พุทธะดอทคอม

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๐:๒๖ น.

บุพนิมิต ๓๒ ประการ


ในหนังสือพระปฐมสมโพธิกถา พระนิพนธ์สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส กล่าวถึงลางบอกเหตุอัศจรรย์หรือ
บุพนิมิต ๓๒ ประการ เมื่อพระมหาโพธิสัตว์เสด็จปฏิสนธิในครรภ์พระพุทธมารดา  ทรงประสูติ ทรงตรัสรู้ และปรินิพพาน เช่น

โลกนรกอันเคยมืดมนอยู่เป็นนิตย์เกิดสว่างไสว
ไฟนรกอเวจีอันร้อนแรงนั้นก็พลันดับลง
ผู้ที่ตาพิการกลับมองเห็น
ผู้ที่หูหนวกกลับได้ยิน
ผู้ที่เป็นใบ้กลับเจรจาได้
ผู้ที่เป็นง่อยเปลี้ยขาเสียกลับเดินเหินได้
ผู้ที่หลังค่อมกลับเหยียดตรงขึ้นได้
สัตว์ทั้งหลายอันต้องพันธนาการคุมขังต่างเป็นอิสระโดยอัตโนมัติ
เครื่องดนตรีสรรพดุริยางค์ทั้งหลายต่างประโคมบรรเลงเองอย่างไพเราะ
อาภรณ์และแก้วจินดามณีรัตนะทั้งหลายในจักรวาลโลกธาตุเปล่งแสงโอภาส
พายุใหญ่กลับสงบลง
ดอกไม้ ดอกบัวในสระพากันเบ่งบาน
เหล่าต้นไม้ต่างผลิดอกออกผล
เกิดฝนทิพย์ประกอบด้วยมวลดอกบุปผาชาติตกลงมาจากฟากฟ้า
ดวงจันทร์และดวงดาวในฟากฟ้าต่างเปล่งแสงเจิดจรัสยิ่ง
แสงแห่งพระอาทิตย์กลับเย็นสบาย ไม่มีความร้อนปรากฏ
เรือหรือพาหนะที่เดินทางไป ต่างกลับมาที่เดิมได้ด้วยตนเอง
แม่น้ำทั้งหลายที่หลั่งไหลอยู่ก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ไหลต่อ
คลื่นในทะเลและมหาสมุทรสงบนิ่ง
น้ำทะเลมีรสจืดสนิท ไม่มีความเค็มของน้ำทะเลปรากฏอยู่
ฝูงนก ก็ร่าเริงลงจากฟากฟ้าและต้นไม้ มาอยู่พื้นดินเบื้องล่าง
เมฆฝนที่อยู่ใน ๔ มหาทวีป ก็หลั่งน้ำฝนรสอร่อยไปโดยรอบ
ในขณะนั้น ประตูเล็กบานประตูใหญ่ก็เปิดได้เอง 
ความอดอยากหิวระหาย มิได้บีบคั้นมหาชน ไม่ว่าโลกไหน ๆ
ส่วนหมู่สัตว์ที่เป็นเวรกันเป็นนิตย์ ก็ได้เมตตาจิตเป็นอย่างยิ่ง
สัตว์ทั้งหลาย ทั้งฝูงกาก็เที่ยวไปกับฝูงนกเค้าแมว ฝูงหมาป่า ก็ยิ้มแย้มกับฝูงหมู
งูมีพิษ ทั้งงูไม่มีพิษ ก็เล่นหัวกับพังพอนทั้งหลาย 
ฝูงหนูบ้าน มีใจคุ้นกันสนิทก็จับกลุ่มกันใกล้กับหัวของแมว
ความกระหายน้ำ ในโลกของปีศาจ ที่ไม่ได้น้ำมาเป็นพุทธันดร ก็หายไป
ส่วนหมู่สัตว์ที่มีจิตเลื่อมใส ก็กล่าวปิยวาจาแก่กันและกัน
ฝูงม้าที่มีใจร่าเริงก็ลำพองร้อง แม้ฝูงช้างใหญ่เมามันก็ส่งเสียงโกญจนาท
รอบๆ หมื่นโลกธาตุ ก็เกลื่อนกลาดด้วยจุรณจันทน์หอมกรุ่น อบอวลหวลหอมด้วยกลิ่นดอกไม้ 
หญ้าฝรั่นและธูป มีมาลัยเป็นธงใหญ่งามต่างๆ 

ก็ในบุพนิมิต ๓๒ นั้น เป็นไฉนในสรรพคุณแห่งความเป็น "พระพุทธเจ้า"

๑.   ความไหวแห่งหมื่นโลกธาตุ เป็นบุพนิมิตแห่งการได้พระสัพพัญญุตญาณของพระองค์ 
๒.   การประชุมเทวดาทั้งหลายในจักรวาลเดียว เป็นบุพนิมิตแห่งการประชุมพร้อมเพรียงกันรับธรรม
ในกาลที่พระองค์ทรงแสดงพระธรรมจักร 
๓.   การรับของเทวดาทั้งหลายก่อน เป็นบุพนิมิตแห่งการได้รูปาวจรฌาน ๔ 
๔.   การรับของมนุษย์ทั้งหลายภายหลัง เป็นบุพนิมิตแห่งการได้อรูปวจรฌาน ๔ 
๕.   การประโคมของกลองหุ้มหนังและกลองทั้งหลายได้เอง เป็นบุพนิมิตแห่งการยังมหาชน
ให้ได้ยินเสียงกลองธรรมขนาดใหญ่ 
๖.   การบรรเลงเสียงเพลงได้เองของพิณและอาภรณ์เครื่องประดับ เป็นบุพนิมิตแห่งการได้อนุบุพวิหารสมาบัติ. 
๗.   การที่เครื่องพันธนาการขาดหลุดได้เอง เป็นบุพนิมิตแห่งการตัดอัสมิมานะ 
๘.   การปราศจากโรคทุกอย่างของมหาชน เป็นบุพนิมิตแห่งการได้ผลแห่งสัจจะ ๔ 
๙.   การเห็นรูปของคนตาบอดแต่กำเนิด เป็นบุพนิมิตแห่งการได้ทิพยจักษุ 
๑๐. การได้ยินเสียงของคนหูหนวก เป็นบุพนิมิตแห่งการได้ทิพโสตธาตุ 
๑๑. การเกิดอนุสสติของคนใบ้แต่กำเนิด เป็นบุพนิมิตแห่งการได้สติปัฏฐาน ๔ 
๑๒. การเดินไปได้ด้วยเท้าของคนขาพิการ เป็นบุพนิมิตแห่งการได้อิทธิบาท ๔ 
๑๓. การกลับมาสู่ท่าเรือสุปัฏฏนะได้เองของเรือที่ไปต่างประเทศ เป็นบุพนิมิตแห่งการบรรลุปฏิสัมภิทา ๔ 
๑๔. การรุ่งโรจน์ได้เองของรัตนะทั้งหลาย เป็นบุพนิมิตแห่งการได้แสงสว่างในธรรม 
๑๕. การดับของไฟในนรก เป็นบุพนิมิตแห่งการดับไฟ ๑๑ กอง 
๑๖. การไม่ไหลแห่งน้ำในแม่น้ำทั้งหลาย เป็นบุพนิมิตแห่งการได้จตุเวสารัชชญาณ 
๑๗. แสงสว่างในโลกันตริกนรก เป็นบุพนิมิตแห่งการกำจัดความมืดคืออวิชชา แล้วเห็นแสงสว่างด้วยญาณ 
๑๘. ความที่มหาสมุทรมีน้ำอร่อย เป็นบุพนิมิตแห่งความที่ธรรมวินัยมีรสเดียว คือ รสพระนิพพาน 
๑๙. ความไม่พัดแห่งลม เป็นบุพนิมิตแห่งการทำลายทิฏฐิ ๖๒ 
๒๐. ความที่ต้นไม้ทั้งหลายออกดอกบาน เป็นบุพนิมิตแห่งความที่ธรรมวินัยออกดอกบาน โดยดอก คือ วิมุตติ 
๒๑. ความจรัสแสงยิ่งของดวงจันทร์ เป็นบุพนิมิตแห่งความที่พระองค์เป็นที่รักใคร่ของคนเป็นอันมาก 
๒๒. ความที่ดวงอาทิตย์สุกใสแต่ไม่ร้อนแรง เป็นบุพนิมิตแห่งความเกิดขึ้นแห่งความสุขกายสุขใจ 
๒๓. การโผบินจากท้องฟ้าเป็นต้นสู่แผ่นดินของฝูงนก เป็นบุพนิมิตแห่งการฟังพระโอวาท
แล้วถึงสรณะด้วยชีวิตของมหาชน 
๒๔. การตกลงมาแห่งเมฆฝนที่เป็นไปในทวีปทั้ง ๔ ห่าใหญ่ เป็นบุพนิมิตแห่งฝน คือ ธรรมขนาดใหญ่ 
๒๕. การอยู่ในภพของตนๆ ระเริงเล่นด้วยการฟ้อนรำเป็นต้นของเทวดาทั้งหลาย
เป็นบุพนิมิตแห่งการทรงบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ทรงเปล่งพระอุทาน 
๒๖. การเปิดได้เองของประตูเล็กและบานประตูใหญ่ เป็นบุพนิมิตแห่งการเปิดประตู คือ มรรคมีองค์ ๘ 
๒๗. ความไม่มีความหิวบีบคั้น เป็นบุพนิมิตแห่งการได้อมตะด้วยกายคตาสติ 
๒๘. ความไม่มีความกระหายบีบคั้น เป็นบุพนิมิตแห่งความมีความสุขโดยสุขในวิมุตติ 
๒๙. ความได้เมตตาจิตของผู้มีเวรทั้งหลาย เป็นบุพนิมิตแห่งการได้พรหมวิหาร ๔ 
๓๐. ความที่หมื่นโลกธาตุ มีธงคันหนึ่งเป็นมาลัย เป็นบุพนิมิตแห่งความที่พระศาสนามีธงอริยะเป็นมาลัย 
๓๑-๓๒. ส่วนคุณวิเศษที่เหลือ พึงทราบว่าเป็นบุพนิมิตแห่งการได้พุทธคุณที่เหลือ.

อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๐:๒๖ น.

พระประสูติกาลแห่งพระโพธิสัตว์

เมื่อพระนางสิริมหามายา พระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงพระครรภ์แก่จวนจะประสูติ พระนางได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระสวามี ให้แปรพระราชฐานไปประทับ ณ กรุงเทวทหะ ซึ่งเป็นพระนครที่เกิดของพระนาง เพื่อประสูติพระราชกุมารในตระกูลของพระนาง ซึ่งเป็นไปตามประเพณีนิยมในสมัยนั้น ตามธรรมเนียมของชาวชมพูทวีปในยุคนั้นสตรีที่มีครรภ์แก่จะเดินทางกลับไปคลอดที่บ้านฝ่ายบิดามารดาของตน พระนางสิริมหามายาเทวีจึงกราบถวายบังคมลาพระเจ้าสุทโธทนะพระราชสวามี เสด็จขึ้นวอทองแวดล้อมด้วยเหล่าข้าราชบริพารออกจากรุงกบิลพัสดุ์ในเวลาเช้า มุ่งหน้าสู่เทวทหะนคร อันเป็นเมืองแห่งเหล่าสกุลเดิมของพระนาง คือ โกลิยวงศ์ แต่ในขณะเสด็จแวะพักผ่อนพระอิริยาบถใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์และกรุงเทวหทะ พระนางก็ได้ประชวรพระครรภ์ ฝ่ายข้าราชบริพารและเหล่าเทพเทวดาก็ได้จัดสถานที่เพื่อมีพระประสูติกาล พระนางก็ได้ประสูติพระโอรส ณ ใต้ต้นสาละนั้น ในเวลาประสูติพระนางประทับยืนใช้พระหัตถ์ขวาเหนี่ยวต้นสาลพฤกษ์ หรือต้นรัง พระราชกุมารได้ประสูติ ณ สถานที่นั้นโดยสวัสดี

พระโพธิสัตว์ไม่เปรอะเปื้อนด้วยครรภ์มลทิน เมื่อประสูติจากครรภ์พระวรกายของพระราชกุมารบริสุทธิ์ผุดผ่องใสสะอาดประดุจแก้วมณี และยังไม่ทันถึงพื้นปฐพี ท้าวสุทธาวาสมหาพรหมทั้ง ๔ ได้ใช้ข่ายทองรองรับ ท่ออุทกธาราอันเป็นสีโตทก และอุณโหทก คือท่อน้ำเย็นน้ำร้อน ก็ไหลหลั่งลงมาจากอากาศ สรงพระวรกายพระราชกุมารกับพระราชมารดา ท้าวมหาพรหมจึงทรงทิพยเศวตฉัตรกางกั้น เหล่าเทพเทวาที่เสด็จมาเฝ้าต่างโปรยปรายดอกบุปผาชาติและของหอมเพื่อเป็นการบูชา

พระโพธิสัตว์แสด็จพระราชดำเนินไปได้ ๗ ก้าว ก็มีปทุมชาติดอกบัวรองรับพระบาท ประทับยืนบนทิพยปทุมบุปผชาติอันมีกลีบถึง ๑๐๐ กลีบ  ทรงเปล่งพระวาจาเป็นบุพนิมิตแห่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ ด้วยอัศจรรย์ว่า

"อคฺโคหมสฺมิ  โลกสฺสมึ  เชฏฺโฐ  เสฏฺโฐ  อนุตฺตโร
อยมนฺ เม ชาติ  นตฺถิทานิ  ปุนพฺภโว"

"ในโลกนี้เราเป็นยอด เป็นผู้เจริญที่สุด เป็นผู้ประเสริฐที่สุด 
การเกิดของเราจักมีเป็นครั้งสุดท้าย ภพใหม่ต่อไปไม่มี"

ซึ่งวันที่ทรงประสูตินั้นตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ หรือ เพ็ญวิสาขะ ในเวลาใกล้เที่ยง ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี ครั้นพระกุมารประสูติได้ ๕ วันก็ได้รับการถวายพระนามว่า “สิทธัตถะ” แปลว่า  “ผู้มีความต้องการสำเร็จ”

ฝ่ายพระนางสิริมหามายาเทวีราชมารดา เมื่อประสูติพระราชกุมารได้ ๗ วันก็เสด็จทิวงคต ไปบังเกิดเป็นเทพบุตรในสวรรค์ชั้นที่ ๔ คือ ชั้นดุสิต พระเจ้าสุทโธทนะพระราชบิดาได้อภิเษกพระนางมหาปชาบดีโคตมี อันเป็นพระกนิษฐภคินีของพระนางสิริมหามายาเป็นพระอัครมเหสี ต่อมามีพระราชบุตรและพระราชบุตรีร่วมกันรวม    ๒  องค์ คือเจ้าชายนันทะ หรือพระนันทะ และ เจ้าหญิงรูปนันทา หรือภิกษุณี พระรูปนันทาเถรี



อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๐:๒๕ น.

สหชาติทั้ง ๗

ในวันที่พระโพธิสัตว์ประสูตินั้นมีผู้ที่เป็นสหชาติ คือ เกิดใน วัน เดือน ปีเดียวกัน กับเจ้าชายสิทธัตถะ มีดังนี้

๑.  พระนางพิมพา ต่อมาได้เป็นอัครมเหสีของเจ้าชายสิทธัตถะและให้กำเนิดพระราหุลกุมาร
๒.  พระกุมารอานนท์ ต่อมาตามเสด็จออกบรรพชาจนสำเร็จอรหันต์และเป็นพระมหาพุทธอุปัฏฐาก
๓.  กาฬุทายี บุตรของอำมาตย์ ต่อมาได้ตามเสด็จออกบรรพชาและสำเร็จอรหันต์
๔.  นายฉันนะกุมาร บุตรมหาดเล็ก ซึ่งเป็นผู้ตามเสด็จในวันที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออก
บรรพชาและต่อมาตามเสด็จออกบวชจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์
๕.  ม้ากัณฐกอัศวาร เป็นม้าทรงที่เจ้าชายสิทธัตถะใช้เสด็จออกจากพระนครเพื่อบรรพชา
๖.  ต้นพระศรีมหาโพธิ์งอก ต่อมาเป็นมหาโพธิบัลลังก์ต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าประทับในวันตรัสรู้
๗.  ขุมทรัพย์ทั้ง ๔ อันมีนาม สังขนิธี เอลนิธี อุบลนิธี  บุณฑริกนิธี ซึ่งหากพระองคดำรงเพศ
ฆราวาสจะมีพระราชทรัพย์ในพระคลังมากมายมหาศาล

เมื่อทราบข่าวการประสูติของพระราชกุมาร บรรดาเหล่ากษัตริย์ทั้งสองพระนคร คือ ฝ่ายราชวงศ์ศากยะแห่งกบิลพัสดุ์ และราชวงศ์โกลิยะแห่งเทวทหะ ต่างมีความปีติโสมนัส พระเจ้าสุทโธทนะได้จัดขบวนแห่งแหนอันประกอบด้วยดุริยางศ์ดนตรีประโคม แวดล้อมด้วยเหล่าข้าราชบริพาร เชิญเสด็จพระราชเทวีและพระราชกุมารเข้าสู่พระนคร แล้วจัดพิธีเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่

อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๐:๒๕ น.

สมบัติจักพรรดิ ๗ ประการ

๑.  ทิพยรัตนจักรแก้ว งามบริสุทธิ์ มีมหิทธิฤทธิ์ให้สำเร็จสมความประสงค์ทุกประการ
๒.  พญาคชสารหัสดินรัตนสาร คือ ช้างแก้วประเสริฐ
๓.  พญาอัสดรรัตนมัย คือ ม้าแก้วสินธพชาติตัวประเสริฐ
๔.  ดวงจินดารัตนมณี คือ แก้วมณีอันโชติช่วงรัศมี
๕.  ดรุณรัตนนารี คือ นางแก้วคู่บารมีสำหรับบรมกษัตริย์
๖.  คหบดีรัตนะ คือ ขุนคลังแก้วคู่บารมี
๗.  ปรินายกรัตนะ คือ ขุนพลแก้วคู่บารมี

อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๐:๒๕ น.

มหาบุรุษลักษณะ ๓๒ ประการ

มหาบุรุษลักษณะ เป็นคำเรียกลักษณะของพระพุทธเจ้าก่อนที่จะตรัสรู้
ลักษณะของมหาบุรุษมี ๓๒ ประการ คือ

๑.    มีพระบาทราบเสมอกัน (มีฝ่าเท้าราบเสมอกัน)
๒.    ลายพื้นพระบาทเป็นจักร (พื้นพระบาทเป็นรูปรอยล้อเกวียน คือธรรมจักรนำชีวิต
ไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ดุจล้อนำไป สู่ที่หมาย)
๓.    มีส้นพระบาทยาว (ถ้าแบ่ง ๔ ส่วน พระชงฆ์หรือแข้งตั้งอยู่ในส่วนที่ ๓)
๔.    มีนิ้วยาวเรียว (หมายถึงนิ้วพระหัตถ์หรือนิ้วมือและพระบาทยาวเรียว)
๕.    ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม
๖.    ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีลายดุจตาข่าย
๗.    มีพระบาทเหมือนสังข์คว่ำ อัฐิหรือกระดูกข้อพระบาทตั้งลอยอยู่หลังพระบาท
กลับกลอกได้คล่อง เมื่อทรงดำเนินหรือเดินผิดกว่าสามัญชน
๘.    พระชงฆ์เรียวดุจแข้งเนื้อทราย
๙.    เมื่อยืนตรง พระหัตถ์ทั้งสองลูบจับพระชานุ (พระชานุ = เข่า)
๑๐.  มีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก (พระคุยหะ = อวัยวะที่ลับ)
๑๑.  มีฉวีวรรณ(ผิว)ดุจสีทอง
๑๒.  พระฉวีละเอียด
๑๓.  มีเส้นพระโลมาเฉพาะขุมละเส้น ๆ (พระโลมา = ขน)
๑๔. เส้นพระโลมาดำสนิทเวียนเป็นทักขิณาวัฏ มีปลายงอนขึ้นข้างบน 
(ทักขิณาวัฏ = วนเลี้ยวทางขวาอย่างเข็มนาฬิกา)
๑๕. พระกายตั้งตรงดุจท้าวมหาพรหม
๑๖. มีพระมังสะอูมเต็มในที่ ๗ แห่ง (พระมังสะ=เนื้อ คือ หลังพระหัตถ์ทั้ง ๒
และหลังพระบาททั้ง ๒ , พระอังสา(บ่า)ทั้ง ๒, กับลำพระศอ(ลำคอ)}
๑๗. มีส่วนพระสรีระกายบริบูรณ์ (ล่ำพี) ดุจกึ่งท่อนหน้าแห่งพญาราชสีห์ (สรีระ = ร่างกาย)
๑๘. พระปฤษฎางค์ราบเต็มเสมอกัน (พระปฤษฎางค์ = ส่วนหลัง,ข้างหลัง)
๑๙. ส่วนพระกายเป็นปริมณฑล ดุจปริมณฑลแห่งต้นไทร(พระกายสูงเท่ากับวาของพระองค์, 
๑ วา = เท่ากับ ๔ ศอก ประมาณ 2 เมตร)
๒๐. มีลำพระศอ กลมงามเสมอตลอด
๒๑. มีเส้นประสาทสำหรับรสพระกระยาหารอันดี
๒๒. มีพระหนุดุจคางแห่งราชสีห์ (มีคางโค้งเหมือนวงพระจันทร์)
๒๓. มีพระทนต์ ๔๐ ซี่ (มีฟันบน-ล่างข้างละ ๒๐ ซี่)
๒๔. มีพระทนต์เรียบเสมอกัน
๒๕. พระทนต์เรียบสนิทมิได้ห่าง
๒๖. เขี้ยวพระทนต์ทั้ง ๔ ขาวงามบริสุทธ์
๒๗. พระชิวหาอ่อนและยาว (มีลิ้นอ่อนและยาวอาจแผ่ปกถึงพระนลาฏใต้คือหน้าผากส่วนหัวคิ้ว)
๒๘. พระสุรเสียงดุจท้าวมหาพรหม ตรัสมีสำเนียงดุจนกการเวก
๒๙. พระเนตรแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด
๓๐. ดวงพระเนตรแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด
๓๑. มีอุณาโลมระหว่างพระขนง เวียนขวาเป็นทักขิณาวัฏ (คือขนระหว่างคิ้ว)
๓๒. มีพระเศียรงามบริบูรณ์ดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์ (พระเศียร = ศีรษะ)

อ่านเพิ่มเติม ...

วิดิทัศน์ธรรม

ธรรมประพันธ์

เสียงอ่านธรรม

พระธรรมเทศนา