พุทธะดอทคอม

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๑:๑๐ น.

ทรงพิจารณาชราธรรม

ทรงพิจารณาชราธรรม

ในพรรษาที่ ๔๕ อันเป็นพรรษาสุดท้ายแห่งพระชมมายุ ในช่วงเหมันตฤดู พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประทับ ณ บ้านเวฬุคาม เขตเมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ในพรรษานั้นเอง พระผู้มีพระภาคทรงพระประชวรหนักเกิดทุกขเวทนาแรงกล้าใกล้มรณชนม์ แต่พระพุทธองค์ทรงดำรงพระสติสัมปชัญญะมั่นคง ทรงอดกลั้นในทุกขเวทนาด้วยอธิวาสขันติ หรือความอดทนอย่างยิ่งยวด ทรงเห็นว่ายังมิควรที่จะปรินิพพานในเวลานี้ จึงบำบัดขับไล่อาพาธให้สงบระงับด้วยความเพียรในอิทธิบาทภาวนา

ครั้นดำรงพระกายเป็นปกติจากชราพยาธิทุกข์มีความสุขตามควรแก่วิสัยแล้ว วันหนึ่งขณะพระพุทธองค์ประทับเหนือพุทธอาสน์ซึ่งปูลาดอยู่ในร่มเงาพระวิหาร จึงทรงปราศรัยเรื่องชราธรรมประจำพระวรกายกับพระอานนท์พุทธอุปัฏฐากว่า

ดูก่อนอานนท์ บัดนี้เราชราภาพล่วงกาลผ่านวัยจนชนมายุล่วงเข้า ๘๐ ปีแล้ว
กายของตถาคตทรุดโทรมเสมือนเกวียนชำรุดที่ต้องซ่อม ต้องมัดกระหนาบให้อยู่ด้วยไม้ไผ่อัน 
มิใช่สัมภาระแห่งเกวียนนั้น

ดูก่อนอานนท์ เมื่อใดตถาคตเข้าอนิมิตตเจโตสมาธิตั้งจิตสงบมั่น คือไม่ให้มีนิมิตใด ๆ  
เพราะไม่ทำนิมิตทั้งหลายไว้ในใจ ดับเวทนาบางเหล่าเสีย และหยุดยั้งอยู่ด้วยอนิมิตตสมาธิ
เมื่อนั้นกายแห่งตถาคตย่อมผ่องใส มีความผาสุกสบายตลอดกาย

ดูก่อนอานนท์ เพราะธรรมคือนิมิตตสมาธิ มีอานุภาพสามารถทำให้ร่างกายของผู้ที่เข้าถึง
และหยุดอยู่ด้วยสมาธิธรรมนั้นมีความผาสุก ฉะนั้นท่านทั้งหลาย จงมีตนเป็นเกราะ
มีธรรมเป็นที่พึ่งทุกอิริยาบถเถิด”

ครั้นตรัสดังนี้แล้ว พระบรมศาสดาได้ทรงแสดงธรรมในข้อที่ว่ามีตนเป็นที่พึ่ง สามารถประกอบตนไว้ในสติปัฏฐาน  ๔  ทรงสั่งสอนภิกษุสงฆ์ใน เอกายมรรค คือ สติปัฏฐานภาวนา และ ปฏิณณกะเทศนาธรรม ทรงเทศนาสั่งสอนธรรมอันเป็นการบำเพ็ญพุทธกิจในครั้งนี้ ณ บ้านเวฬุคามนั้นจนกาลล่วงไปได้ถึงเดือนที่  ๓  แห่งเหมันตฤดูนั้นแล

อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๑:๑๐ น.

ทรงแสดงโอฬาริกนิมิต

ภาพพุทธประวัติจากวัดพระรามเก้า

ทรงแสดงโอฬาริกนิมิต

ในเช้าวันแห่งวันปัณณรสี  คือ วันเพ็ญเดือน ๓  มาฆมาส ตรงกับวันมาฆบูชา พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปบิณฑบาต ณ เมืองไพศาลี ครั้นทำภัตกิจแล้วพระองค์มีพระประสงค์จะเสด็จประทับ ณ ปาวาลเจดีย์ จึงให้พระอานนท์พุทธอุปัฏฐากนำผ้านิสีทนะ คือ ผ้าสำหรับรองนั่งไปปูลาดถวาย

ในครั้งนั้นพระพุทธองค์ได้แสดง “โอฬาริกนิมิต” คือ ตรัสให้พระอานนท์ทราบว่าผู้ใดเจริญอิทธิบาทภาวนาดีแล้วย่อมสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ถึงกัปหนึ่ง หรือ ๑๒๐ ปี หรือเกินกว่า การที่พระบรมศาสดาตรัสโอฬาริกนิมิตมิใช่เพราะมีพุทธประสงค์อยากจะดำรงพระชนม์ชีพต่อไปด้วยเสียดายชีวิต หรือเกรงกลัวต่อความตายเหมือนปุถุชนทั่วไป แต่ทรงเห็นว่าจะสามารถแสดงธรรมสั่งสอนเหล่าเวไนยสัตว์ หรือสัตว์ผู้สามารถอบรมสั่งสอนธรรมได้ด้วยพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้

ด้วยเหตุที่พญามารได้เข้าดลใจ แม้พระพุทธองค์ทรงตรัสนิมิตถึง  ๓  หน แต่พระอานนท์กลับมิได้ทูลอาราธนาให้ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ตลอดกัปหนึ่ง เมื่อเห็นพระอานนท์เฉยอยู่พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “อานนท์! เธอจงไปพักผ่อนเสียบ้างเถิด เธอเหนื่อยมากแล้ว แม้ตถาคตก็จะพักผ่อนเหมือนกัน” พระอานนท์จึงหลีกไปพักผ่อน ณ โคนต้นไม้อีกต้นหนึ่ง ซึ่ง ณ เวลานั้นพระพุทธองค์ทรงรำพึงถึงกาลที่ทรงตรัสรู้ล่วงมา ๔๕ ปี ที่แรกเริ่มทรงท้อพระทัยในการที่จะประกาศธรรมสั่งสอนสัตว์ แต่ด้วยพระมหากรุณาต่อสรรพสัตว์จึงตกลงรับอารธนาแสดงธรรม ทรงตั้งพระทัยว่าถ้าบริษัทสี่ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ยังไม่เป็นปึกแผ่น พระธรรมยังไม่แพร่หลายเพียงพอ   ตราบนั้นพระองค์จะทรงยังไม่เสด็จปรินิพพาน แต่ในกาลบัดนี้พระธรรมคำสอนของพระองค์แพร่หลายเพียงพอแล้ว เหล่าพุทธบริษัทสี่ ฉลาดสามารถพอที่จะดำรงพระสัทธรรมของพระองค์ให้เป็นปึกแผ่นได้ เป็นการสมควรแล้วที่พระองค์จะเข้าสู่มหาปรินิพพาน เมื่อทรงดำริเช่นนี้แล้วจึงทรงปลงมายุสังขาร คือ ตั้งพระทัยแน่วแน่ว่า พระองค์จะปรินิพพานใน วันเพ็ญวิสาขปูรณมี เดือน ๖

หรืออีกนัยหนึ่ง เพราะพระอานนท์มีความเคารรักพระบรมศาสดา เมื่อเห็นว่า พระพุทธองค์ทรงชราภาพมากแล้วทั้งยังประชวรด้วยพระโรคอันก่อให้เกิดทุกขเวทนา จึงไม่ควรให้ฝืนสังขารอยู่ต่อไป ด้วยในเวลานี้พุทธบริษัททั้ง  ๔  ได้ดำรงตั้งมั่นในพุทธศาสนาสมดังปณิธานของพระศาสดาที่ตั้งพระหฤทัยไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งตรัสรู้พระอรหันตสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว

"๑๖ ตำบล ที่ทรงแสดงโอฬาริกนิมิต"

โอฬาริกนิมิต มีความหมายว่า การที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสข้อความเป็นเชิงเปิดโอกาสให้อาราธนาเพื่อดำรงพระชนม์อยู่ต่อไป ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงนิมิตโอภาส ณ ๑๖ ตำบล แก่พระอานนท์ พระมหาสาวกผู้เป็นพระอุปัฏฐากประจำพระองค์ แต่พระอานนท์ก็ไม่รู้ จึงไม่อารธนา ไม่วิงวอน ให้พระพุทธเจ้าดำรงพระชนม์อยู่ต่อไป ดังนั้น พระบรมศาสดาทรงกำหนดพระทัยทรงปลงพระชนมายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ในวันมาฆปุรมี เพ็ญเดือน ๓ จักเสด็จดับขันธปรินิพานในกาล ๓ เดือนข้างหน้า ในวันเพ็ญเดือน ๖ ขณะมีพระชนมายุ ๘๐ พรรษา

สำหรับ ๑๖ ตำบลที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงนิมิตโอภาสแก่พระอานนท์นั้น
ทรงแสดงที่เมืองราชคฤห์ ๑๐ ตำบล และที่เมืองเวสาลี ๖ ตำบล ดังนี้

๑.  ที่ภูเขาคิชฌกุฏ อันเป็นภูเขาลูกหนึ่งในห้าลูกที่เรียกว่า เบญจคีรี ล้อมพระนครราชคฤห์
๒.  ที่โคตมนิโครธ เป็นตำบลแห่งหนึ่งในพระนครราชคฤห์
๓.  ที่เหวสำหรับทิ้งโจร บนภูเขาคิชฌกูฏ ภูเขาลูกนึ่งในเบญจคีรีซึ่งล้อมรอบพระนครราชคฤห์
๔.  ที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา ข้างภูเขาเวภารบรรพต หนึ่งใน ๕ ของเบญจคีรี ที่ล้อมรอบพระนครราชคฤห์
และถ้าสัตตบรรณคูหาทั้งยังเป็นสถานที่สังคายนาครั้งแรกอีกด้วย
๕.  ที่กาฬสิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิบรรพต หนึ่งใน ๕ ของภูเขาเบญจคีรี ที่ล้อมรอบพระนครราชคฤห์
และกาฬสิลายังเป็นที่ที่พระมหาโมคคัลลานะ อัครมหาสาวกเบื้องซ้ายถูกคนร้ายซึ่งรับจ้างพวกเดียรถีย์
ไปลอบฆ่าด้วยการทุบตีจนร่างแหลก
๖.  ที่สัปปิโสณฑิกา ณ สีตวัน เป็นเงื้อมเขาแห่งหนึ่งอยู่ที่สีตวันใกล้กรุงราชคฤห์
๗.  ตโปทาน สวนแห่งหนึ่งอยู่ใกล้บ่อน้ำพุร้อนชื่อตโปทาใกล้กรุงราชคฤห์
๘.  ที่เวฬุวัน พระวิหารในป่าไผ่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพระนครราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารถวายเป็นสังฆาราม
นับเป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา
๙.  ที่ชีวกัมพวนาราม เป็นวิหารในสวนมะม่วงซึ่งชีวกโกมารภัจจ์แพทย์ประจำพระองค์พระพุทธเจ้าสร้างถวาย
อยู่ในกรุงราชคฤห์
๑๐. ที่มัททกุจฉิมิคทายวัน ป่าเป็นที่ให้อภัยแก่เนื้อชื่อมัททกุจฉิอยู่ที่พระนครราชคฤห์
๑๑. ที่อุทเทนเจดีย์ เจดีย์สถานแห่งหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองเวลาลี นครหลวงของแคว้นวัชชี
๑๒. ที่โคตมกเจดีย์ เจดีย์สถานแห่งหนึ่งอยู่ทางทิศใต้ของนครเวสาลี
๑๓. ที่สัตตัมพเจดีย์ เจดีย์สถานแห่งหนึ่งที่นครเวสาลี
๑๔. ที่พหุปุตตเจดีย์ เจดีย์สถานแห่งหนึ่งอยู่ทางเหนือของนครเวสาลี
๑๕. ที่สารันทเจดีย์ เจดีย์สถานแห่งหนึ่งที่นครเวสาลี
๑๖. ที่ปาวาลเจดีย์ เจดีย์สถานแห่งหนึ่งที่นครเวสาลีพระพุทธเจ้าทรงทำนิมิตโอภาสครั้งสุดท้าย
และทรงปลงพระชนมายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ก่อนปรินิพพาน ๓ เดือน

อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๑:๑๐ น.

อิทธิบาท ๔

อิทธิบาท ๔

คำว่า อิทธิบาท แปลว่า บาทฐานแห่งความสำเร็จ หรือ ธรรมที่ทำให้บรรลุสำเร็จผล ๔ ประการหมายถึง สิ่งซึ่งมีคุณธรรม เครื่องให้ลุถึงความสำเร็จตามที่ตนประสงค์ ผู้หวังความสำเร็จในสิ่งใด ต้องทำตนให้สมบูรณ์ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า อิทธิบาท ซึ่งจำแนกไว้เป็น  ๔  ประการได้แก่

๑. ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
๒. วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น
๓. จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น
๔. วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น

ธรรม ๔ อย่างนี้ ย่อมเนื่องกัน แต่ละอย่างๆ มีหน้าที่เฉพาะของตน

ฉันทะ คือ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น  ความพอใจ ในฐานะเป็นสิ่งที่ตนถือว่าดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้ ข้อนี้เป็นกำลังใจอันแรกที่ทำให้เกิดคุณธรรมข้อต่อไปทุกข้อ

วิริยะ คือ ความพากเพียรในสิ่งนั้น ความพากเพียร หมายถึง การการะทำที่ติดต่อ ไม่ขาดตอน เป็นระยะยาวจนประสบความสำเร็จ คำนี้ มีความหมายของความกล้าหาญเจืออยู่ด้วยส่วนหนึ่ง

จิตตะ หมายถึง ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น ความไม่ทอดทิ้งสิ่งนั้นไปจากความรู้สึกของตัวทำสิ่งซึ่งเป็นวัตถุประสงค์นั้นให้เด่นชัดอยู่ในใจเสมอ คำนี้ รวมความหมายของคำว่าสมาธิอยู่ด้วยอย่างเต็มที่

วิมังสา หมายถึง ความสอดส่องใน เหตุและผลแห่งความสำเร็จเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ให้ลึกซึ้งยิ่ง ๆ ขึ้นไปตลอดเวลา คำนี้รวมความหมายของคำว่าปัญญาไว้อย่างเต็มที่

อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๑:๑๐ น.

พญามารวัสวดีทูลเชิญเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

ภาพพุทธประวัติจากวัดพระรามเก้า

พญามารวัสวดีทูลเชิญเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

เมื่อพระอานนท์ผู้เป็นพุทธอุปัฏฐากมิได้ทูลอาราธนาให้พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าดำรงชีวิตอยู่ตลอดกัปหนึ่ง พระพุทธองค์จึงทรงรับสั่งให้ลุกออกไปเสียจากที่นั้น พระอานนท์ถวายบังคมแล้วออกไปนั่งไม่ไกลจากที่พระผู้มีพระภาคประทับนัก ฝ่ายพญามารวัสวดีเห็นสบโอกาสรีบเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ กล่าวยกเนื้อความแต่ปางหลังมากราบทูลว่า

“ครั้งแรก เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วเสด็จไปประทับ
ณ ควงไม้อชาปาลนิโครธ (ต้นไทร) นั้น ได้ตรัสว่า ตราบใดที่พุทธบริษัท  ๔  คือ  
ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ยังมิได้ตั้งมั่นในธรรม และพรหมจรรย์ยังไม่ได้ประกาศแพร่หลาย      
บริบูรณ์ด้วยดี สำเร็จประโยชน์แก่ประชุมชนเป็นอันมาก ทั้งเทวดาและมนุษย์เพียงใดแล้ว
พระองค์จะยังไม่ปรินิพพานก่อนเพียงนั้น  แต่บัดนี้ พุทธบริษัท ๔ และพรหมจรรย์ก็สมบูรณ์
ดังพุทธประสงค์ทุกประการแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพานเถิด 
ขอพระสุคตเจ้าจงปรินิพพานเถิด บัดนี้เป็นกาลสมควรแก่ปรินิพพานของพระพุทธองค์แล้ว”

เมื่อพญามารกล่าวทูลอาราธนาดังนี้ พระบรมศาสดาจึงตรัสห้ามมารว่า

“ดูก่อน มารผู้มีใจบาป ท่านจงมีความขวนขวายน้อยอยู่เถิด
ความปรินิพพานของตถาคตจักมีในไม่ช้านี้ นับแต่นี้ไปอีก  ๓  เดือน  ตถาคตจะปรินิพพาน

พุทธปณิธานในบริษัท ๔

๑.  ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นสาวกของเรายังไม่เฉียบแหลม ยังไม่ได้รับการแนะนำ
ยังไม่แกล้วกล้า ยังไม่เป็นพหูสูต ยังไม่ทรงธรรม เราตถาคตยังจะไม่ปรินิพพาน
๒.  ภิกษุเป็นต้นนั้น ยังไม่ปฏิบัติธรรมเสมอสมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม
เราตถาคตยังจะไม่ปรินิพพาน
๓.  ภิกษุเป็นต้นนั้น เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว ยังบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย
จำแนกแจกแจง อธิบายธรรมให้ง่ายยังไม่ได้ เราตถาคตยังจะไม่ปรินิพพาน
๔.  ภิกษุเป็นต้นนั้น ยังไม่แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ (แสดงธรรมให้เกิดผลมหัศจรรย์)
ข่มขี่ปรัปวาท (การว่าร้าย จ้วงจาบพระธรรมวินัย)ที่เกิดขึ้นให้ราบคาบโดยถูกต้องตามธรรม
เราตถาคตจะยังไม่ปรินิพพาน

สรุปรวมลงใหเข้าใจง่าย คือ

๑.  ศึกษาให้เข้าใจ
๒.  ปฏิบัติให้ได้ผล
๓.  เผยแผ่ให้ถูกต้อง
๔  แก้ปัญหาได้ตามธรรมนั้น ๆ

อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๑:๑๐ น.

บุพนิมิต ๘ ประการก่อนการเสด็จปรินิพพาน

เมื่อพระบรมศาสดาสัมมสัมพุทธเจ้า ตรัสห้ามพญามารและทรงปลงอายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ โดยตรัสกับพญามารว่า


ดูก่อน มารผู้มีใจบาป ท่านจงมีความขวนขวายน้อยอยู่เถิด
ความปรินิพพานของตถาคตจักมีในไม่ช้านี้ นับแต่นี้ไปอีก  ๓  เดือน
ตถาคตจะปรินิพพาน”

ซึ่งการปลงมายุสังขารของพระพุทธองค์ ก่อให้เกิดความวิปริตแปรปรวนแก่โลกธาตุทั้งสิ้น มหาปฐพีมีอาการสั่นสะเทือน  ทั้งกลองทิพย์ก็บันลือลั่นในอากาศ หมู่มวลแมกไม้แกว่งไกวด้วยแรงพายุแล้วกลับสงบนิ่ง ท้องนภากาศ กลายเป็นสีแดงเพลิงประดุจโลหิต หมู่มวลสรรพสัตว์ร้องระเบงเซ็งแซ่สนั่นหวั่นไหว พระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก สังเกตเห็นความวิปริตแปรปรวนของโลกธาตุดังนี้จึงออกจากร่มไม้ไปเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อทูลถามถึงเหตุที่ทำให้เกิดอัศจรรย์นี้ ว่า

พระองค์ผู้เจริญ ! โลกธาตุวิปริตแปรปรวนผิดปกติ ไม่เคยมี ไม่เคยเป็น
ได้เป็นแล้วเพราะเหตุอะไรหนอ” 

พระผู้มีพระภาคตรัสถึงเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหวว่ามีอยู่ ๘ ประการ คือ

๑.   ลมพายุกำเริบ
๒.   ท่านผู้มีฤทธิ์บันดาล
๓.   พระบรมโพธิสัตว์จุติลงสู่พระครรภ์
๔.   พระบรมโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์
๕.   พระบรมโพธิสัตว์ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ
๖.   พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมจักกัปวัตนสูตร
๗.   พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าปลงมายุสังขาร
๘.   พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ คือ
นิพพานด้วยความหลุดพ้นจากสังขาร

ลมพายุกำเริบ เนื่องด้วยจักรวาลโลกธาตุนี้ประกอบไปด้วยธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม และธาตุ ๓ ชนิด คือ มหาปฐพี(แผ่นดิน)นี้ตั้งอยู่บนน้ำ ส่วนน้ำนั้นตั้งอยู่บนลม ส่วนลมนั้นตั้งอยู่บนอากาศ เมื่อมีเหตุให้เกิดพายุใหญ่ ย่อมยังน้ำให้ไหว เมื่อน้ำไหวแล้วย่อมยังแผ่นดินให้สั่นสะเทือนไหวตาม
ท่านผู้มีฤทธิ์บันดาล คือ สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์ ถึงความเป็นผู้ชำนาญในทางจิต หรือว่าเทวดาผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก เขาเจริญปฐวีสัญญาเพียงเล็กน้อย เจริญอาโปสัญญาอย่างแรงกล้า เขาย่อมยังแผ่นดินนี้ให้สะเทือนสั่นไหวได้
พระบรมโพธิสัตว์จุติลงสู่พระครรภ์ เมื่อนั้นย่อมเป็นเหตุให้แผ่นดินนี้สะเทือนสะท้านหวั่นไหว
พระบรมโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์ เมื่อนั้นย่อมเป็นเหตุให้แผ่นดินนี้สะเทือนสะท้านหวั่นไหว
พระบรมโพธิสัตว์ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เมื่อนั้นย่อมเป็นเหตุให้แผ่นดินนี้สะเทือนสะท้านหวั่นไหว
พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมจักกัปวัตนสูตร เมื่อนั้นย่อมเป็นเหตุให้แผ่นดินนี้สะเทือนสะท้านหวั่นไหว
พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าปลงมายุสังขาร เมื่อนั้นย่อมเป็นเหตุให้แผ่นดินนี้สะเทือนสะท้านหวั่นไหว
เมื่อนั้นย่อมเป็นเหตุให้แผ่นดินนี้สะเทือนสะท้านหวั่นไหว

ดูกรอานนท์ ! อย่างนี้แหล่ะ คราใดที่ตถาคตประสูติ ตรัสรู้ หมุนธรรมจักร
ปลงมายุสังขาร และ ปรินิพพาน ครานั้นย่อมจะมีเหตุการณ์วิปริตอย่างนี้เกิดขึ้น”  

พระอานนท์จึงทราบว่า บัดนี้พระพุทธองค์ทรงปลงมายุสังขารเสียแล้ว เมื่อทราบดังนั้นพระอานนท์จึงทูลว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ขอพระองค์อาศัยความกรุณาในข้าพระองค์และหมู่สัตว์
จงดำรงพระชนม์ชีพ    ต่อไปอีกเถิด อย่าเพิ่งด่วนปรินิพพาน เลย”...
“ดูกรอานนท์ ! เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ตถาคตกลับใจ  ตถาคตต้องปรินิพพาน
ในวันเพ็ญแห่งเดือน วิสาขะ อีกสามเดือนข้างหน้านี้
อานนท์ ! เราได้แสดงนิมิตโอภาสอย่างแจ่มแจ้งแก่เธอพอเป็นนัยมาไม้น้อยกว่าสิบหกครั้งแล้วว่า
คนอย่างเรานี้มีอิทธิบาทภาวนาที่ได้อบรมมาด้วยดี ถ้าประสงค์จะอยู่ถึงหนึ่งกัปป์ คือ หนึ่งร้อยยี่สิปปี
หรือมากกว่านั้นก็พออยู่ได้ แต่เธอหาเฉลียวใจไม่ มิได้ทูลเราเลย เราตั้งใจไว้ว่าในคราวก่อน ๆ นั้น
ถ้าเธอทูลให้เราอยู่ต่อไป เราจะห้ามเสียสองครั้ง พอเธอทูลครั้งที่สามเราจะรับ  อาราธนาของเธอ
แต่บัดนี้ช้าเสียแล้ว เรามิอาจกลับใจได้อีก”

"ดูกรอานนท์ ! เราเคยบอกเธอแล้วมิใช่หรือว่า บุคคลย่อมต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พึงใจเป็นธรรมดา 
หลีกเลี่ยงไม่ได้ชีวิตนี้มีความพลัดพรากเป็นที่สุด สิ่งทั้งหลายมีความแตกไป ดับไป สลายไป เป็นธรรมดา
จะปรารถนามิให้เป็นอย่างที่มันควรจะเป็นนั้น เป็นฐานะที่ไม่พึงหวังได้ ทุกสิ่งทุกอย่าง ดำเนินไป
เคลื่อนไป สู่จุดสลายตัวอยู่ทุกขณะ”

และก่อนหน้านี้พระองค์ได้เคยแสดงโอฬาริกนิมิตประกาศอานุภาพแห่งอิทธิบาทภาวนาแล้วถึง ๑๖  ครั้ง ในสถานที่  ๑๖  แห่ง  คือที่เมืองราชคฤห์  ๑๐  แห่ง เมืองเวสาลี  ๖  แห่ง บัดนี้พญามาร ได้ทูลอาราธนาให้พระบรมศาสดาเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว บัดนี้พระองค์ได้สละแล้ว คายแล้ว ปล่อยแล้ว วางแล้ว จะนำสิ่งนั้นกลับมาอีกด้วยเหตุใด

อ่านเพิ่มเติม ...

วิดิทัศน์ธรรม

ธรรมประพันธ์

เสียงอ่านธรรม

พระธรรมเทศนา