เหล่าเทวราชกราบทูลอัญเชิญพระบรมโพธิสัตว์จุติ

พระบรมโพธิสัตว์ผู้ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ผู้บำเพ็ญบารมีโดยตั้งพระทัยว่าจะจุติไปบังเกิดในมนุษย์โลก เพื่อตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงธรรมสั่งสอนเหล่าเวไนยสัตว์ หรือผู้ที่พึงดัดหรืออบรมสั่งสอนได้

พระองค์ได้รับการกราบทูลอาราธนาอัญเชิญจากท้าวมหาพรหมและเหล่าเทวราชซึ่งเป็นตัวแทนหมู่มหาเทพในหมื่นโลกธาตุในสวรรค์ ได้เสด็จมาเฝ้าเพื่อทูลเชิญอาราธนาให้เสด็จลงไปจุติ ซึ่งพระบรมโพธิสัตว์ได้สถิตอยู่ที่สวรรค์ชั้นที่ ๔ ชื่อว่า ตุสิตา หรือ ตุสิตะ หรือ ชั้นดุสิต ซึ่งแปลว่า ยินดีชื่นบาน คือมีปีติอยู่ด้วยสิริสมบัติของตน พระโพธิสัตว์ทรงเป็นเทวราชปกครองทรงพระนามว่า “สันตุสิต” ซึ่ง พระโพธิสัตว์ผู้สร้างโพธิสมภาร ที่จะลงมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในมนุษย์โลก ย่อมสถิตอยู่ในชั้นนี้ เทพในชั้นนี้เป็นผู้รู้บุญรู้ธรรม เพราะพระโพธิสัตว์ได้ทรงแสดงธรรมสั่งสอนเนือง ๆ

และความโกลาหลอย่างขนานใหญ่ของเหล่าเทวดาามีอยู่สามสมัย คือสมัยเมื่อโลกจะวินาศ สมัยเมื่อพระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้น สมัยเมื่อพระเจ้าจักรพรรดิจะเกิดขึ้น ซึ่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่จะได้จุติในโลก ได้ทรงเป็นพระโพธิ์สัตว์ประทับอยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิตนี้ ซึ่งกาลที่พระพุทธเจ้าจะทรงอุบัตินั้นเหล่าเทวดาก็เกิดโกลาหล จึงได้พากันไปเฝ้าทูลอารธนาพระโพธิสัตว์ให้จุติลงไปตรัสซึ่งท้าวมหาพรหมได้กราบอาธนาทูลเชิญพระโพธิสัตว์ “สันตุสิต” ให้เสด็จลงไปจุติในภพใหม่โดยกราบทูลอาราธนาว่า

“ข้าแต่ท่านผู้โพธิสัตว์ บารมีทั้ง ๑๐ ประการที่ได้ทรงบำเพ็ญมาแล้วนั้น บัดนี้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ ทั้งมิได้ปรารถนาทิพยสมบัติแห่งเทพและพรหม แต่ทรงบำเพ็ญบารมีมาด้วยปรารถนาพระสัพพัญญุตญาณ เพื่อการตรัสรู้เผยแผ่ธรรม สั่งสอนสัตว์ ช่วยให้มวลหมู่เวไนยสัตว์ให้พ้นทุกข์ จากวัฏสงสาร ข้าแต่ท่านผู้โพธิสัตว์ ขณะนี้เป็นกาลเวลาและกาลสมัยที่ท่านผู้โพธิสัตว์ จะได้ไปตรัสเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ขอจงทรงรับคำทูลอารธนาเถิด”