ปรินิพพาน (34)
ท้าวสักกะอัญเชิญพระทันตธาตุไปเทวโลก
ขณะที่โทณพราหมณ์กำลังตักตวงพระบรมธาตุถวายกษัตริย์ทั้งหลายอยู่นั้น ท้าวสักกะอมรินเทวราช ทราบด้วยทิพย์จักษุว่า โทณพราหมณ์ลอบหยิบเอาพระทันตธาตุ หรือ พระเขี้ยวแก้วซ่อนไว้ในมวยผม จึงทรงดำริว่า
"กำลังโทณพราหมณ์ ไม่สามารถจะทำที่สักการะบูชาเชิดชูพระบรมธาตุนั้นให้สมเกียรติอันสูงได้
สมควรจะเอาไปประดิษฐานไว้ยังเทวโลก ให้เทวดาและพรหมทั้งหลายสักการะบูชาเถิด"
ครั้นดำริแล้วก็แฝงพระกายลงมาหยิบเอาพระทันตธาตุ เชิญลงสู่พระโกษทองน้อย ยกขึ้นทูลพระเศียรเกล้า อัญเชิญไปบรรจุไว้ที่ พระจุฬามณีเจดีย์ ณ สุราลัยเทวสถาน
โทณพราหมณ์ได้รับทะนานทองเป็นรางวัล
ฝ่ายโทณพราหมณ์ ครั้นแบ่งปันพระบรมสารีริกธาตุถวายกษัตริย์ทั้งปวงเสร็จแล้ว ก็ยกมือขึ้นค้นหาพระทักษิณทาฐธาตุบนมวยผม ไม่พบก็เสียใจเป็นอันมาก ครั้นจะไต่ถามหาตัวคนเอาไป ว่าผู้ใดมาลอบเอาพระทักษิณทาฐธาตุบนมวยผมไป ก็ไม่กล้าออกปากด้วยละอายแก่ใจ เกรงว่ากษัตริย์ทั้งหลายจะยกโทษ ทำให้เสื่อมเสียเกียรติของตน จึงสงบใจไว้ ไม่แสดงอาการอันใดออกมา แต่แล้วก็ดำริสืบไปว่า ทะนานทองใบนี้ ก็มีส่วนนับเนื่องในพระบรมสารีริกธาตุ เป็นของวิเศษ ควรแก่การสัการะบูชาอยู่ ควรที่จะอาตมาจะนำไปสร้างพระเจดีย์บรรจุไว้เป็นที่สักการะบูชาเถิด ครั้นตกลงใจเช่นนั้นแล้ว จึงกล่าวแก่กษัตริย์ทั้งปวงว่า
"ข้าแต่บพิตรทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอประทานทะนานทองตวงพระบรมธาตุใบนี้
เพื่อจะอัญเชิญไปสร้างพระสถูปเจดีย์บรรจุไว้เป็นที่สักการะบูชา"
กษัตริย์ทั้งหลายก็พร้อมใจกัน ยินยอมพระราชทานทะนานทองให้แก่โทณพราหมณ์ เพื่อไปสร้างพระตุมพเจดีย์บรรจุตามปรารถนา
ภายหลังกษัตริย์ในเมืองโมรีนคร ได้ทราบข่าวพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพาน จึงส่งราชฑูตให้มาทูลขอพระบรมสารีริกธาตุ ณ เมืองกุสินารานคร ทั้งยกพลพยุหเสนาตามมาภายหลัง กษัตริย์กุสินาราจึงแจ้งว่า พระบรมสารีริกธาตุนั้น กษัตริย์ทั้งแปดพระนครได้ประชุมแบ่งปันกันหมดสิ้นแล้ว ยังอยู่แต่พระอังคาร ขอให้อัญเชิญพระอังคารไป ทำสักการะบูชาเถิด กษัตริย์โมรีนคร ก็อัญเชิญพระอังคารไปทำสักการะบูชายังพระนครของตน.
พระสถูปเจดีย์สถานพระบรมสารีริกธาตุ
ในสมัยนั้น บรรดากษัตริย์ทั้งหลาย เมื่อได้รับส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุแล้ว ต่างองค์ต่างก็จัดขบวนอันมโหฬาร อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุไปยังพระนครของตนด้วยเกียรติยศอันสูง แล้วให้ก่อพระสถูปเจดีย์ขึ้น บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้เป็นที่สักการะบูชาของมหาชน จึงปรากฏว่า มีพระสถูปเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ดังนี้-
๑. พระธาตุเจดีย์ ที่เมืองราชคฤห์
๒. พระธาตุเจดีย์ ที่เมืองไพศาลี
๓. พระธาตุเจดีย์ ที่เมืองกบิลพัสดุ์
๔. พระธาตุเจดีย์ ที่เมืองอัลลกัปปะนคร
๕. พระธาตุเจดีย์ ที่เมืองรามนคร
๖. พระธาตุเจดีย์ ที่เมืองเวฏฐทีปกะนคร
๗. พระธาตุเจดีย์ ที่เมืองปาวานคร
๘. พระธาตุเจดีย์ ที่เมืองกุสินารานคร
๙. พระอังคารเจดีย์ ที่เมืองโมรีนคร
๑๐. พระตุมพเจดีย์ ที่เมืองกุสินารานคร
รวมเป็น ๑๐ เจดีย์ด้วยกัน ยังส่วนต่าง ๆ ที่เป็นส่วนพระบรมธาตุบ้าง ที่เป็นส่วนบริขารพุทธบริโภคบ้าง ก็ปรากฏว่าได้รับอัญเชิญไปสร้างพระสถูปเจดีย์บรรจุไว้ในเมืองต่าง ๆ ดังนี้
๑. พระเขี้ยวแก้วเบื้องบนขวา กับพระรากขวัญเบื้องขวา ขึ้นไปประดิษฐานอยู่ใน
พระจุฬามณีเจดีย์สถาน ณ ดาวดึงสเทวโลก
๒. พระเขี้ยวแก้วเบื้องต่ำขวา เดิมไปประดิษฐาน ณ เมืองกาลิงคราฐ แต่บัดนี้ไปสถิตย์อยู่
ในลังกาทวีป
๓. พระเขี้ยวแก้วเบื้องบนซ้าย ไปประดิษฐานอยู่ ณ เมืองคันธารราฐ
๔. พระเขี้ยวแก้วเบื้องต่ำซ้าย ไปประดิษฐานอยู่ในนาคพิภพ
๕. พระรากขวัญเบื้องซ้าย กับพระอุณหิส ขึ้นไปประดิษฐานอยู่ในทุสสเจดีย์ ณ พรหมโลก
ส่วนพระทนต์ทั้ง ๓๖ และพระเกศา พระโลมา กับทั้งพระนขาทั้ง ๒๐ นั้น เทพยดาอัญเชิญไปองค์ละองค์ สู่จักรวาฬต่าง ๆ
อนึ่ง พระพุทธบริขาร พุทธบริโภคทั้งหลายนั้น ก็ได้รับอัญเชิญไปบรรจุไว้ในสถูปตามนครต่าง ๆ ดังนี้
๑. พระกายพันธ์ สถิตย์อยู่ที่เมืองปาฏลีบุตร
๒. พระอุทกสาฎก สถิตย์อยู่ที่เมืองปัญจาลราฐ
๓. พระจัมมขันธ์ สถิตย์อยู่ที่เมืองโกสราฐ
๔. ไม้สีฟัน สถิตย์อยู่ที่เมืองมิถิลา
๕. พระธัมมกรก สถิตย์อยู่ที่เมืองวิเทหราฐ
๖. มีดกับกล่องเข็ม สถิตย์อยู่ที่เมืองอินทปัตถ์
๗. ฉลองพระบาท สถิตย์อยู่ที่บ้านอุสิรพราหมณคาม และถลกบาตร
๘. เครื่องลาด สถิตย์อยู่ที่เมืองมกุฏนคร
๙. ไตรจีวร สถิตย์อยู่ที่เมืองภัททราฐ
๑๐. บาตร เดิมสถิตย์อยู่ที่เมืองปาฏลีบุตร ภายหลังไปอยู่เมืองลังกาทวีป
๑๑. นิสีทนะสันถัด สถิตย์อยู่ที่เมืองกุรุราฐ
พระสังคีติกาจารย์ได้พรรณาประมวลพระสถูปเจดีย์ ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และพระบริกขารพุทธบริโภคไว้ด้วยประการ ฉะนี้.
การทำสังคายนาพระไตรปิฏกภายหลังพุทธปรินิพพาน
หลังจากพระบรมศาสดาสัมมสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ๓ เดือน
คณะสงฆ์โดยการนำของพระมหากัสสปเถระเจ้า ได้ กระทำการสังคายนาพระไตรปิฎก ณ ถ้ำสัตตบรรณคูหา ข้างเขาเวภารบรรพต ใกล้กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ อันเนื่องมาจากภิกษุชื่อ สุภัททะ ผู้บวชเมื่อแก่ คนละองค์กับ พระสุภัททะอดีตปริพาชก ปัจฉิมสาวก เมื่อรู้ข่าวการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า แทนที่จะร้องไห้เศร้าโศกเหมือนภิกษุทั้งหลาย กลับเอ่ยห้ามปรามว่าจะเสียใจไปทำไม ต่อแต่นี้ไปจะไม่มีใครมาคอยห้ามปรามมิให้กระทำสิ่งโน้นสิ่งนี้อีกแล้ว สร้างความสลดใจให้แก่หมู่สงฆ์ การสังคายนาครั้งนี้ใช้เวลา ๗ เดือนจึงแล้วเสร็จ ในภายหลังมีการสังคายนาอีกหลายครั้ง
หมายเหตุ : ดูรายละเอียดการทำสังคยนาพระไตรปิฏกได้ในหมวดพระธรรม