ทรงแสดงโอฬาริกนิมิต

ในเช้าวันแห่งวันปัณณรสี  คือ วันเพ็ญเดือน ๓ มาฆมาส ตรงกับวันมาฆบูชา พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปบิณฑบาต ณ เมืองไพศาลี ครั้นทำภัตกิจแล้วพระองค์มีพระประสงค์จะเสด็จประทับ ณ ปาวาลเจดีย์ จึงให้พระอานนท์พุทธอุปัฏฐากนำผ้านิสีทนะ คือ ผ้าสำหรับรองนั่งไปปูลาดถวาย

ในครั้งนั้นพระพุทธองค์ได้แสดง “โอฬาริกนิมิต” คือ ตรัสให้พระอานนท์ทราบว่าผู้ใดเจริญอิทธิบาทภาวนาดีแล้วย่อมสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ถึงกัปหนึ่ง หรือ ๑๒๐ ปี หรือเกินกว่า การที่พระบรมศาสดาตรัสโอฬาริกนิมิตมิใช่เพราะมีพุทธประสงค์อยากจะดำรงพระชนม์ชีพต่อไปด้วยเสียดายชีวิต หรือเกรงกลัวต่อความตายเหมือนปุถุชนทั่วไป แต่ทรงเห็นว่าจะสามารถแสดงธรรมสั่งสอนเหล่าเวไนยสัตว์ หรือสัตว์ผู้สามารถอบรมสั่งสอนธรรมได้ด้วยพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้

ด้วยเหตุที่พญามารได้เข้าดลใจ แม้พระพุทธองค์ทรงตรัสนิมิตถึง ๓ หน แต่พระอานนท์กลับมิได้ทูลอาราธนาให้ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ตลอดกัปหนึ่ง เมื่อเห็นพระอานนท์เฉยอยู่พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “อานนท์! เธอจงไปพักผ่อนเสียบ้างเถิด เธอเหนื่อยมากแล้ว แม้ตถาคตก็จะพักผ่อนเหมือนกัน” พระอานนท์จึงหลีกไปพักผ่อน ณ โคนต้นไม้อีกต้นหนึ่ง ซึ่ง ณ เวลานั้นพระพุทธองค์ทรงรำพึงถึงกาลที่ทรงตรัสรู้ล่วงมา ๔๕ ปี ที่แรกเริ่มทรงท้อพระทัยในการที่จะประกาศธรรมสั่งสอนสัตว์ แต่ด้วยพระมหากรุณาต่อสรรพสัตว์จึงตกลงรับอารธนาแสดงธรรม ทรงตั้งพระทัยว่าถ้าบริษัทสี่ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ยังไม่เป็นปึกแผ่น พระธรรมยังไม่แพร่หลายเพียงพอ ตราบนั้นพระองค์จะทรงยังไม่เสด็จปรินิพพาน แต่ในกาลบัดนี้พระธรรมคำสอนของพระองค์แพร่หลายเพียงพอแล้ว เหล่าพุทธบริษัทสี่ ฉลาดสามารถพอที่จะดำรงพระสัทธรรมของพระองค์ให้เป็นปึกแผ่นได้ เป็นการสมควรแล้วที่พระองค์จะเข้าสู่มหาปรินิพพาน เมื่อทรงดำริเช่นนี้แล้วจึงทรงปลงมายุสังขาร คือ ตั้งพระทัยแน่วแน่ว่า พระองค์จะปรินิพพานใน วันเพ็ญวิสาขปูรณมี เดือน ๖

หรืออีกนัยหนึ่ง เพราะพระอานนท์มีความเคารรักพระบรมศาสดา เมื่อเห็นว่า พระพุทธองค์ทรงชราภาพมากแล้วทั้งยังประชวรด้วยพระโรคอันก่อให้เกิดทุกขเวทนา จึงไม่ควรให้ฝืนสังขารอยู่ต่อไป ด้วยในเวลานี้พุทธบริษัททั้ง ๔ ได้ดำรงตั้งมั่นในพุทธศาสนาสมดังปณิธานของพระศาสดาที่ตั้งพระหฤทัยไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งตรัสรู้พระอรหันตสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว

"๑๖ ตำบล ที่ทรงแสดงโอฬาริกนิมิต"

โอฬาริกนิมิต มีความหมายว่า การที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสข้อความเป็นเชิงเปิดโอกาสให้อาราธนาเพื่อดำรงพระชนม์อยู่ต่อไป ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงนิมิตโอภาส ณ ๑๖ ตำบล แก่พระอานนท์ พระมหาสาวกผู้เป็นพระอุปัฏฐากประจำพระองค์ แต่พระอานนท์ก็ไม่รู้ จึงไม่อารธนา ไม่วิงวอน ให้พระพุทธเจ้าดำรงพระชนม์อยู่ต่อไป ดังนั้น พระบรมศาสดาทรงกำหนดพระทัยทรงปลงพระชนมายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ในวันมาฆปุรมี เพ็ญเดือน ๓ จักเสด็จดับขันธปรินิพานในกาล ๓ เดือนข้างหน้า ในวันเพ็ญเดือน ๖ ขณะมีพระชนมายุ ๘๐ พรรษา สำหรับ ๑๖ ตำบลที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงนิมิตโอภาสแก่พระอานนท์นั้น ทรงแสดงที่เมืองราชคฤห์ ๑๐ ตำบล และที่เมืองเวสาลี ๖ ตำบล ดังนี้

  • ๑.  ที่ภูเขาคิชฌกุฏ อันเป็นภูเขาลูกหนึ่งในห้าลูกที่เรียกว่า เบญจคีรี ล้อมพระนครราชคฤห์
  • ๒.  ที่โคตมนิโครธ เป็นตำบลแห่งหนึ่งในพระนครราชคฤห์
  • ๓.  ที่เหวสำหรับทิ้งโจร บนภูเขาคิชฌกูฏ ภูเขาลูกนึ่งในเบญจคีรีซึ่งล้อมรอบพระนครราชคฤห์
  • ๔.  ที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา ข้างภูเขาเวภารบรรพต หนึ่งใน ๕ ของเบญจคีรี ที่ล้อมรอบพระนครราชคฤห์ และถ้าสัตตบรรณคูหาทั้งยังเป็นสถานที่สังคายนาครั้งแรกอีกด้วย
  • ๕.  ที่กาฬสิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิบรรพต หนึ่งใน ๕ ของภูเขาเบญจคีรี ที่ล้อมรอบพระนครราชคฤห์ และกาฬสิลายังเป็นที่ที่พระมหาโมคคัลลานะ อัครมหาสาวกเบื้องซ้ายถูกคนร้ายซึ่งรับจ้างพวกเดียรถีย์ ไปลอบฆ่าด้วยการทุบตีจนร่างแหลก
  • ๖.  ที่สัปปิโสณฑิกา ณ สีตวัน เป็นเงื้อมเขาแห่งหนึ่งอยู่ที่สีตวันใกล้กรุงราชคฤห์
  • ๗.  ตโปทาน สวนแห่งหนึ่งอยู่ใกล้บ่อน้ำพุร้อนชื่อตโปทาใกล้กรุงราชคฤห์
  • ๘.  ที่เวฬุวัน พระวิหารในป่าไผ่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพระนครราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารถวายเป็นสังฆาราม นับเป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา
  • ๙.  ที่ชีวกัมพวนาราม เป็นวิหารในสวนมะม่วงซึ่งชีวกโกมารภัจจ์แพทย์ประจำพระองค์พระพุทธเจ้าสร้างถวายอยู่ในกรุงราชคฤห์
  • ๑๐. ที่มัททกุจฉิมิคทายวัน ป่าเป็นที่ให้อภัยแก่เนื้อชื่อมัททกุจฉิอยู่ที่พระนครราชคฤห์
  • ๑๑. ที่อุทเทนเจดีย์ เจดีย์สถานแห่งหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองเวลาลี นครหลวงของแคว้นวัชชี
  • ๑๒. ที่โคตมกเจดีย์ เจดีย์สถานแห่งหนึ่งอยู่ทางทิศใต้ของนครเวสาลี
  • ๑๓. ที่สัตตัมพเจดีย์ เจดีย์สถานแห่งหนึ่งที่นครเวสาลี
  • ๑๔. ที่พหุปุตตเจดีย์ เจดีย์สถานแห่งหนึ่งอยู่ทางเหนือของนครเวสาลี
  • ๑๕. ที่สารันทเจดีย์ เจดีย์สถานแห่งหนึ่งที่นครเวสาลี
  • ๑๖. ที่ปาวาลเจดีย์ เจดีย์สถานแห่งหนึ่งที่นครเวสาลีพระพุทธเจ้าทรงทำนิมิตโอภาสครั้งสุดท้าย และทรงปลงพระชนมายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ก่อนปรินิพพาน ๓ เดือน