารมี อุเบกขาบารมี และ จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า อังคีรส หมายถึง ท่านผู้มีรัศมีแผ่ออกมาจากพระวรกาย สิทธัตถะ หมายถึง ท่านผู้ที่มีความเพียรพยายาม เมื่อต้องการสำเร็จ เป้าหมายที่ประสงค์จะทำ พระมหาบุรุษ เป็นคำที่ใช้เรียก พระพุทธเจ้าก่อนตรัสรู้ อีกความหมายหนึ่งคือ บุรุษผู้ยิ่งใหญ่
๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒

ในพระพุทธศาสนา พุทธะ ตามภาษาบาลี พุทฺธ แปลว่า "ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน" หมายถึงบุคคลผู้ตรัสรู้อริยสัจ ๔ แล้วอย่างถ่องแท้

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระบรมศาสดาของพระพุทธศาสนา ทั้งฝ่ายเถรวาท และมหายาน ต่างก็นับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นศาสดาของตนเหมือนกัน แต่รายละเอียดปลีกย่อยต่างกัน
๐  ฝ่ายเถรวาท ให้ความสำคัญกับพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน คือ พระโคตมโคดมพุทธเจ้า
และกล่าวถึงพระพุทธเจ้าในอดีตกับในอนาคตบ้างแต่ไม่ให้ความสำคัญเท่า
๐  ฝ่ายมหายาน นับถือพระพุทธเจ้าของฝ่ายเถรวาททั้งหมด และมีการสร้างพระพุทธเจ้า
เพิ่มเติมขึ้นมาจนบางองค์มีลักษณะคล้ายเทพเจ้าของศาสนาฮินดู

ตามคัมภีร์ฝ่ายพุทธ ถือกันว่า พระพุทธเจ้า พระโคตมโคดม พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ระหว่าง ๘๐ ปีก่อนพุทธศักราช จนถึงเริ่มพุทธศักราช ซึ่งเป็นวันปรินิพพาน ตรงกับ ๕๔๓ ปีก่อนคริสตกาลตามตำราไทยอ้างอิงปฏิทินสุริยคติไทย และปฏิทินจันทรคติไทย และ ๔๘๓ ปีก่อนคริสตกาลตามปฏิทินสากล

วันที่พระรัตนตรัยครบองค์ ๓


"พระพุทธศาสนา"

คำว่า พระพุทธศาสนา ประกอบด้วยคำว่า พุทธะ ซึ่งแปลว่า ผู้รู้ กับคำว่า ศาสนา ที่แปลว่า คำสั่งสอน รวมกันเข้าเป็น พุทธศาสนา แปลว่า คำสั่งสอนของผู้รู้ เมื่อพูดว่า พุทธศาสนา ความเข้าใจก็ต้องแล่นเข้าไปถึงลัทธิปฏิบัติ และคณะบุคล ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติในลัทธิปฏิบัตินั้น ไม่ใช่มีความหมายแต่เพียงคำสั่งสอน ซึ่งเป็นเสียงหรือเป็นหนังสือ หรือเป็นเพียงตำรับตำราเท่านั้น พระพุทธศาสนาที่เราทั้งหลายในบัดนี้ได้รับนับถือและปฏิบัติเนื่องมาจากอะไร คือเราได้อะไรจากสิ่งที่เรียกว่า พระพุทธศาสนา นั้นมานับถือปฏิบัติในบัดนี้ เมื่อพิจารณาดูแล้วก็เห็นว่า เราได้หนังสือ อย่างหนึ่ง บุคคล อย่างหนึ่ง หนังสือนั้นก็คือตำราที่แสดงพระพุทธศาสนา บุคคนั้นก็คือพุทธศาสนิกที่แปลว่าผู้นับถือพระพุทธศาสนา พุทธศาสนิกนี้มิใช่หมายเพียงแต่คฤหัสถ์ หมายความถึงทั้งบรรพชิตคือนักบวช และคฤหัสถ์คือผู้ซึ่งนับถือพระพุทธศาสนา พูดอีกอย่างหนึ่งได้แก่ พุทธบริษัทคือหมู่ของผู้นับถือ พระพุทธเจ้า ดังที่เรียกว่า ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา แต่ในบัดนี้ภิกษุณีไม่มีแล้ว ก็มีภิกษุกับสามเณรและอุบาสกอุบาสิกา หรือบุคคที่เรียกว่า พุทธมามกะ พุทธมามิกา ก็รวมเรียกว่าพุทธบริษัทหรือพุทธศาสนิกทั้งหมด คือในบัดนี้มีหนังสือซึ่งเป็นตำราพระพุทธศาสนา และมีบุคคลซึ่งป็นพุทธศาสนิกหรือเป็นพุทธบริษัท ทั้ง ๒ อย่างนี้ หนังสือก็มาจากบุคคลนั่นเอง คือ บุคคลที่เป็นพุทธศาสนิกหรือเป็นพุทธบริษัทได้เป็นผู้ทำหนังสือขึ้น และบุคคลดังกล่าวนี้ก็ได้มีสืบต่อกันเรื่อยมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล และสืบต่อมาตั้งแต่จากที่เกิดของพระพุทธศาสนา มาจนถึงในต่างประเทศของประเทศนั้น ดังเช่นในประเทศไทยในบัดนี้ คือว่าได้มีพุทธศาสนิกหรือพุทธบริษัทสืบต่อกันมา จึงมาถึงเราทั้งหลายในบัดนี้ และเราทั้งหลายในบัดนี้ก็ได้เป็นพุทธศาสนิกคือพุทธบริษัทในปัจจุบัน และคนรุ่นต่อ ๆ ไปก็จะสืบต่อไปอีก

เมื่อทราบว่า เราในบัดนี้ได้ทราบพระพุทธศาสนาจากหนังสือและจากคณะบุคคลซึ่งเป็นพุทธศาสนิก ดั่งที่กล่าวมาโดยย่อนี้แล้ว ก็ควรจะทราบต่อไปว่า เมื่อศึกษาจากหนังสือและบุคคลที่เป็นพุทธศาสนิกชนที่เป็นครูบาอาจารย์ต่อ ๆ กันมา จึงได้ทราบว่าต้นเดิมของพระพุทธศาสนานั้น ก็คือ "พระพุทธเจ้า"

คำว่า พระพุทธะ แปลว่า พระผู้รู้ ในภาษาไทยเราเติมคำว่า เจ้า เรียกว่า พระพุทธเจ้า คือเอาความรู้ของท่านมาเป็นชื่อ ตามพุทธประวัติที่ทราบจากหนังสือทางพระพุทธศาสนา ดังกล่าวนั้น พระพุทธเจ้าก็เป็นบุคคลคือเป็นมนุษย์เรานี่เอง ซึ่งมีพระประวัติดั่งที่แสดงไว้ในพระพุทธประวัติ แต่ว่าท่านได้ค้นคว้าหาความรู้ จนประสบความรู้ที่เป็นโลกุตระ คือความรู้ที่เป็นส่วนเหนือโลก หมายความง่าย ๆ ว่า ความรู้ที่เป็นส่วนโลกิยะหรือเป็นส่วนโลกนั้น เมื่อประมวลเข้าแล้วก็เป็นความรู้ที่เป็นในด้านสร้างบ้าง ในด้านธำรงรักษาบ้าง ในด้านทำลายบ้าง ผู้รู้เองและความรู้นั้นเองก็เป็นไปในทางคดีโลก ซึ่งต้องเป็นไปตามคติธรรดาของโลก ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย เพราะต้องเกี่ยวข้องอยู่กับโลก นอกจากนี้ยังเป็นทาสของตัณหาคือความดิ้นรนทะยานอยากของใจ ถึงจะเป็นเจ้าโลกแต่ไม่เป็นเจ้าตัณหา ต้องเป็นทาสของตัณหาในใจของตนเอง จึงเรียกว่ายังเป็นโลกิยะ ยังไม่เป็นโลกุตตรคืออยู่เหนือโลก แต่ความรู้ที่จะเป็นโลกุตระ คืออยู่เหนือโลกได้นั้นจะต้องเป็นความรู้ที่ทำให้หลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์ดั่งกล่าวได้ พระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์คนแรกที่ได้ปฏิญญาพระองค์ว่าเป็นผู้ตรัสรู้พระธรรม ซึ่งทำให้เป็นโลกุตระคืออยู่เหนือโลก คือทำให้ท่านผู้รู้นั้นเป็นผู้พ้นจากกิเลสและกองทุกข์ดั่งกล่าวนั้น ท่านผู้ประกอบด้วยความรู้ดั่งกล่าวมานี้ และประกาศความรู้นั้นสั่งสอน ได้ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นต้นเดิมของพระพุทธศาสนา

พระธรรม ทีแรกก็เป็นเสียงที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า เป็นเสียงที่ประกาศความจริงให้บุคคลทราบธรรมะที่พระองค์ได้ตรัสรู้ เพราะฉะนั้น เสียงที่ประกาศความจริงแก่โลกนี้ก็เรียกกันว่าพระธรรมส่วนหนึ่ง หรือเรียกว่าพระพุทธศาสนา คือเป็นคำที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า เป็นคำสั่ง เป็นคำสอน ข้อปฏิบัติที่คำสั่งสอนนั้นชี้ ก็เป็นพระธรรมส่วนหนึ่ง ผลของการปฏิบัติก็เป็นพระธรรมส่วนหนึ่ง เหล่านี้เรียกว่าพระธรรม

หมู่ชนได้ฟังเสียงซึ่งออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ได้ความรู้พระธรรมคือความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน จนถึงได้บรรลุโลกุตตรธรรม ธรรมะที่อยู่เหนือโลกตามพระพุทธเจ้า เรียกว่า พระสงฆ์ คือหมู่ของชนที่เป็นสาวกคือผู้ฟังของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้รู้พระธรรมตามพระพุทธเจ้าได้ พระสงฆ์ดังกล่าวนี้เรียกว่าพระอริยสงห์ มุ่งเอาความรู้เป็นสำคัญเหมือนกัน ไม่ได้มุ่งว่าจะต้องเป็นคฤหัสถ์หรือจะต้องเป็นบรรพชิต และเมื่อรู้พระธรรมของพระพุทธเจ้าก็ประกาศตนนับถือพระพุทธเจ้า ที่มีศรัทธาแก่กล้าก็ขอบวชตาม ที่ไม่ถึงกับขอบวชตามก็ประกาศตนเป็นอุบาสกอุบาสิกา จึงได้เกิดเป็นบริษัท ๔ ขึ้น คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในบริษัท ๔ นี้ หมู่ของภิกษุก็เรียกว่าพระสงฆ์เหมือนกัน แต่เรียกว่าสมมติสงฆ์ สงฆ์โดยสมมติ เพราะว่าเป็นภิกษุตามพระวินัยด้วยวิธีอุปสมบทรับรองกันว่าเป็นอุปสัมบันหรือเป็นภิกษุขึ้น เมื่อภิกษุหลายรูปมาประชุมกันกระทำกิจของสงฆ์ก็เรียกว่า สงฆ์

พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ที่เป็นอริยสงฆ์ทั้ง ๓ นี้ รวมเรียกว่า พระรัตนตรัย ซึ่งเป็นสรณะที่พึ่งอย่างสูงสุดในพระพุทธศาสนา

ความเป็นอริยสงฆ์นั้นเป็นจำเพาะตน ส่วนหมู่แห่งบุคคลที่ดำรงพระพุทธศาสนาสืบต่อมาก็คือพุทธบริษัทหรือพุทธศาสนิกดังกล่าวมาข้างต้น ในพุทธบริษัทเหล่านี้ ก็มีภิกษุสงฆ์นี่แหละเป็นบุคคลสำคัญ ซึ่งเป็นผู้พลีชีวิตมาเพื่อปฏิบัติดำรงรักษาพระพุทธศาสนา นำพระพุทธศาสนาสืบ ๆ ต่อกันมา จนถึงในบัดนี้





ต.ค. ๒๕๕๒

เมื่อกล่าวถึงพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ และพระโพธิสัตว์ ก็ควรกล่าวถึงเรื่องกาลเวลา กัปหรือกัลป์  เพราะพระโพธิสัตว์ ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีมาถึง ๒๐ อสงไขย์ หนึ่งแสนมหากัป จำเดิมแต่ดำริเป็นพระพุทธเจ้า จนถึง ๔ อสงไขย หนึ่งแสนมหากัปสุดท้ายที่เป็นสุเมธดาบส  ความคิดในเรื่องกาลเวลาของโลกได้มีกล่าวในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นคัมภีร์ชั้นแรกก็มี ชั้นหลังก็มี ซึ่งความคิดในเรื่องวิธีหมายรู้ในเรื่องกาลเวลานี้น่าจะสรุปได้เป็น ๒ วีธี คือ

๑.   นับด้วยจำนวนสังขยา หรือนับด้วยตัวเลข เช่น ๑..๒..๓...
๒.   กำหนดด้วยอุปมา หรือด้วยเครื่องกำหนดอย่างใดอย่างหนึ่ง ในเมื่อมากเกินไปที่จะนับด้วยสังขยาหรือตัวเลข

การกำหนดดังกล่าวดังวิธีที่ ๒ นี้ จึงเป็นที่มาของคำว่า กัป หรือ กัปปะ ในภาษามคธ หรือ กัลป์ ในภาษาสันสกฤต เพราะคำนี้แปลอย่างหนึ่งว่า กำหนด  หรือ สมควร  ดังนั้นในความหมายนี้ กัป หรือ กัลป์ คือ กำหนดอายุของโลก หมายถึง ระยะเวลาตั้งแต่กำเนิดของโลกจนโลกสลาย ซึ่งกัปหรือกัลป์ที่ยาวจนนับจำนวนไม่ได้นี้เรียกว่า มหากัป และอายุของกัปแต่ละกัปที่ล่วงไปจนนับไม่ได้ว่าเวลาล่วงเลยมาแล้วกี่กัปนี้รวมเรียกกัปที่นับไม่ได้นั้นว่า อสงไขย ซึ่งแปลว่า นับไม่ถ้วน

เรื่องอสงไขย เรื่องมหากัป

-  อันตรกัป
-  อสงไขยกัป
-  มหากัป

ภาพพุทธประวัติจากวัดพระรามเก้า

เรื่องอสงไขย

กาลเวลาที่เรียกว่า “อสงไขย” แปลว่า นับไม่ได้ คือ ไม่สามารถที่จะนับเวลานั้นออกมาเป็นจำนวนกี่เดือน กี่ปี จึงจะเรียกได้ว่า อสงไขย โดยได้มีคำอุปมาเปรียบเทียบไว้ว่า

“ฝนตกใหญ่มโหฬารทั้งกลางวันกลางคืนเป็นเวลานานถึง ๓ ปีติดต่อกันมิได้หยุด
มิได้ขาดสายเม็ดฝนจนน้ำฝนเจิ่งนองท่วมท้นเต็มขอบเขาจักรวาล อันมีระดับ
ความสูงได้ ๘๔,๐๐๐ โยชน์ และถ้าสามารถนับเม็ดฝน และหยาดแห่งเม็ดฝน
ที่กระจายเป็นฟองฝอยใหญ่น้อย ในขณะที่ฝนตกใหญ่ ๓ ปีติดต่อกันนั้น นับได้
จำนวนเท่าใด อสงไขยหนึ่งเป็นจำนวนปีเท่ากับเม็ดฝนและหยาดแห่งเม็ดฝน
ที่นับได้นั้น”

เรื่องมหากัป

กาลเวลาที่เรียกว่า “มหากัป” คือ ไม่สามารถที่จะนับเวลานั้นออกมาเป็นจำนวนกี่เดือน กี่ปี โดยได้มีคำอุปมาเปรียบเทียบไว้ว่า

“มีกล่องแก้วอยู่กล่องหนึ่ง มีความกว้าง ความยาว ความสูงหรือความลึกประมาณ ๑ โยชน์ 
ซึ่ง ๑ โยชน์ ยาวเท่ากับ ๑๖ กิโลเมตร และพอถึงกำหนด ๑๐๐ ปี ปรากฏว่ามีเทพยดาองค์หนึ่ง
นำเมล็ดถั่วเขียวมาหยอดวางลงในกล่องแก้วนี้หนึ่งเมล็ดแล้วก็กลับไปเสวยทิพยสมบัติอยู่บน
สวรรค์อีก ๑๐๐ ปี และเมื่อครบกำหนด ๑๐๐ ปีนั้นก็กลับลงมาเพื่อวางเมล็ดถั่วเขียวลงในกล่องแก้ว
นั้นอีกหนึ่งเมล็ด เวียนไปมาอยู่อย่างนี้ไม่รู้จบจนเมื่อสามารถวางเมล็ดถั่วเขียวให้เต็มกล่องแก้วนั้นแล้ว
ใช้เวลาในการวางเมล็ดถั่วเขียวจนกว่าจะเต็มนั้นนานเท่าใดนั่นจึงเป็นเวลาเท่ากับหนึ่งมหากัป”

อันตรกัป

เวลาที่เรียกว่า "อันตรกัป" นี้ เป็นเวลาที่ใช้เรียกอายุของมนุษย์ในหนึ่งรอบอสงไขยปี ซึ่งพอจะอธิบายได้ดังนี้คือ

เมื่อเริ่มแรกกาลนานนั้น อายุของมนุษย์บนโลกนี้มิได้มีอายุเพียงแค่ ๗๐-๘๐ ปีดังที่เข้าใจกัน แต่มนุษย์มีอายุยาวนานนับเป็น “อสงไขยปี” ซึ่งจำนวนอสงไขยปีนี้นั้น ท่านให้เอาเลข ๑ นำหน้า แล้วนำเลข - 0 - ใส่ตามหลังเลขหนึ่งนั้นจำนวนทั้งสิ้น ๑๔๐ ตัว เช่น :- ๑,๐๐๐, ๐๐๐,๐๐  ไปเรื่อย ๆ จนครบจำนวนศูนย์  ๑๔๐ ตัว จำนวนเท่าที่ได้นั้นนับเป็น “อสงไขยปี”

“อสงไขยปี” เป็นอายุของมนุษย์โดยอนุมานเป็นสมัยเริ่มแรก และอายุที่ยืนยาวมากมายนี้ก็ค่อย ๆ ลดลงมาเรื่อย โดยหนึ่งร้อยปีจะลดลงหนึ่งปีเรื่อยมา ดังจะเห็นตัวอย่าง เช่น ในสมัยที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่นั้น อายุของมนุษย์มีประมาณ ๑๐๐ ปี (ดูข้อมูลที่หัวข้อ ๕ “ปัญจมหาวิโลกนะ” ได้แก่การพิจารณาถึงสิ่งสำคัญ  ๕  ประการ หรือ กาลสมัยอันสมควรทั้ง ๕ ประการ ที่ทรงเลือกก่อนการเสด็จลงมาตรัสรู้ หนึ่งในประการที่ทรงเลือกคือ อายุของมนุษย์ที่มีอายุประมาณ ๑๐๐ ปี) และตั้งแต่สมัยพุทธกาล ตราบเท่ามาถึงปัจจุบันนี้ ระยะเวลาล่วงมาได้เป็นปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ พรรษา หรือประมาณ ๒,๕๐๐ ปีล่วงมานี้ หนึ่งร้อยปีลดลงหนึ่งปี จำนวนสองพันห้าร้อยปีก็ลดลงเท่ากับ ๒๕ ปี ในปัจจุบันอายุของมนุษย์จึงเฉลี่ยโดยประมาณที่ ๑๐๐ หักออกเสีย ๒๕ เท่ากับ ๗๕ ปี  อายุของมนุษย์จะลดลงจนที่สุดอยู่ที่ ๑๐ ปี และหลังจากนั้นอายุมนุษย์ก็จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยหนึ่งร้อยปีเพิ่มขึ้นหนึ่งปีดังที่ลดลง จนกระทั่งมนุษย์มีอายุยืนนานถึง “อสงไขยปี” อีกตามเดิม เวลาหนึ่งรอบอสงไขยปีนี้ เรียกว่าเป็น “หนึ่งอันตรกัป”

อสงไขยกัป

เมื่อนับจำนวนอันตรกัปตามที่กล่าวมาแล้วนั้น จนครบ ๖๔ อันตรกัปแล้ว จึงเรียกว่าเป็น หนึ่ง “อสงไขย” ซึ่งอสงไขยกัปนี้มีอยู่  ๔  ชนิดอสงไขยกัป ดังนี้คือ

๑.  สังวัฏฏอสงไขยกัป แปลว่า กัปเสื่อม คือ  เป็นอสงไขยกัปที่เกิดขึ้นในขณะที่โลกถูกทำลาย
ดังคำว่า สงฺวฏฺฏตีติ สงฺวฏโฏ หมายถึง กัปที่กำลังพินาศอยู่เรียกว่า สังวัฏฏอสงไขยกัป
๒.  สังวัฏฏฐายีอสงไขยกัป แปลว่า กัปที่ตั้งอยู่เนื่องด้วยกัปเสื่อม คือ  เป็นอสงไขยกัปที่เกิดขึ้นเมื่อโลก
ถูกทำลายไปเรียบร้อยแล้ว ดังคำว่า สงฺวฏฺโฎ หุตวา ติฎฺฐตีติ สงฺวฏฺฐายี หมายถึง กัปที่มีแต่ความพินาศ
ตั้งอยู่ เรียกว่า สังวัฏฏฐายีอสงไขยกัป 
๓.  วิวัฏฏอสงไขยกัป แปลว่า กัปเจริญ คือ  เป็นอสงไขยกัปที่เกิดขึ้นในเวลาที่โลกพัฒนาเข้าสู่ภาวะปกติ
ดังคำว่า วิวฏฺฏตีติ  วิวฏฏฺโฏ หมายถึง กัปที่กำลังเริ่มเจริญขึ้น  เรียกว่า “วิวัฏฏอสงไขยกัป”
๔.  วิวัฏฏฐายีอสงไขยกัป แปลว่า กัปที่ตั้งอยู่เนื่องด้วยความเจริญ คือ  เป็นอสงไขยกัปที่ปรากฏขึ้น
ในเวลาที่โลกเจริญขึ้นพัฒนาเรียบร้อยเป็นปกติตามเดิมแล้ว
ดังคำว่า วิวฏฺโฏ หุตฺวา ติฎฺฐตีติ วิวฏฺฏฐายี หมายถึง กัปที่เจริญขึ้นพร้อมแล้วทุกอย่างตั้งอยู่ตามปกติ 
เรียกว่า “วิวัฏฏฐายีอสงไขยกัป”

ในกัปย่อยทั้ง  ๔  กัปนี้ จะกล่าวถึงกัปเสื่อมก่อน หมายความว่าเป็นระยะเวลาที่ โลกวินาศ คือ สลายหรือดับ
ความวินาศของโลกมี  ๓  อย่าง  คือ

อาโปสังวัฏฏะ วินาศเพราะน้ำ
เตโชสังวัฏฏะ วินาศเพราะไฟ
วาโยสังวัฏฏะ วินาศเพราะลม

อธิบายตามคติเก่าแก่นั้นว่า เมื่อโลกวินาศเพราะไฟ จะเกิด มหาเมฆกัปวิลาศ คือ ฝนตกใหญ่ทั่วโลกก่อน ครั้นฝนนั้นหยุดแล้วจะไม่มีฝนตกอีก จะเกิดความแห้งแล้งไปโดยลำดับ จะมีดวงอาทิตย์ดวงที่ ๒ ปรากฏขึ้น จนถึงดวงที่  ๗ จึงจะเกิดไฟประลัยกัลป์ไหม้โลกจนหมดสิ้น อากาศเบื้องบนจะเป็นอันเดียวกับอากาศเบื้องล่าง หมายความว่า เหลือแต่อากาศว่างเปล่า มีความืดมิดทั่วไป ครั้นแล้ว มหาเมฆกัปสมบัติ (การก่อเกิดกัปใหม่) จะตั้งขึ้น ฝนจะตกลงทั่วในที่เกิดไฟไหม้ ลมจะประคองรวมน้ำฝนให้รวมกันเป็นก้อนกลม เหมือนหยาดน้ำบนใบบัวแล้วก็แห้งขอดลงไป ปรากฏโลกขึ้นใหม่ จึงถึงวาระที่เรียกว่ากัปเจริญ สัตว์ที่บังเกิดขึ้นเป็นพวกแรกนั้นเป็นพวกพรหมในพรหมโลกชั้นที่ไฟไหม้ขึ้นไปไม่ถึง ลงมาจุติหรือเกิดเป็นพวก อุปปาติกะ แปลว่า ลอยเกิด ผุดเกิด มิได้เกิดจากครรภ์หรือในครรภ์ แต่ว่าผุดเกิดขึ้นมาในอากาศ เป็นตัวตนใหญ่โตปรากฏขึ้น แล้วพากันบริโภคง้วนดิน หรือ ปฐวิรส คือ เมื่อน้ำแห้งขอด ก็เกิดเป็นแผ่นฟ้าขึ้นในเบื้องบน มีสีงาม มีรสหอมหวาน,สะเก็ดดิน หรือ ปฐวีปัปปฏกเครือดิน หรือ ปทาลตา หมดไปโดยลำดับ จากนั้นจึงบริโภคธัญชาติ เป็นต้นว่า ข้าวสาลีสืบต่อมา สัตว์โลกจำพวกแรกจึงมีร่างกายหยายขึ้นโดยลำดับ จนปรากฏเป็นบุรุษสตรีสร้างบ้านเรือนสืบพันธุ์กันมา ในชั้นแรกมีอายุยืนยาวเป็นอสงไขย ต่อมาพากันประพฤติอกุศลกรรม ด้วยอำนาจของราคะ โทสะ โมหะ มากขึ้น อายุก็ลดน้อยถอยลงโดยลำดับจนถึง ๑๐ ปี ก็พากันถึงความพินาศเป็นส่วนมาก เพราะภัย ๓ อย่าง คือ ศัสตราวุธ โรค ทุพภิกขภัยคือความขาดแคลนอาหาร เรียกว่าถึงสมัย มิคสัญญี แปลว่า มีความสำคัญในกันและกันเหมือนอย่างเนื้อ คือ เห็นกันฆ่ากันเหมือนอย่างเนื้อถึก แต่ก็ยังไม่พินาศกันหมดทั้งโลก ยังมีสัตว์ที่เหลือตายหลบหลีกไปและกลับได้รับความสังเวชสลดทางจิต พากันประพฤติกุศลกรรมมากขึ้น ก็พากันเจริญอายุมากขึ้นด้วยอำนาจกุศลโดยลำดับจนถึงอสงไขย แล้วกลับอายุถอยลงมาด้วยอำนาจกุศลกรรมอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อเป็นดังนี้จะเห็นว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน จะมีชีวิตอยู่ได้ก็เฉพาะตอนที่เป็นกัปสุดท้าย คือ วิวัฏฏฐายีอสงไขยกัป หรือ กัปที่ปกติ เจริญแล้วเท่านั้น เพราะกัปอื่น ๆ นั้น สรรพสัตว์ทั้งมวลไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ทั้งนี้ก็เนื่องด้วย เป็นกัปที่โลกถูกทำลาย และยังคุกกรุ่นอยู่ด้วยความไม่ปกติ เช่น มีความร้อน มีอุณหภูมิสูง น้ำท่วม หรือแห้งแล้งหนัก

กล่าวถึงการกำหนดนับในพุทธวงศ์(ขุ.พุทฺธ.๓๓/๕๔๖/๒๗.) พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๑ ถึง ๔ อุบัติในกัปหนึ่ง องค์ที่ ๕ อุบัติในอีกกัปหนึ่ง แต่ในระหว่างองค์ที่ ๔  ถึงองค์ที่ ๕ มีระยะห่างกันมากจนนับกัปไม่ถ้วน(เป็นอสงไขยที่ ๑) พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๖-๗-๘-๙ อุบัติอีกกัปหนึ่ง แต่ระหว่างองค์ที่ ๕ ต่อองค์ที่ ๖ นี้มีระยะห่างเป็นอสงไขที่ ๒  องค์ที่ ๑๐-๑๑-๑๒ อุบัติอีกกัปหนึ่ง ระยะเวลาห่างระหว่างองค์ที่ ๙ ต่อองค์ที่ ๑๐ เป็นอสงไขยที่ ๓  องค์ที่ ๑๓ อุบัติอีกกัปหนึ่ง ระยะเวลาห่างระหว่างองค์ที่ ๑๒ ต่อองค์ที่ ๑๓ เป็นอสงไขที่ ๔

นับตั้งแต่องค์ที่ ๑๓ นั้น มาจนถึงปัจจุบัน หรือว่านับตั้งแต่ภัททกัปในปุจจุบันนี้ย้อนไปจนถึงองค์ที่ ๑๓ อุบัติรวมได้แสนกัป องค์ที่ ๑๓ องค์เดียวอุบัติในกัปนั้น ย้อนกลับไปสามหมื่นกัปองค์ที่ ๑๔-๑๕ อุบัติ ย้อนไปหนึ่งหมื่นแปดพันกัปองค์ที่  ๑๖-๑๗-๑๘ อุบัติ ย้อนไปอีกเก้าสิบสี่กัปองค์ที่ ๑๙ อุบัติ ย้อนไปเก้าสิบสองกัปองค์ที่ ๒๐-๒๑ อุบัติ ย้อนไปเก้าสิบเอ็ดกัป องค์ที่ ๒๒ อุบัติคือพระพุทธเจ้าวิปัสสี ย้อนกลับไปสามสิบเอ็ดกัปองค์ที่ ๒๓-๒๔ อุบัติ

ต่อจากนั้นก็มาถึง ภัทรกัป หรือ กัปปัจจุบัน คือ กัปที่เจริญที่สุด เพราะมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติจำนวน ๕ พระองค์ ตั้งแต่องค์ที่ ๒๕-๒๖-๒๗-๒๘ ได้อุบัติขึ้นโดยลำดับ  และองค์ที่ ๒๙ คือพระศรีอริยเมตไตย ที่จะอุบัติขึ้นในอนาคตเบื้องหน้านั้น รวมเป็นพระเจ้า ๕ พระองค์ ในกัปนี้ เพราะกัปนี้มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมากกว่ากัปอื่น ๆ ในอดีตที่ท่านระลึกไปถึง จึงเรียกว่า ภัททกัป หรือ ภัทรกัป แปลว่า กัปเจริญ

อสงไขยกัปหนึ่ง ๆ นั้น กินเวลายาวนานดังนี้ คือ

สังวัฏฏอสงไขยกัป                 กินเวลานานถึง    ๖๔    อันตรกัป สังวัฏฏฐายีอสงไขยกัป            กินเวลานานถึง    ๖๔    อันตรกัป วิวัฏฏอสงไขยกัป                   กินเวลานานถึง    ๖๔    อันตรกัป วิวัฏฏฐายีอสงไขยกัป              กินเวลานานถึง    ๖๔ อันตรกัป

รวมทั้ง ๔ อสงไขยกัป  กินเวลารวม       ๒๕๖ อันตรกัป

มหากัป

เมื่อนับจำนวนทั้ง ๔ อสงไขยกัป หรือ ๒๕๖ อันตรกัป จึงเป็น  ๑  “มหากัป” ดังนั้น  เวลาที่เรียกว่า “มหากัป” จึงเป็นเวลาที่ยาวนาน  ดังจะสรุปให้เห็นดังนี้ คือ

๑  รอบอสงไขยปี   เป็น   ๑    อันตรกัป
๖๔  อันตรกัป            เป็น   ๑    อสงไขยปี
๔  อสงไขยปี          เป็น   ๑    มหากัป

ดังนี้จะเห็นว่า การสร้างพระบารมีของพระพุทธเจ้า ต้องทรงสร้างพระบารมีตั้งแต่เริ่มแรกจนกระทั่งได้ตรัสรู้นับเป็นเวลานาน ตามประเภทของพระพุทธเจ้า คือ

๑.  พระปัญญาธิกพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าประเภทปัญญาธิกะ ทรงสร้างพระบารมีรวมทั้งหมด เป็นเวลา 
๒๐ อสงไขย กับอีก หนึ่งแสนมหากัป
๒.  พระสัทธาธิกะพุทธเจ้า  คือ พระพุทธเจ้าประเภทสัทธาธิกะ ทรงสร้างพระบารมีรวมทั้งหมด เป็นเวลา 
๔๐ อสงไขย กับอีก หนึ่งแสนมหากัป
๓.  พระวิริยาธิกะพุทธเจ้า  คือ พระพุทธเจ้าประเภทวิริยาธิกะ ทรงสร้างพระบารมีรวมทั้งหมด เป็นเวลา 
๘๐ อสงไขย กับอีก หนึ่งแสนมหากัป

ต.ค. ๒๕๕๒



พระโพธิสัตว์
ผู้ตั้งความปรารถนาอบรมบ่มบำเพ็ญบารมีเพื่อ “พระพุทธภูมิ” นั้น ความปรารถนาเพื่อจักได้พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณนั้น ย่อมมีมโนมั่นคงในหฤทัยไม่หวั่นไหวในพระพุทธภูมิ ถึงแม้พลาดพลั้งไปถือกำเนิดในภพภูมิที่มิใช่มนุษย์ก็ดี เช่นกำเนิดในสัตว์เดียรัจฉาน ก็ย่อมยังรักษาน้ำใจอันมั่นคงเด็ดเดี่ยวเต็มไปด้วยพระอุตสาหวิริยะ นั่นเป็นน้ำใจพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งพระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญพระบารมีเพื่อพระโพธิญาณแห่งการตรัสรู้เป็น “พระพุทธเจ้า” นั้น

แบ่งประเภทของการสร้างสมอบรมบารมีแห่งพระพุทธเจ้าเป็น  ๓ ประเภท คือ

๑.  พระปัญญาธิกพุทธเจ้า 
๒.  พระสัทธาธิกพุทธเจ้า
๓.  พระวิริยาธิกพุทธเจ้า

พระปัญญาธิกพุทธเจ้า

พระปัญญาธิกพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าที่ทรงสร้างสมอบรมบารมีด้าน “ปัญญา” อย่างแก่กล้าแต่มีพระศรัทธาน้อย จึงใช้เวลาสั่งสมบารมีน้อยกว่าพระพุทธเจ้าอีกสองประเภท ซึ่งเวลาในการสั่งสมพระบารมีนั้นแบ่งเป็น ดังนี้คือ

๏   เมื่อเริ่มแรกตั้งดำริในพระหฤทัยปรารถนาว่า “เราจักเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง” แต่ยังไม่ได้ออก
พระโอษฐ์เปล่งพระวาจานั้นออกมา ต้องใช้เวลาในการอบรมบ่มพระบารมีนานถึง ๗ อสงไขย
๏   ครั้งที่สองต่อจากนั้นก็ออกพระโอษฐ์เปล่งพระวาจาปรารถนาว่า  “เราจักตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล
เบื้องหน้าให้จงได้”
ดังนี้ก็ต้องใช้เวลาอบรมบ่มพระบารมีอีก ๙ อสงไขย 
๏   ครั้งที่สามจึงได้รับคำลัทธยาพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งว่า “จักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
อย่างแน่นอน”
แล้วก็ใช้เวลาอบรมพระบารมีธรรมอีก ๔ อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนมหากัป

ดังนั้นพระพุทธเจ้าประเภท พระปัญญาธิกพุทธเจ้า นี้ ต้องใช้เวลาในการอบรมสั่งสมพระบารมีรวมเป็นเวลาทั้งหมด ๒๐ อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนมหากัป   แต่หากแม้พระพุทธเจ้าประเภทปัญญาธิกพุทธเจ้านี้ เมื่อได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าแล้ว  หากแม้พระองค์ท่านจะละความปรารถนาเพื่อการเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว กลับมามีพระทัยน้อมไปในทางสาวกโพธิญาณ คือปรารถนาเป็นพระอรหันต์และปรินิพพานในชาตินั้น  เป็นแต่เพียงกลับใจดังนี้ แล้วตั้งใจสดับพระสัทธรรมเทศนาจากพระโอษฐ์เฉพาะพระพักตร์แห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น พอสดับพระธรรมเทศนาบาทพระคาถาที่ ๓ ยังไม่ทันจบลง พระองค์ก็จักได้สำเร็จเป็นพระอรหันตสาวก พร้อมกับปฏิสัมภิทาญาณทั้งหลายทันที ทั้งนี้ด้วยทรงมีพระปัญญาแก่กล้า สามารถบรรลุมรรคผลธรรมวิเศษอย่างรวดเร็ว จึงมีพระนามเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “อุคฆฏิตัญญูโพธิสัตว์” หรือ องค์พระโพธิสัตว์ผู้มีปัญญาคมกล้า สามารถรู้ธรรมได้อย่างรวดเร็ว

พระสัทธาธิกพุทธเจ้า

พระสัทธาธิกพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าที่ทรงสร้างสมอบรมบารมีด้าน “ศรัทธา” อย่างแก่กล้ายิ่งนัก แต่มีพระปัญญาปานกลาง จึงใช้เวลาสั่งสมพระบารมีอย่างปานกลาง ซึ่งเวลาในการสั่งสมพระบารมีนั้นแบ่งเป็น ดังนี้คือ

๏  เมื่อเริ่มแรกตั้งดำริในพระหฤทัยปรารถนาว่า “เราจักเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง” แต่ยังไม่ได้ออก
พระโอษฐ์เปล่งพระวาจานั้นออกมา ต้องใช้เวลาในการอบรมบ่มพระบารมีนานถึง ๑๔ อสงไขย
๏  ครั้งที่สองต่อจากนั้นก็ออกพระโอษฐ์เปล่งพระวาจาปรารถนาว่า  “เราจักตรัสเป็นพระพุทธเจ้า
ในอนาคตกาลเบื้องหน้าให้จงได้”
ดังนี้ก็ต้องใช้เวลาอบรมบ่มพระบารมีอีก ๑๘ อสงไขย 
๏  ครั้งที่สามจึงได้รับคำลัทธยาพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งว่า “จักได้ตรัสรู้เป็น
พระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน”
แล้วก็ใช้เวลาอบรมพระบารมีธรรมอีก ๘ อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนมหากัป

ดังนั้นพระพุทธเจ้าประเภท พระสัทธาธิกพุทธเจ้า นี้ ต้องใช้เวลาในการอบรมสั่งสมพระบารมีรวมเป็นเวลาทั้งหมด ๔๐ อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนมหากัป   แต่หากแม้พระพุทธเจ้าประเภทสัทธาธิกพุทธเจ้านี้ เมื่อได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าแล้ว  หากแม้พระองค์ท่านจะละความปรารถนาเพื่อการเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว กลับมามีพระทัยน้อมไปในทางสาวกโพธิญาณ คือปรารถนาเป็นพระอรหันต์และปรินิพพานในชาตินั้น  เป็นแต่เพียงกลับใจดังนี้ แล้วตั้งใจสดับพระสัทธรรมเทศนาจากพระโอษฐ์เฉพาะพระพักตร์แห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น พอสดับพระธรรมเทศนาบาทพระคาถาที่ ๔ ยังไม่ทันจบลง พระองค์ก็จักได้สำเร็จเป็นพระอรหันตสาวก พร้อมกับปฏิสัมภิทาญาณทั้งหลายได้อย่างปานกลาง สามารถบรรลุมรรคผลธรรมวิเศษได้อย่างไม่เร็วไม่ช้า จึงมีพระนามเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วิปจิตัญญูโพธิสัตว์” หรือ องค์พระโพธิสัตว์ผู้มีปัญญาเป็นมัธยม สามารถรู้ธรรมโดยไม่เร็วไม่ช้า

พระวิริยาธิกพุทธเจ้า

พระวิริยาธิกพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าที่ทรงสร้างสมอบรมบารมีด้าน “ความเพียร” อย่างแก่กล้าทรงมีพระวิริยะยิ่งนัก แต่ทรงมีพระปัญญาน้อยกว่า จึงใช้เวลาสั่งสมพระบารมีอย่างยาวนานมากกว่าพระพุทธเจ้าประเภทอื่น ซึ่งเวลาในการสั่งสมพระบารมีนั้นแบ่งเป็น ดังนี้คือ

๏  เมื่อเริ่มแรกตั้งดำริในพระหฤทัยปรารถนาว่า “เราจักเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง” แต่ยังไม่ได้
ออกพระโอษฐ์เปล่งพระวาจานั้นออกมา ต้องใช้เวลาในการอบรมบ่มพระบารมีนานถึง ๒๘ อสงไขย
๏  ครั้งที่สองต่อจากนั้นก็ออกพระโอษฐ์เปล่งพระวาจาปรารถนาว่า  “เราจักตรัสเป็นพระพุทธเจ้า
ในอนาคตกาลเบื้องหน้าให้จงได้”
ดังนี้ก็ต้องใช้เวลาอบรมบ่มพระบารมีอีก ๓๖ อสงไขย 
๏  ครั้งที่สามจึงได้รับคำลัทธยาพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งว่า “จักได้ตรัสรู้เป็น
พระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน”
แล้วก็ใช้เวลาอบรมพระบารมีธรรมอีก ๑๖ อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนมหากัป

ดังนั้นพระพุทธเจ้าประเภท พระวิริยาธิกพุทธเจ้า นี้ ต้องใช้เวลาในการอบรมสั่งสมพระบารมีรวมเป็นเวลาทั้งหมด ๘๐ อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนมหากัป   แต่หากแม้พระพุทธเจ้าประเภทสัทธาธิกพุทธเจ้านี้ เมื่อได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าแล้ว  หากแม้พระองค์ท่านจะละความปรารถนาเพื่อการเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว กลับมามีพระทัยน้อมไปในทางสาวกโพธิญาณ คือปรารถนาเป็นพระอรหันต์และปรินิพพานในชาตินั้น  เป็นแต่เพียงกลับใจดังนี้ แล้วตั้งใจสดับพระสัทธรรมเทศนาจากพระโอษฐ์เฉพาะพระพักตร์แห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น พอสดับพระธรรมเทศนาบาทพระคาถาที่ ๔ จบลง พระองค์ก็จักได้สำเร็จเป็นพระอรหันตสาวก พร้อมกับปฏิสัมภิทาญาณทั้งหลาย สามารถบรรลุมรรคผลธรรมวิเศษได้ช้ากว่าพระโพธิสัตว์ประเภทอื่น จึงมีพระนามเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “เนยยโพธิสัตว์” หรือ องค์พระโพธิสัตว์ผู้มีปัญญาหย่อน สามารถรู้ธรรมได้ช้ากว่าพระโพธิสัตว์ประเภทอื่น

หน้า 4 จาก 4