ประสูติ (37)
หลังจากที่พระบรมโพธิสัตว์มหาบุรุษ ทรงเห็นว่าการแสวงหาหนทางตรัสรู้ ๒ ทางแรกนั้น คือ การศึกษาเรียนรู้จากสำนักอาฬารดาบส กาลามโคตร กับอุทกดาบส รามบุตร และ การกระทำทุกรกิริยา มิใช่หนทางแห่งพระโพธิญาณ จึงเปลี่ยนมาใช่หนทางที่ ๓ คือ มัชฌิมาปฏิปทา หรือ การบำเพ็ญเพียรทางจิตปฏิบัติ โดยทางสายกลาง แต่ทรงเห็นว่าสภาพร่างกายในตอนนี้ย่อมไม่สามารถที่จะปฏิบัติธรรมดังกล่าวได้ จึงเสด็จโคจรบิณฑบาตดุจกาลก่อน
ฝ่ายปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ต่างปรึกษากันว่า แม้พระโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญทุกรกิริยามาเป็นระยะเวลาถึง ๖ปี ก็ยังไม่อาจบรรลุสู่หนทางตรัสรู้ บัดนี้ได้ละเลิกหันมาเที่ยวบิณฑบาตและบริโภคอาหารเหมือนเดิมไหนเลยจะพบธรรมวิเศษได้ มีประโยชน์อันใดที่จะอยู่อุปัฏฐากพระองค์ต่อไป ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ จึงพากันเดินทางไปยังป่า อิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้กรุงพาราณสีและเข้าอาศัยอยู่ในป่าแห่งนั้นซึ่งอยู่ห่างจากตำบลอุรุเวลาเสนานิคมประมาณ ๑๕ โยชน์
พระบรมโพธิสัตว์มหาบุรุษ ทรงบำเพ็ญเพียรทางใจตามลำพังมาโดยตลอด จนถึงราตรี วันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ เมื่อบรรทมหลับพระองค์ทรง “ปัญจมหาสุบิน” เป็นบุพนิมิตมหามงคล ๕ ประการ อันเป็นการฝันในลักษณะลางบอกเหตุสำคัญล่วงหน้า
“ปัญจมหาสุบิน” เป็นบุพนิมิตมหามงคล ๕ ประการ ได้แก่
๑. ทรงพระสุบินว่า พระองค์เสด็จบรรทมหงายเหนือพื้นปฐพี พระเศียรหนุนภูเขาหิมพานต์ต่างพระเขนย
หรือหมอน พระหัตถ์ซ้ายหยั่งลงในมหาสมุทรทางทิศตะวันออก พระหัตถ์ขวาหยั่งลงทางทิศตะวันตก
และพระบาททั้งสองหยั่งลงในมหาสมุทรทางทิศใต้
๒. ทรงพระสุบินว่า ติณชาติ หรือหญ้าแพรก เส้นหนึ่งงอกออกจากพระนาภี หรือสะดือสูงขึ้นไปจนถึงท้องฟ้า
๓. ทรงพระสุบินว่า หมู่กิมิชาติ หรือหนอน ทั้งหลาย อันมีสีขาวบ้างดำบ้างเป็นอันมาก ไต่ขึ้นมาแต่พื้นพระบาท
ทั้งสองจนเต็มพระชงฆ์ หรือแข้ง และไต่ขึ้นมาถึงพระชานุมณฑล คือถึงหัวเข่า
๔. ทรงพระสุบินว่า หมู่สกุณชาติ หรือนก ทั้ง ๔ จำพวก มีสีต่าง ๆ กัน คือ สีเหลือง สีขาว สีแดง
และสีดำ บินจากทิศทั้ง ๔ ลงมาจับแทบพระบาทแล้วก็กลับกลายเป็นสีขาวไปทั้งสิ้น
๕. ทรงพระสุบินว่า พระองค์เสด็จขึ้นไปเดินจงกรมบนยอดภูเขาอันเต็มไปด้วยอาจม แต่อาจมเหล่านั้น
มิได้เปรอะเปื้อนพระยุคลบาท
เมื่อพระบรมโพธิสัตว์ตื่นบรรทม ทรงทำนายมหาสุบินนิมิตด้วยพระองค์เอง ครั้นทราบด้วยปัญญาว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงเบิกบานพระทัย เมื่อทรงปฏิบัติภารกิจส่วนพระองค์ สระสรงพระวรกายหมดจดดีแล้ว จึงเสด็จไปประทับ ณ ร่มไม้นิโครธพฤกษ์ (ต้นไทร) ในยามเช้าแห่งวันเพ็ญวิสาขปรุณมีดิถี หรือวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำกลางเดือน ๖ ซึ่งบางตำราบอกว่าตรงกับปีระกา
บรรดาบูรพาจารย์ได้ให้คำอรรถาธิบายเกี่ยวกับปัญจมหาสุบินไว้ว่า เป็นบุพนิมิตมหามงคล ๕ ประการ คือ
๑. พระบรมโพธิสัตว์มหาบุรุษ จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้เลิศในโลก ทั้ง ๓ อัน
ได้แก่ เทวโลก มนุษย์โลก และยมโลก
๒. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะได้ทรงประกาศสัจธรรมเผยแผ่อริยมรรคมีองค์ ๘ หรือ
มรรค ผล นิพพาน แก่เหล่าเทพยดาและมนุษย์ทั้งมวล
๓. เหล่าคฤหัสถ์ พราหมณ์และชนทั้งหลายจะเข้ามาสู่สำนักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอันมาก
และจะรับพระไตรสรณคมน์ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง
๔. ชาวโลกทั้งหลายทุกชั้นทุกวรรณะ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ และศูทร
เมื่อมาสู่สำนักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จะได้รู้ธรรมอันบริสุทธิ์หมดจดผ่อนใสโดยเท่าเทียมกัน
๕. แม้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะบริบูรณ์ด้วยลาภสักการะและปัจจัยทั้ง ๔ ที่ชาวโลกจากทุกทิศ
น้อมนำมาถวายด้วยความเลื่อมใส ศรัทธา แต่พระองค์ก็มิได้มีพระทัยข้องอยู่ในลาภสักการะนั้นให้เป็นมลทินแม้แต่น้อย
ณ หมู่บ้านอันตั้งอยู่ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ยังมีธิดาของเศรษฐีผู้หนี่งนามว่า สุชาดา ในวัยสาวนางเคยอธิษฐานต่อเทวดาอันสิงสถิตอยู่ ณ ต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งว่า
“ถ้าข้าพเจ้าได้สามีอันมีฐานะและชาติตระกูลเสมอกัน กับได้บุตรคนแรกเป็นผู้ชาย
จะกระทำบวงสรวงต่อรุกขเทวดา”
เมื่อนางได้สมความประสงค์ทุกประการในเวลาต่อมา จึงปรารถนาที่จะกระทำพลีกรรม คือบวงสรวงตามปฏิญาณหรือคำสัตย์ที่ตั้งไว้

ครั้นถึงเช้าวันเพ็ญวิสาขะ หรือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ อันเป็นวันครบรอบพระชันษา ๓๕ พรรษาของพระบรม
โพธิสัตว์มหาบุรุษ นางสุชาดาได้สั่งให้บ่าวไพร่ช่วยกันจัดแจงหุงข้าวมธุปายาส คือ หุงข้าวด้วยนมโค ซึ่ง
ข้าวมธุปายาสที่นางสุชาดาได้ทำนั้น นางได้จัดเตรียมด้วยความปราณีตพิถีพิถัน ด้วยการเลี้ยงแม่โคไว้รีดนม
จำนวน ๖๐ ตัว และนำน้ำนมของแม่โคทั้ง ๖๐ ตัวนั้น ใช้เลี้ยงแม่โคอื่นอีก ๕๐ ตัว และน้ำนมแห่งโคทั้ง ๕๐ ตัวนี้
เลี้ยงแม่โคตัวอื่นอีก ๒๕ ตัว แล้วนำน้ำนมแม่โค ๒๕ ตัวนี้เลี้ยงแม่โคอื่นอีก ๑๒ ตัว ในที่สุดนำน้ำนมแห่งแม่โค
๑๒ ตัวนี้ใช้เลี้ยงแม่โค ๖ ตัว แล้วคัดสรรแม่โคว่างามยิ่ง ๑ ตัว แล้วนำน้ำนมแม่โค ๑ ตัวนี้ ไปผสมกับแก่นจันทร์
และเครื่องเทศอันละเอียด แล้วเติมข้าวที่ได้จากการเก็บเกี่ยวคัดเลือกเมล็ดที่งดงามที่สุดในนาทุกแปลงนำมาผสม
เป็นข้าวมธุปายาส ข้าวยาคู หรือ ข้าวที่หุงด้วยน้ำนมโค เมื่อเสร็จแล้วจึงจัดใส่ถาดทองนำไปยังต้นนิโครธพฤกษ์
หรือต้นไทร ครั้นเห็นพระบรมโพธิสัตว์ที่ประทับอยู่มีรัศมีออกจากพระวรกายแผ่ซ่านไปทั่วปริมณฑล นางเข้าใจว่า
เป็นรุกขเทวดาจึงนำข้าวมธุปายาสน้อมเข้าไปถวายด้วยความโสมนัส ในเวลานั้นบาตรของพระบรมโพธิสัตว์ที่
ฆฏิกาพรหมถวายเมื่อครั้งเสด็จออกบรรพชา ได้อันตรธานหายไป พระองค์จึงทรงเหยียดพระหัตถ์ทั้งสองข้าง
ออกรับถาดข้าวมธุปายาสแล้วทอดพระเนตรแลดูนาง
นางสุชาดาจึงทูลถวายว่า
“ข้าแต่พระเป็นเจ้า ข้าพเจ้าขอถวายมธุปายาสกับทั้งภาชนะทองอันรองใส่
ขอพระองค์จงรับโดยควรแก่พระหฤทัยปรารถนา”
เมื่อถวายแล้วนางจึงทูลลากลับไปยังที่อยู่แห่งตนด้วยจิตใจอันปีติเบิกบาน ข้าวมธุปายาสของนางสุชาดา ถือเป็น
ภัตตาหารมื้อแรก หรือ การถวายอันสำคัญ ก่อนที่พระบรมโพธิสัตว์จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมื่อนางสุชาดาทูลลากลับไปแล้ว พระบรมโพธิสัตว์จึงเสด็จจากร่มนิโครธพฤกษ์ ทรงถือถาดมธุปายาสนั้นเสด็จ
สู่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เมื่อทรงพระวรกายแล้วจึงประทับนั่งริมฝั่งแม่น้ำนั้น บ่ายพระพักตร์สู่ถิ่นบรูพา คือตะวันออก
ทรงปั้นข้าวปธุปายาสเป็นปั้น ๆ ได้ ๔๙ ปั้น แล้วเสวยจนหมด ซึ่งถือเป็นอาหารทิพย์อันจะคุ้มได้ถึง ๔๙ วัน
ในการเสวยวิมุตติสุขภายหลังการตรัสรู้

เมื่อเสวยมธุปายาสทั้ง ๔๙ ปั้นแล้ว พระบรมโพธิสัตว์ทรงถือถาดทองเสด็จไปสู่แม่น้ำเนรัญชรา ครั้นถึงหาดทรายชายน้ำพระองค์จึงประทับนั่งคุกพระชานุ คือ นั่งคุกเข่า พระหัตถ์ซ้ายยันที่พระเพลาเบื้องซ้ายเพื่อค้ำกายไว้มั่น พระหัตถ์ขวาทรงถือถาดยื่นออกไปข้างหน้าวางลงบนกระแสน้ำ ตั้งพระหฤทัยอธิษฐานเสี่ยงพระบารมีว่า
“ถ้าจะได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ขอให้ถาดทองลอยทวนกระแสน้ำไปเถิด
แม้นว่ามิได้สำเร็จสมประสงค์ขอให้ถาดลอยล่องไปตามกระแสน้ำ”
แล้วทรงปล่อยถาดทองให้หลุดจากพระหัตถ์ ปรากฏว่าถาดทองนั้นแล่นทวนกระแสน้ำไปอย่างรวดเร็วประดุจม้าฝีเท้าเร็ว และจมลง ณ บริเวณที่น้ำวน ถาดทองนั้นตกลงไปสู่ภพพญานาค ซ้อนทับกับทาดทองของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ที่อธิษฐานไว้อีก ๓ ใบ
ในบัดนั้นถาดทองก็ได้เลื่อนลอยทวนกระแสชลทีขึ้นไปไกลประมาณ ๘๐ ศอก แล้วจมลงสู่นาคพิภพ กระทบกับถาดอันเป็นพุทธบริโภคแห่งพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ ในอดีต
ซึ่งในภัทรกัป คือ กัปอันเจริญ ได้แก่กัปปัจจุบันจะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้รวม ๕ พระองค์ได้แก่
๑. พระกกุสันธพุทธเจ้า
๒. พระโกนาคมนพุทธเจ้า
๓. พระกัสสปพุทธเจ้า
๔. พระโคตมหรือพระสมณโคดมพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน)
๕. พระศรีอาริยพุทธเจ้า หรือพระพุทธเจ้าที่จะมาตรัสรู้ในอนาคตกาล
ฝ่ายพญานาคราช ครั้นได้ยินเสียงถาดกระทบกันก็ตื่นจากบรรทมเสด็จลุกขึ้นดำรัสว่า “วันวานนี้ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกพระองค์หนึ่ง บัดนี้ได้บังเกิดอีกพระองค์หนึ่งแล้ว” แปลความนัยได้ประการหนึ่งว่าเพิ่งจะมีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมไปเมื่อไม่นานมานี้ หมายถึงพระกัสสปพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๓ นี่กำลังจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมเกิดขึ้นอีกแล้วหนอ ซึ่งหมายถึงพระสมณโคดมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน
พระบรมโพธิสัตว์มหาบุรุษ ทอดพระเนตรเห็นถาดทองลอยทวนกระแสชลเป็นนิมิตเหมือนดังอธิษฐานจึงทรงโสมนัส เสด็จสู่ร่มสาลพฤกษ์ ต้นสาละหรือต้นรัง อันร่มรื่น ครั้นถึงเวลาบ่ายจึงเสด็จออกจากสาลพฤกษ์เพื่อดำเนินไปสู่ร่มไม้อสัตถโพธิฤกษ์มณฑล ใต้ร่มโพธิ์ ในเวลานั้นโสตถิตพราหมณ์ ถือหญ้าคา ๘ กำเดินสวนทางมา เมื่อพบพระองค์ผู้มีพระสิริงามสง่าดุจพญาไกรสรสีหราชเกิดศรัทธาเลื่อมใสจึงนำหญ้าคาทั้ง ๘ กำนั้นน้อมเข้าไปถวาย
เมื่อพระบรมโพธิสัตว์ทรงรับหญ้าคาจากโสตถิตพราหมณ์แล้วจึงเสด็จบทจรไปสู่ร่มโพธิพฤกษ์ทางด้านทิศบรูพา หรือทิศตะวันออก พระองค์ทรงปูลาดหญ้าคาต่างบัลลังก์ ณ ควงไม้อสัตถโพธิพฤกษ์ แล้วประทับนั่งขัดสมาธิ อธิษฐานในพระหฤทัยว่า
“ถ้ากมลสันดานแห่งอาตมะภาพนี้ ยังไม้พ้นจากอาสวกิเลสกามคุณตราบใด
ถึงแม้นมาตรว่าหฤทัยแลเนื้อหนังทั้งเอ็นสมองอัฐิ
ตลอดถึงเลือดแลมันข้นจนทั่วสรีรกายก็ดีจะแห้งเหือด
เหลือแต่กระดูกและเส้นเอ็นก็ตาม ตราบใดที่ยังมิได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ
ตราบนั้นอาตมะจะไม่ลุกขึ้นทำลายสมาธิบัลลังก์นี้เลยเป็นนขาด"
ในหนังสือพระปฐมสมโพธิกถา กล่าวว่าเมื่อทรงปูลาดหญ้าคาทั้ง ๘ กำ ณ ควงไม้มหาโพธิ์ พระบรมโพธิสัตว์มหาบุรุษได้ทรงตั้งสัตยาธิษฐาน ว่า “ถ้าจะตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ ขอจงบังเกิดเป็นรัตนบัลลังก์ปรากฏในที่นี้” พลันวชิรอาสน์รัตนบัลลังก์ คือบัลลังก์แก้ว อันวิจิตรงามตระการสูง ๑๔ ศอกโดยประมาณก็พลันอุบัติขึ้นแทนบัลลังก์หญ้าคาด้วยบุญญานุภาพแห่งพระบรมโพธิสัตว์ นั่นจึงเป็นปฐมเหตุในการนำหญ้าคามาทำเป็นอุปกรณ์ในการรดน้ำพระพุทธมนต์

เมื่อเหล่าเทพยดา พระอินทร์ พระพรหม ตลอดจนทวยเทพทุกสถานวิมานในจักรวาล ทราบด้วยญาณว่า พระบรมโพธิสัตว์มหาบุรุษทรงอธิษฐานพระหฤทัย ต่างมีความชื่นชมโสมนัส ส่งเสียงไชโยโห่ร้องพนมกรสาธุการและพากันเหาะมาเฝ้าพร้อมถวายเครื่องสักการบูชา
ฝ่ายพญามารวัสวดี ต้องการที่จะขัดขวางการบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณของพระบรมโพธิสัตว์ จึงเรียกประชุมไพร่พลเหล่าเสนามาร สั่งให้แสร้งนิรมิตกายให้น่าสะพรึงกลัว พญามารวัสวดีประทับบนหลัง ช้างคีรีเมขล์ อันเป็นคชสารพาหนะสูง ๑๕๐ โยชน์นิรมิตร่างของตนให้สูงใหญ่มีมือนับพันถือศาสตราวุธพร้อมสรรพ นำพลเหล่าเสนามารอันมีจำนวนประมาณมิได้พากันตะโกนโห่ร้องเหาะเรียงรายกันมามืดฟ้ามัวดิน จนบรรดาเหล่าเทพยดาที่ถวายนมัสการพระบรมโพธิสัตว์เกิดความเกรงกลัวพากันเหาะหนีไปจนหมดสิ้น
พญามารสั่งเหล่าไพร่พลให้ล้อมเขตรัตนบัลลังก์ไว้อย่างแน่นหนา แต่พระบรมโพธิสัตว์มหาบุรุษแม้จะอยู่ลำพังเพียงพระองค์เดียวก็มิได้สะดุ้งหวาดกลัว ด้วยมีพระบารมี ๑๐ ทัศ คอยคุ้มครอง
ครั้นพญามารเห็นการใช้วิธีข่มขู่มิได้สร้างความหวั่นไหวหรือสดุ้งหวาดกลัวให้เกิดขึ้นได้ จึงสั่งเหล่าไพร่พลซัดสาดศาสตราวุธเข้าใส่หมายทำอันตรายต่อพระบรมโพธิสัตว์ แต่ศาสตราวุธเหล่านั้นกลับกลายเป็นบุปผามาลัยบูชาพระองค์จนหมดสิ้น พญามารจึงไสพญาช้างคีรีเมขล์เข้าไปใกล้เขตโพธิมณฑล กวัดแกว่งสรรพอาวุธที่มีอยู่ในมือทั้งพันเพื่อแสดงเดชอำนาจแห่งตนพร้อมตะโกนประกาศก้องว่า
“ดูกรสิทธัตถะราชกุมาร รัตนบัลลังก์นี้เป็นของเรา เกิดขึ้นด้วยบุญเรา
ไพร่พลเสนามารนี้เป็นพยานได้ ดังนั้นท่านจงเร่งลุกออกไป”
ฝ่ายพลมารเมื่อได้ยินดังนั้นจึงพากันส่งเสียงโห่ร้องรับสมอ้าง พระบรมโพธิสัตว์มหาบุรุษ จึงเปล่งสีหนาทตอบว่า
“ดูกรพญามาร รัตนบัลลังก์นี้เป็นของเรา เกิดขึ้นด้วยบุญเราอันสั่งสมแต่ปางก่อน
พระธรณีเป็นพยานแห่งเรา ดูกร วสุนธรา หรือแผ่นดิน หมายถึง พระแม่ธรณี
นางจงมาเป็นพยานในการบำเพ็ญกุศลของอาตมาในกาลบัดนี้ด้วยเถิด”
ทันใดนั้นแม่พระธรณีได้ปราฏกกายขึ้นกระทำอัญชลีถวายอภิวาทต่อพระบรมโพธิสัตว์ แล้วเปล่งวาจาประกาศเป็นพยานในการบำเพ็ญมหากุศลของพระองค์ แม้แต่เพียงน้ำตรวจอุทิศที่นางเอามวยผมรองรับไว้บนเศียรเกล้า ก็มีมากพอจะนำมาเป็นหลักฐานพยานได้ เมื่อกล่าวแล้วนางวสุนธราจึงปล่อยมวยผมบีบน้ำตรวจอุทิศผลมหากุศลที่พระบรมโพธิสัตว์ทรงสะสมไว้แต่อเนกชาติ คือจำนวนมากมายหลายชาติเหลือที่จะนับได้ให้ไหลออกมาท่วมนองไปทั่วบริเวณ ยกเว้นเขตรัตนบัลลังก์
เหล่าไพร่พลเสนาทั้งหลายและพญามารวัสวดีมิอาจดำรงอยู่ ณ ที่นั้นได้ ถูกกระแสน้ำพัดพาไปจนสุดขอบจักรวาล พญามารเห็นอานุภาพแห่งบารมีของพระบรมโพธิสัตว์ดังนั้นเกิดความสะดุ้งหวาดกลัว ยกมือขึ้นประนมถวายนมัสการยอมรับความปราชัยแล้วเหล่ากองทัพมารทั้งหลายก็อันตรธานหายไป พระบรมโพธิสัตว์ทรงมารวิชัย คือ มีชัยต่อเหล่ามาร ตั้งแต่เวลาเย็นพระอาทิตย์ยังมิทันอัสดงคตด้วยพระบารมี
