ประสูติ (37)

พระบรมโพธิสัตว์ผู้ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ผู้บำเพ็ญบารมีโดยตั้งพระทัยว่าจะจุติไปบังเกิดในมนุษย์โลก เพื่อตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงธรรมสั่งสอนเหล่าเวไนยสัตว์ หรือผู้ที่พึงดัดหรืออบรมสั่งสอนได้
พระองค์ได้รับการกราบทูลอาราธนาอัญเชิญจากท้าวมหาพรหมและเหล่าเทวราชซึ่งเป็นตัวแทนหมู่มหาเทพในหมื่นโลกธาตุในสวรรค์ ได้เสด็จมาเฝ้าเพื่อทูลเชิญอาราธนาให้เสด็จลงไปจุติ ซึ่งพระบรมโพธิสัตว์ได้สถิตอยู่ที่สวรรค์ชั้นที่ ๔ ชื่อว่า ตุสิตา หรือ ตุสิตะ หรือ ชั้นดุสิต ซึ่งแปลว่า ยินดีชื่นบาน คือมีปีติอยู่ด้วยสิริสมบัติของตน พระโพธิสัตว์ทรงเป็นเทวราชปกครองทรงพระนามว่า “สันตุสิต” ซึ่ง พระโพธิสัตว์ผู้สร้างโพธิสมภาร ที่จะลงมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในมนุษย์โลก ย่อมสถิตอยู่ในชั้นนี้ เทพในชั้นนี้เป็นผู้รู้บุญรู้ธรรม เพราะพระโพธิสัตว์ได้ทรงแสดงธรรมสั่งสอนเนือง ๆ
และความโกลาหลอย่างขนานใหญ่ของเหล่าเทวดาามีอยู่สามสมัย คือสมัยเมื่อโลกจะวินาศ สมัยเมื่อ
พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้น สมัยเมื่อพระเจ้าจักรพรรดิจะเกิดขึ้น ซึ่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่จะได้จุติในโลก
ได้ทรงเป็นพระโพธิ์สัตว์ประทับอยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิตนี้ ซึ่งกาลที่พระพุทธเจ้าจะทรงอุบัตินั้นเหล่าเทวดาก็เกิดโกลาหล
จึงได้พากันไปเฝ้าทูลอารธนาพระโพธิสัตว์ให้จุติลงไปตรัสซึ่งท้าวมหาพรหมได้กราบอาธนาทูลเชิญพระโพธิสัตว์
“สันตุสิต” ให้เสด็จลงไปจุติในภพใหม่โดยกราบทูลอาราธนาว่า
“ข้าแต่ท่านผู้โพธิสัตว์ บารมีทั้ง ๑๐ ประการที่ได้ทรงบำเพ็ญมาแล้วนั้น
บัดนี้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ ทั้งมิได้ปรารถนาทิพยสมบัติแห่งเทพและพรหม
แต่ทรงบำเพ็ญบารมีมาด้วยปรารถนาพระสัพพัญญุตญาณ เพื่อการตรัสรู้เผยแผ่ธรรม
สั่งสอนสัตว์ ช่วยให้มวลหมู่เวไนยสัตว์ให้พ้นทุกข์ จากวัฏสงสาร
ข้าแต่ท่านผู้โพธิสัตว์ ขณะนี้เป็นกาลเวลาและกาลสมัยที่ท่านผู้โพธิสัตว์
จะได้ไปตรัสเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ขอจงทรงรับคำทูลอารธนาเถิด”

สวรรค์ชั้นดุสิต มีความกว้างใหญ่ไพศาล มี ท้าวสันดุสิต ซึ่งบรรลุเป็นพระโสดาบันแล้วนั้น เป็นผู้ปกครอง ภพที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดุสิตอยู่สูงขึ้นไปจากยอดเขาสิเนรุ อยู่ในอากาศเหนือสวรรค์ชั้นยามา 42,000 โยชน์ บนสวรรค์จะไม่มีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ทำให้ไม่มีเงา ไม่มีมุมมืดบนสวรรค์ อยู่ได้ด้วยความสว่างจากวัตถุสิ่งของต่างๆ เช่น กายทิพย์ของเหล่าเทวดา วิมาน สวน สระ สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ มีแต่ความสว่างด้วยความเป็นทิพยื จึงไม่ต้องอาศัยดวงอาทิตย์เหมือนจักรวาลโลก
ลักษณะของสวรรค์ชั้นดุสิต จะไม่ได้กลมอย่างโลกมนุษย์ แต่จะกลมแบบราบ ถ้ามองจากสวรรค์ชั้นยามาขึ้นไป จะมองเห็นเป็นแสงสว่างนุ่มเนียนตา และถ้ามองจากสวรรค์ชั้นดุสิตขึ้นไป ก็จะเห็นแสงสว่างนุ่มเนียนตาของสวรรค์ชั้นนิมมานรดี หรือถ้ามองลงไปที่ดาวดึงส์ก็จะเห็นว่า มีขนาดเล็กนิดเดียว เพราะสวรรค์ชั้นดุสิตใหญ่กว่า
โครงสร้างของสวรรค์ชั้นดุสิต มีวิมานของท้าว "สันดุสิต" เป็นศูนย์กลางของสวรรค์ชั้นนี้ สวรรค์ชั้นดุสิตแบ่งออกเป็น 4เขต วนโดยรอบวิมานของท้าวสันดุสิต ดังนี้...
เขตที่ ๑. เป็นที่อยู่ของพระอริยเจ้า คือ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี ซึ่งอยู่ชั้นในสุด
เขตที่ ๒. เป็นที่อยู่ของนิยตโพธิสัตว์ คือ พระโพธิสัตว์ ที่ได้รับการพยากรณ์จาก
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน
ซึ่งเขตบุญพิเศษของผู้ที่มีมโนปณิธาน จะรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปสู่ฝั่งพระนิพพาน
ให้หมดจนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม ก็จะอยู่ในเขตนี้ด้วย
เขตที่ ๓. เป็นที่อยู่ของอนิยตโพธิสัตว์ คือ พระโพธิสัตว์ที่ยังไม่ได้รับพยากรณ์เป็น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังต้องสร้างบารมีอีกมาก
เขตที่ ๔. เป็นที่อยู่ของผู้ที่ทำกุศลมาก และมีกำลังบุญมากพอที่จะได้อยู่สวรรค์ชั้นดุสิตนี้
เป็นเขตทั่วไป นอกเหนือจาก 3เขตแรก
สวรรค์ชั้นดุสิต มีความพิเศษกว่าสวรรค์ชั้นอื่นอยู่หลายประการ หนึ่งในความพิเศษนั้นก็คือ เป็นที่อยู่ของเหล่าพระบรมโพธิสัตว์ ที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตจำนวนมาก และเหล่าเทพบุตรที่สร้างบารมีเป็นพระสาวก เพื่อตามพระบรมโพธิสัตว์ลงมาตรัสรู้ในอนาคต
เหตุที่พระบรมโพธิสัตว์หรือบัณฑิตทั้งหลาย จึงปรารถนาที่จะได้มาบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ ทั้ง ๆ ที่กำลังบุญของแต่ละท่านนั้นมากมาย ปรารถนาที่จะไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นใดก็ได้ เหตุที่ท่านเลือกสวรรค์ชั้นนี้ มีข้อสังเกตอย่างน้อย 3ประการ คือ
๑. พระโพธิสัตว์สามารถจุติลงมาได้ตามใจปรารถนา หมายความว่าโดยปกติเทวดา
มีเหตุแห่งการจุติหลายประการ เช่น หมดบุญก็มี หมดอายุขัยก็มี จุติเพราะความโกรธก็มี
แต่เหล่าพระบรมโพธิสัตว์ทั้งหลายในสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ เมื่อจะจุติลงมาสร้างบารมี
หรือมาบังเกิดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะนั่งทำสมาธิ อธิษฐานจิต สามารถดับวูบ
ลงมาเกิดได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ของชาวสวรรค์ชั้นอื่น ๆ
๒. เนื่องจากสวรรค์ชั้นนี้ มีแต่บัณฑิต มีแต่พระบรมโพธิสัตว์ ล้วนแต่มีอัธยาศัย
คล้ายคลึงกัน ที่จะฝึกฝนตนเองและช่วยสรรพสัตว์ไปสู่ฝั่งพระนิพพาน ไม่ประมาท
ในการดำรงชีวิตเหมือนชาวสวรรค์ชั้นอื่น ๆ มักจะคบหาบัณฑิต พูดคุยสนทนาธรรมกัน
เพื่อความเบิกบานใจ และหมั่นไปฟังธรรมในวันพระ ซึ่งท่านท้าวสันดุสิตจะเป็นผู้
อัญเชิญพระบรมโพธิสัตว์ ที่มีบุญบารมีมาก มาแสดงธรรมให้ฟัง
๓. ประมาณอายุทิพย์ของสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ คือ 4,000 ปีทิพย์ ซึ่งไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป
พอเหมาะพอดีที่จะเสวยสุข เพราะท่านจะต้องลงมาสร้างบารมีต่อ ถ้ามีอายุขัยนานเกินไป
จะทำให้เสียเวลา

เมื่อพระองค์ได้รับการกราบทูลอัญเชิญจากท้าวมหาพรหมและเหล่าเทวราชในสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น พระองค์ทรงพิจารนา “ปัญจมหาวิโลกนะ” ได้แก่การ “พิจารณาถึงสิ่งสำคัญ ๕ ประการ” หรือ กาลสมัยอันสมควรทั้ง ๕ ประการ ดังนี้
๑. กาลเวลา
๒. ทวีป
๓. กาลประเทศ
๔. ราชตระกูล
๕. พระมารดา
๐ กาลเวลา คือ กาลเวลาแห่งอายุของมนุษย์ คือ ถ้ามนุษย์มีอายุมากเกินแสนปีขึ้นไป หรือต่ำกว่า
ร้อยปีลงมา ก็ไม่ใช่กาลที่จะลงมาตรัสรู้ เพราะยุคสมัยที่มนุษย์อายุมากเกินไปก็ไม่อาจเห็นพระไตรลักษณ์
หรือหากอายุสั้นเกินไปก็มีกิเลสหนามากไม่อาจเห็นธรรม แต่ในยุคนี้เป็นยุคที่มนุษย์มีอายุร้อยปี
จึงเป็นกาลที่จะลงมาตรัสรู้ได้
๐ ทวีป ทรงเห็นว่าชมพูทวีปเป็นทวีปที่เหมาะสมที่จะลงมาตรัสรู้เหตุนี้พระบรมโพธสัตว์ซึ่งบังเกิดเป็น
สันดุสิตเทวราชเสวยทิพยสมบัติอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต เลือกลงมาจุติในชมพูทวีป เพราะถือเป็นทวีปที่
เจริญรุ่งเรืองที่สุดในยุคนั้น พระพุทธเจ้าทั้งปวงในอดีตล้วนประสูติในมัชฌิมประเทศ และกรุงกบิลพัลดุ์
แคว้นสักกะนั้นก็ตั้งอยู่ในมัชฌิมประเทศแห่งชมพูทวีป
๐ กาลประเทศ ทรงเห็นว่า มัชฌิมประเทศ คือท้องถิ่นร่วมกลางชมพูทวีป ซึ่งบัดนี้อยู่ในอินเดีย
ปากีสถานเป็นส่วนมาก เลยเข้าไปในเนปาลบ้าง เช่น สถานที่ประสูติอยู่ในเนปาล เป็นสถานที่เหมาะ
ที่จะลงมาตรัสรู้
๐ ราชตระกูล ทรงเห็นวงศ์ ศากยราชตระกูล และพระเจ้าสุทโธทนะจะทรงเป็นพระราชบิดาได้
๐ พระราชมารดา คือ ทรงเห็นพระนางสิริมหามายามีศีลและบารมีธรรมที่ได้ทรงอบรมบ่มบำเพียร
สั่งสมมาเป็นเวลา ๑ อสงไขย และนับแต่นี้จะมีพระชนม์ชีพเหลืออีกเพียง ๑๐ เดือนกับอีก ๗ วัน
ซึ่งสมควรเป็นพระมารดาได้ ทั้งจะมีพระชนม์สืบไปจากเวลาที่พระโอรสประสูติเพียงเจ็ดวัน
สัตว์อื่นไม่อาจอาศัยคัพโภทร(ครรภ์)บังเกิดได้อีก อีกทั้งพระนางสิริมหามายาเทวีก็เป็นผู้รักษา
เบญจศีลาจารวัตรอันบริสุทธิ์
ส่วนสาเหตุที่ถือกำเนิดในวรรณะกษัตริย์แทนที่จะเป็นวรรณะพราหมณ์ เหล่าบูรพาจารย์ได้แสดงความคิดเห็นไว้ว่า พราหมณ์กับวรรณกษัตริย์แข่งขันกันอยู่ว่าใครสูงกว่ากัน และวรรณะพราหมณ์มักชนะอยู่เสมอเพราะการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องไตรเพท คือได้เรียนศิลปวิทยา และได้รับความเคารพนับถือจากคนทุกวรรณะ ครั้นถึงสมัยพุทธกาลเหล่าวรรณะกษัตริย์จึงเริ่มอยู่เหนือวรรณะพราหมณ์ เนื่องจากได้ศึกษาพระเวทจนเจนจบ และออกบรรพชาแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง จนในที่สุดมีความรู้เหนือวรรณะพราหมณ์และเอาพวกพราหมณ์เป็นบริวารได้

ครั้นพระโพธิสัตว์ทรงเห็นสถานะทั้ง ๕ มีครบบริบูรณ์แล้ว จึงทรงรับอาราธนาจากเหล่าเทวราช
เหตุที่จะรู้ว่าพระโพธิสัตว์เทพใกล้จะจุตินั้น เพราะได้เกิด บุพนิมิต ๕ ประการ แก่พระองค์ คือ
๑. ทิพยบุปผาที่ประดับพระวรกายเหี่ยวแห้ง
๒. ทิพยภูษาทรงมีสีเศร้าหมอง
๓. พระเสโทไหลจากพระกัจฉะ (รักแร้)
๔. พระสรีรกายปรากฏอาการชรา
๕. มีพระหทัยเป็นทุกข์เหนื่อยหน่ายจากเทวโลก ไม่ยินดีที่จะสถิตในทิพยอาสน์
ครั้นเห็นว่าอยู่ในสถานะอันสมควรแล้ว จึงทรงรับคำทูลของท้าวมหาพรหม แล้วจึงได้เสด็จจุติลงมา
ปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางสิริมหามายาเทวี พระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ

ซึ่งในคืนวันเพ็ญเดือน ๘ พระนางสิริมหามายาผู้จะได้เป็นพระพุทธมารดา ทรงอธิษฐานสมาทานอุโบสถศีล ในยามใกล้รุ่งได้ทรงสุบินนิมมิตว่า ท้าวจตุมหาราชทั้งสี่ได้มายกพระองค์พร้อมกับพระแท่นที่บรรทมทูลเชิญไปยังป่าหิมพานต์ เหล่าเทพธิดาทั้ง ๔ ได้ทูลเชิญพระนางเสด็จไปสรงน้ำในสระอโนดาต ชำระล้างมลทินแห่งมนุษย์ แล้วทรงผลัดด้วยผ้าทิพย์ ลูบไล้ด้วยของหอม ทรงประดับบุปผชาติอันเป็นทิพย์ แล้วเชิญเสด็จเข้าที่บรรทมบนพระแท่นในวิมานทอง ในภูเขาเงิน ทรงบ่ายพระเศียรไปยังทิศตะวันออก ขณะนั้นมีพระยาช้างเผือกชูงวงจับดอกบัวขาวที่เพิ่งแย้มบานกลิ่นจากภูเขาทองด้านทิศตะวันออก ร้องก้องโกญจนาทเดินเข้าไปในวิมาน กระทำประทักษิณาวัตรเวียนพระแท่น ๓ รอบ
ซึ่งในวันรุ่งขึ้นพระนางได้ทรงกราบทูลถึงพระสุบินนิมิตนั้นแด่พระสวามี พระเจ้าสุทโธทนะจึงทรงมีรับสั่งให้พราหมณ์ประจำราชสำนักทำนายนิมิตฝันนั้น เหล่าพราหมณ์ได้พากันทำนายว่า
“พระนางสิริมหามายาทรงพระครรภ์พระองค์จักมีพระราชโอรส
พระโอรสนั้นถ้าอยู่ครองราชก็จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
แต่ถ้าเสด็จออกบวช จักได้เป็นพระพุทธเจ้า”
เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์นั้น พระครรภ์บริสุทธิ์ไม่แปดเปื้อนด้วยครรภ์มลทินและประทับนั่งสมาธิอยู่ในพระครรภ์ ไม่คุดคู้เหมือนเด็กทารกอื่น พระราชมารดาทรงทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ซึ่งอยู่ในพระครรภ์ ท้าวจตุมหาราชทั้ง ๔ ได้ถวายการอารักขาเพื่อป้องกันมิให้เกิดอุปัทวันตรายแก่พระโพธิสัตว์และพระราชมารดา
ในหนังสือพระปฐมสมโพธิกถา พระนิพนธ์สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส กล่าวถึงลางบอกเหตุอัศจรรย์หรือ
บุพนิมิต ๓๒ ประการ เมื่อพระมหาโพธิสัตว์เสด็จปฏิสนธิในครรภ์พระพุทธมารดา ทรงประสูติ ทรงตรัสรู้ และปรินิพพาน เช่น
๐ โลกนรกอันเคยมืดมนอยู่เป็นนิตย์เกิดสว่างไสว
๐ ไฟนรกอเวจีอันร้อนแรงนั้นก็พลันดับลง
๐ ผู้ที่ตาพิการกลับมองเห็น
๐ ผู้ที่หูหนวกกลับได้ยิน
๐ ผู้ที่เป็นใบ้กลับเจรจาได้
๐ ผู้ที่เป็นง่อยเปลี้ยขาเสียกลับเดินเหินได้
๐ ผู้ที่หลังค่อมกลับเหยียดตรงขึ้นได้
๐ สัตว์ทั้งหลายอันต้องพันธนาการคุมขังต่างเป็นอิสระโดยอัตโนมัติ
๐ เครื่องดนตรีสรรพดุริยางค์ทั้งหลายต่างประโคมบรรเลงเองอย่างไพเราะ
๐ อาภรณ์และแก้วจินดามณีรัตนะทั้งหลายในจักรวาลโลกธาตุเปล่งแสงโอภาส
๐ พายุใหญ่กลับสงบลง
๐ ดอกไม้ ดอกบัวในสระพากันเบ่งบาน
๐ เหล่าต้นไม้ต่างผลิดอกออกผล
๐ เกิดฝนทิพย์ประกอบด้วยมวลดอกบุปผาชาติตกลงมาจากฟากฟ้า
๐ ดวงจันทร์และดวงดาวในฟากฟ้าต่างเปล่งแสงเจิดจรัสยิ่ง
๐ แสงแห่งพระอาทิตย์กลับเย็นสบาย ไม่มีความร้อนปรากฏ
๐ เรือหรือพาหนะที่เดินทางไป ต่างกลับมาที่เดิมได้ด้วยตนเอง
๐ แม่น้ำทั้งหลายที่หลั่งไหลอยู่ก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ไหลต่อ
๐ คลื่นในทะเลและมหาสมุทรสงบนิ่ง
๐ น้ำทะเลมีรสจืดสนิท ไม่มีความเค็มของน้ำทะเลปรากฏอยู่
๐ ฝูงนก ก็ร่าเริงลงจากฟากฟ้าและต้นไม้ มาอยู่พื้นดินเบื้องล่าง
๐ เมฆฝนที่อยู่ใน ๔ มหาทวีป ก็หลั่งน้ำฝนรสอร่อยไปโดยรอบ
๐ ในขณะนั้น ประตูเล็กบานประตูใหญ่ก็เปิดได้เอง
๐ ความอดอยากหิวระหาย มิได้บีบคั้นมหาชน ไม่ว่าโลกไหน ๆ
๐ ส่วนหมู่สัตว์ที่เป็นเวรกันเป็นนิตย์ ก็ได้เมตตาจิตเป็นอย่างยิ่ง
๐ สัตว์ทั้งหลาย ทั้งฝูงกาก็เที่ยวไปกับฝูงนกเค้าแมว ฝูงหมาป่า ก็ยิ้มแย้มกับฝูงหมู
๐ งูมีพิษ ทั้งงูไม่มีพิษ ก็เล่นหัวกับพังพอนทั้งหลาย
๐ ฝูงหนูบ้าน มีใจคุ้นกันสนิทก็จับกลุ่มกันใกล้กับหัวของแมว
๐ ความกระหายน้ำ ในโลกของปีศาจ ที่ไม่ได้น้ำมาเป็นพุทธันดร ก็หายไป
๐ ส่วนหมู่สัตว์ที่มีจิตเลื่อมใส ก็กล่าวปิยวาจาแก่กันและกัน
๐ ฝูงม้าที่มีใจร่าเริงก็ลำพองร้อง แม้ฝูงช้างใหญ่เมามันก็ส่งเสียงโกญจนาท
๐ รอบๆ หมื่นโลกธาตุ ก็เกลื่อนกลาดด้วยจุรณจันทน์หอมกรุ่น อบอวลหวลหอมด้วยกลิ่นดอกไม้
๐ หญ้าฝรั่นและธูป มีมาลัยเป็นธงใหญ่งามต่างๆ
ก็ในบุพนิมิต ๓๒ นั้น เป็นไฉนในสรรพคุณแห่งความเป็น "พระพุทธเจ้า"
๑. ความไหวแห่งหมื่นโลกธาตุ เป็นบุพนิมิตแห่งการได้พระสัพพัญญุตญาณของพระองค์
๒. การประชุมเทวดาทั้งหลายในจักรวาลเดียว เป็นบุพนิมิตแห่งการประชุมพร้อมเพรียงกันรับธรรม
ในกาลที่พระองค์ทรงแสดงพระธรรมจักร
๓. การรับของเทวดาทั้งหลายก่อน เป็นบุพนิมิตแห่งการได้รูปาวจรฌาน ๔
๔. การรับของมนุษย์ทั้งหลายภายหลัง เป็นบุพนิมิตแห่งการได้อรูปวจรฌาน ๔
๕. การประโคมของกลองหุ้มหนังและกลองทั้งหลายได้เอง เป็นบุพนิมิตแห่งการยังมหาชน
ให้ได้ยินเสียงกลองธรรมขนาดใหญ่
๖. การบรรเลงเสียงเพลงได้เองของพิณและอาภรณ์เครื่องประดับ เป็นบุพนิมิตแห่งการได้อนุบุพวิหารสมาบัติ.
๗. การที่เครื่องพันธนาการขาดหลุดได้เอง เป็นบุพนิมิตแห่งการตัดอัสมิมานะ
๘. การปราศจากโรคทุกอย่างของมหาชน เป็นบุพนิมิตแห่งการได้ผลแห่งสัจจะ ๔
๙. การเห็นรูปของคนตาบอดแต่กำเนิด เป็นบุพนิมิตแห่งการได้ทิพยจักษุ
๑๐. การได้ยินเสียงของคนหูหนวก เป็นบุพนิมิตแห่งการได้ทิพโสตธาตุ
๑๑. การเกิดอนุสสติของคนใบ้แต่กำเนิด เป็นบุพนิมิตแห่งการได้สติปัฏฐาน ๔
๑๒. การเดินไปได้ด้วยเท้าของคนขาพิการ เป็นบุพนิมิตแห่งการได้อิทธิบาท ๔
๑๓. การกลับมาสู่ท่าเรือสุปัฏฏนะได้เองของเรือที่ไปต่างประเทศ เป็นบุพนิมิตแห่งการบรรลุปฏิสัมภิทา ๔
๑๔. การรุ่งโรจน์ได้เองของรัตนะทั้งหลาย เป็นบุพนิมิตแห่งการได้แสงสว่างในธรรม
๑๕. การดับของไฟในนรก เป็นบุพนิมิตแห่งการดับไฟ ๑๑ กอง
๑๖. การไม่ไหลแห่งน้ำในแม่น้ำทั้งหลาย เป็นบุพนิมิตแห่งการได้จตุเวสารัชชญาณ
๑๗. แสงสว่างในโลกันตริกนรก เป็นบุพนิมิตแห่งการกำจัดความมืดคืออวิชชา แล้วเห็นแสงสว่างด้วยญาณ
๑๘. ความที่มหาสมุทรมีน้ำอร่อย เป็นบุพนิมิตแห่งความที่ธรรมวินัยมีรสเดียว คือ รสพระนิพพาน
๑๙. ความไม่พัดแห่งลม เป็นบุพนิมิตแห่งการทำลายทิฏฐิ ๖๒
๒๐. ความที่ต้นไม้ทั้งหลายออกดอกบาน เป็นบุพนิมิตแห่งความที่ธรรมวินัยออกดอกบาน โดยดอก คือ วิมุตติ
๒๑. ความจรัสแสงยิ่งของดวงจันทร์ เป็นบุพนิมิตแห่งความที่พระองค์เป็นที่รักใคร่ของคนเป็นอันมาก
๒๒. ความที่ดวงอาทิตย์สุกใสแต่ไม่ร้อนแรง เป็นบุพนิมิตแห่งความเกิดขึ้นแห่งความสุขกายสุขใจ
๒๓. การโผบินจากท้องฟ้าเป็นต้นสู่แผ่นดินของฝูงนก เป็นบุพนิมิตแห่งการฟังพระโอวาท
แล้วถึงสรณะด้วยชีวิตของมหาชน
๒๔. การตกลงมาแห่งเมฆฝนที่เป็นไปในทวีปทั้ง ๔ ห่าใหญ่ เป็นบุพนิมิตแห่งฝน คือ ธรรมขนาดใหญ่
๒๕. การอยู่ในภพของตนๆ ระเริงเล่นด้วยการฟ้อนรำเป็นต้นของเทวดาทั้งหลาย
เป็นบุพนิมิตแห่งการทรงบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ทรงเปล่งพระอุทาน
๒๖. การเปิดได้เองของประตูเล็กและบานประตูใหญ่ เป็นบุพนิมิตแห่งการเปิดประตู คือ มรรคมีองค์ ๘
๒๗. ความไม่มีความหิวบีบคั้น เป็นบุพนิมิตแห่งการได้อมตะด้วยกายคตาสติ
๒๘. ความไม่มีความกระหายบีบคั้น เป็นบุพนิมิตแห่งความมีความสุขโดยสุขในวิมุตติ
๒๙. ความได้เมตตาจิตของผู้มีเวรทั้งหลาย เป็นบุพนิมิตแห่งการได้พรหมวิหาร ๔
๓๐. ความที่หมื่นโลกธาตุ มีธงคันหนึ่งเป็นมาลัย เป็นบุพนิมิตแห่งความที่พระศาสนามีธงอริยะเป็นมาลัย
๓๑-๓๒. ส่วนคุณวิเศษที่เหลือ พึงทราบว่าเป็นบุพนิมิตแห่งการได้พุทธคุณที่เหลือ.

เมื่อพระนางสิริมหามายา พระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงพระครรภ์แก่จวนจะประสูติ พระนางได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระสวามี ให้แปรพระราชฐานไปประทับ ณ กรุงเทวทหะ ซึ่งเป็นพระนครที่เกิดของพระนาง เพื่อประสูติพระราชกุมารในตระกูลของพระนาง ซึ่งเป็นไปตามประเพณีนิยมในสมัยนั้น ตามธรรมเนียมของชาวชมพูทวีปในยุคนั้นสตรีที่มีครรภ์แก่จะเดินทางกลับไปคลอดที่บ้านฝ่ายบิดามารดาของตน พระนางสิริมหามายาเทวีจึงกราบถวายบังคมลาพระเจ้าสุทโธทนะพระราชสวามี เสด็จขึ้นวอทองแวดล้อมด้วยเหล่าข้าราชบริพารออกจากรุงกบิลพัสดุ์ในเวลาเช้า มุ่งหน้าสู่เทวทหะนคร อันเป็นเมืองแห่งเหล่าสกุลเดิมของพระนาง คือ โกลิยวงศ์ แต่ในขณะเสด็จแวะพักผ่อนพระอิริยาบถใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์และกรุงเทวหทะ พระนางก็ได้ประชวรพระครรภ์ ฝ่ายข้าราชบริพารและเหล่าเทพเทวดาก็ได้จัดสถานที่เพื่อมีพระประสูติกาล พระนางก็ได้ประสูติพระโอรส ณ ใต้ต้นสาละนั้น ในเวลาประสูติพระนางประทับยืนใช้พระหัตถ์ขวาเหนี่ยวต้นสาลพฤกษ์ หรือต้นรัง พระราชกุมารได้ประสูติ ณ สถานที่นั้นโดยสวัสดี
พระโพธิสัตว์ไม่เปรอะเปื้อนด้วยครรภ์มลทิน เมื่อประสูติจากครรภ์พระวรกายของพระราชกุมารบริสุทธิ์ผุดผ่องใสสะอาดประดุจแก้วมณี และยังไม่ทันถึงพื้นปฐพี ท้าวสุทธาวาสมหาพรหมทั้ง ๔ ได้ใช้ข่ายทองรองรับ ท่ออุทกธาราอันเป็นสีโตทก และอุณโหทก คือท่อน้ำเย็นน้ำร้อน ก็ไหลหลั่งลงมาจากอากาศ สรงพระวรกายพระราชกุมารกับพระราชมารดา ท้าวมหาพรหมจึงทรงทิพยเศวตฉัตรกางกั้น เหล่าเทพเทวาที่เสด็จมาเฝ้าต่างโปรยปรายดอกบุปผาชาติและของหอมเพื่อเป็นการบูชา
พระโพธิสัตว์แสด็จพระราชดำเนินไปได้ ๗ ก้าว ก็มีปทุมชาติดอกบัวรองรับพระบาท ประทับยืนบนทิพยปทุมบุปผชาติอันมีกลีบถึง ๑๐๐ กลีบ ทรงเปล่งพระวาจาเป็นบุพนิมิตแห่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ ด้วยอัศจรรย์ว่า
"อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺสมึ เชฏฺโฐ เสฏฺโฐ อนุตฺตโร
อยมนฺ เม ชาติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว"
"ในโลกนี้เราเป็นยอด เป็นผู้เจริญที่สุด เป็นผู้ประเสริฐที่สุด
การเกิดของเราจักมีเป็นครั้งสุดท้าย ภพใหม่ต่อไปไม่มี"
ซึ่งวันที่ทรงประสูตินั้นตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ หรือ เพ็ญวิสาขะ ในเวลาใกล้เที่ยง ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี ครั้นพระกุมารประสูติได้ ๕ วันก็ได้รับการถวายพระนามว่า “สิทธัตถะ” แปลว่า “ผู้มีความต้องการสำเร็จ”
ฝ่ายพระนางสิริมหามายาเทวีราชมารดา เมื่อประสูติพระราชกุมารได้ ๗ วันก็เสด็จทิวงคต ไปบังเกิดเป็นเทพบุตรในสวรรค์ชั้นที่ ๔ คือ ชั้นดุสิต พระเจ้าสุทโธทนะพระราชบิดาได้อภิเษกพระนางมหาปชาบดีโคตมี อันเป็นพระกนิษฐภคินีของพระนางสิริมหามายาเป็นพระอัครมเหสี ต่อมามีพระราชบุตรและพระราชบุตรีร่วมกันรวม ๒ องค์ คือเจ้าชายนันทะ หรือพระนันทะ และ เจ้าหญิงรูปนันทา หรือภิกษุณี พระรูปนันทาเถรี
ในวันที่พระโพธิสัตว์ประสูตินั้นมีผู้ที่เป็นสหชาติ คือ เกิดใน วัน เดือน ปีเดียวกัน กับเจ้าชายสิทธัตถะ มีดังนี้
๑. พระนางพิมพา ต่อมาได้เป็นอัครมเหสีของเจ้าชายสิทธัตถะและให้กำเนิดพระราหุลกุมาร
๒. พระกุมารอานนท์ ต่อมาตามเสด็จออกบรรพชาจนสำเร็จอรหันต์และเป็นพระมหาพุทธอุปัฏฐาก
๓. กาฬุทายี บุตรของอำมาตย์ ต่อมาได้ตามเสด็จออกบรรพชาและสำเร็จอรหันต์
๔. นายฉันนะกุมาร บุตรมหาดเล็ก ซึ่งเป็นผู้ตามเสด็จในวันที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออก
บรรพชาและต่อมาตามเสด็จออกบวชจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์
๕. ม้ากัณฐกอัศวาร เป็นม้าทรงที่เจ้าชายสิทธัตถะใช้เสด็จออกจากพระนครเพื่อบรรพชา
๖. ต้นพระศรีมหาโพธิ์งอก ต่อมาเป็นมหาโพธิบัลลังก์ต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าประทับในวันตรัสรู้
๗. ขุมทรัพย์ทั้ง ๔ อันมีนาม สังขนิธี เอลนิธี อุบลนิธี บุณฑริกนิธี ซึ่งหากพระองคดำรงเพศ
ฆราวาสจะมีพระราชทรัพย์ในพระคลังมากมายมหาศาล
เมื่อทราบข่าวการประสูติของพระราชกุมาร บรรดาเหล่ากษัตริย์ทั้งสองพระนคร คือ ฝ่ายราชวงศ์ศากยะแห่งกบิลพัสดุ์ และราชวงศ์โกลิยะแห่งเทวทหะ ต่างมีความปีติโสมนัส พระเจ้าสุทโธทนะได้จัดขบวนแห่งแหนอันประกอบด้วยดุริยางศ์ดนตรีประโคม แวดล้อมด้วยเหล่าข้าราชบริพาร เชิญเสด็จพระราชเทวีและพระราชกุมารเข้าสู่พระนคร แล้วจัดพิธีเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่
๑. ทิพยรัตนจักรแก้ว งามบริสุทธิ์ มีมหิทธิฤทธิ์ให้สำเร็จสมความประสงค์ทุกประการ
๒. พญาคชสารหัสดินรัตนสาร คือ ช้างแก้วประเสริฐ
๓. พญาอัสดรรัตนมัย คือ ม้าแก้วสินธพชาติตัวประเสริฐ
๔. ดวงจินดารัตนมณี คือ แก้วมณีอันโชติช่วงรัศมี
๕. ดรุณรัตนนารี คือ นางแก้วคู่บารมีสำหรับบรมกษัตริย์
๖. คหบดีรัตนะ คือ ขุนคลังแก้วคู่บารมี
๗. ปรินายกรัตนะ คือ ขุนพลแก้วคู่บารมี
“มหาบุรุษลักษณะ” เป็นคำเรียกลักษณะของพระพุทธเจ้าก่อนที่จะตรัสรู้
ลักษณะของมหาบุรุษมี ๓๒ ประการ คือ
๑. มีพระบาทราบเสมอกัน (มีฝ่าเท้าราบเสมอกัน)
๒. ลายพื้นพระบาทเป็นจักร (พื้นพระบาทเป็นรูปรอยล้อเกวียน คือธรรมจักรนำชีวิต
ไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ดุจล้อนำไป สู่ที่หมาย)
๓. มีส้นพระบาทยาว (ถ้าแบ่ง ๔ ส่วน พระชงฆ์หรือแข้งตั้งอยู่ในส่วนที่ ๓)
๔. มีนิ้วยาวเรียว (หมายถึงนิ้วพระหัตถ์หรือนิ้วมือและพระบาทยาวเรียว)
๕. ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม
๖. ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีลายดุจตาข่าย
๗. มีพระบาทเหมือนสังข์คว่ำ อัฐิหรือกระดูกข้อพระบาทตั้งลอยอยู่หลังพระบาท
กลับกลอกได้คล่อง เมื่อทรงดำเนินหรือเดินผิดกว่าสามัญชน
๘. พระชงฆ์เรียวดุจแข้งเนื้อทราย
๙. เมื่อยืนตรง พระหัตถ์ทั้งสองลูบจับพระชานุ (พระชานุ = เข่า)
๑๐. มีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก (พระคุยหะ = อวัยวะที่ลับ)
๑๑. มีฉวีวรรณ(ผิว)ดุจสีทอง
๑๒. พระฉวีละเอียด
๑๓. มีเส้นพระโลมาเฉพาะขุมละเส้น ๆ (พระโลมา = ขน)
๑๔. เส้นพระโลมาดำสนิทเวียนเป็นทักขิณาวัฏ มีปลายงอนขึ้นข้างบน
(ทักขิณาวัฏ = วนเลี้ยวทางขวาอย่างเข็มนาฬิกา)
๑๕. พระกายตั้งตรงดุจท้าวมหาพรหม
๑๖. มีพระมังสะอูมเต็มในที่ ๗ แห่ง (พระมังสะ=เนื้อ คือ หลังพระหัตถ์ทั้ง ๒
และหลังพระบาททั้ง ๒ , พระอังสา(บ่า)ทั้ง ๒, กับลำพระศอ(ลำคอ)}
๑๗. มีส่วนพระสรีระกายบริบูรณ์ (ล่ำพี) ดุจกึ่งท่อนหน้าแห่งพญาราชสีห์ (สรีระ = ร่างกาย)
๑๘. พระปฤษฎางค์ราบเต็มเสมอกัน (พระปฤษฎางค์ = ส่วนหลัง,ข้างหลัง)
๑๙. ส่วนพระกายเป็นปริมณฑล ดุจปริมณฑลแห่งต้นไทร(พระกายสูงเท่ากับวาของพระองค์,
๑ วา = เท่ากับ ๔ ศอก ประมาณ 2 เมตร)
๒๐. มีลำพระศอ กลมงามเสมอตลอด
๒๑. มีเส้นประสาทสำหรับรสพระกระยาหารอันดี
๒๒. มีพระหนุดุจคางแห่งราชสีห์ (มีคางโค้งเหมือนวงพระจันทร์)
๒๓. มีพระทนต์ ๔๐ ซี่ (มีฟันบน-ล่างข้างละ ๒๐ ซี่)
๒๔. มีพระทนต์เรียบเสมอกัน
๒๕. พระทนต์เรียบสนิทมิได้ห่าง
๒๖. เขี้ยวพระทนต์ทั้ง ๔ ขาวงามบริสุทธ์
๒๗. พระชิวหาอ่อนและยาว (มีลิ้นอ่อนและยาวอาจแผ่ปกถึงพระนลาฏใต้คือหน้าผากส่วนหัวคิ้ว)
๒๘. พระสุรเสียงดุจท้าวมหาพรหม ตรัสมีสำเนียงดุจนกการเวก
๒๙. พระเนตรแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด
๓๐. ดวงพระเนตรแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด
๓๑. มีอุณาโลมระหว่างพระขนง เวียนขวาเป็นทักขิณาวัฏ (คือขนระหว่างคิ้ว)
๓๒. มีพระเศียรงามบริบูรณ์ดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์ (พระเศียร = ศีรษะ)
