พุทธะดอทคอม

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๐:๒๗ น.

เหล่าเทวราชกราบทูลอัญเชิญพระบรมโพธิสัตว์จุติ

เหล่าเทวราชอัญเชิญพระโพธิสัตว์จุติ

พระบรมโพธิสัตว์ผู้ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ผู้บำเพ็ญบารมีโดยตั้งพระทัยว่าจะจุติไปบังเกิดในมนุษย์โลก เพื่อตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงธรรมสั่งสอนเหล่าเวไนยสัตว์ หรือผู้ที่พึงดัดหรืออบรมสั่งสอนได้

พระองค์ได้รับการกราบทูลอาราธนาอัญเชิญจากท้าวมหาพรหมและเหล่าเทวราชซึ่งเป็นตัวแทนหมู่มหาเทพในหมื่นโลกธาตุในสวรรค์ ได้เสด็จมาเฝ้าเพื่อทูลเชิญอาราธนาให้เสด็จลงไปจุติ ซึ่งพระบรมโพธิสัตว์ได้สถิตอยู่ที่สวรรค์ชั้นที่ ๔ ชื่อว่า ตุสิตา หรือ ตุสิตะ หรือ ชั้นดุสิต ซึ่งแปลว่า ยินดีชื่นบาน คือมีปีติอยู่ด้วยสิริสมบัติของตน พระโพธิสัตว์ทรงเป็นเทวราชปกครองทรงพระนามว่า “สันตุสิต” ซึ่ง พระโพธิสัตว์ผู้สร้างโพธิสมภาร ที่จะลงมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในมนุษย์โลก ย่อมสถิตอยู่ในชั้นนี้ เทพในชั้นนี้เป็นผู้รู้บุญรู้ธรรม เพราะพระโพธิสัตว์ได้ทรงแสดงธรรมสั่งสอนเนือง ๆ

และความโกลาหลอย่างขนานใหญ่ของเหล่าเทวดาามีอยู่สามสมัย คือสมัยเมื่อโลกจะวินาศ สมัยเมื่อ
พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้น
สมัยเมื่อพระเจ้าจักรพรรดิจะเกิดขึ้น ซึ่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่จะได้จุติในโลก
ได้ทรงเป็นพระโพธิ์สัตว์ประทับอยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิตนี้ ซึ่งกาลที่พระพุทธเจ้าจะทรงอุบัตินั้นเหล่าเทวดาก็เกิดโกลาหล
จึงได้พากันไปเฝ้าทูลอารธนาพระโพธิสัตว์ให้จุติลงไปตรัสซึ่งท้าวมหาพรหมได้กราบอาธนาทูลเชิญพระโพธิสัตว์
“สันตุสิต” ให้เสด็จลงไปจุติในภพใหม่โดยกราบทูลอาราธนาว่า

“ข้าแต่ท่านผู้โพธิสัตว์ บารมีทั้ง ๑๐ ประการที่ได้ทรงบำเพ็ญมาแล้วนั้น
บัดนี้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ ทั้งมิได้ปรารถนาทิพยสมบัติแห่งเทพและพรหม
แต่ทรงบำเพ็ญบารมีมาด้วยปรารถนาพระสัพพัญญุตญาณ เพื่อการตรัสรู้เผยแผ่ธรรม
สั่งสอนสัตว์ ช่วยให้มวลหมู่เวไนยสัตว์ให้พ้นทุกข์ จากวัฏสงสาร
ข้าแต่ท่านผู้โพธิสัตว์ ขณะนี้เป็นกาลเวลาและกาลสมัยที่ท่านผู้โพธิสัตว์
จะได้ไปตรัสเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ขอจงทรงรับคำทูลอารธนาเถิด”

อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๐:๒๗ น.

ดุสิตสวรรค์

ภาพพุทธประวัติจากวัดพระรามเก้า

สวรรค์ชั้นดุสิต
มีความกว้างใหญ่ไพศาล มี ท้าวสันดุสิต ซึ่งบรรลุเป็นพระโสดาบันแล้วนั้น เป็นผู้ปกครอง ภพที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดุสิตอยู่สูงขึ้นไปจากยอดเขาสิเนรุ อยู่ในอากาศเหนือสวรรค์ชั้นยามา 42,000 โยชน์ บนสวรรค์จะไม่มีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ทำให้ไม่มีเงา ไม่มีมุมมืดบนสวรรค์ อยู่ได้ด้วยความสว่างจากวัตถุสิ่งของต่างๆ เช่น กายทิพย์ของเหล่าเทวดา วิมาน สวน สระ สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ มีแต่ความสว่างด้วยความเป็นทิพยื จึงไม่ต้องอาศัยดวงอาทิตย์เหมือนจักรวาลโลก 

ลักษณะของสวรรค์ชั้นดุสิต จะไม่ได้กลมอย่างโลกมนุษย์ แต่จะกลมแบบราบ ถ้ามองจากสวรรค์ชั้นยามาขึ้นไป จะมองเห็นเป็นแสงสว่างนุ่มเนียนตา และถ้ามองจากสวรรค์ชั้นดุสิตขึ้นไป ก็จะเห็นแสงสว่างนุ่มเนียนตาของสวรรค์ชั้นนิมมานรดี หรือถ้ามองลงไปที่ดาวดึงส์ก็จะเห็นว่า มีขนาดเล็กนิดเดียว เพราะสวรรค์ชั้นดุสิตใหญ่กว่า

โครงสร้างของสวรรค์ชั้นดุสิต มีวิมานของท้าว "สันดุสิต" เป็นศูนย์กลางของสวรรค์ชั้นนี้ สวรรค์ชั้นดุสิตแบ่งออกเป็น 4เขต วนโดยรอบวิมานของท้าวสันดุสิต ดังนี้...

เขตที่ ๑. เป็นที่อยู่ของพระอริยเจ้า คือ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี ซึ่งอยู่ชั้นในสุด
เขตที่ ๒. เป็นที่อยู่ของนิยตโพธิสัตว์ คือ พระโพธิสัตว์ ที่ได้รับการพยากรณ์จาก
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน 
ซึ่งเขตบุญพิเศษของผู้ที่มีมโนปณิธาน จะรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปสู่ฝั่งพระนิพพาน
ให้หมดจนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม ก็จะอยู่ในเขตนี้ด้วย
เขตที่ ๓.  เป็นที่อยู่ของอนิยตโพธิสัตว์ คือ พระโพธิสัตว์ที่ยังไม่ได้รับพยากรณ์เป็น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังต้องสร้างบารมีอีกมาก
เขตที่ ๔.  เป็นที่อยู่ของผู้ที่ทำกุศลมาก และมีกำลังบุญมากพอที่จะได้อยู่สวรรค์ชั้นดุสิตนี้ 
เป็นเขตทั่วไป นอกเหนือจาก 3เขตแรก

สวรรค์ชั้นดุสิต มีความพิเศษกว่าสวรรค์ชั้นอื่นอยู่หลายประการ หนึ่งในความพิเศษนั้นก็คือ เป็นที่อยู่ของเหล่าพระบรมโพธิสัตว์ ที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตจำนวนมาก และเหล่าเทพบุตรที่สร้างบารมีเป็นพระสาวก เพื่อตามพระบรมโพธิสัตว์ลงมาตรัสรู้ในอนาคต

เหตุที่พระบรมโพธิสัตว์หรือบัณฑิตทั้งหลาย จึงปรารถนาที่จะได้มาบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ ทั้ง ๆ ที่กำลังบุญของแต่ละท่านนั้นมากมาย ปรารถนาที่จะไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นใดก็ได้ เหตุที่ท่านเลือกสวรรค์ชั้นนี้ มีข้อสังเกตอย่างน้อย 3ประการ คือ

๑.  พระโพธิสัตว์สามารถจุติลงมาได้ตามใจปรารถนา หมายความว่าโดยปกติเทวดา
มีเหตุแห่งการจุติหลายประการ เช่น หมดบุญก็มี หมดอายุขัยก็มี จุติเพราะความโกรธก็มี
แต่เหล่าพระบรมโพธิสัตว์ทั้งหลายในสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ เมื่อจะจุติลงมาสร้างบารมี
หรือมาบังเกิดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะนั่งทำสมาธิ อธิษฐานจิต สามารถดับวูบ
ลงมาเกิดได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ของชาวสวรรค์ชั้นอื่น ๆ
๒.  เนื่องจากสวรรค์ชั้นนี้ มีแต่บัณฑิต มีแต่พระบรมโพธิสัตว์ ล้วนแต่มีอัธยาศัย
คล้ายคลึงกัน ที่จะฝึกฝนตนเองและช่วยสรรพสัตว์ไปสู่ฝั่งพระนิพพาน ไม่ประมาท
ในการดำรงชีวิตเหมือนชาวสวรรค์ชั้นอื่น ๆ มักจะคบหาบัณฑิต พูดคุยสนทนาธรรมกัน
เพื่อความเบิกบานใจ และหมั่นไปฟังธรรมในวันพระ ซึ่งท่านท้าวสันดุสิตจะเป็นผู้
อัญเชิญพระบรมโพธิสัตว์ ที่มีบุญบารมีมาก มาแสดงธรรมให้ฟัง
๓.  ประมาณอายุทิพย์ของสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ คือ 4,000 ปีทิพย์ ซึ่งไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป
พอเหมาะพอดีที่จะเสวยสุข เพราะท่านจะต้องลงมาสร้างบารมีต่อ ถ้ามีอายุขัยนานเกินไป
จะทำให้เสียเวลา

อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๐:๒๖ น.

ปัญจมหาวิโลกนะ


เมื่อพระองค์ได้รับการกราบทูลอัญเชิญจากท้าวมหาพรหมและเหล่าเทวราชในสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น พระองค์ทรงพิจารนา “ปัญจมหาวิโลกนะ” ได้แก่การ “พิจารณาถึงสิ่งสำคัญ  ๕  ประการ” หรือ กาลสมัยอันสมควรทั้ง ๕ ประการ ดังนี้

๑.  กาลเวลา
๒.  ทวีป
๓.  กาลประเทศ
๔.  ราชตระกูล
๕.  พระมารดา

กาลเวลา คือ กาลเวลาแห่งอายุของมนุษย์ คือ ถ้ามนุษย์มีอายุมากเกินแสนปีขึ้นไป หรือต่ำกว่า
ร้อยปีลงมา ก็ไม่ใช่กาลที่จะลงมาตรัสรู้ เพราะยุคสมัยที่มนุษย์อายุมากเกินไปก็ไม่อาจเห็นพระไตรลักษณ์
หรือหากอายุสั้นเกินไปก็มีกิเลสหนามากไม่อาจเห็นธรรม แต่ในยุคนี้เป็นยุคที่มนุษย์มีอายุร้อยปี
จึงเป็นกาลที่จะลงมาตรัสรู้ได้
ทวีป ทรงเห็นว่าชมพูทวีปเป็นทวีปที่เหมาะสมที่จะลงมาตรัสรู้เหตุนี้พระบรมโพธสัตว์ซึ่งบังเกิดเป็น
สันดุสิตเทวราชเสวยทิพยสมบัติอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต เลือกลงมาจุติในชมพูทวีป เพราะถือเป็นทวีปที่
เจริญรุ่งเรืองที่สุดในยุคนั้น พระพุทธเจ้าทั้งปวงในอดีตล้วนประสูติในมัชฌิมประเทศ และกรุงกบิลพัลดุ์
แคว้นสักกะนั้นก็ตั้งอยู่ในมัชฌิมประเทศแห่งชมพูทวีป
กาลประเทศ ทรงเห็นว่า มัชฌิมประเทศ คือท้องถิ่นร่วมกลางชมพูทวีป ซึ่งบัดนี้อยู่ในอินเดีย
ปากีสถานเป็นส่วนมาก เลยเข้าไปในเนปาลบ้าง เช่น สถานที่ประสูติอยู่ในเนปาล เป็นสถานที่เหมาะ
ที่จะลงมาตรัสรู้
ราชตระกูล ทรงเห็นวงศ์ ศากยราชตระกูล และพระเจ้าสุทโธทนะจะทรงเป็นพระราชบิดาได้
พระราชมารดา คือ ทรงเห็นพระนางสิริมหามายามีศีลและบารมีธรรมที่ได้ทรงอบรมบ่มบำเพียร
สั่งสมมาเป็นเวลา ๑ อสงไขย และนับแต่นี้จะมีพระชนม์ชีพเหลืออีกเพียง ๑๐ เดือนกับอีก ๗ วัน
ซึ่งสมควรเป็นพระมารดาได้ ทั้งจะมีพระชนม์สืบไปจากเวลาที่พระโอรสประสูติเพียงเจ็ดวัน
สัตว์อื่นไม่อาจอาศัยคัพโภทร(ครรภ์)บังเกิดได้อีก อีกทั้งพระนางสิริมหามายาเทวีก็เป็นผู้รักษา
เบญจศีลาจารวัตรอันบริสุทธิ์

ส่วนสาเหตุที่ถือกำเนิดในวรรณะกษัตริย์แทนที่จะเป็นวรรณะพราหมณ์ เหล่าบูรพาจารย์ได้แสดงความคิดเห็นไว้ว่า พราหมณ์กับวรรณกษัตริย์แข่งขันกันอยู่ว่าใครสูงกว่ากัน และวรรณะพราหมณ์มักชนะอยู่เสมอเพราะการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องไตรเพท คือได้เรียนศิลปวิทยา และได้รับความเคารพนับถือจากคนทุกวรรณะ ครั้นถึงสมัยพุทธกาลเหล่าวรรณะกษัตริย์จึงเริ่มอยู่เหนือวรรณะพราหมณ์ เนื่องจากได้ศึกษาพระเวทจนเจนจบ และออกบรรพชาแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง จนในที่สุดมีความรู้เหนือวรรณะพราหมณ์และเอาพวกพราหมณ์เป็นบริวารได้

อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๐:๒๖ น.

บุพนิมิต ๕ ประการ

ภาพพุทธประวัติจากวัดพระรามเก้า

ครั้นพระโพธิสัตว์ทรงเห็นสถานะทั้ง ๕ มีครบบริบูรณ์แล้ว จึงทรงรับอาราธนาจากเหล่าเทวราช
เหตุที่จะรู้ว่าพระโพธิสัตว์เทพใกล้จะจุตินั้น เพราะได้เกิด บุพนิมิต ๕ ประการ แก่พระองค์ คือ

๑.  ทิพยบุปผาที่ประดับพระวรกายเหี่ยวแห้ง
๒.  ทิพยภูษาทรงมีสีเศร้าหมอง
๓.  พระเสโทไหลจากพระกัจฉะ (รักแร้)
๔.  พระสรีรกายปรากฏอาการชรา
๕.  มีพระหทัยเป็นทุกข์เหนื่อยหน่ายจากเทวโลก ไม่ยินดีที่จะสถิตในทิพยอาสน์

ครั้นเห็นว่าอยู่ในสถานะอันสมควรแล้ว จึงทรงรับคำทูลของท้าวมหาพรหม  แล้วจึงได้เสด็จจุติลงมา
ปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางสิริมหามายาเทวี พระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ

อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๐:๒๖ น.

พระนางสิริมหามายาทรงสุบินนิมิต

ซึ่งในคืนวันเพ็ญเดือน ๘ พระนางสิริมหามายาผู้จะได้เป็นพระพุทธมารดา ทรงอธิษฐานสมาทานอุโบสถศีล ในยามใกล้รุ่งได้ทรงสุบินนิมมิตว่า ท้าวจตุมหาราชทั้งสี่ได้มายกพระองค์พร้อมกับพระแท่นที่บรรทมทูลเชิญไปยังป่าหิมพานต์  เหล่าเทพธิดาทั้ง ๔ ได้ทูลเชิญพระนางเสด็จไปสรงน้ำในสระอโนดาต ชำระล้างมลทินแห่งมนุษย์ แล้วทรงผลัดด้วยผ้าทิพย์ ลูบไล้ด้วยของหอม ทรงประดับบุปผชาติอันเป็นทิพย์ แล้วเชิญเสด็จเข้าที่บรรทมบนพระแท่นในวิมานทอง ในภูเขาเงิน ทรงบ่ายพระเศียรไปยังทิศตะวันออก ขณะนั้นมีพระยาช้างเผือกชูงวงจับดอกบัวขาวที่เพิ่งแย้มบานกลิ่นจากภูเขาทองด้านทิศตะวันออก ร้องก้องโกญจนาทเดินเข้าไปในวิมาน กระทำประทักษิณาวัตรเวียนพระแท่น ๓ รอบ

ซึ่งในวันรุ่งขึ้นพระนางได้ทรงกราบทูลถึงพระสุบินนิมิตนั้นแด่พระสวามี พระเจ้าสุทโธทนะจึงทรงมีรับสั่งให้พราหมณ์ประจำราชสำนักทำนายนิมิตฝันนั้น เหล่าพราหมณ์ได้พากันทำนายว่า

“พระนางสิริมหามายาทรงพระครรภ์พระองค์จักมีพระราชโอรส
พระโอรสนั้นถ้าอยู่ครองราชก็จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
แต่ถ้าเสด็จออกบวช  จักได้เป็นพระพุทธเจ้า”

เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์นั้น พระครรภ์บริสุทธิ์ไม่แปดเปื้อนด้วยครรภ์มลทินและประทับนั่งสมาธิอยู่ในพระครรภ์ ไม่คุดคู้เหมือนเด็กทารกอื่น พระราชมารดาทรงทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ซึ่งอยู่ในพระครรภ์ ท้าวจตุมหาราชทั้ง ๔ ได้ถวายการอารักขาเพื่อป้องกันมิให้เกิดอุปัทวันตรายแก่พระโพธิสัตว์และพระราชมารดา

อ่านเพิ่มเติม ...

หน้าที่ 1 จาก 8 หน้า

วิดิทัศน์ธรรม

ธรรมประพันธ์

เสียงอ่านธรรม

พระธรรมเทศนา