ปรินิพพาน (34)

"นาคาวโลก”ทรงทอดพระเนตรนครเวสาลีครั้งสุดท้าย
ในพรรษาที่ ๔๕ อันเป็นพรรษาสุดท้ายแห่งพระชนมายุ ในช่วงเหมันตฤดู พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
เสด็จประทับ ณ บ้านเวฬุคาม เขตเมืองเวสาลีหรือไพศาลี แคว้นวัชชี อันเป็นสถานที่ทรงพิจารณาชราธรรม
แสดงโอฬาริกนิมิต และปลงมายุสังขาร ต่อจากนั้นพระผู้มีพระภาคจึงนำภิกษุจำนวน ๕๐๐ รูป เสด็จประทับ
ณ กูฏาคารศาลาในป่ามหาวัน ในครั้งนั้นบรรดากษัตริย์ลิจฉวีแห่งแคว้นวัชชีทั้งหมดซึ่งร่วมกันปกครองแบบ
สามัคคีธรรม ได้ทราบข่าวการเสด็จมาของพระพุทธองค์ จึงนำเครื่องสักการบูชามาถวายเป็นอันมาก พร้อม
น้อมฟังพระธรรมเทศนาบังเกิดความรื่นเริงในธรรมโดยถ้วนหน้ากัน
ครั้นรุ่งเช้า พระบรมศาสดาพร้อมกับภิกษุสงฆ์ได้เสด็จเข้าไปรับอาหารบิณฑบาตตามที่บรรดากษัตริย์ลิจฉวี
ทูลนิมนต์และจัดถวายในพระราชนิเวศ ครั้นทำภัตกิจและแสดงพระธรรมเทศนาโปรดแล้ว จึงนำเหล่าภิกษุ
สงฆ์เสด็จออกจากพระนครเวสาลี พระบรมศาสดาเสด็จประทับยืนอยู่หน้าประตูเมืองเวสาลี เยื้องพระกาย
ผินพระพักตร์มาทอดพระเนตรเมืองเวสาลีเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมรับสั่งว่า
“ดูก่อนอานนท์ การเห็นเมืองเวสาลีของตถาคตครั้งนี้ เป็นปัจฉิมทัศนะ
คือเป็นการเห็นครั้งสุดท้าย”
สถานที่เสด็จประทับยืนทอดพระเนครโดยพระอาการที่แปลกจากเดิม พร้อมทั้งรับสั่งเป็นนิมิตเช่นนั้นเป็น
เจดีย์สถานอันสำคัญเรียกว่า "นาคาวโลกเจดีย์" นาคาวโลก คือ การเหลียวมองอย่างพญาช้าง คือการ
ยืนหันหลังให้กับสิ่งนั้นหรือเดินจากสิ่งนั้นแล้วหันพระพักตร์เอี้ยวคอหันไปทอดพระเนตรสิ่งของหรือสถานที่
ที่อยู่ทางเบื้องหลัง ซึ่งเป็นอาการที่พระพุทธเจ้าทรงทำเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว
เหตุที่พระบรมศาสดาตรัสเช่นนี้ถือเป็นมรณญาณ คือ เป็นลางบอกให้พระสงฆ์สาวกและพุทธบริษัท
ทราบล่วงหน้า เพราะเป็นเวลาใกล้ที่จะปรินิพพานจึงไม่อาจกลับมาเห็นเมืองเวสาลีประการหนึ่ง
และอีกประการหนึ่งคือพระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระญาณล่วงหน้าถึงความเป็นไปภายหลังพุทธปรินิพพานว่า
นอกจากพระองค์แล้วแม้มหาชนทั่วไปก็ไม่อาจได้เห็นเมืองเวสาลีอีก เนื่องจากเมื่อพระบรมศาสดาปรินิพพาน
แล้วกองทัพของพระเจ้าอชาตศัตรูผู้เป็นกษัตริย์แห่งแคว้นมคธได้มีชัยเหนือเมืองเวสาลี เอกราชของบรรดา
กษัตริย์ลิจฉวีที่ปกครองโดยสามัคคีธรรมก็สูญสิ้นไปนับแต่นั้นมา ทั้งนี้เพราะบรรดากษัตริย์ลิจฉวีมิได้ตั้งมั่น
อยู่ใน “ลิจฉวีอปริหานิยธรรม” อันเป็นธรรมที่พระบรมศาสดาประทานสำหรับใช้ปกครองร่วมกันแบบสามัคคี
ธรรม ซึ่งสามารถต้านทานกองทัพอันเกรียงไกรของพระเจ้าอชาตศัตรูไว้ได้ถึง ๒ ครั้ง แต่ในครั้งที่ ๓ พระเจ้า
อชาตศัตรูได้ส่ง วัสสการพราหมณ์ เข้ามายุยงปลุกปั่นให้บรรดากษัตริย์นักรบทั้งหลายแตกร้าวในความสามัคคี
ไม่ตั้งมั่นอยู่ในหลักอปริหานิยธรรมเมืองเวสาลีก็ถึงกาลอันล่มสลาย
จากนั้นจึงตรัสสั่งให้พระอานนท์พร้อมทั้งเหล่าพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เดินทางไปสู่บ้านภัณฑุคาม ป่ามหาวัน
บ้านหัตถีคาม บ้านอัมพะคาม บ้านชัมพูคาม และโภคนครโดยลำดับ ภายหลังจากแสดงธรรมโปรดพุทธบริษัท
ชาวเมืองโภคนครและ พระพุทธเจ้าทรงเสด็จไปยังเมืองปาวานคร เสด็จเข้าประทับพำนักอยู่ที่อัมพวันสวนมะม่วง
ของนายจุนทะกัมมารบุตรซึ่งอยู่ใกล้เมืองปาวานั้น
ความสำคัญของเมืองเวสาลี
เวสาลี หรือ ไวศาลี คือเมืองโบราณในสมัยพุทธกาล มีความสำคัญในฐานะที่เป็นเมืองหลวงของคณะเจ้าลิจฉวี
ที่มีการปกครองแคว้นวัชชีด้วยระบอบคณาธิปไตยแห่งแรก ๆ ของโลก (บ้างก็ว่าด้วยระบอบประชาธิปไตย)
เมืองนี้เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งในสมัยพุทธกาล เป็นเมืองที่มั่นแห่งสำคัญของพระพุทธศาสนาในสมัยนั้น
โดยพระพุทธเจ้าเคยเสด็จเยี่ยมเมืองแห่งนี้ในปีที่ 5 หลังการตรัสรู้ ตามการกราบบังคมทูลเชิญจากเจ้าผู้ครองแคว้น
และในช่วงหลังพุทธกาล เมืองแห่งนี้ได้ตกเป็นของแคว้นมคธโดยการนำของพระเจ้าอชาตศัตรูพระราชาแห่งเมือง
ราชคฤห์ และหลังการล่มสลายของราชวงศ์พิมพิสารในเมืองราชคฤห์ พระราชาองค์ต่อมาจึงได้ย้ายเมืองหลวง
แห่งแคว้นมคธมายังเมืองเวสาลี ทำให้เมืองแห่งนี้เจริญถึงขีดสุด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองนี้ได้เป็นสถานที่ทำ
ทุติยสังคายนาของพระพุทธศาสนา ก่อนที่จะเสื่อมความสำคัญและถูกทิ้งร้างลงเมื่อมีการย้ายเมืองหลวงของแคว้น
มคธไปยังเมืองปาฏลีบุตรหรือเมืองปัตนะอันเป็นเมืองหลวงของรัฐพิหารในปัจจุบัน
เวสาลีมีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาล โดยเป็นเมืองหลวงแห่งแคว้นที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากแคว้นหนึ่งในบรรดา 16 แคว้นของชมพูทวีป มีการปกครองด้วยระบบสามัคคีธรรมหรือคณาธิปไตย ที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยระบบหนึ่ง คือไม่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขทรงอำนาจสิทธิ์ขาด มีแต่ผู้เป็นประมุข
แห่งรัฐซึ่งบริหารงานโดยความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งจะประกอบไปด้วยเหล่าสมาชิกจากเจ้าวงศ์ต่าง ๆ วึ่งรวมเป็น
คณะผู้ครองแคว้น ในคัมภีร์พระพุทธศาสนากล่าวว่าเจ้าวงศ์ต่าง ๆ มีถึง 8 วงศ์ และในจำนวนนี้วงศ์เจ้าลิจฉวีแห่ง
เวสาลีและวงศ์เจ้าวิเทหะแห่งเมืองมิถิลาเป็นวงศ์ที่มีอิทธิพลที่สุดในสมัยพุทธกาล
ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาที่เวสาลีหลายครั้ง แต่ละครั้งจะทรงประทับที่กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน
เป็นส่วนใหญ่ พระสูตรหลายพระสูตรเกิดขึ้นที่เมืองแห่งนี้ และที่กูฏาคารศาลานี่เอง ที่เป็นที่ ๆ พระพุทธองค์ทรง
อนุญาตให้พระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรี พระน้านางของพระพุทธองค์ พร้อมกับบริวาร สามารถอุปสมบทเป็น
ภิกษุณีได้เป็นครั้งแรกในโลก และในการเสด็จครั้งสุดท้ายของพระพุทธองค์ พระองค์ได้ทรงรับสวนมะม่วงของ
นางอัมพปาลี นางคณิกาประจำเมืองเวสาลี ซึ่งนางได้อุทิศถวายเป็นอารามในพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์
ได้ทรงจำพรรษาสุดท้ายที่เวฬุวคาม และได้ทรงปลงอายุสังขารที่ปาวาลเจดีย์ และเมื่อหลังพุทธปรินิพพานแล้ว
ได้ 100 ปี ได้มีการทำสังคายาครั้งที่ 2 ณ วาลิการาม ซึ่งทั้งหมดล้วนอยู่ในเมืองเวสาลี
ในช่วงไม่นานหลังพุทธปรินิพพานของพระพุทธเจ้า เมืองเวสาลีได้ตกไปอยู่ในอำนาจของแคว้นมคธ โดยการนำ
ของพระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์แห่งราชคฤห์ คัมภีร์พระพุทธศาสนากล่าวว่า สาเหตุของการเสียเมืองแก่แคว้นมคธ
เพราะความแตกสามัคคีของเจ้าวัชชี เพราะการยุยงของวัสสการพราหมณ์ พราหมณ์ที่พระเจ้าอชาตศัตรูส่งเป็น
ไส้สึกเพื่อบ่อนทำลายภายใน เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูยกกองทัพมายึดเมืองจึงสามารถยึดได้โดยง่าย เพราะไม่มี
เจ้าวัชชีองค์ใดต่อสู้ เพราะขัดแย้งกันเอง ทำให้แคว้นวัชชีล่มสลายและเมืองเวสาลีหมดฐานะเมืองหลวงแห่งแคว้น
และตกไปอยู่ในอำนาจของแคว้นมคธ แต่จากเหตุการณ์ย้ายเมืองหลวงแห่งแคว้นมคธหลายครั้งในช่วง พ.ศ. 70
ที่เริ่มจากอำมาตย์และราษฎรพร้อมใจกันถอดกษัตริย์นาคทัสสก์แห่งราชวงศ์ของพระเจ้าพิมพิสารแห่งราชคฤห์
ออกจากพระราชบัลลังก์ และยกสุสูนาคอำมาตย์ซึ่งมีเชื้อสายเจ้าลิจฉวีในกรุงเวสาลีแห่งแคว้นวัชชีเก่าให้เป็น
กษัตริย์ตั้งราชวงศ์ใหม่แล้ว พระเจ้าสุสูนาคจึงได้ทำการย้ายเมืองหลวงของแคว้นมคธไปยังเมืองเวสาลีอันเป็น
เมืองเดิมของตน ทำให้เมืองเวสาลีมีความสำคัญในฐานะเมืองหลวงอีกครั้ง แต่ทว่าก็เป็นเมืองหลวงได้ไม่นาน
เพราะกษัตริย์พระองค์ต่อมาคือพระเจ้ากาลาโศกราช ผู้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุสูนาค ได้ย้ายเมืองหลวง
ของแคว้นมคธอีก จากเมืองเวสาลีไปยังเมืองปาตลีบุตร ทำให้เมืองเวสาลีถูกลดความสำคัญลงและถูกทิ้งร้าง
ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เมืองแห่งนี้ถูกทิ้งร้างอย่างสิ้นเชิงในช่วงพันปีถัดมา
ปัจจุบันเมืองเวสาลีเป็นซากโบราณสถานอยู่ที่ตำบลบสาร์ท หรือเบสาร์ท (Basarh-Besarh) ในจังหวัดไวศาลี
ที่เขตติดต่อของอำเภอสดาร์ (Sadar) กับ (Hajipur) ซึ่งเป็นที่ตั้งที่ทำการจังหวัด เมืองเวสาลีห่างจากหซิปูร์
35 กิโลเมตร ห่างจากมุซัฟฟาร์ปูร์ 37 กิโลเมตร โดยอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมุซัฟฟาร์ปูร์

“ลิจฉวีอปริหานิยธรรม หลักอปริหานิยธรรม"
หลักอปริหานิยธรรม คือ ข้อปฏิบัติหรือธรรมอันเป็นเหตุไม่ให้เกิดความเสื่อมมี ๗ ข้อ เป็นหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสั่งสอนทั้งฝ่ายคฤหัสถ์ โดยตรัสสั่งสอนเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี และตรัสสั่งสอนเหล่าภิกษุที่เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ
หลักอปริหานิยธรรมสำหรับฝ่ายคฤหัสถ์ มีดังนี้
๑. หมั่นประชุมกันเนือง ๆ
๒. ประชุมหรือเลิกประชุม และทำกิจของส่วนรวมอย่างพร้อมเพรียงกัน
๓. ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติ ไม่ถอนสิ่งที่ได้บัญญัติไว้แล้วยึดถือปฏิบัติตามหลักธรรมที่บัญญัติไว้
๔. เคารพนับถือเชื่อฟังและให้เกียรติแก่ผู้เป็นประธาน ผู้บริหารหมู่คณะ และปฏิบัติตามหลักธรรมที่บัญญัติไว้
๕. ให้เกียรติ ให้ความปลอดภัยแก่สตรีเพศ ไม่ข่มเหงฉุดคร่า
๖. เคารพนับถือบูชาพระเจดีย์ทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกเมือง
และไม่บั่นทอนผลประโยชน์ที่เคยอุปถัมภ์บำรุงพระเจดีย์เหล่านั้น
๗. จัดการอารักขาโดยธรรมแก่พระอริยะ ด้วยตั้งความปรารถนาว่า
พระอริยะเหล่านี้ที่ยังไม่มาสู่บ้านนี้เมืองนี้ขอให้มา ส่วนที่มาแล้วขอให้ท่านอยู่ผาสุก
หลักอปริหานิยธรรมสำหรับฝ่ายศาสนจักร หรือฝ่ายภิกษุสงฆ์
ที่ตรัสสั่งสอนเหล่าภิกษุสงฆ์ใน ๔ ข้อแรกนั้นเหมือนกับที่ตรัสแก่เจ้าลิจฉวี มีแตกต่างกัน ๓ ข้อสุดท้าย
ซึ่งอปริหานิยธรรมสำหรับพระภิกษุนั้นมี ๒ นัย
อปริหานิยธรรม ๗ สำหรับพระภิกษุ นัยที่ ๑
๑. หมั่นประชุมกันเนือง ๆ
๒. ประชุมหรือเลิกประชุม และทำกิจของส่วนรวมอย่างพร้อมเพรียงกัน
๓. ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติ ไม่ถอนสิ่งที่ได้บัญญัติไว้แล้วยึดถือปฏิบัติตามหลักธรรมที่บัญญัติไว้
๔. เคารพนับถือเชื่อฟังและให้เกียรติแก่ผู้เป็นประธาน ผู้บริหารหมู่คณะ และปฏิบัติตามหลักธรรมที่บัญญัติไว้
๕. ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น คือไม่ลุแก่ตัณหาอันจะก่อให้เกิดภพใหม่
๖. ยินดีในความสงบ สันโดษ หมายถึงการยินดีในการอยู่ป่า
๗. ตั้งใจอยู่เสมอว่า พระภิกษุสามเณรผู้มีศีลที่ยังไม่มาสู่อาวาสขอให้มา ที่มาแล้วขอให้อยู่ผาสุก
อปริหานิยธรรม ๗ สำหรับพระภิกษุ นัยที่ ๒
๑. ไม่เป็นผู้ชอบการงาน ไม่ยินดีแล้วในการงาน
๒. ไม่เป็นผู้ชอบการคุย ไม่ยินดีแล้วในการคุย
๓. ไม่เป็นผู้ชอบการนอนหลับ ไม่ยินดีแล้วในการนอนหลับ
๔. ไม่เป็นผู้ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ไม่ยินดีแล้วในการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ
๕. ไม่เป็นผู้มีความปรารถนาลามก ไม่ลุอำนาจแก่ความปรารถนาลามก
๖. เป็นผู้ไม่มีมิตรชั่ว สหายชั่ว หรือคบคนชั่ว
๗. ไม่ถึงความนอนใจในระหว่าง เพราะการบรรลุคุณวิเศษเพียงขั้นต่ำ
อปริหานิยธรรม ๗ สำหรับพระภิกษุ นัยที่ ๓
๑. เป็นผู้มีศรัทธา
๒. เป็นผู้มีใจประกอบด้วยหิริ
๓. เป็นผู้มีโอตัปปะ
๔. เป็นพหูสูต
๕. เป็นผู้ปรารถนาความเพียร
๖. เป็นผู้มีสติตั้งมั่น
๗. เป็นผู้มีปัญญา
อปริหานิยธรรม ๗ สำหรับพระภิกษุ นัยที่ ๔
๑. เจริญสติสัมโพชฌงค์
๒. เจริญวิริยสัมโพชฌงค์
๓. เจริญวิริยสัมโพชฌงค์
๔. เจริญปิติสัมโพชฌงค์
๕. เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
๖. เจริญสมาธิสัมโพชฌงค์
๗. เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์
อปริหานิยธรรม ๗ สำหรับพระภิกษุ นัยที่ ๕
๑. เจริญอนิจจสัญญา
๒. เจริญอนัตตสัญญา
๓. เจริญอสุภสัญญา
๔. เจริญอาทีนวสัญญา
๕. เจริญปหานสัญญา
๖. เจริญวิราคสัญญา
๗. เจริญนิโรธสัญญา
อปริหานิยธรรม ๖ สำหรับพระภิกษุ นัยที่ ๕
๑. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง
๒. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง
๓. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง
๔. แบ่งปันลาภอันเป็นธรรมที่ได้มาโดยธรรม แก่เพื่อนพรหมจรรย์
๕. มีศีลเสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ
๖. มีทิฐีเสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ
ข้อมูลเพิ่มเติมจากวาระสุดท้ายของพระพุทธเจ้า, สำนักพิมพ์มติชน
ท่านอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต

ทรงพิจารณาชราธรรม
ในพรรษาที่ ๔๕ อันเป็นพรรษาสุดท้ายแห่งพระชมมายุ ในช่วงเหมันตฤดู พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประทับ ณ บ้านเวฬุคาม เขตเมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ในพรรษานั้นเอง พระผู้มีพระภาคทรงพระประชวรหนักเกิดทุกขเวทนาแรงกล้าใกล้มรณชนม์ แต่พระพุทธองค์ทรงดำรงพระสติสัมปชัญญะมั่นคง ทรงอดกลั้นในทุกขเวทนาด้วยอธิวาสขันติ หรือความอดทนอย่างยิ่งยวด ทรงเห็นว่ายังมิควรที่จะปรินิพพานในเวลานี้ จึงบำบัดขับไล่อาพาธให้สงบระงับด้วยความเพียรในอิทธิบาทภาวนา
ครั้นดำรงพระกายเป็นปกติจากชราพยาธิทุกข์มีความสุขตามควรแก่วิสัยแล้ว วันหนึ่งขณะพระพุทธองค์ประทับเหนือพุทธอาสน์ซึ่งปูลาดอยู่ในร่มเงาพระวิหาร จึงทรงปราศรัยเรื่องชราธรรมประจำพระวรกายกับพระอานนท์พุทธอุปัฏฐากว่า
“ดูก่อนอานนท์ บัดนี้เราชราภาพล่วงกาลผ่านวัยจนชนมายุล่วงเข้า ๘๐ ปีแล้ว
กายของตถาคตทรุดโทรมเสมือนเกวียนชำรุดที่ต้องซ่อม ต้องมัดกระหนาบให้อยู่ด้วยไม้ไผ่อัน
มิใช่สัมภาระแห่งเกวียนนั้น
ดูก่อนอานนท์ เมื่อใดตถาคตเข้าอนิมิตตเจโตสมาธิตั้งจิตสงบมั่น คือไม่ให้มีนิมิตใด ๆ
เพราะไม่ทำนิมิตทั้งหลายไว้ในใจ ดับเวทนาบางเหล่าเสีย และหยุดยั้งอยู่ด้วยอนิมิตตสมาธิ
เมื่อนั้นกายแห่งตถาคตย่อมผ่องใส มีความผาสุกสบายตลอดกาย
ดูก่อนอานนท์ เพราะธรรมคือนิมิตตสมาธิ มีอานุภาพสามารถทำให้ร่างกายของผู้ที่เข้าถึง
และหยุดอยู่ด้วยสมาธิธรรมนั้นมีความผาสุก ฉะนั้นท่านทั้งหลาย จงมีตนเป็นเกราะ
มีธรรมเป็นที่พึ่งทุกอิริยาบถเถิด”
ครั้นตรัสดังนี้แล้ว พระบรมศาสดาได้ทรงแสดงธรรมในข้อที่ว่ามีตนเป็นที่พึ่ง สามารถประกอบตนไว้ในสติปัฏฐาน ๔ ทรงสั่งสอนภิกษุสงฆ์ใน เอกายมรรค คือ สติปัฏฐานภาวนา และ ปฏิณณกะเทศนาธรรม ทรงเทศนาสั่งสอนธรรมอันเป็นการบำเพ็ญพุทธกิจในครั้งนี้ ณ บ้านเวฬุคามนั้นจนกาลล่วงไปได้ถึงเดือนที่ ๓ แห่งเหมันตฤดูนั้นแล

ทรงแสดงโอฬาริกนิมิต
ในเช้าวันแห่งวันปัณณรสี คือ วันเพ็ญเดือน ๓ มาฆมาส ตรงกับวันมาฆบูชา พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปบิณฑบาต ณ เมืองไพศาลี ครั้นทำภัตกิจแล้วพระองค์มีพระประสงค์จะเสด็จประทับ ณ ปาวาลเจดีย์ จึงให้พระอานนท์พุทธอุปัฏฐากนำผ้านิสีทนะ คือ ผ้าสำหรับรองนั่งไปปูลาดถวาย
ในครั้งนั้นพระพุทธองค์ได้แสดง “โอฬาริกนิมิต” คือ ตรัสให้พระอานนท์ทราบว่าผู้ใดเจริญอิทธิบาทภาวนาดีแล้วย่อมสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ถึงกัปหนึ่ง หรือ ๑๒๐ ปี หรือเกินกว่า การที่พระบรมศาสดาตรัสโอฬาริกนิมิตมิใช่เพราะมีพุทธประสงค์อยากจะดำรงพระชนม์ชีพต่อไปด้วยเสียดายชีวิต หรือเกรงกลัวต่อความตายเหมือนปุถุชนทั่วไป แต่ทรงเห็นว่าจะสามารถแสดงธรรมสั่งสอนเหล่าเวไนยสัตว์ หรือสัตว์ผู้สามารถอบรมสั่งสอนธรรมได้ด้วยพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้
ด้วยเหตุที่พญามารได้เข้าดลใจ แม้พระพุทธองค์ทรงตรัสนิมิตถึง ๓ หน แต่พระอานนท์กลับมิได้ทูลอาราธนาให้ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ตลอดกัปหนึ่ง เมื่อเห็นพระอานนท์เฉยอยู่พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “อานนท์! เธอจงไปพักผ่อนเสียบ้างเถิด เธอเหนื่อยมากแล้ว แม้ตถาคตก็จะพักผ่อนเหมือนกัน” พระอานนท์จึงหลีกไปพักผ่อน ณ โคนต้นไม้อีกต้นหนึ่ง ซึ่ง ณ เวลานั้นพระพุทธองค์ทรงรำพึงถึงกาลที่ทรงตรัสรู้ล่วงมา ๔๕ ปี ที่แรกเริ่มทรงท้อพระทัยในการที่จะประกาศธรรมสั่งสอนสัตว์ แต่ด้วยพระมหากรุณาต่อสรรพสัตว์จึงตกลงรับอารธนาแสดงธรรม ทรงตั้งพระทัยว่าถ้าบริษัทสี่ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ยังไม่เป็นปึกแผ่น พระธรรมยังไม่แพร่หลายเพียงพอ ตราบนั้นพระองค์จะทรงยังไม่เสด็จปรินิพพาน แต่ในกาลบัดนี้พระธรรมคำสอนของพระองค์แพร่หลายเพียงพอแล้ว เหล่าพุทธบริษัทสี่ ฉลาดสามารถพอที่จะดำรงพระสัทธรรมของพระองค์ให้เป็นปึกแผ่นได้ เป็นการสมควรแล้วที่พระองค์จะเข้าสู่มหาปรินิพพาน เมื่อทรงดำริเช่นนี้แล้วจึงทรงปลงมายุสังขาร คือ ตั้งพระทัยแน่วแน่ว่า พระองค์จะปรินิพพานใน วันเพ็ญวิสาขปูรณมี เดือน ๖
หรืออีกนัยหนึ่ง เพราะพระอานนท์มีความเคารรักพระบรมศาสดา เมื่อเห็นว่า พระพุทธองค์ทรงชราภาพมากแล้วทั้งยังประชวรด้วยพระโรคอันก่อให้เกิดทุกขเวทนา จึงไม่ควรให้ฝืนสังขารอยู่ต่อไป ด้วยในเวลานี้พุทธบริษัททั้ง ๔ ได้ดำรงตั้งมั่นในพุทธศาสนาสมดังปณิธานของพระศาสดาที่ตั้งพระหฤทัยไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งตรัสรู้พระอรหันตสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว
"๑๖ ตำบล ที่ทรงแสดงโอฬาริกนิมิต"
โอฬาริกนิมิต มีความหมายว่า การที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสข้อความเป็นเชิงเปิดโอกาสให้อาราธนาเพื่อดำรงพระชนม์อยู่ต่อไป ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงนิมิตโอภาส ณ ๑๖ ตำบล แก่พระอานนท์ พระมหาสาวกผู้เป็นพระอุปัฏฐากประจำพระองค์ แต่พระอานนท์ก็ไม่รู้ จึงไม่อารธนา ไม่วิงวอน ให้พระพุทธเจ้าดำรงพระชนม์อยู่ต่อไป ดังนั้น พระบรมศาสดาทรงกำหนดพระทัยทรงปลงพระชนมายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ในวันมาฆปุรมี เพ็ญเดือน ๓ จักเสด็จดับขันธปรินิพานในกาล ๓ เดือนข้างหน้า ในวันเพ็ญเดือน ๖ ขณะมีพระชนมายุ ๘๐ พรรษา
สำหรับ ๑๖ ตำบลที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงนิมิตโอภาสแก่พระอานนท์นั้น
ทรงแสดงที่เมืองราชคฤห์ ๑๐ ตำบล และที่เมืองเวสาลี ๖ ตำบล ดังนี้
๑. ที่ภูเขาคิชฌกุฏ อันเป็นภูเขาลูกหนึ่งในห้าลูกที่เรียกว่า เบญจคีรี ล้อมพระนครราชคฤห์
๒. ที่โคตมนิโครธ เป็นตำบลแห่งหนึ่งในพระนครราชคฤห์
๓. ที่เหวสำหรับทิ้งโจร บนภูเขาคิชฌกูฏ ภูเขาลูกนึ่งในเบญจคีรีซึ่งล้อมรอบพระนครราชคฤห์
๔. ที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา ข้างภูเขาเวภารบรรพต หนึ่งใน ๕ ของเบญจคีรี ที่ล้อมรอบพระนครราชคฤห์
และถ้าสัตตบรรณคูหาทั้งยังเป็นสถานที่สังคายนาครั้งแรกอีกด้วย
๕. ที่กาฬสิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิบรรพต หนึ่งใน ๕ ของภูเขาเบญจคีรี ที่ล้อมรอบพระนครราชคฤห์
และกาฬสิลายังเป็นที่ที่พระมหาโมคคัลลานะ อัครมหาสาวกเบื้องซ้ายถูกคนร้ายซึ่งรับจ้างพวกเดียรถีย์
ไปลอบฆ่าด้วยการทุบตีจนร่างแหลก
๖. ที่สัปปิโสณฑิกา ณ สีตวัน เป็นเงื้อมเขาแห่งหนึ่งอยู่ที่สีตวันใกล้กรุงราชคฤห์
๗. ตโปทาน สวนแห่งหนึ่งอยู่ใกล้บ่อน้ำพุร้อนชื่อตโปทาใกล้กรุงราชคฤห์
๘. ที่เวฬุวัน พระวิหารในป่าไผ่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพระนครราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารถวายเป็นสังฆาราม
นับเป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา
๙. ที่ชีวกัมพวนาราม เป็นวิหารในสวนมะม่วงซึ่งชีวกโกมารภัจจ์แพทย์ประจำพระองค์พระพุทธเจ้าสร้างถวาย
อยู่ในกรุงราชคฤห์
๑๐. ที่มัททกุจฉิมิคทายวัน ป่าเป็นที่ให้อภัยแก่เนื้อชื่อมัททกุจฉิอยู่ที่พระนครราชคฤห์
๑๑. ที่อุทเทนเจดีย์ เจดีย์สถานแห่งหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองเวลาลี นครหลวงของแคว้นวัชชี
๑๒. ที่โคตมกเจดีย์ เจดีย์สถานแห่งหนึ่งอยู่ทางทิศใต้ของนครเวสาลี
๑๓. ที่สัตตัมพเจดีย์ เจดีย์สถานแห่งหนึ่งที่นครเวสาลี
๑๔. ที่พหุปุตตเจดีย์ เจดีย์สถานแห่งหนึ่งอยู่ทางเหนือของนครเวสาลี
๑๕. ที่สารันทเจดีย์ เจดีย์สถานแห่งหนึ่งที่นครเวสาลี
๑๖. ที่ปาวาลเจดีย์ เจดีย์สถานแห่งหนึ่งที่นครเวสาลีพระพุทธเจ้าทรงทำนิมิตโอภาสครั้งสุดท้าย
และทรงปลงพระชนมายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ก่อนปรินิพพาน ๓ เดือน
อิทธิบาท ๔
คำว่า อิทธิบาท แปลว่า บาทฐานแห่งความสำเร็จ หรือ ธรรมที่ทำให้บรรลุสำเร็จผล ๔ ประการหมายถึง สิ่งซึ่งมีคุณธรรม เครื่องให้ลุถึงความสำเร็จตามที่ตนประสงค์ ผู้หวังความสำเร็จในสิ่งใด ต้องทำตนให้สมบูรณ์ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า อิทธิบาท ซึ่งจำแนกไว้เป็น ๔ ประการได้แก่
๑. ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
๒. วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น
๓. จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น
๔. วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น
ธรรม ๔ อย่างนี้ ย่อมเนื่องกัน แต่ละอย่างๆ มีหน้าที่เฉพาะของตน
ฉันทะ คือ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น ความพอใจ ในฐานะเป็นสิ่งที่ตนถือว่าดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้ ข้อนี้เป็นกำลังใจอันแรกที่ทำให้เกิดคุณธรรมข้อต่อไปทุกข้อ
วิริยะ คือ ความพากเพียรในสิ่งนั้น ความพากเพียร หมายถึง การการะทำที่ติดต่อ ไม่ขาดตอน เป็นระยะยาวจนประสบความสำเร็จ คำนี้ มีความหมายของความกล้าหาญเจืออยู่ด้วยส่วนหนึ่ง
จิตตะ หมายถึง ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น ความไม่ทอดทิ้งสิ่งนั้นไปจากความรู้สึกของตัวทำสิ่งซึ่งเป็นวัตถุประสงค์นั้นให้เด่นชัดอยู่ในใจเสมอ คำนี้ รวมความหมายของคำว่าสมาธิอยู่ด้วยอย่างเต็มที่
วิมังสา หมายถึง ความสอดส่องใน เหตุและผลแห่งความสำเร็จเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ให้ลึกซึ้งยิ่ง ๆ ขึ้นไปตลอดเวลา คำนี้รวมความหมายของคำว่าปัญญาไว้อย่างเต็มที่

พญามารวัสวดีทูลเชิญเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน
เมื่อพระอานนท์ผู้เป็นพุทธอุปัฏฐากมิได้ทูลอาราธนาให้พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าดำรงชีวิตอยู่ตลอดกัปหนึ่ง พระพุทธองค์จึงทรงรับสั่งให้ลุกออกไปเสียจากที่นั้น พระอานนท์ถวายบังคมแล้วออกไปนั่งไม่ไกลจากที่พระผู้มีพระภาคประทับนัก ฝ่ายพญามารวัสวดีเห็นสบโอกาสรีบเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ กล่าวยกเนื้อความแต่ปางหลังมากราบทูลว่า
“ครั้งแรก เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วเสด็จไปประทับ
ณ ควงไม้อชาปาลนิโครธ (ต้นไทร) นั้น ได้ตรัสว่า ตราบใดที่พุทธบริษัท ๔ คือ
ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ยังมิได้ตั้งมั่นในธรรม และพรหมจรรย์ยังไม่ได้ประกาศแพร่หลาย
บริบูรณ์ด้วยดี สำเร็จประโยชน์แก่ประชุมชนเป็นอันมาก ทั้งเทวดาและมนุษย์เพียงใดแล้ว
พระองค์จะยังไม่ปรินิพพานก่อนเพียงนั้น แต่บัดนี้ พุทธบริษัท ๔ และพรหมจรรย์ก็สมบูรณ์
ดังพุทธประสงค์ทุกประการแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพานเถิด
ขอพระสุคตเจ้าจงปรินิพพานเถิด บัดนี้เป็นกาลสมควรแก่ปรินิพพานของพระพุทธองค์แล้ว”
เมื่อพญามารกล่าวทูลอาราธนาดังนี้ พระบรมศาสดาจึงตรัสห้ามมารว่า
“ดูก่อน มารผู้มีใจบาป ท่านจงมีความขวนขวายน้อยอยู่เถิด
ความปรินิพพานของตถาคตจักมีในไม่ช้านี้ นับแต่นี้ไปอีก ๓ เดือน ตถาคตจะปรินิพพาน”
พุทธปณิธานในบริษัท ๔
๑. ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นสาวกของเรายังไม่เฉียบแหลม ยังไม่ได้รับการแนะนำ
ยังไม่แกล้วกล้า ยังไม่เป็นพหูสูต ยังไม่ทรงธรรม เราตถาคตยังจะไม่ปรินิพพาน
๒. ภิกษุเป็นต้นนั้น ยังไม่ปฏิบัติธรรมเสมอสมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม
เราตถาคตยังจะไม่ปรินิพพาน
๓. ภิกษุเป็นต้นนั้น เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว ยังบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย
จำแนกแจกแจง อธิบายธรรมให้ง่ายยังไม่ได้ เราตถาคตยังจะไม่ปรินิพพาน
๔. ภิกษุเป็นต้นนั้น ยังไม่แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ (แสดงธรรมให้เกิดผลมหัศจรรย์)
ข่มขี่ปรัปวาท (การว่าร้าย จ้วงจาบพระธรรมวินัย)ที่เกิดขึ้นให้ราบคาบโดยถูกต้องตามธรรม
เราตถาคตจะยังไม่ปรินิพพาน
สรุปรวมลงใหเข้าใจง่าย คือ
๑. ศึกษาให้เข้าใจ
๒. ปฏิบัติให้ได้ผล
๓. เผยแผ่ให้ถูกต้อง
๔ แก้ปัญหาได้ตามธรรมนั้น ๆ
เมื่อพระบรมศาสดาสัมมสัมพุทธเจ้า ตรัสห้ามพญามารและทรงปลงอายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ โดยตรัสกับพญามารว่า
“ดูก่อน มารผู้มีใจบาป ท่านจงมีความขวนขวายน้อยอยู่เถิด
ความปรินิพพานของตถาคตจักมีในไม่ช้านี้ นับแต่นี้ไปอีก ๓ เดือน
ตถาคตจะปรินิพพาน”
ซึ่งการปลงมายุสังขารของพระพุทธองค์ ก่อให้เกิดความวิปริตแปรปรวนแก่โลกธาตุทั้งสิ้น มหาปฐพีมีอาการสั่นสะเทือน ทั้งกลองทิพย์ก็บันลือลั่นในอากาศ หมู่มวลแมกไม้แกว่งไกวด้วยแรงพายุแล้วกลับสงบนิ่ง ท้องนภากาศ กลายเป็นสีแดงเพลิงประดุจโลหิต หมู่มวลสรรพสัตว์ร้องระเบงเซ็งแซ่สนั่นหวั่นไหว พระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก สังเกตเห็นความวิปริตแปรปรวนของโลกธาตุดังนี้จึงออกจากร่มไม้ไปเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อทูลถามถึงเหตุที่ทำให้เกิดอัศจรรย์นี้ ว่า
“พระองค์ผู้เจริญ ! โลกธาตุวิปริตแปรปรวนผิดปกติ ไม่เคยมี ไม่เคยเป็น
ได้เป็นแล้วเพราะเหตุอะไรหนอ”
พระผู้มีพระภาคตรัสถึงเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหวว่ามีอยู่ ๘ ประการ คือ
๑. ลมพายุกำเริบ
๒. ท่านผู้มีฤทธิ์บันดาล
๓. พระบรมโพธิสัตว์จุติลงสู่พระครรภ์
๔. พระบรมโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์
๕. พระบรมโพธิสัตว์ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ
๖. พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมจักกัปวัตนสูตร
๗. พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าปลงมายุสังขาร
๘. พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ คือ
นิพพานด้วยความหลุดพ้นจากสังขาร
ลมพายุกำเริบ เนื่องด้วยจักรวาลโลกธาตุนี้ประกอบไปด้วยธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม และธาตุ ๓ ชนิด คือ มหาปฐพี(แผ่นดิน)นี้ตั้งอยู่บนน้ำ ส่วนน้ำนั้นตั้งอยู่บนลม ส่วนลมนั้นตั้งอยู่บนอากาศ เมื่อมีเหตุให้เกิดพายุใหญ่ ย่อมยังน้ำให้ไหว เมื่อน้ำไหวแล้วย่อมยังแผ่นดินให้สั่นสะเทือนไหวตาม
ท่านผู้มีฤทธิ์บันดาล คือ สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์ ถึงความเป็นผู้ชำนาญในทางจิต หรือว่าเทวดาผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก เขาเจริญปฐวีสัญญาเพียงเล็กน้อย เจริญอาโปสัญญาอย่างแรงกล้า เขาย่อมยังแผ่นดินนี้ให้สะเทือนสั่นไหวได้
พระบรมโพธิสัตว์จุติลงสู่พระครรภ์ เมื่อนั้นย่อมเป็นเหตุให้แผ่นดินนี้สะเทือนสะท้านหวั่นไหว
พระบรมโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์ เมื่อนั้นย่อมเป็นเหตุให้แผ่นดินนี้สะเทือนสะท้านหวั่นไหว
พระบรมโพธิสัตว์ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เมื่อนั้นย่อมเป็นเหตุให้แผ่นดินนี้สะเทือนสะท้านหวั่นไหว
พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมจักกัปวัตนสูตร เมื่อนั้นย่อมเป็นเหตุให้แผ่นดินนี้สะเทือนสะท้านหวั่นไหว
พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าปลงมายุสังขาร เมื่อนั้นย่อมเป็นเหตุให้แผ่นดินนี้สะเทือนสะท้านหวั่นไหว
เมื่อนั้นย่อมเป็นเหตุให้แผ่นดินนี้สะเทือนสะท้านหวั่นไหว
“ดูกรอานนท์ ! อย่างนี้แหล่ะ คราใดที่ตถาคตประสูติ ตรัสรู้ หมุนธรรมจักร
ปลงมายุสังขาร และ ปรินิพพาน ครานั้นย่อมจะมีเหตุการณ์วิปริตอย่างนี้เกิดขึ้น”
พระอานนท์จึงทราบว่า บัดนี้พระพุทธองค์ทรงปลงมายุสังขารเสียแล้ว เมื่อทราบดังนั้นพระอานนท์จึงทูลว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ขอพระองค์อาศัยความกรุณาในข้าพระองค์และหมู่สัตว์
จงดำรงพระชนม์ชีพ ต่อไปอีกเถิด อย่าเพิ่งด่วนปรินิพพาน เลย”...
“ดูกรอานนท์ ! เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ตถาคตกลับใจ ตถาคตต้องปรินิพพาน
ในวันเพ็ญแห่งเดือน วิสาขะ อีกสามเดือนข้างหน้านี้
อานนท์ ! เราได้แสดงนิมิตโอภาสอย่างแจ่มแจ้งแก่เธอพอเป็นนัยมาไม้น้อยกว่าสิบหกครั้งแล้วว่า
คนอย่างเรานี้มีอิทธิบาทภาวนาที่ได้อบรมมาด้วยดี ถ้าประสงค์จะอยู่ถึงหนึ่งกัปป์ คือ หนึ่งร้อยยี่สิปปี
หรือมากกว่านั้นก็พออยู่ได้ แต่เธอหาเฉลียวใจไม่ มิได้ทูลเราเลย เราตั้งใจไว้ว่าในคราวก่อน ๆ นั้น
ถ้าเธอทูลให้เราอยู่ต่อไป เราจะห้ามเสียสองครั้ง พอเธอทูลครั้งที่สามเราจะรับ อาราธนาของเธอ
แต่บัดนี้ช้าเสียแล้ว เรามิอาจกลับใจได้อีก”
"ดูกรอานนท์ ! เราเคยบอกเธอแล้วมิใช่หรือว่า บุคคลย่อมต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พึงใจเป็นธรรมดา
หลีกเลี่ยงไม่ได้ชีวิตนี้มีความพลัดพรากเป็นที่สุด สิ่งทั้งหลายมีความแตกไป ดับไป สลายไป เป็นธรรมดา
จะปรารถนามิให้เป็นอย่างที่มันควรจะเป็นนั้น เป็นฐานะที่ไม่พึงหวังได้ ทุกสิ่งทุกอย่าง ดำเนินไป
เคลื่อนไป สู่จุดสลายตัวอยู่ทุกขณะ”
และก่อนหน้านี้พระองค์ได้เคยแสดงโอฬาริกนิมิตประกาศอานุภาพแห่งอิทธิบาทภาวนาแล้วถึง ๑๖ ครั้ง ในสถานที่ ๑๖ แห่ง คือที่เมืองราชคฤห์ ๑๐ แห่ง เมืองเวสาลี ๖ แห่ง บัดนี้พญามาร ได้ทูลอาราธนาให้พระบรมศาสดาเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว บัดนี้พระองค์ได้สละแล้ว คายแล้ว ปล่อยแล้ว วางแล้ว จะนำสิ่งนั้นกลับมาอีกด้วยเหตุใด

"ปัจฉิมบิณทบาตร” ทรงรับอุทกังภัตตาหารมื้อสุดท้าย
เมื่อพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ากระทำนาคาวโลก ณ ประตูเมืองเวสาลีแล้ว ได้นำพระภิกษุสงฆ์เสด็จพุทธดำเนินมุ่งหน้าสู่บ้านภัตฑุคาม (ภัตฑคาม) หลังจากแสดงธรรมโปรดเหล่าพุทธบริษัทให้ตั้งอยู่ในอริยธรรม คือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุต อันเป็นธรรมแห่งการหลุดพ้นจากอาสวะทั้งมวล ต่อจากนั้นจึงเสด็จไปสู่ บ้านหัตภีคาม อัมพุคาม ชัมพุคาม และโภคนครโดยลำดับ หลังจากแสดงธรรมโปรดชาวเมืองโภคนครแล้ว จึงเสด็จต่อไปยังเมืองปาวานครและได้ประทับ ณ อัมพวันสวนมะม่วงของนายจุนทกัมมารบุตร
ในครั้งนั้นนายจุนทะผู้มีอาชีพช่างทองเมื่อทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาประทับในสวนของตนก็บังเกิดความยินดี รีบนำเครื่องสักการะมาถวาย พระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรด ยังผลให้นายจุนทะมีความชื่นชมโสมนัสได้บรรลุโสดาปัตติผลพร้อมทั้งกราบทูลให้เข้าไปรับอาหารบิณฑบาตยังนิเวศน์ของตนพระบรมศาสดาทรงรับด้วย ดุษณีภาพ คือนั่งนิ่ง หมายถึง การรับนิมนต์ อันเป็นธรรมเนียมของสมณะ
ในเช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อพระผู้มีพระภาคนำภิกษุสงฆ์เสด็จมาถึงเรือน นายจุนทะได้จัดโภชนาหารอันประณีตไว้ถวายพร้อม สุกรมัททวะ พระพุทธองค์ตรัสแก่นายจุนทะว่าสุกรมัททวะจงอังคาส คือถวาย เฉพาะพระองค์เพียงผู้เดียว ที่เหลือให้ขุดหลุมฝังเสีย เพราะนอกจากพระองค์แล้วไม่มีผู้ใดสามารถย่อยได้ จงนำอาหารอื่น ๆ จัดเตรียมไว้ถวายเหล่าภิกษุสงฆ์ นายจุนทะได้กระทำตามพุทธประสงค์ทุกประการ
สุกรมัททวะ แปลตามศัพท์ เนื้อหมูอ่อน แต่บูรพาจารย์ได้ให้ข้อคิดไว้ว่า น่าจะเป็นอาหารหรือยาที่ปรุงขึ้นมาเป็นพิเศษ เหมาะสำหรับพระโรคของพระพุทธองค์เท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงตรัสให้นำที่เหลือไปฝัง พระองค์เสวยสูกรมัทวะที่นายจุนทะตั้งใจทำถวาย ก็เกิดอาพาธลง มีพระบังคนเป็นโลหิต แต่ทรงอดกลั้น มุ่งเสด็จไปยังเมืองกุสินารา เพื่อเสด็จให้ถึงสถานที่เพื่อ ดับขันธ์ปรินิพพาน
ในระหว่างนั้นพระพุทธองค์ทรงปริวิตกถึงนายจุนทะผู้ถวายสุกรมัทวะ จึงตรัสกับพระอานนท์ว่า..
“ดูกรอานนท์ ! เมื่อเราปรินิพพานไปแล้ว อาจมีผู้กล่าวโทษจุนทะว่าถวายอาหารที่เป็นพิษ
จนเป็นเหตุให้เราปรินิพพานหรือมิฉะนั้นจุนทะอาจจะเกิดวิปฏิสารเดือดร้อนใจตัวเองว่า
เพราะเสวยสุกรมัทวะ อันตนถวายแล้วพระตถาคตจึงนิพพาน"
"ดูกรอานนท์ ! บิณฑบาตทานที่มีอานิสงส์มาก มีผลไพศาล มีอยู่สองคราวด้วยกัน
คือ เมื่อนางสุชาดาถวายเราก่อนจะตรัสรู้ครั้งหนึ่ง และอีกครั้งหนึ่งที่นายจุนทะถวายนี้
ครั้งแรก เสวยอาหารของสุชาดาเป็นเวลาที่ตถาคตถึงซึ่งกิเลสนิพพาน คือ การดับกิเลส
ครั้งหลัง นี้เสวยอาหารของจุนทะบุตรนายช่างทองก็เป็นเวลาที่เราถึงซึ่ง ขันธนิพพาน
คือ ดับขันธ์ อันเป็นวิบากที่เหลืออยู่ ถ้าใคร ๆ จะพึงตำหนิจุนทะ เธอพึงกล่าวให้เขาเข้าใจตามนี้
ถ้าจุนทะจะพึงเดือดร้อนใจ เธอพึงกล่าวปลอบใจให้เขาคลายวิตกกังวลเสีย
อาหารของจุนทะเป็นอาหารมื้อสุดท้ายสำหรับเรา”
ครั้นพระตถาคต พร้อมด้วยพระอานนท์และภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จถึงเมืองกุสินารา เข้าสู่ สาลวโนทยาน คือ อุทยานที่เต็มไปด้วยต้นสาละที่ออกดอกสพรั่ง จึงทรงรับสั่งให้พระอานนท์จัดแท่นบรรทมระหว่างต้นสาละที่โน้มกิ่งเข้าหากันหันพระเศียรไปทางทิศอุดร แล้วทรงปรารภกับพระอานนท์ว่า
“ดูกรอานนท์ ! พุทธบริษัททั้ง ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
ทำสักการะบูชาด้วยเครื่องบูชาสักการะทั้งหลาย อันเป็นอามิส เช่น ดอกไม้ ธูป เทียน ของหอม เป็นต้น
หาชื่อว่าบูชาตถาคตด้วยการบูชาอันยิ่งไม่
ดูกรอานนท์ ! ผู้ใดปฏิบัติตามธรรม ปฏิบัติอันชอบยิ่ง ปฏิบัติธรรมอันเหมาะสม
ผู้นั้นแลชื่อว่า สักการะบูชาเราด้วยการบูชาอันเยี่ยม”
ในรายละเอียดของเรื่องนี้ คือ ปัจฉิมบิณฑบาตร จะขออนุญาตนำเอาความเห็นและบทวิเคราะห์วิจารณ์ของท่านอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิตประเภทปรัชญาสาขาศาสนศาสตร์ ราชบัณฑิตยสถาน ที่ท่านได้กรุณาวิเคราะห์วิจารณ์ไว้ในหนังสือ วาระสุดท้ายของพระพุทธองค์ ของสำนักพิมพ์มติชน เพื่อเป็นประโยชน์และความรู้สำหรับผู้สนใจในการศึกษาพุทธประวัติ ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ โดยท่านอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ท่านได้กรุณาวิเคราะห์วิจารณ์ไว้ดังนี้
จากโภคนคร พระพุทธเจ้าติดตามด้วยพระอานนท์พุทธอนุชาและพระสงฆ์ก็เสด็จดำเนินด้วยพระบาทไปยังเมืองปาวา ในระหว่างทางก็พักอยู่ที่สวนมะม่วงของนายจุนทะ กัมมารบุตร "กัมมาร-บุตร"แปลว่าบุตรนายช่างทอง
นายจุนทะทราบข่าวว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาพักที่สวนมะม่วงของตนก็เข้าไปเฝ้า ได้ฟังธรรมจากพระองค์แล้วก็กราบทูลอาราธนาพระพุทธองค์พร้อมพระสงฆ์ไปเสวยภัตตาหารที่บ้านของตน เมื่อรู้ว่าพระพุทธองค์ทรงรับแล้วก็กลับบ้าน เพื่อเตรียมภัตตาหารถวายในวันรุ่งขึ้น สิ่งที่นายจุนทะตระเตรียมไว้ก็มี
๑. ของเคี้ยวของฉันอันประณีต (ปณีตํ ขาทนียํ โภชนียํ)
๒ สุกรมัททวะอย่างพอเพียง (ปหูตํ สุกรมททวํ)
ที่ท่านยกบาลีมากำกับ ก็เพื่อประโยชน์แก่การอภิปรายข้างหน้า
วิธีเตรียมการของนายจุนทะน่าสนใจ พระบาลีในพระสูตรว่าไว้ดังนี้ "นายจุนทะ กัมมารบุตร ให้ตระเตรียมของเคี้ยว ของฉัน อันประณีต และสุกรมัททวะเป็นอันมากในนิเวศน์ของตน โดยกาลล่วงไปแห่งราตรี" (ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน)
คำว่า "โดยการล่วงไปแห่งราตรี" หมายความว่า นายจุนทะใช้เวลาทั้งคืนนั้นปรุงอาหาร และสิ่งที่เรียกว่า "สุกรมัททวะ" เพื่อถวายพระพุทธเจ้า
พอรุ่งเช้าพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ไปที่บ้านนายจุนทะตามคำนิมนต์ นายจุนทะก็นำอาหารไปถวาย ซึ่งตรงนี้ท่านตีความไว้คือ
๑. อังคาส (ถวายอาหารให้ฉัน) พระพุทธเจ้าด้วยสุกรมัททวะที่เตรียมไว้เฉพาะ
๒. อังคาสภิกษุสงฆ์ด้วยของเคี้ยว ของฉัน อันประณีต
พระพุทธเจ้าเสวย "สุกรมัททวะ" แล้วก็รับสั่งให้นายจุนทะนำเอาที่เหลือไปฝังเสียในหลุมพร้อมรับสั่งว่า
"เราตถาคตมองไม่เห็นใครในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก
ที่บริโภคสุกรมัททวะแล้วจะย่อยได้ดีนอกจากเราตถาคต"
ซึ่งพุทวจนะตรงนี้ เมื่อเสวยสุกรมัททวะเสร็จแล้วไม่นาน ก็เกิดอาพาธอย่างแรงกล้า พระโรคที่เรียกว่า "ปักขันทิกาพาธ" ก็กำเริบ พระพุทธองค์ทรงประชวรลงพระโลหิต(ถ่ายเป็นเลือด) พระอาการเพียบหนัก แต่ทรงข่มไว้ด้วยพลังสมาธิ ตรัสเรียกพระอานนท์ว่า เรามาเดินทางต่อไปยังกุสินาราเถอะ
สุกรมัททวะ คืออะไร
ท่านให้ความเห็นว่า ตามที่เราแปลกันมาในสายเถรวาท สุกรมัททวะ หมายถึง เนื้อสุกรอ่อน แต่คือเนื้อสุกรอ่อนจริงหรือ ท่านอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ท่านได้อภิปรายพร้อมยกหลักฐานมาประกอบ ดังนี้
สุกรมัททวะ คืออะไร ในหนังสือชั้นอรรถกถาชื่อ สุมังคลวลาสินี แต่งโดยพระพุทธโฆษาจารย์ชาวอินเดียเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๐ ได้ประมวลการตีความไว้ ๓ ทรรศนะด้วยกันดังนี้
๑. สุกรมทฺทวนฺติ นาติชิณฺณสฺส เอกเชฎฐกสูกรส ปวตฺตมํสํ
สุกรมัททวะ ได้แก่ ปวัตตะมังสะ (เนื้อที่ขายตามตลาด) ของสุกรที่เจริญเต็มที่
ซึ่งไม่หนุ่มเกินไป ไม่แก่เกินไป
ทรรศนะนี้บอกว่าเป็นเนื้อหมู่ และอธิบายเพิ่มเติมว่า เนื้อสุกรที่ไม่แก่เกินไป ไม่หนุ่มเกินไป
นุ่มสนิทดี ปรุงอาหารอร่อย นายจุนนทะนำเนื้อชนิดนี้มาปรุงอาหารถวายพระพุทธเจ้า
๒. เอเก ภณนฺติ สุกรมทฺทวนฺติ ปน มุทุโอทนสฺส ปญฺจโครสยูสปาจนวินธานสฺส
นาเมตํ ควปานํ นาม ปากนามนฺติ
อีกมติหนึ่งว่าสุกรมัททวะ หมายถึง ชื่อแห่งวิธีการปรุงข้าวอ่อนด้วยเบญจโครส
เหมือนชื่ออาหารที่ปรุงด้วยควปานะ มตินี้ตรงข้ามมติแรก คือแทนที่จะเป็นอาหาร
ประเภทเนื้อสัตว์ กลับเป็นอาหารประเภทพืชไป คือข้าวหุงด้วยนมโค
๓. เกจิ ภณนฺติ สุกรมทฺทวํ นาม รสายนวิธี ตํ ปน รสายนยตฺตนฺติ
อีกมติหนี่งว่า รสายนวิชื่อว่าสุกรมัททวะ รสายนวิธีนั้นมาในคัมภีร์รสายนศาสตร์ นายจุนทะ
ตกแต่งอาหารตามคัมภีร์รสายนศาสตร์ เพื่อมิให้พระพุทธเจ้าปรินิพพาน
ในคัมภีร์ฝ่ายสันสกฤต (คัมภีร์มหายาน) ตีความสุกรมัททวะว่า ได้แก่เห็ดชนิดหนึ่ง
ที่เกิดขึ้นที่ไม้จันทร์ เรียกในภาษาจีนว่า "จับทับฉิ่วยื้อ" และว่าเห็ดชนิดนี้หมูชอบกิน
จึงเรียกว่าสุกรมัททวะ มติฝ่ายมหายานนี้เข้ากันได้กับทรรศนะที่ ๓ ที่ว่าสุกรมัททวะ
เป็นยาสมุนไพรชนิดหนึ่ง
สรุปแล้ว สุกรมัททวะตีความกันได้ ๓ นัย คือ
๑. เนื้อสุกรอ่อนนุ่มที่ปรุงรสอย่างดี
๒. ข้าวอ่อนหุงด้วยนมโค
๓. ยาสมุนไพรชนิดหนึ่ง (เห็ดไม้จันทน์)
ข้อที่น่าพิจารณาสำหรับพระกระยาหารมื้อสุดท้ายของพระพุทธเจ้าก็คือ ถ้าเป็นสุกรอ่อนจริงดังที่ชาวพุทธสายเถรวาทเข้าใจกัน ทำไมพระพุทธเจ้าจึงไม่ให้นายจุนทะถวายแก่พระสาวกรูปอื่น ให้ถวายพระองค์ผู้เดียว ที่เหลือจากเสวยรับสั่งให้นายจุนทะเอาไปฝัง และตรัวว่า สุกรมัททวะนี้พระองค์เท่านั้นเสวยแล้วจึงสามารถย่อยได้
พิเคราห์จากข้อความนี้แสดงว่า สุกรมัททวะมิใช่อาหารธรรมดาที่ปรุงด้วยเนื้อหมูแน่นอน
มติที่สองที่บอกว่า หมายถึง ข้าวอ่อนหุงด้วยนมโค ก็มีข้อที่น่าสงสัยอีกเช่นกัน ในพระสูตรกล่าวว่า อาหารชื่อ สุกรมัททวะนี้ย่อยยาก พระพุทธองค์เท่านั้นที่สามารถย่อยได้ ถ้าเป็นข้าวหุงด้วยนมธรรมดาไม่น่าจะย่อยยาก และที่สำคัญไม่น่าที่พระพุทธองค์จะตรัสห้ามมิให้นำไปถวายพระสาวกรูปอื่นอีก การที่มิให้นายจุนทะถวายพระรูปอื่น แสดงถึงข้อพิเศษเฉพาะของสิ่งนี้อยู่ในตัวของมัน ไม่สาธารณะทั่วไป
มติที่สามที่บอกว่าเป็นโอสถพิเศษที่ปรุงด้วยตำรับ"รสายนศาสตร์"(ทางฝ่ายมหายานระบุว่าเป็นเห็ดแก่นจันทน์) ข้อนี้น่าพิจารณาและมีทางเป็นไปได้กว่าสองมติที่กล่าวมา ด้วยเหตุผลดังนี้
๑. นายจุนทะรู้ว่าพระพุทธองค์ประชวร จึงขวนขวายหาโอสถมาปรุงถวายพิเศษ
การปรุงยาคงต้องตระเตรียมหุงต้มตลอดทั้งคืน ถ้าเป็นอาหารธรรมดา
ก็ไม่น่าจะเสียเวลาตระเตรียมมากมายขนาดนั้น
๒. การที่พระองค์ห้ามมิให้นายจุนทะถวายสุกรมัททวะแก่พระสงฆ์อื่น ก็เนื่องจากพระรูปอื่น
มิได้อาพาธเหมือนพระองค์ คนไม่ป่วยไข้ มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แล้ว ขืนรับประทานยา
ก็จะกลายเป็นโทษมากกว่าคุณ มีตัวอย่างให้เห็นในปัจจุบัน คนไม่เป็นอะไร ชอบกินวิตามินบำรุง
หนักเข้าเกิดโรคแพ้วิตามินก็มี ยาที่นายจุนทะปรุงนี้บางทีจะปรุงด้วยตัวยาหนักเบาสำหรับ
พระพุทธองค์โดยเฉพาะ อย่างตำราไทยโบราณของเราต้องมีการคูณธาตุ น้ำหนักยา
มีหนักมีเบามากน้อยตามความเหมาะสมแก่คนไข้เป็นราย ๆ ไป ใช่ว่ายาหม้อเดียวกัน
รักษาได้ทุกคนก็หาไม่ ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงตรัสว่า พระองค์แต่ผู้เดียวเท่านั้น
ที่เหมาะจะเสวยสุกรมัททวะนี้ และย่อยมันได้ดี เข้าทำนอง "ลางเนื้อชอบลางยา"
๓. ถ้าสิ่งที่ว่านี้เป็นสมุนไพร หรือยาที่ปรุงพิเศษขนานหนึ่งสำหรับพระพุทธเจ้า ทำไมเรียกชื่อว่า
สุกรมัททวะเล่า พูดง่าย ๆ ถ้าไม่เกี่ยวกับเนื้อหมูแล้วมีคำว่า สุกรมัททวะอยู่ด้วยทำไม
ข้อนี้ท่านอาจารย์เสฐียรพงษ์ ท่านได้กรุณาวิเคราะห์วิจารณ์ว่า ดูตัวอย่างชื่อยาไทยโบราณ
ยาไทยแต่ละขนานล้วนตั้งชื่อกันแปลก ๆ เช่น ยาจตุรพักตร์ ยาน้ำนมราชสีห์ ฯลฯ ซึ่งจริง ๆ อย่าง
ยาน้ำนมราชสีห์ ก็มิได้เอา น้ำนมราชสีห์ จริง ๆ เป็นเพียงตั้งชื่อให้วิจิตรพิสดารอย่างนั้นเอง
ชื่อสุกรมัททวะนี้ก็เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นเนื้อหมู และที่ปกรณ์ฝ่ายสันสกฤตระบุว่าเป็นเห็ด
เกิดจากแก่นจันทร์ก็ฟังดูเข้าทีดี อาจเป็นเห็ดชนิดนี้ก็ได้ที่นายจุนทะนำมาปรุงตามตำรับ
รสายนศาสตร์ถวายพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงเมืองปาวา อาการประชวรก็กำเริบหนักขึ้น ถ้ามิได้เสวยยาของนายจุนนทะบางทีอาจไม่ทรงสามารถพยุงพระวรกายเสด็จไปถึงเมืองกุสินาราก็ได้ หลังจากเสวยพระกระยาหารมื้อนี้แล้ว ทรงทราบดีว่าอาจมีผู้เข้าใจผิดว่านายจุนทะวางยาพิษพระองค์ถึงกับดับขันธปรินิพพานก็ได้ จึงตรัสกับพระอานนท์เพื่อป้องกันความเสียหายอันอาจเกิดแก่นายจุนทะในกาลข้างหน้าว่า
"ดูก่อนอานนท์ อาจเป็นไปได้ว่าใครคนหนึ่งพึงทำความร้อนใจให้เกิดแก่นายจุนทะกัมมารบุตรว่า
นี่แนะนายจุนทะ ไม่เป็นลาภผลของท่านเสียแล้ว พระตถาคตเจ้าเสวยบิณฑบาตของท่านแล้ว
เสด็จดับขันธปรินิพพาน
อานนท์ พวกเธอควรดับความร้อนใจของนายจุนทะเสีย โดยชี้แจงว่า นี่แน่ะจุนทะ
เป็นลาภผลของท่านนักหนา พระตถาคตเจ้าเสวยบิณฑบาตของท่านเป็นครั้งสุดท้าย
แล้วดับขันธปรินิพพาน.... บิณฑบาตสองครั้ง มีวิบากเสมอกัน มีอานิสงส์มากกว่าบิณฑบาตอย่างอื่น
คือ ตถาคตเสวยแล้วตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณครั้งหนึ่ง เสวยแล้วปรินิพพานด้วย
อนนุปาทิเสสนิพพานธาตุครั้งหนึ่ง กรรมที่ให้อายุ วรรณ สุข ยศ สวรรค์ และความเป็นใหญ่
ชื่อว่านายจุนทะได้สั่งสมไว้แล้ว"
ในทรรศนะของท่านราชบัณฑิตเสฐียรพงษ์ วรรณปก ท่านเห็นว่า สุกรมัททวะน่าจะหมายถึงยาสมุนไพรชนิดหนึ่งมากกว่าเนื้อสุกร ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้น
ทรงเสด็จสู่เมืองกุสินารา
เมื่อเสร็จภัตตกิจที่บ้านนายจุนทะผู้ถวายปัจฉิมบิณฑบาต คือ ถวายอาหารมื้อสุดท้าย คู่กับ นางสุชาดา ซึ่งเป็นผู้ถวายปฐมบิณฑบาต คือ ถวายอาหารมื้อแรก แล้ว
ในวันนั้นพระบรมศาสดาก็ทรงประชวรด้วยพระโรค “โลหิตปักขัณทิกาพาธ” คือ ถ่ายเป็นพระโลหิต อันเนื่องมาจากการบำเพ็ญเพียร อดอาหาร กระทำทุกรกิริยา ในลำดับนั้นพระบรมศาสดาจึงมีดำรัสสั่งให้ออกเดินทางไปสู่เมืองกุสินารา อันเป็นเมืองที่พระพุทธองค์มีพระประสงค์จะเสด็จไปปรินิพพาน
พระพุทธองค์ทรงกระหายน้ำ
ในระหว่างทางที่เสด็จพุทธดำเนินสู่เมืองกุสินารา พระบรมศาสดาเกิดกระหายน้ำมากถึงเสด็จเข้าประทับพักยังร่มไม้ริมทาง ตรัสสั่งให้พระอานนท์ไปตักน้ำมาถวาย ในหนังสือเกี่ยวกับพุทธประวัติกล่าวว่า เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่พระพุทธองค์ทรงกระหายและขอน้ำดื่มในระหว่างทางขณะยังไม่ถึงที่พัก ทั้งนี้เนื่องจากพระอาการประชวร พระอานนท์เห็นน้ำในแม่น้ำขุ่นเพราะกองเกวียนจำนวน ๕๐๐ เล่ม เพิ่งแล่นผ่านไปจึงกลับมาทูลอาราธนาให้เสด็จต่อไปจนถึงแม่น้ำ กกุธานที อันเป็นแม่น้ำกว้างใหญ่ที่อยู่ข้างหน้า ซึ่งมีน้ำใสเย็นและจืดสนิท
พระบรมศาสดาตรัสให้พระอานนท์กลับไปตักน้ำมาถวายใหม่อีกครั้ง คราวนี้น้ำในแม่น้ำที่ขุ่นกลับใสสะอาดปราศจากธุลีเป็นอัศจรรย์ พระบรมศาสดาทรงตรัสถึงสาเหตุที่น้ำในแม่น้ำขุ่นข้นในครั้งแรกว่า เกิดจากบุพกรรม คือ กรรมแต่ชาติปางก่อนเมื่อครั้งที่พระองค์เสวยชาติเป็นพ่อค้าเกวียน ครั้งหนึ่งขณะนำกองเกวียนจำนวน ๕๐๐ เล่มไปค้าขายยังต่างเมือง พระองค์สั่งให้นำกะทอ คือ เครื่องครอบสวมปากวัวไว้ทั้งหมดเพราะเกรงจะกินน้ำในแม่น้ำสายเล็ก ๆ ที่เดินทางผ่านอันอาจไม่สะอาด ครั้นเดินทางถึงแม่น้ำสายใหญ่แล้วจึงสั่งให้ถอดกะทอออกฝูงวัวจึงได้กินน้ำ กรรมอันนั้นได้ติดตามมาสนองในขณะจวนจะเสด็จปรินิพพาน ทำให้ได้น้ำดื่มอย่างยากลำบาก
ส่วนสาเหตุที่น้ำในแม่น้ำซึ่งขุ่นข้นกลับใสขึ้นมานั้น เกิดจากผลบุญเมื่อพระองค์เสวยชาติเป็นพ่อค้าเกวียนนำกองเกวียนออกเดินทางค้าขายผ่านสถานที่กันดาร น้ำที่เตรียมไว้หมดคนทั้งหลายพากันอดอยากสิ้นกำลัง พระองค์ไม่ยอมย่อท้อพยายามเสาะหาสถานที่อันมีต้นหญ้าขึ้นอยู่เขียวชอุ่มจึงให้ช่วยกันขุดดินและแผ่นหินที่ขวางกั้นอยู่ ทำให้เกิดเป็นบ่อน้ำขึ้นในสถานที่กันดาร ผู้สัญจรเดินทางผ่านไปผ่านมาได้อาบกินเกิดกุศลแก่ผู้สร้าง
หลังจากพักผ่อนอัธยาศัยพอแก่เวลาอันสมควรแล้ว พระบรมศาสดาจึงนำเหล่าภิกษุสงฆ์เสด็จสู่เมืองกุสินาราตามพระพุทธประสงค์ต่อไป