พระพุทธเจ้า (204)

"ปัจฉิมบิณทบาตร” ทรงรับอุทกังภัตตาหารมื้อสุดท้าย
เมื่อพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ากระทำนาคาวโลก ณ ประตูเมืองเวสาลีแล้ว ได้นำพระภิกษุสงฆ์เสด็จพุทธดำเนินมุ่งหน้าสู่บ้านภัตฑุคาม (ภัตฑคาม) หลังจากแสดงธรรมโปรดเหล่าพุทธบริษัทให้ตั้งอยู่ในอริยธรรม คือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุต อันเป็นธรรมแห่งการหลุดพ้นจากอาสวะทั้งมวล ต่อจากนั้นจึงเสด็จไปสู่ บ้านหัตภีคาม อัมพุคาม ชัมพุคาม และโภคนครโดยลำดับ หลังจากแสดงธรรมโปรดชาวเมืองโภคนครแล้ว จึงเสด็จต่อไปยังเมืองปาวานครและได้ประทับ ณ อัมพวันสวนมะม่วงของนายจุนทกัมมารบุตร
ในครั้งนั้นนายจุนทะผู้มีอาชีพช่างทองเมื่อทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาประทับในสวนของตนก็บังเกิดความยินดี รีบนำเครื่องสักการะมาถวาย พระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรด ยังผลให้นายจุนทะมีความชื่นชมโสมนัสได้บรรลุโสดาปัตติผลพร้อมทั้งกราบทูลให้เข้าไปรับอาหารบิณฑบาตยังนิเวศน์ของตนพระบรมศาสดาทรงรับด้วย ดุษณีภาพ คือนั่งนิ่ง หมายถึง การรับนิมนต์ อันเป็นธรรมเนียมของสมณะ
ในเช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อพระผู้มีพระภาคนำภิกษุสงฆ์เสด็จมาถึงเรือน นายจุนทะได้จัดโภชนาหารอันประณีตไว้ถวายพร้อม สุกรมัททวะ พระพุทธองค์ตรัสแก่นายจุนทะว่าสุกรมัททวะจงอังคาส คือถวาย เฉพาะพระองค์เพียงผู้เดียว ที่เหลือให้ขุดหลุมฝังเสีย เพราะนอกจากพระองค์แล้วไม่มีผู้ใดสามารถย่อยได้ จงนำอาหารอื่น ๆ จัดเตรียมไว้ถวายเหล่าภิกษุสงฆ์ นายจุนทะได้กระทำตามพุทธประสงค์ทุกประการ
สุกรมัททวะ แปลตามศัพท์ เนื้อหมูอ่อน แต่บูรพาจารย์ได้ให้ข้อคิดไว้ว่า น่าจะเป็นอาหารหรือยาที่ปรุงขึ้นมาเป็นพิเศษ เหมาะสำหรับพระโรคของพระพุทธองค์เท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงตรัสให้นำที่เหลือไปฝัง พระองค์เสวยสูกรมัทวะที่นายจุนทะตั้งใจทำถวาย ก็เกิดอาพาธลง มีพระบังคนเป็นโลหิต แต่ทรงอดกลั้น มุ่งเสด็จไปยังเมืองกุสินารา เพื่อเสด็จให้ถึงสถานที่เพื่อ ดับขันธ์ปรินิพพาน
ในระหว่างนั้นพระพุทธองค์ทรงปริวิตกถึงนายจุนทะผู้ถวายสุกรมัทวะ จึงตรัสกับพระอานนท์ว่า..
“ดูกรอานนท์ ! เมื่อเราปรินิพพานไปแล้ว อาจมีผู้กล่าวโทษจุนทะว่าถวายอาหารที่เป็นพิษ
จนเป็นเหตุให้เราปรินิพพานหรือมิฉะนั้นจุนทะอาจจะเกิดวิปฏิสารเดือดร้อนใจตัวเองว่า
เพราะเสวยสุกรมัทวะ อันตนถวายแล้วพระตถาคตจึงนิพพาน"
"ดูกรอานนท์ ! บิณฑบาตทานที่มีอานิสงส์มาก มีผลไพศาล มีอยู่สองคราวด้วยกัน
คือ เมื่อนางสุชาดาถวายเราก่อนจะตรัสรู้ครั้งหนึ่ง และอีกครั้งหนึ่งที่นายจุนทะถวายนี้
ครั้งแรก เสวยอาหารของสุชาดาเป็นเวลาที่ตถาคตถึงซึ่งกิเลสนิพพาน คือ การดับกิเลส
ครั้งหลัง นี้เสวยอาหารของจุนทะบุตรนายช่างทองก็เป็นเวลาที่เราถึงซึ่ง ขันธนิพพาน
คือ ดับขันธ์ อันเป็นวิบากที่เหลืออยู่ ถ้าใคร ๆ จะพึงตำหนิจุนทะ เธอพึงกล่าวให้เขาเข้าใจตามนี้
ถ้าจุนทะจะพึงเดือดร้อนใจ เธอพึงกล่าวปลอบใจให้เขาคลายวิตกกังวลเสีย
อาหารของจุนทะเป็นอาหารมื้อสุดท้ายสำหรับเรา”
ครั้นพระตถาคต พร้อมด้วยพระอานนท์และภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จถึงเมืองกุสินารา เข้าสู่ สาลวโนทยาน คือ อุทยานที่เต็มไปด้วยต้นสาละที่ออกดอกสพรั่ง จึงทรงรับสั่งให้พระอานนท์จัดแท่นบรรทมระหว่างต้นสาละที่โน้มกิ่งเข้าหากันหันพระเศียรไปทางทิศอุดร แล้วทรงปรารภกับพระอานนท์ว่า
“ดูกรอานนท์ ! พุทธบริษัททั้ง ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
ทำสักการะบูชาด้วยเครื่องบูชาสักการะทั้งหลาย อันเป็นอามิส เช่น ดอกไม้ ธูป เทียน ของหอม เป็นต้น
หาชื่อว่าบูชาตถาคตด้วยการบูชาอันยิ่งไม่
ดูกรอานนท์ ! ผู้ใดปฏิบัติตามธรรม ปฏิบัติอันชอบยิ่ง ปฏิบัติธรรมอันเหมาะสม
ผู้นั้นแลชื่อว่า สักการะบูชาเราด้วยการบูชาอันเยี่ยม”
ในรายละเอียดของเรื่องนี้ คือ ปัจฉิมบิณฑบาตร จะขออนุญาตนำเอาความเห็นและบทวิเคราะห์วิจารณ์ของท่านอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิตประเภทปรัชญาสาขาศาสนศาสตร์ ราชบัณฑิตยสถาน ที่ท่านได้กรุณาวิเคราะห์วิจารณ์ไว้ในหนังสือ วาระสุดท้ายของพระพุทธองค์ ของสำนักพิมพ์มติชน เพื่อเป็นประโยชน์และความรู้สำหรับผู้สนใจในการศึกษาพุทธประวัติ ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ โดยท่านอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ท่านได้กรุณาวิเคราะห์วิจารณ์ไว้ดังนี้
จากโภคนคร พระพุทธเจ้าติดตามด้วยพระอานนท์พุทธอนุชาและพระสงฆ์ก็เสด็จดำเนินด้วยพระบาทไปยังเมืองปาวา ในระหว่างทางก็พักอยู่ที่สวนมะม่วงของนายจุนทะ กัมมารบุตร "กัมมาร-บุตร"แปลว่าบุตรนายช่างทอง
นายจุนทะทราบข่าวว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาพักที่สวนมะม่วงของตนก็เข้าไปเฝ้า ได้ฟังธรรมจากพระองค์แล้วก็กราบทูลอาราธนาพระพุทธองค์พร้อมพระสงฆ์ไปเสวยภัตตาหารที่บ้านของตน เมื่อรู้ว่าพระพุทธองค์ทรงรับแล้วก็กลับบ้าน เพื่อเตรียมภัตตาหารถวายในวันรุ่งขึ้น สิ่งที่นายจุนทะตระเตรียมไว้ก็มี
๑. ของเคี้ยวของฉันอันประณีต (ปณีตํ ขาทนียํ โภชนียํ)
๒ สุกรมัททวะอย่างพอเพียง (ปหูตํ สุกรมททวํ)
ที่ท่านยกบาลีมากำกับ ก็เพื่อประโยชน์แก่การอภิปรายข้างหน้า
วิธีเตรียมการของนายจุนทะน่าสนใจ พระบาลีในพระสูตรว่าไว้ดังนี้ "นายจุนทะ กัมมารบุตร ให้ตระเตรียมของเคี้ยว ของฉัน อันประณีต และสุกรมัททวะเป็นอันมากในนิเวศน์ของตน โดยกาลล่วงไปแห่งราตรี" (ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน)
คำว่า "โดยการล่วงไปแห่งราตรี" หมายความว่า นายจุนทะใช้เวลาทั้งคืนนั้นปรุงอาหาร และสิ่งที่เรียกว่า "สุกรมัททวะ" เพื่อถวายพระพุทธเจ้า
พอรุ่งเช้าพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ไปที่บ้านนายจุนทะตามคำนิมนต์ นายจุนทะก็นำอาหารไปถวาย ซึ่งตรงนี้ท่านตีความไว้คือ
๑. อังคาส (ถวายอาหารให้ฉัน) พระพุทธเจ้าด้วยสุกรมัททวะที่เตรียมไว้เฉพาะ
๒. อังคาสภิกษุสงฆ์ด้วยของเคี้ยว ของฉัน อันประณีต
พระพุทธเจ้าเสวย "สุกรมัททวะ" แล้วก็รับสั่งให้นายจุนทะนำเอาที่เหลือไปฝังเสียในหลุมพร้อมรับสั่งว่า
"เราตถาคตมองไม่เห็นใครในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก
ที่บริโภคสุกรมัททวะแล้วจะย่อยได้ดีนอกจากเราตถาคต"
ซึ่งพุทวจนะตรงนี้ เมื่อเสวยสุกรมัททวะเสร็จแล้วไม่นาน ก็เกิดอาพาธอย่างแรงกล้า พระโรคที่เรียกว่า "ปักขันทิกาพาธ" ก็กำเริบ พระพุทธองค์ทรงประชวรลงพระโลหิต(ถ่ายเป็นเลือด) พระอาการเพียบหนัก แต่ทรงข่มไว้ด้วยพลังสมาธิ ตรัสเรียกพระอานนท์ว่า เรามาเดินทางต่อไปยังกุสินาราเถอะ
สุกรมัททวะ คืออะไร
ท่านให้ความเห็นว่า ตามที่เราแปลกันมาในสายเถรวาท สุกรมัททวะ หมายถึง เนื้อสุกรอ่อน แต่คือเนื้อสุกรอ่อนจริงหรือ ท่านอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ท่านได้อภิปรายพร้อมยกหลักฐานมาประกอบ ดังนี้
สุกรมัททวะ คืออะไร ในหนังสือชั้นอรรถกถาชื่อ สุมังคลวลาสินี แต่งโดยพระพุทธโฆษาจารย์ชาวอินเดียเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๐ ได้ประมวลการตีความไว้ ๓ ทรรศนะด้วยกันดังนี้
๑. สุกรมทฺทวนฺติ นาติชิณฺณสฺส เอกเชฎฐกสูกรส ปวตฺตมํสํ
สุกรมัททวะ ได้แก่ ปวัตตะมังสะ (เนื้อที่ขายตามตลาด) ของสุกรที่เจริญเต็มที่
ซึ่งไม่หนุ่มเกินไป ไม่แก่เกินไป
ทรรศนะนี้บอกว่าเป็นเนื้อหมู่ และอธิบายเพิ่มเติมว่า เนื้อสุกรที่ไม่แก่เกินไป ไม่หนุ่มเกินไป
นุ่มสนิทดี ปรุงอาหารอร่อย นายจุนนทะนำเนื้อชนิดนี้มาปรุงอาหารถวายพระพุทธเจ้า
๒. เอเก ภณนฺติ สุกรมทฺทวนฺติ ปน มุทุโอทนสฺส ปญฺจโครสยูสปาจนวินธานสฺส
นาเมตํ ควปานํ นาม ปากนามนฺติ
อีกมติหนึ่งว่าสุกรมัททวะ หมายถึง ชื่อแห่งวิธีการปรุงข้าวอ่อนด้วยเบญจโครส
เหมือนชื่ออาหารที่ปรุงด้วยควปานะ มตินี้ตรงข้ามมติแรก คือแทนที่จะเป็นอาหาร
ประเภทเนื้อสัตว์ กลับเป็นอาหารประเภทพืชไป คือข้าวหุงด้วยนมโค
๓. เกจิ ภณนฺติ สุกรมทฺทวํ นาม รสายนวิธี ตํ ปน รสายนยตฺตนฺติ
อีกมติหนี่งว่า รสายนวิชื่อว่าสุกรมัททวะ รสายนวิธีนั้นมาในคัมภีร์รสายนศาสตร์ นายจุนทะ
ตกแต่งอาหารตามคัมภีร์รสายนศาสตร์ เพื่อมิให้พระพุทธเจ้าปรินิพพาน
ในคัมภีร์ฝ่ายสันสกฤต (คัมภีร์มหายาน) ตีความสุกรมัททวะว่า ได้แก่เห็ดชนิดหนึ่ง
ที่เกิดขึ้นที่ไม้จันทร์ เรียกในภาษาจีนว่า "จับทับฉิ่วยื้อ" และว่าเห็ดชนิดนี้หมูชอบกิน
จึงเรียกว่าสุกรมัททวะ มติฝ่ายมหายานนี้เข้ากันได้กับทรรศนะที่ ๓ ที่ว่าสุกรมัททวะ
เป็นยาสมุนไพรชนิดหนึ่ง
สรุปแล้ว สุกรมัททวะตีความกันได้ ๓ นัย คือ
๑. เนื้อสุกรอ่อนนุ่มที่ปรุงรสอย่างดี
๒. ข้าวอ่อนหุงด้วยนมโค
๓. ยาสมุนไพรชนิดหนึ่ง (เห็ดไม้จันทน์)
ข้อที่น่าพิจารณาสำหรับพระกระยาหารมื้อสุดท้ายของพระพุทธเจ้าก็คือ ถ้าเป็นสุกรอ่อนจริงดังที่ชาวพุทธสายเถรวาทเข้าใจกัน ทำไมพระพุทธเจ้าจึงไม่ให้นายจุนทะถวายแก่พระสาวกรูปอื่น ให้ถวายพระองค์ผู้เดียว ที่เหลือจากเสวยรับสั่งให้นายจุนทะเอาไปฝัง และตรัวว่า สุกรมัททวะนี้พระองค์เท่านั้นเสวยแล้วจึงสามารถย่อยได้
พิเคราห์จากข้อความนี้แสดงว่า สุกรมัททวะมิใช่อาหารธรรมดาที่ปรุงด้วยเนื้อหมูแน่นอน
มติที่สองที่บอกว่า หมายถึง ข้าวอ่อนหุงด้วยนมโค ก็มีข้อที่น่าสงสัยอีกเช่นกัน ในพระสูตรกล่าวว่า อาหารชื่อ สุกรมัททวะนี้ย่อยยาก พระพุทธองค์เท่านั้นที่สามารถย่อยได้ ถ้าเป็นข้าวหุงด้วยนมธรรมดาไม่น่าจะย่อยยาก และที่สำคัญไม่น่าที่พระพุทธองค์จะตรัสห้ามมิให้นำไปถวายพระสาวกรูปอื่นอีก การที่มิให้นายจุนทะถวายพระรูปอื่น แสดงถึงข้อพิเศษเฉพาะของสิ่งนี้อยู่ในตัวของมัน ไม่สาธารณะทั่วไป
มติที่สามที่บอกว่าเป็นโอสถพิเศษที่ปรุงด้วยตำรับ"รสายนศาสตร์"(ทางฝ่ายมหายานระบุว่าเป็นเห็ดแก่นจันทน์) ข้อนี้น่าพิจารณาและมีทางเป็นไปได้กว่าสองมติที่กล่าวมา ด้วยเหตุผลดังนี้
๑. นายจุนทะรู้ว่าพระพุทธองค์ประชวร จึงขวนขวายหาโอสถมาปรุงถวายพิเศษ
การปรุงยาคงต้องตระเตรียมหุงต้มตลอดทั้งคืน ถ้าเป็นอาหารธรรมดา
ก็ไม่น่าจะเสียเวลาตระเตรียมมากมายขนาดนั้น
๒. การที่พระองค์ห้ามมิให้นายจุนทะถวายสุกรมัททวะแก่พระสงฆ์อื่น ก็เนื่องจากพระรูปอื่น
มิได้อาพาธเหมือนพระองค์ คนไม่ป่วยไข้ มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แล้ว ขืนรับประทานยา
ก็จะกลายเป็นโทษมากกว่าคุณ มีตัวอย่างให้เห็นในปัจจุบัน คนไม่เป็นอะไร ชอบกินวิตามินบำรุง
หนักเข้าเกิดโรคแพ้วิตามินก็มี ยาที่นายจุนทะปรุงนี้บางทีจะปรุงด้วยตัวยาหนักเบาสำหรับ
พระพุทธองค์โดยเฉพาะ อย่างตำราไทยโบราณของเราต้องมีการคูณธาตุ น้ำหนักยา
มีหนักมีเบามากน้อยตามความเหมาะสมแก่คนไข้เป็นราย ๆ ไป ใช่ว่ายาหม้อเดียวกัน
รักษาได้ทุกคนก็หาไม่ ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงตรัสว่า พระองค์แต่ผู้เดียวเท่านั้น
ที่เหมาะจะเสวยสุกรมัททวะนี้ และย่อยมันได้ดี เข้าทำนอง "ลางเนื้อชอบลางยา"
๓. ถ้าสิ่งที่ว่านี้เป็นสมุนไพร หรือยาที่ปรุงพิเศษขนานหนึ่งสำหรับพระพุทธเจ้า ทำไมเรียกชื่อว่า
สุกรมัททวะเล่า พูดง่าย ๆ ถ้าไม่เกี่ยวกับเนื้อหมูแล้วมีคำว่า สุกรมัททวะอยู่ด้วยทำไม
ข้อนี้ท่านอาจารย์เสฐียรพงษ์ ท่านได้กรุณาวิเคราะห์วิจารณ์ว่า ดูตัวอย่างชื่อยาไทยโบราณ
ยาไทยแต่ละขนานล้วนตั้งชื่อกันแปลก ๆ เช่น ยาจตุรพักตร์ ยาน้ำนมราชสีห์ ฯลฯ ซึ่งจริง ๆ อย่าง
ยาน้ำนมราชสีห์ ก็มิได้เอา น้ำนมราชสีห์ จริง ๆ เป็นเพียงตั้งชื่อให้วิจิตรพิสดารอย่างนั้นเอง
ชื่อสุกรมัททวะนี้ก็เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นเนื้อหมู และที่ปกรณ์ฝ่ายสันสกฤตระบุว่าเป็นเห็ด
เกิดจากแก่นจันทร์ก็ฟังดูเข้าทีดี อาจเป็นเห็ดชนิดนี้ก็ได้ที่นายจุนทะนำมาปรุงตามตำรับ
รสายนศาสตร์ถวายพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงเมืองปาวา อาการประชวรก็กำเริบหนักขึ้น ถ้ามิได้เสวยยาของนายจุนนทะบางทีอาจไม่ทรงสามารถพยุงพระวรกายเสด็จไปถึงเมืองกุสินาราก็ได้ หลังจากเสวยพระกระยาหารมื้อนี้แล้ว ทรงทราบดีว่าอาจมีผู้เข้าใจผิดว่านายจุนทะวางยาพิษพระองค์ถึงกับดับขันธปรินิพพานก็ได้ จึงตรัสกับพระอานนท์เพื่อป้องกันความเสียหายอันอาจเกิดแก่นายจุนทะในกาลข้างหน้าว่า
"ดูก่อนอานนท์ อาจเป็นไปได้ว่าใครคนหนึ่งพึงทำความร้อนใจให้เกิดแก่นายจุนทะกัมมารบุตรว่า
นี่แนะนายจุนทะ ไม่เป็นลาภผลของท่านเสียแล้ว พระตถาคตเจ้าเสวยบิณฑบาตของท่านแล้ว
เสด็จดับขันธปรินิพพาน
อานนท์ พวกเธอควรดับความร้อนใจของนายจุนทะเสีย โดยชี้แจงว่า นี่แน่ะจุนทะ
เป็นลาภผลของท่านนักหนา พระตถาคตเจ้าเสวยบิณฑบาตของท่านเป็นครั้งสุดท้าย
แล้วดับขันธปรินิพพาน.... บิณฑบาตสองครั้ง มีวิบากเสมอกัน มีอานิสงส์มากกว่าบิณฑบาตอย่างอื่น
คือ ตถาคตเสวยแล้วตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณครั้งหนึ่ง เสวยแล้วปรินิพพานด้วย
อนนุปาทิเสสนิพพานธาตุครั้งหนึ่ง กรรมที่ให้อายุ วรรณ สุข ยศ สวรรค์ และความเป็นใหญ่
ชื่อว่านายจุนทะได้สั่งสมไว้แล้ว"
ในทรรศนะของท่านราชบัณฑิตเสฐียรพงษ์ วรรณปก ท่านเห็นว่า สุกรมัททวะน่าจะหมายถึงยาสมุนไพรชนิดหนึ่งมากกว่าเนื้อสุกร ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้น
ทรงเสด็จสู่เมืองกุสินารา
เมื่อเสร็จภัตตกิจที่บ้านนายจุนทะผู้ถวายปัจฉิมบิณฑบาต คือ ถวายอาหารมื้อสุดท้าย คู่กับ นางสุชาดา ซึ่งเป็นผู้ถวายปฐมบิณฑบาต คือ ถวายอาหารมื้อแรก แล้ว
ในวันนั้นพระบรมศาสดาก็ทรงประชวรด้วยพระโรค “โลหิตปักขัณทิกาพาธ” คือ ถ่ายเป็นพระโลหิต อันเนื่องมาจากการบำเพ็ญเพียร อดอาหาร กระทำทุกรกิริยา ในลำดับนั้นพระบรมศาสดาจึงมีดำรัสสั่งให้ออกเดินทางไปสู่เมืองกุสินารา อันเป็นเมืองที่พระพุทธองค์มีพระประสงค์จะเสด็จไปปรินิพพาน
พระพุทธองค์ทรงกระหายน้ำ
ในระหว่างทางที่เสด็จพุทธดำเนินสู่เมืองกุสินารา พระบรมศาสดาเกิดกระหายน้ำมากถึงเสด็จเข้าประทับพักยังร่มไม้ริมทาง ตรัสสั่งให้พระอานนท์ไปตักน้ำมาถวาย ในหนังสือเกี่ยวกับพุทธประวัติกล่าวว่า เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่พระพุทธองค์ทรงกระหายและขอน้ำดื่มในระหว่างทางขณะยังไม่ถึงที่พัก ทั้งนี้เนื่องจากพระอาการประชวร พระอานนท์เห็นน้ำในแม่น้ำขุ่นเพราะกองเกวียนจำนวน ๕๐๐ เล่ม เพิ่งแล่นผ่านไปจึงกลับมาทูลอาราธนาให้เสด็จต่อไปจนถึงแม่น้ำ กกุธานที อันเป็นแม่น้ำกว้างใหญ่ที่อยู่ข้างหน้า ซึ่งมีน้ำใสเย็นและจืดสนิท
พระบรมศาสดาตรัสให้พระอานนท์กลับไปตักน้ำมาถวายใหม่อีกครั้ง คราวนี้น้ำในแม่น้ำที่ขุ่นกลับใสสะอาดปราศจากธุลีเป็นอัศจรรย์ พระบรมศาสดาทรงตรัสถึงสาเหตุที่น้ำในแม่น้ำขุ่นข้นในครั้งแรกว่า เกิดจากบุพกรรม คือ กรรมแต่ชาติปางก่อนเมื่อครั้งที่พระองค์เสวยชาติเป็นพ่อค้าเกวียน ครั้งหนึ่งขณะนำกองเกวียนจำนวน ๕๐๐ เล่มไปค้าขายยังต่างเมือง พระองค์สั่งให้นำกะทอ คือ เครื่องครอบสวมปากวัวไว้ทั้งหมดเพราะเกรงจะกินน้ำในแม่น้ำสายเล็ก ๆ ที่เดินทางผ่านอันอาจไม่สะอาด ครั้นเดินทางถึงแม่น้ำสายใหญ่แล้วจึงสั่งให้ถอดกะทอออกฝูงวัวจึงได้กินน้ำ กรรมอันนั้นได้ติดตามมาสนองในขณะจวนจะเสด็จปรินิพพาน ทำให้ได้น้ำดื่มอย่างยากลำบาก
ส่วนสาเหตุที่น้ำในแม่น้ำซึ่งขุ่นข้นกลับใสขึ้นมานั้น เกิดจากผลบุญเมื่อพระองค์เสวยชาติเป็นพ่อค้าเกวียนนำกองเกวียนออกเดินทางค้าขายผ่านสถานที่กันดาร น้ำที่เตรียมไว้หมดคนทั้งหลายพากันอดอยากสิ้นกำลัง พระองค์ไม่ยอมย่อท้อพยายามเสาะหาสถานที่อันมีต้นหญ้าขึ้นอยู่เขียวชอุ่มจึงให้ช่วยกันขุดดินและแผ่นหินที่ขวางกั้นอยู่ ทำให้เกิดเป็นบ่อน้ำขึ้นในสถานที่กันดาร ผู้สัญจรเดินทางผ่านไปผ่านมาได้อาบกินเกิดกุศลแก่ผู้สร้าง
หลังจากพักผ่อนอัธยาศัยพอแก่เวลาอันสมควรแล้ว พระบรมศาสดาจึงนำเหล่าภิกษุสงฆ์เสด็จสู่เมืองกุสินาราตามพระพุทธประสงค์ต่อไป

"ไสยาวสาน” หรืออนุฏฐานไสยา การนอนโดยไม่ลุกขึ้นอีก
เมื่อพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมเหล่าภิกษุสงฆ์เสด็จพุทธดำเนินสู่เมืองกุสินารา ขณะแวะประทับระหว่างทางภายใต้ร่มไม้ใหญ่ ในขณะนั้น ปุกกุสบุตรแห่งมัลลกษัตริย์ เรียกโดยทั่วไป ปุกกุส มัลลบุตร ผู้เป็นสาวกของท่านอาฬารดาบส กาลามโคตร คือดาบสผู้หนึ่งที่พระบรมศาสดาเคยเสด็จไปศึกษาลัทธิเมื่อสมัยที่ยังมิได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เดินทางผ่านมาพอดี จึงเข้าไปถวายนมัสการ พระพุทธองค์ทรงแสดงสันติวิหารธรรมโปรด ปุกกุสบุตรจึงน้อมถวายผ้าสิงคิวรรณอันมีค่าสูง ด้วยเป็นผ้าเนื้อละเอียด สีดังทองสิงคี งามและประณีตจำนวน ๑ คู่ พระพุทธองค์ตรัสให้ถวายพระองค์เพียงผืนเดียวอีก ๑ ผืน ให้นำไปถวายพระอานนท์พุทธอุปัฏฐาก หลังจากปุกกุสบุตร ปฏิบัติตามและทูลลาจากไปแล้ว พระอานนท์ได้นำผ้านั้นมาถวายพระผู้มีพระภาค ให้พระองค์ทรงนุ่งผืนหนึ่งห่มผืนหนึ่ง ทำให้ผิวพระวรกายของพระบรมศาสดางดงามบริสุทธิ์ผุดผ่องยิ่งนัก พระพุทธองค์ตรัสว่าสาเหตุที่ทำให้ผิวกายของพระองค์บริสุทธิ์เช่นนี้มีอยู่ ๒ เวลา คือ เมื่อจะตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ และเมื่อจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน
หลังจากนั้นพระบรมศาสดาจึงนำเหล่าภิกษุสงฆ์เสด็จพุทธดำเนินต่อไปจนถึงแม่น้ำ กกุธานที เมื่อเสด็จลงเสวยและสนานสำราญพระกายตามพระอัธยาศัยแล้ว จึงเสด็จขึ้นประทับยังร่มไม้รับสั่งให้พระจุนทรเถระปูลาดสังฆาฏิถวายด้วยขณะนั้นพระอานนท์กำลังบิดผ้าชุบสรงอยู่ พระพุทธองค์บรรทมพักผ่อนพระวรกายหลังจากที่ทรงตรากตรำมาในระหว่างทาง เมื่อตื่นบรรทมแล้วได้ตรัสแก่พระอานนท์ถึงบิณฑบาตที่ถวายแก่พระองค์ ๒ ครั้งโดยนางสุชาดา ผู้ถวายก่อนที่จะตรัสรู้ธรรมสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นปฐมบิณฑบาต และถวายโดยนายจุนทะ ผู้ถวายก่อนที่จะดับขันธ์ปรินิพพาน เป็นปัจฉิมบิณฑบาต เป็นการถวายอาหารบิณฑบาตที่มีอานิสงส์มากกว่าบิณฑบาตทั้งหลาย เป็นกุศลกรรม ทำให้เจริญด้วย อายุ วรรณะ สุข ยศ และสวรรค์ ขออย่าให้มีผู้ใดติติงนายจุนทะด้วยความเข้าใจผิดว่าอาหารที่ถวายเป็นอันตรายด้วยมิใช่เช่นนั้นแต่ประการใด
ต่อจากนั้นพระบรมศาสดาจึงนำเหล่าภิกษุสงฆ์เสด็จพุทธดำเนินข้ามแม่น้ำหิรัญญวดีในเมืองกุสินารานคร แล้วเสด็จเข้าไปประทับ ณ สาลวันอุทยาน ของเหล่ามัลลกษัตริย์ใกล้เมือง กุสินารานคร แคว้นมัลละ โปรดให้พระอานนท์ปูลาดเตียงที่บรรทม ณ ระหว่างไม้รัง ต้นสาละ ทั้งคู่ แล้วเสด็จบรรทมสีหไสยา มีสติสัมปชัญญะ แต่มิมีอุฏฐานสัญญามนสิการ คือ ไม่มีพุทธประสงค์จะลุกขึ้นอีกต่อไป เนื่องจากเป็นไสยาวสาน คือ นอนครั้งสุดท้ายจึงนิยมเรียกว่า อนุฏฐานไสยา คือนอนโดยไม่ลุกขึ้นอีก

"ดอกสาละบานสะพรั่ง”
ในครั้งนั้น ต้นสาละ หรือต้นรังทั้งคู่ได้ผลิดอกเบ่งบานเต็มต้น และร่วงหล่นลงมาเป็นการบูชา
พระพุทธสรีระเป็นที่อัศจรรย์ แม้ดอกมณฑา ในเมืองสวรรค์ตลอดจนทิพยสุคนธชาติทั้งหลาย
ต่างก็เบ่งบานตกลงมาบูชาพระผู้มีพระภาค เหล่าเทพยดาทั้งหลายต่างประโคมดนตรีทิพย์
บันลือลั่นเป็นมหานฤนาท เพื่อบูชาพระตถาคตเจ้าในกาลอวสาน

"ดอกมณฑา" ทิพยบุปผาร่วงหล่นจากสรวงสวรรค์
พระพุทธองค์ตรัสแก่พระอานนท์ถึงการบูชาพระพุทธเจ้าว่าการปฏิบัติธรรมนั้น คือ เครื่องบูชาอันสูงค่า
แก่พระองค์ คือ ผู้ที่บูชาพระพุทธเจ้าด้วยอามิสทั้งหลาย ไม่ว่ามากมายใหญ่โตอย่างใดก็ตาม
ไม่นับว่าสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อมพระพุทธเจ้า... แต่ผู้ที่ปฏิบัติธรรมสมควร
แก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตามธรรม จึงชื่อว่าสักการะ เคารพ บูชา นอบน้อมพระพุทธเจ้า
ลำดับนั้นตรัสให้พระอุปวาณะเถระที่ยืนถวายงานพัดถอยออกไป ด้วยขณะนี้เหล่าเทพยดา
ทุกสวรรค์ทั้งฟ้าได้มาประชุมกันเพื่อบูชาพระผู้มีพระภาค โดยหวังจะเห็นพระพุทธองค์เป็นครั้งสุดท้าย

สังเวชนียสถาน ๔
พระบรมศาสดาจึงนำเหล่าภิกษุสงฆ์เสด็จพุทธดำเนินข้ามแม่น้ำหิรัญญวดีในเมืองกุสินารานคร แล้วเสด็จเข้าไปประทับ ณ สาลวันอุทยาน ของเหล่ามัลลกษัตริย์ใกล้เมือง กุสินารานคร แคว้นมัลละ โปรดให้พระอานนท์ปูลาดเตียงที่บรรทม ณ ระหว่างไม้รัง ต้นสาละ ทั้งคู่ แล้วเสด็จบรรทมสีหไสยา เป็นการนอนอย่างราชสีห์ คือนอนตะแคงขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มือซ้ายพาดไปตามลำตัว มือขวาช้อนศีรษะไม่พลิกกลับไปมา มีสติสัมปชัญญะ แต่มิมีอุฏฐานสัญญามนสิการ คือ ไม่มีพุทธประสงค์จะลุกขึ้นอีกต่อไป เนื่องจากเป็นไสยาวสาน คือ นอนครั้งสุดท้ายจึงนิยมเรียกว่า อนุฏฐานไสยา คือนอนโดยไม่ลุกขึ้นอีก
ในเวลานั้น พระอานนท์เถระเจ้าได้กราบทูลว่า
"ในกาลก่อนเมื่อออกพรรษาแล้ว บรรดาพุทธบริษัททั้งหลายในทิศต่าง ๆ ได้เข้าใกล้
สนทนาปราศัยได้ความเจริญใจ ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว
ข้าพระองค์ทั้งหลายจักไม่ได้โอกาสอันดีเช่นนั้น เหมือนกับเมื่อพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่อีกต่อไป"
เมื่อพระอานนท์กราบทูลเช่นนั้นพระพุทธเจ้าตรัสว่า
"อานนท์ สังเวชนียสถาน ๔ ตำบลนี้ เป็นสถานที่ควรแก่ความสังเวช เมื่อผู้มีศรัทธา
ได้ไปยังสถานที่ ๔ แห่งนี้ด้วยความเลื่อมใสเมื่อทำการกิริยา คือ ตายลงแล้ว
จักได้ถึงสุคติ ไปเกิดในโลกสวรรค์ สังเวชนียสถานทั้ง ๔ อันได้แก่
๑. สถานที่พระพุทธองค์ประสูติจากพระครรภ์
๒. สถานที่พระพุทธองค์ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ
๓. สถานที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมจักร
๔. สถานที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน
อนึ่ง สังเวชนียสถาน มีความหมายถึง เป็นสถานที่ตั้งแห่งความสังเวช แต่คำว่าสังเวชในทางธรรมนั้น มีความหมายลึกซึ้งกว่าความหมายของคำว่าสังเวชที่พบเห็นกันทั่ว ๆ ไป กล่าวคือ ในทางธรรมหมายถึง ความรู้สึกสลดใจที่ทำให้คิดได้ถึงพระไตรลักษณ์ คือ ความเป็นอนิจจัง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ความทุกข์สลดใจ ความยึดมั่นถือมั่นไว้ไม่ได้ ทำให้จิตใจหันมานึกถึงสิ่งที่ดีงามเกิดความไม่ประมาท เพียรพยายามทำสิ่งที่เป็นกุศลต่อไป จึงจะเรียกว่า สังเวช

๑. สถานที่พระพุทธองค์ทรงมีพระประสูติกาลจากพระครรภ์พระมารดา คือ อุทยานลุมพินี
ตั้งอยู่กึ่งกลางระว่างกรุงกบิลพัสดุ์และกรุงเทวทหะ กรุงกบิลพัสดุ์เป็นเมืองหลวงของแคว้นสักกะ
กรุงเทวทหะเป็นเมืองหลวงของแคว้นโกลิยะ ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศเนปาลห่างชายแดนภาคเหนือ
ของประเทศอินเดีย ๖ กิโลเมตรครึ่ง บัดนี้เรียกว่า รุมมินเด

๒. สถานที่พระพุทธองค์ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ คือ ใต้ร่มไม้พระศรีมหาโพธิ์
ภายในป่าสาละ ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ
ปัจจุบันคือ ควงไม้พระศรีมหาโพธิ์ ที่ตำบลพุทธคยา รัฐพิหารประเทศอินเดีย

๓. สถานที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมจักร คือ สถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา
โปรดปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทางทิศเหนือของเมืองพาราณสี แคว้นกาสี
ปัจจุบันนี้เรียกว่า สารนาถพาราณสี บัดนี้เรียกว่า วาราณสี ประเทศอินเดีย

๔. สถานที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน คือ ที่สาลวโนยาน เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ
ปัจจุบันี้เรียก เมืองกาเซีย จังหวัดโครักขปุระ ประเทศอินเดีย
สถานที่ทั้ง ๔ ตำบลนี้แล ควรที่พุทธบริษัท คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา มีความเชื่อความเลื่อมใสในพระตถาคตเจ้า จะดูจะเห็นและควรจะให้เกิดความสังเวชทั่วกัน"

พระอานนท์ทูลถามถึงวิธีปฏิบัติต่อพระพุทธสรีระ
ในเวลานั้น พระอานนท์ได้กราบทูลถามว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้วจะปฏิบัติเกี่ยวกับพระพุทธ สรีระอย่างไร”
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
“อย่าเลยอานนท์ เธออย่ากังวลกับเรื่องนี้เลย หน้าที่ของพวกเธอคือคุ้มครองตนด้วยดี
จงพยายามทำความเพียรเผาบาปให้เร่าร้อนอยู่ทุกอิริยาบถเถิด สำหรับเรื่องสรีระของเรานั้น
เป็นหน้าที่ของคฤหัสถ์ที่จะพึงทำกัน กษัตริย์ พราหมณ์ และ คหบดีเป็นจำนวนมากที่เลื่อมใสตถาคต
ก็มีอยู่ไม่น้อย เขาคงทำกันเองเรียบร้อย”
พระอานนท์ทูลว่า
“พระเจ้าข้า” เรื่องนี้เป็น หน้าที่ของคฤหัสถ์ก็จริงอยู่ แต่ถ้าเขาถามข้าพระองค์
ข้าพระองค์จะพึงบอกเขาอย่างไร”
พระองค์ทรงตรัสว่า
“อานนท์ ! ชนทั้งหลายปฏิบัติต่อสรีระแห่งพระเจ้าจักรพรรดิอย่างไร
ก็พึงปฏิบัติต่อสรีระแห่งตถาคตอย่างนั้นเถิด”
พระอานนท์ทูลถามว่า
“ทำย่างไรเล่า พระเจ้าข้า”
พระองค์ทรงตรัสว่า
“อานนท์ ! คืออย่างนี้ เขาจะพันสรีระแห่งพระเจ้าจักรพรรดิด้วยผ้าใหม่ แล้วซับด้วยสำลี
แล้วพันด้วยผ้าใหม่อีก ทำอย่างนี้ถึง ๕๐๐ คู่ หรือ ๕๐๐ ชั้น แล้วบรรจุในหีบทอง
อันเต็มไปด้วยน้ำมันหอมเชิญขึ้นบนจิตกาธาน คือเชิงตะกอนที่เผาศพ อันทำด้วยไม้จันทน์หอม
แล้วปิดครอบด้วยรางเหล็กเป็นฝา เพื่อถวายพระเพลิง แล้วอัญเชิญพระอัฐิธาตุไปทำพระสถูปบรรจุได้
ณ ที่ประชุมแห่งถนนใหญ่ ๔ ทิศ สี่แพร่ง และสรีระแห่งตถาคตก็พึงทำเช่นเดียวกัน
เพื่อเป็นที่สักการะแก่เหล่ามหาชนตราบสิ้นกาลนาน ด้วยบุคคลผู้ควรแก่การประดิษฐานในสถูป"
ถูปารหบุคคล
แล้วพระตถาคตทรงแสดง ถูปารหบุคคล คือ บุคคลผู้ควรบรรจุอัฐิธาตุไว้ในพระสถูป ๔ จำพวก คือ
๑. พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า
๒. พระปัจเจกพุทธเจ้า
๓. พระอรหันตสาวก และ
๔. พระเจ้าจักรพรรดิ
ด้วยสามารถเป็นพลวปัจจัย คือปัจจัยอันมีกำลัง ให้ผู้เคารพกราบไหว้ถึงสุคติโลกสวรรค์ได้ตามกำลังศรัทธาเลื่อมใส และเป็นประโยชน์สุขแก่เขาตลอดกาลนาน”

ทรงตรัสพยากรณ์พระอานนท์
ด้วยความอาลัยรักในพระพุทธองค์ พระอานนท์เถระได้ไปยืนเหนี่ยวประตูวิหารร้องไห้คิดสังเวชตัวเองว่าสู้อุตส่าห์ติดตามปฏิบัติพระผู้มีพระภาคประดุจเงาติดตามพระองค์มาด้วยความเคารพรัก บัดนี้ถึงแก่การดับขันธปรินิพพานแล้ว ตนยังมิได้บรรลุอรหัตผลเหมือนพระเถระอื่น ๆ ครั้นพระพุทธองค์มิได้เห็นพระอานนท์จึงเรียกให้เข้ามาและตรัสปลอบว่า
“ดูก่อนอานนท์ ! เธออย่างโศกเศร้า อย่าร่ำไรเลย เราได้บอกแก่เธอแล้วมิใช่หรือว่า
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงถาวร จะหาความเที่ยงแท้จากสังขารได้แต่ที่ไหน
ดูก่อนอานนท์ ! ทุกสิ่งที่มีเกิดในเบื้องต้นแล้ว จะต้องแปรปรวนในท่ามกลาง และดับสลายลงเช่นเดียวกัน”
ต่อจากนั้นได้ตรัสพยากรณ์ว่า หลังจากพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ขอให้อุตส่าห์บำเพ็ญเพียร ในไม่ช้าจะได้ถึงความสิ้นอาสวะ คือสำเร็จเป็นพระอรหันต์ก่อนวันพระสงฆ์ทำปฐมสังคายนา ทั้งยังได้ตรัสสรรเสริญพระอานนท์เถระว่าเป็น เอตทัคคะ คือ เป็นเลิศในการบำเพ็ญพุทธอุปัฏฐาก เช่นเดียวกับพุทธอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ ที่เคยมาตรัสรู้ในโลกแล้ว หรือที่กำลังจะมาตรัสรู้ในกาลอนาคตย่อมมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับพระอานนท์เถระด้วยเป็นผู้ประกอบกิจธุระด้วยปัญญาอันรอบรู้ ว่าการใดควรให้ผู้ใดเข้าเฝ้า ไม่ว่าจะเป็น ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา กษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี และเดียรถีย์ ทั้งเป็นผู้แสดงธรรมได้อย่างน่าชื่นชม ผู้ฟังมิบังเกิดความเบื่อหรืออิ่มในธรรม ใคร่จะได้ฟังซ้ำและมีความยินดีเบิกบานในธรรมเมื่อจบการแสดงธรรม
นอกจากนั้นยังได้รับการยกย่องในด้านเป็นผู้มีสติ มีคติ มีธิติ คือความทรงจำพุทธวจนะ คือพระธรรมคำสั่งสอน และการรับใช้ศาสนา หลังจากพุทธปรินิพพาน พระสงฆ์ได้ทำปฐมสังคายนาและร้อยกรองพระธรรมวินัยคำสอนที่เป็นพระสูตรทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ในพระไตรปิฏกตั้งแต่เล่ม ๙ ถึงเล่ม ๓๓ รวม ๔๔ เล่ม ล้วนเป็นผลแห่งความจำอันเป็นเลิศของพระอานนท์ทั้งสิ้น

ทรงโปรดสุภัททะปริพาชก
ในราตรีนั้นได้มีนักบวชปริพาชกนอกพระพุทธศาสนาผู้หนึ่งชื่อ สุภัททะ ขอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระอานนท์จึงขอร้องวิงวอนว่า อย่าได้รบกวนพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย ซึ่งปริพาชกสุภัททะก็ยังกล่าววิงวอน ขอเข้าเฝ้าเพื่อทูลถามข้อข้องใจบางประการ พระอานนท์ได้ห้ามว่า
“อย่าเลย สุภัททะ ท่านอย่ารบกวนพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย พระองค์ทรงลำบากพระวรกายมากอยู่แล้ว
พระองค์ประชวรหนักจะปรินิพพานในยามสุดท้ายแห่งราตรีนี้แน่นอน”
ท่านสุภัททะยังได้วิงวอนต่อว่า
“โอกาสของข้าพเจ้าเหลือเพียงเล็กน้อย ขอท่านอาศัยความเอ็นดู
โปรดอนุญาตให้ข้าพเจ้าเข้าเฝ้าพระศาสดาเถิด”
พระอานนท์ทัดทานอย่างเดิม และสุภัททะก็อ้อนวอนเช่นเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า
จนได้ยินถึงพระพุทธองค์ จึงรับสั่งว่า
“อานนท์ ! ให้สุภัททะเข้ามาหาตถาคตเถิด”
เมื่อสุภัททะได้เข้าเฝ้าพระศาสดานั้น ก็ขอประทานโอกาสกราบทูลถามข้อข้องใจบางประการ ซึ่งพระพุทธองค์ก็อนุญาตให้ถาม โดยสุภัททะได้กราบทูลถามว่า
“พระองค์ผู้เจริญ คณาจารย์ทั้งหกคือ ปูรณะกัสสปะ มักขลิโคศาล อชิตเกสกัมพล ปกุทธะกัจจายนะ
สัญชัย เวลัฏฐบุตร และนิครนถ์นาฏบุตร เป็นศาสดาเจ้าลัทธิที่มีคนนับถือมาก เคารพบูชามาก
ศาสดาเหล่านี้ยังจะเป็นพระอรหันต์ หมดกิเลสหรือประการใด”
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
“เรื่องนี้หรือสุภัททะที่เธอดิ้นรนขวนขวายมาหาเราด้วยความพยายามอย่างยิ่งยวด”
พระศาสดาตรัสทั้งยังหลับพระเนตรอยู่ แล้วทรงตรัสแก่สุภัททะว่า
“อย่าสนใจกับเรื่องนี้เลย สุภัททะ เวลาของเราและของเธอเหลือน้อยเต็มทีแล้ว
จงถามสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เธอเองเถิด”
"ถ้าอย่างนั้น... ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหาสามข้อ คือ รอยเท้าในอากาศมีอยู่หรือไม่
สมณะภายนอกศาสนาของพระองค์มีอยู่หรือไม่ สังขารที่เที่ยงมีอยู่หรือไม่"
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
“สุภัททะ ! รอยเท้าในอากาศนั้น ไม่มี ศาสนาใดไม่มีอริยมรรคมีองค์ ๘ สมณะผู้สงบถึงที่สุด
ในสมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ และสมณะที่ ๔ ก็ไม่มีในศาสนานั้น
ศาสนาใดมีอริยมรรคมีองค์ ๘ ในศาสนานั้นมีสมณะผู้สงบถึงที่สุดทั้ง ๔ ประเภทนั้น
สังขารที่เที่ยงนั้นไม่มีเลย สุภัททะ ปัญหาของเธอ มีเท่านี้หรือ"
"มีเท่านี้ พระพุทธเจ้าข้า
พระพุทธองค์ทรงทราบอุปนิสัยของสุภัททะจึงตรัสว่า
“สุภัททะ ! ถ้าอย่างนั้นจงตั้งใจฟังเถิด เราจะแสดงธรรมให้ฟังแต่โดยย่อ
ดูกรสุภัททะ ! อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นทางประเสริฐ สามารถให้บุคคลผู้เดินไปตามทางนี้ถึง
ซึ่งความสุขสงบเย็นเต็มที่ เป็นทางเดินไปสู่อมตะ
ดูกรสุภัททะ ! ถ้าภิกษุหรือใครก็ตามจะพึงอยู่โดยชอบ ปฏิบัติดำเนินตามมรรคอันประเสริฐ
ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้อยู่ โลกก็จะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์”
สุภัททะปริพาชก เมื่อได้ฟังพระดำรัสนี้แล้วเกิดความเลื่อมใส ทูลขออุปสมบทบรรพชา พระพุทธองค์ ทรงตรัสว่าผู้ที่เคยเป็นนักบวชในศาสนาอื่นมาก่อน ถ้าประสงค์จะบวชในศาสนาของพระองค์จะต้องอยู่ “ติตถิยปริวาส” คือ บำเพ็ญตนทำความดีจนภิกษุทั้งหลายไว้ใจ เป็นเวลา ๔ เดือนก่อนแล้วจึงจะบรรพชาอุปสมบทได้ สุภัททะทูลว่าตนเองพอใจอยู่บำรุงปฏิบัตพระภิกษุ ทั้งหลาย ๔ ปี
ในข้อที่เรียกว่าสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้น คือพระอริยบุคคลระดับพระโสดาบันทั้ง ๔ คู่ ๘ บุรุษ คือ
๐ พระโสดาบัน ๑ คู่ ๒ บุรุษ คือ พระโสดาปฏิมรรค ๑ พระโสดาปฏิผล ๑
๐ พระสกทาคามิ ๑ คู่ ๒ บุรุษ คือ พระสกทาคามิมรรค ๑ พระสกทาคามิผล ๑
๐ พระอนาคามิ ๑ คู่ ๒ บุรุษ คือ พระอนาคามิมรรค ๑ พระอนาคามิผล ๑
๐ พระอรหันต์ ๑ คู่ ๒ บุรุษ คือ พระอรหัตมรรค ๑ พระอรหัตผล ๑
ลัทธิของครูทั้ง ๖
ทรรศนะเกี่ยวกับโลกและชีวิตในชมพูทวีป หรือ อินเดียสมัยก่อนพุทธกาลได้มีเจ้าลัทธิต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยตั้งเป็นสำนักหรือคณะปรากฏใน พรหมชาลสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธมรรค แห่งพระสุตตันต ปิฎก ว่ามีทิฐิ ถึง ๖๒ ประการ แต่เมื่อกล่าวโดยย่อ มีที่สำคัญอยู่ ๖ ลัทธิ เรียกโดยทั่วไปว่า ลัทธิของครูทั้ง ๖
๑. อกิริยทิฐิ เป็นลัทธิที่มีความเห็นว่า ทำก็ไม่เชื่อว่าทำ เช่นบุญบาปไม่มี ความดีความชั่วไม่มี
เจ้าลัทธินี้คือ บรูณกัสสปะ
๒. อเหตุกทิฐิ เป็นลัทธิที่มีความเห็นว่า ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัยสัตว์ทั้งหลายจะได้ดี ได้ชั่ว
ได้สุขหรือทุกข์ก็ได้เอง ไม่ใช่เพราะทำดีหรือทำชั่ว อนึ่งสัตว์ทั้งหลายหลังจากท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ
แล้วก็บริสุทธิ์ได้เอง ลัทธินี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สังสารสุทธิกวาท เจ้าลัทธินี้ คือ มักขลิโคศาล
๓. นัตถิกทิฐิ (รวมทั้งอุจเฉททิฐิ ด้วย) ลัทธินี้มีความเห็นว่าไม่มีผล คือการทำบุญทำทานการบูชาไม่มีผล
เจ้าลัทธินี้คือ อชิตะเกสกัมพล ท่านผู้นี้สอนเรื่องอุจเฉททิฐิด้วย คือ เห็นว่า สัตว์ทั้งหลายตายแล้วสูญ
๔. สัสสตทิฐิ ลัทธินี้มีความเห็นว่า สิ่งทั้งหลายเคยเกิดอย่างไร ก็เป็นไปอย่างนั้น เช่น โลกเที่ยง จิตเที่ยง
สัตว์ทั้งหลายเคยเกิดอย่างไร ก็เป็นไปอย่างนั้นต่อไปตลอกกาล ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นของเที่ยง
การฆ่ากันนั้นไม่มีใครฆ่าใคร เพียงแต่เอาศาสตราสอดเข้าไปในธาตุ (ร่าง) ซึ่งยั่งยืนไม่มีอะไรทำลายได้
เจ้าลัทธิคือ ปกุธะกัจจายนะ
๕. อมราวิกเขปิกทิฐิ ลัทธินี้ความเห็นไม่แน่นอน ซัดส่ายไหลลื่นเหมือนปลาไหล เพราะเหตุหลายประการ
เช่น เกรงจะพูดปด เกรงจะเป็นการยึดถือ เกรงจะถูกซักถาม เพราะโง่เขลา จึงปฏิเสธว่า อย่างนี้ก็ไม่ใช่
อย่างนั้นก็ไม่ใช่ ไม่ยอมรับและไม่ยืนยันอะไรทั้งหมด เจ้าลัทธินี้คือ สัญชัย เวลัฏฐบุตร
ซึ่งเคยเป็นอาจารย์เดิมของพระโมคคัลลานะ และพระสารีบุตร
๖. อัตตกิลมถานุโยค และ อเนกานตวาท ลัทธินี้ถือการทรมานกายว่าเป็นทางไปสู่ความพ้นทุกข์
มีความเป็นอยู่เข้มงวดกวดขันต่อร่างกาย เช่น อดข้าว อดน้ำ ตากแดด ตากลม ไม่นุ่งห่มผ้า
เช่น พวกนิครนถ์ ตัวอย่างเจ้าลัทธินี้ คือ นิครนถ์นาฏบุตร หรือ ท่านศาสดามหาวีระ
ศาสดาองค์ที่ ๒๔ ของศาสนาเชน
ศาสนาเชนเป็นคู่แข่งที่สำคัญของพระพุทธศาสนา และเป็นเพียงลัทธิเดียวในจำนวนลัทธิของครูทั้ง ๖ ที่ยั่งยืนสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน อยู่ในฐานะเป็นศาสนาหนึ่งของอินเดีย แต่เนื่องจากเคร่งครัดเกินไป เช่นนักบวชจะขึ้นรถลงเรือไม่ได้ จึงไม่แพร่หลายในต่างประเทศ