พุทธะดอทคอม

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๑:๐๘ น.

สังเวชนียสถาน ๔



สังเวชนียสถาน  ๔

พระบรมศาสดาจึงนำเหล่าภิกษุสงฆ์เสด็จพุทธดำเนินข้ามแม่น้ำหิรัญญวดีในเมืองกุสินารานคร แล้วเสด็จเข้าไปประทับ ณ สาลวันอุทยาน ของเหล่ามัลลกษัตริย์ใกล้เมือง กุสินารานคร แคว้นมัลละ โปรดให้พระอานนท์ปูลาดเตียงที่บรรทม ณ ระหว่างไม้รัง ต้นสาละ ทั้งคู่ แล้วเสด็จบรรทมสีหไสยา เป็นการนอนอย่างราชสีห์ คือนอนตะแคงขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มือซ้ายพาดไปตามลำตัว มือขวาช้อนศีรษะไม่พลิกกลับไปมา มีสติสัมปชัญญะ แต่มิมีอุฏฐานสัญญามนสิการ คือ ไม่มีพุทธประสงค์จะลุกขึ้นอีกต่อไป เนื่องจากเป็นไสยาวสาน คือ นอนครั้งสุดท้ายจึงนิยมเรียกว่า อนุฏฐานไสยา คือนอนโดยไม่ลุกขึ้นอีก 

ในเวลานั้น พระอานนท์เถระเจ้าได้กราบทูลว่า

"ในกาลก่อนเมื่อออกพรรษาแล้ว บรรดาพุทธบริษัททั้งหลายในทิศต่าง ๆ ได้เข้าใกล้
สนทนาปราศัยได้ความเจริญใจ ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว
ข้าพระองค์ทั้งหลายจักไม่ได้โอกาสอันดีเช่นนั้น เหมือนกับเมื่อพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่อีกต่อไป"
เมื่อพระอานนท์กราบทูลเช่นนั้นพระพุทธเจ้าตรัสว่า 

"อานนท์ สังเวชนียสถาน ๔ ตำบลนี้ เป็นสถานที่ควรแก่ความสังเวช เมื่อผู้มีศรัทธา
ได้ไปยังสถานที่ ๔  แห่งนี้ด้วยความเลื่อมใสเมื่อทำการกิริยา คือ ตายลงแล้ว
จักได้ถึงสุคติ ไปเกิดในโลกสวรรค์ สังเวชนียสถานทั้ง ๔ อันได้แก่

๑.   สถานที่พระพุทธองค์ประสูติจากพระครรภ์
๒.   สถานที่พระพุทธองค์ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ
๓.   สถานที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมจักร
๔.   สถานที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน

อนึ่ง สังเวชนียสถาน มีความหมายถึง เป็นสถานที่ตั้งแห่งความสังเวช แต่คำว่าสังเวชในทางธรรมนั้น มีความหมายลึกซึ้งกว่าความหมายของคำว่าสังเวชที่พบเห็นกันทั่ว ๆ ไป กล่าวคือ ในทางธรรมหมายถึง ความรู้สึกสลดใจที่ทำให้คิดได้ถึงพระไตรลักษณ์  คือ ความเป็นอนิจจัง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ความทุกข์สลดใจ ความยึดมั่นถือมั่นไว้ไม่ได้  ทำให้จิตใจหันมานึกถึงสิ่งที่ดีงามเกิดความไม่ประมาท เพียรพยายามทำสิ่งที่เป็นกุศลต่อไป จึงจะเรียกว่า สังเวช 

สถานที่ทรงประสูติ-เสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช
๑.  สถานที่พระพุทธองค์ทรงมีพระประสูติกาลจากพระครรภ์พระมารดา คือ อุทยานลุมพินี
ตั้งอยู่กึ่งกลางระว่างกรุงกบิลพัสดุ์และกรุงเทวทหะ กรุงกบิลพัสดุ์เป็นเมืองหลวงของแคว้นสักกะ 
กรุงเทวทหะเป็นเมืองหลวงของแคว้นโกลิยะ ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศเนปาลห่างชายแดนภาคเหนือ
ของประเทศอินเดีย ๖ กิโลเมตรครึ่ง บัดนี้เรียกว่า รุมมินเด

มหาเจดีย์ที่พุทธคยา-สถานที่ทรงตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ
. สถานที่พระพุทธองค์ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ คือ ใต้ร่มไม้พระศรีมหาโพธิ์
ภายในป่าสาละ ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ 
ปัจจุบันคือ ควงไม้พระศรีมหาโพธิ์ ที่ตำบลพุทธคยา รัฐพิหารประเทศอินเดีย

ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน สารนาถพาราณสี-สถานที่ทรงแสดงปฐมเทศนาธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร
๓. สถานที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมจักร คือ สถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา
โปรดปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทางทิศเหนือของเมืองพาราณสี แคว้นกาสี
ปัจจุบันนี้เรียกว่า สารนาถพาราณสี บัดนี้เรียกว่า วาราณสี ประเทศอินเดีย

สาลวโนยาน เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ-สถานที่ปรินิพพาน
๔. สถานที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน
คือ ที่สาลวโนยาน เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ
ปัจจุบันี้เรียก เมืองกาเซีย จังหวัดโครักขปุระ ประเทศอินเดีย

สถานที่ทั้ง ๔ ตำบลนี้แล ควรที่พุทธบริษัท คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา มีความเชื่อความเลื่อมใสในพระตถาคตเจ้า จะดูจะเห็นและควรจะให้เกิดความสังเวชทั่วกัน"

อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๑:๐๘ น.

พระอานนท์ทูลถามถึงวิธีปฏิบัติต่อพระพุทธสรีระ

ภาพพุทธประวัติจากวัดพระรามเก้า
พระอานนท์ทูลถามถึงวิธีปฏิบัติต่อพระพุทธสรีระ

ในเวลานั้น พระอานนท์ได้กราบทูลถามว่า 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้วจะปฏิบัติเกี่ยวกับพระพุทธ สรีระอย่างไร”
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
อย่าเลยอานนท์ เธออย่ากังวลกับเรื่องนี้เลย หน้าที่ของพวกเธอคือคุ้มครองตนด้วยดี
จงพยายามทำความเพียรเผาบาปให้เร่าร้อนอยู่ทุกอิริยาบถเถิด สำหรับเรื่องสรีระของเรานั้น
เป็นหน้าที่ของคฤหัสถ์ที่จะพึงทำกัน กษัตริย์ พราหมณ์ และ คหบดีเป็นจำนวนมากที่เลื่อมใสตถาคต
ก็มีอยู่ไม่น้อย เขาคงทำกันเองเรียบร้อย” 
พระอานนท์ทูลว่า
พระเจ้าข้า” เรื่องนี้เป็น หน้าที่ของคฤหัสถ์ก็จริงอยู่ แต่ถ้าเขาถามข้าพระองค์
ข้าพระองค์จะพึงบอกเขาอย่างไร”
พระองค์ทรงตรัสว่า
อานนท์ ! ชนทั้งหลายปฏิบัติต่อสรีระแห่งพระเจ้าจักรพรรดิอย่างไร
ก็พึงปฏิบัติต่อสรีระแห่งตถาคตอย่างนั้นเถิด”

พระอานนท์ทูลถามว่า
“ทำย่างไรเล่า พระเจ้าข้า”
พระองค์ทรงตรัสว่า
“อานนท์ ! คืออย่างนี้ เขาจะพันสรีระแห่งพระเจ้าจักรพรรดิด้วยผ้าใหม่ แล้วซับด้วยสำลี 
แล้วพันด้วยผ้าใหม่อีก ทำอย่างนี้ถึง  ๕๐๐ คู่ หรือ  ๕๐๐  ชั้น แล้วบรรจุในหีบทอง
อันเต็มไปด้วยน้ำมันหอมเชิญขึ้นบนจิตกาธาน คือเชิงตะกอนที่เผาศพ อันทำด้วยไม้จันทน์หอม
แล้วปิดครอบด้วยรางเหล็กเป็นฝา เพื่อถวายพระเพลิง แล้วอัญเชิญพระอัฐิธาตุไปทำพระสถูปบรรจุได้
ณ ที่ประชุมแห่งถนนใหญ่ ๔ ทิศ สี่แพร่ง และสรีระแห่งตถาคตก็พึงทำเช่นเดียวกัน
เพื่อเป็นที่สักการะแก่เหล่ามหาชนตราบสิ้นกาลนาน  ด้วยบุคคลผู้ควรแก่การประดิษฐานในสถูป"

ถูปารหบุคคล

แล้วพระตถาคตทรงแสดง ถูปารหบุคคล คือ บุคคลผู้ควรบรรจุอัฐิธาตุไว้ในพระสถูป ๔ จำพวก คือ

๑.  พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า
.  พระปัจเจกพุทธเจ้า
๓. พระอรหันตสาวก และ
๔. พระเจ้าจักรพรรดิ

ด้วยสามารถเป็นพลวปัจจัย คือปัจจัยอันมีกำลัง ให้ผู้เคารพกราบไหว้ถึงสุคติโลกสวรรค์ได้ตามกำลังศรัทธาเลื่อมใส และเป็นประโยชน์สุขแก่เขาตลอดกาลนาน”

อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๑:๐๘ น.

ทรงตรัสพยากรณ์พระอานนท์

ภาพพุทธประวัติจากวัดพระรามเก้า
ทรงตรัสพยากรณ์พระอานนท์

ด้วยความอาลัยรักในพระพุทธองค์ พระอานนท์เถระได้ไปยืนเหนี่ยวประตูวิหารร้องไห้คิดสังเวชตัวเองว่าสู้อุตส่าห์ติดตามปฏิบัติพระผู้มีพระภาคประดุจเงาติดตามพระองค์มาด้วยความเคารพรัก บัดนี้ถึงแก่การดับขันธปรินิพพานแล้ว ตนยังมิได้บรรลุอรหัตผลเหมือนพระเถระอื่น ๆ ครั้นพระพุทธองค์มิได้เห็นพระอานนท์จึงเรียกให้เข้ามาและตรัสปลอบว่า

“ดูก่อนอานนท์ ! เธออย่างโศกเศร้า อย่าร่ำไรเลย เราได้บอกแก่เธอแล้วมิใช่หรือว่า
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงถาวร  จะหาความเที่ยงแท้จากสังขารได้แต่ที่ไหน 
ดูก่อนอานนท์ ! ทุกสิ่งที่มีเกิดในเบื้องต้นแล้ว จะต้องแปรปรวนในท่ามกลาง และดับสลายลงเช่นเดียวกัน”

ต่อจากนั้นได้ตรัสพยากรณ์ว่า หลังจากพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ขอให้อุตส่าห์บำเพ็ญเพียร ในไม่ช้าจะได้ถึงความสิ้นอาสวะ คือสำเร็จเป็นพระอรหันต์ก่อนวันพระสงฆ์ทำปฐมสังคายนา ทั้งยังได้ตรัสสรรเสริญพระอานนท์เถระว่าเป็น เอตทัคคะ คือ เป็นเลิศในการบำเพ็ญพุทธอุปัฏฐาก เช่นเดียวกับพุทธอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าองค์อื่น  ๆ ที่เคยมาตรัสรู้ในโลกแล้ว หรือที่กำลังจะมาตรัสรู้ในกาลอนาคตย่อมมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับพระอานนท์เถระด้วยเป็นผู้ประกอบกิจธุระด้วยปัญญาอันรอบรู้ ว่าการใดควรให้ผู้ใดเข้าเฝ้า ไม่ว่าจะเป็น ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา กษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี และเดียรถีย์ ทั้งเป็นผู้แสดงธรรมได้อย่างน่าชื่นชม ผู้ฟังมิบังเกิดความเบื่อหรืออิ่มในธรรม ใคร่จะได้ฟังซ้ำและมีความยินดีเบิกบานในธรรมเมื่อจบการแสดงธรรม

นอกจากนั้นยังได้รับการยกย่องในด้านเป็นผู้มีสติ มีคติ มีธิติ  คือความทรงจำพุทธวจนะ คือพระธรรมคำสั่งสอน และการรับใช้ศาสนา หลังจากพุทธปรินิพพาน พระสงฆ์ได้ทำปฐมสังคายนาและร้อยกรองพระธรรมวินัยคำสอนที่เป็นพระสูตรทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ในพระไตรปิฏกตั้งแต่เล่ม ๙ ถึงเล่ม ๓๓ รวม ๔๔ เล่ม ล้วนเป็นผลแห่งความจำอันเป็นเลิศของพระอานนท์ทั้งสิ้น

อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๑:๐๘ น.

ทรงโปรดสุภัททะปริพาชก

ภาพพุทธประวัติจากวัดพระรามเก้า
ทรงโปรดสุภัททะปริพาชก

ในราตรีนั้นได้มีนักบวชปริพาชกนอกพระพุทธศาสนาผู้หนึ่งชื่อ สุภัททะ ขอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระอานนท์จึงขอร้องวิงวอนว่า อย่าได้รบกวนพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย ซึ่งปริพาชกสุภัททะก็ยังกล่าววิงวอน ขอเข้าเฝ้าเพื่อทูลถามข้อข้องใจบางประการ พระอานนท์ได้ห้ามว่า

อย่าเลย สุภัททะ ท่านอย่ารบกวนพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย พระองค์ทรงลำบากพระวรกายมากอยู่แล้ว 
พระองค์ประชวรหนักจะปรินิพพานในยามสุดท้ายแห่งราตรีนี้แน่นอน” 
ท่านสุภัททะยังได้วิงวอนต่อว่า
โอกาสของข้าพเจ้าเหลือเพียงเล็กน้อย ขอท่านอาศัยความเอ็นดู
โปรดอนุญาตให้ข้าพเจ้าเข้าเฝ้าพระศาสดาเถิด” 
พระอานนท์ทัดทานอย่างเดิม และสุภัททะก็อ้อนวอนเช่นเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า
จนได้ยินถึงพระพุทธองค์ จึงรับสั่งว่า
“อานนท์ ! ให้สุภัททะเข้ามาหาตถาคตเถิด”

เมื่อสุภัททะได้เข้าเฝ้าพระศาสดานั้น ก็ขอประทานโอกาสกราบทูลถามข้อข้องใจบางประการ ซึ่งพระพุทธองค์ก็อนุญาตให้ถาม โดยสุภัททะได้กราบทูลถามว่า

“พระองค์ผู้เจริญ คณาจารย์ทั้งหกคือ ปูรณะกัสสปะ มักขลิโคศาล อชิตเกสกัมพล ปกุทธะกัจจายนะ
สัญชัย เวลัฏฐบุตร และนิครนถ์นาฏบุตร เป็นศาสดาเจ้าลัทธิที่มีคนนับถือมาก เคารพบูชามาก
ศาสดาเหล่านี้ยังจะเป็นพระอรหันต์ หมดกิเลสหรือประการใด”
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า 
“เรื่องนี้หรือสุภัททะที่เธอดิ้นรนขวนขวายมาหาเราด้วยความพยายามอย่างยิ่งยวด”
พระศาสดาตรัสทั้งยังหลับพระเนตรอยู่ แล้วทรงตรัสแก่สุภัททะว่า 
“อย่าสนใจกับเรื่องนี้เลย สุภัททะ เวลาของเราและของเธอเหลือน้อยเต็มทีแล้ว
จงถามสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เธอเองเถิด”   
"ถ้าอย่างนั้น... ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหาสามข้อ คือ รอยเท้าในอากาศมีอยู่หรือไม่
สมณะภายนอกศาสนาของพระองค์มีอยู่หรือไม่ สังขารที่เที่ยงมีอยู่หรือไม่"
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า 
สุภัททะ ! รอยเท้าในอากาศนั้น ไม่มี ศาสนาใดไม่มีอริยมรรคมีองค์ ๘ สมณะผู้สงบถึงที่สุด
ในสมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ และสมณะที่ ๔ ก็ไม่มีในศาสนานั้น
ศาสนาใดมีอริยมรรคมีองค์ ๘  ในศาสนานั้นมีสมณะผู้สงบถึงที่สุดทั้ง ๔ ประเภทนั้น
สังขารที่เที่ยงนั้นไม่มีเลย สุภัททะ ปัญหาของเธอ มีเท่านี้หรือ"  
"มีเท่านี้ พระพุทธเจ้าข้า
พระพุทธองค์ทรงทราบอุปนิสัยของสุภัททะจึงตรัสว่า
“สุภัททะ !  ถ้าอย่างนั้นจงตั้งใจฟังเถิด เราจะแสดงธรรมให้ฟังแต่โดยย่อ
ดูกรสุภัททะ ! อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นทางประเสริฐ สามารถให้บุคคลผู้เดินไปตามทางนี้ถึง     
ซึ่งความสุขสงบเย็นเต็มที่ เป็นทางเดินไปสู่อมตะ
ดูกรสุภัททะ ! ถ้าภิกษุหรือใครก็ตามจะพึงอยู่โดยชอบ ปฏิบัติดำเนินตามมรรคอันประเสริฐ
ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้อยู่ โลกก็จะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์”

สุภัททะปริพาชก เมื่อได้ฟังพระดำรัสนี้แล้วเกิดความเลื่อมใส ทูลขออุปสมบทบรรพชา พระพุทธองค์ ทรงตรัสว่าผู้ที่เคยเป็นนักบวชในศาสนาอื่นมาก่อน ถ้าประสงค์จะบวชในศาสนาของพระองค์จะต้องอยู่ “ติตถิยปริวาส” คือ บำเพ็ญตนทำความดีจนภิกษุทั้งหลายไว้ใจ เป็นเวลา ๔ เดือนก่อนแล้วจึงจะบรรพชาอุปสมบทได้ สุภัททะทูลว่าตนเองพอใจอยู่บำรุงปฏิบัตพระภิกษุ ทั้งหลาย ๔ ปี

ในข้อที่เรียกว่าสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้น คือพระอริยบุคคลระดับพระโสดาบันทั้ง ๔ คู่ ๘ บุรุษ คือ

๐  พระโสดาบัน    ๑  คู่   ๒ บุรุษ  คือ พระโสดาปฏิมรรค ๑ พระโสดาปฏิผล ๑
๐  พระสกทาคามิ  ๑ คู่   ๒ บุรุษ คือ พระสกทาคามิมรรค ๑ พระสกทาคามิผล ๑
๐  พระอนาคามิ    ๑ คู่   ๒ บุรุษ คือ  พระอนาคามิมรรค ๑ พระอนาคามิผล ๑
๐  พระอรหันต์      ๑ คู่   ๒ บุรุษ คือ  พระอรหัตมรรค ๑ พระอรหัตผล ๑

อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ๑๑:๐๘ น.

ลัทธิของครูทั้ง ๖

ลัทธิของครูทั้ง ๖

ทรรศนะเกี่ยวกับโลกและชีวิตในชมพูทวีป หรือ อินเดียสมัยก่อนพุทธกาลได้มีเจ้าลัทธิต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยตั้งเป็นสำนักหรือคณะปรากฏใน พรหมชาลสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธมรรค แห่งพระสุตตันต ปิฎก ว่ามีทิฐิ ถึง  ๖๒  ประการ  แต่เมื่อกล่าวโดยย่อ มีที่สำคัญอยู่  ๖  ลัทธิ เรียกโดยทั่วไปว่า ลัทธิของครูทั้ง ๖

๑. อกิริยทิฐิ เป็นลัทธิที่มีความเห็นว่า ทำก็ไม่เชื่อว่าทำ เช่นบุญบาปไม่มี ความดีความชั่วไม่มี
เจ้าลัทธินี้คือ บรูณกัสสปะ
๒.  อเหตุกทิฐิ เป็นลัทธิที่มีความเห็นว่า ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัยสัตว์ทั้งหลายจะได้ดี ได้ชั่ว
ได้สุขหรือทุกข์ก็ได้เอง ไม่ใช่เพราะทำดีหรือทำชั่ว อนึ่งสัตว์ทั้งหลายหลังจากท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ
แล้วก็บริสุทธิ์ได้เอง ลัทธินี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สังสารสุทธิกวาท เจ้าลัทธินี้ คือ มักขลิโคศาล
๓.  นัตถิกทิฐิ  (รวมทั้งอุจเฉททิฐิ ด้วย) ลัทธินี้มีความเห็นว่าไม่มีผล คือการทำบุญทำทานการบูชาไม่มีผล
เจ้าลัทธินี้คือ อชิตะเกสกัมพล ท่านผู้นี้สอนเรื่องอุจเฉททิฐิด้วย คือ เห็นว่า สัตว์ทั้งหลายตายแล้วสูญ
๔. สัสสตทิฐิ ลัทธินี้มีความเห็นว่า สิ่งทั้งหลายเคยเกิดอย่างไร ก็เป็นไปอย่างนั้น เช่น โลกเที่ยง จิตเที่ยง 
สัตว์ทั้งหลายเคยเกิดอย่างไร ก็เป็นไปอย่างนั้นต่อไปตลอกกาล ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นของเที่ยง
การฆ่ากันนั้นไม่มีใครฆ่าใคร เพียงแต่เอาศาสตราสอดเข้าไปในธาตุ (ร่าง) ซึ่งยั่งยืนไม่มีอะไรทำลายได้
เจ้าลัทธิคือ ปกุธะกัจจายนะ
๕.  อมราวิกเขปิกทิฐิ ลัทธินี้ความเห็นไม่แน่นอน ซัดส่ายไหลลื่นเหมือนปลาไหล เพราะเหตุหลายประการ
เช่น เกรงจะพูดปด เกรงจะเป็นการยึดถือ เกรงจะถูกซักถาม เพราะโง่เขลา จึงปฏิเสธว่า อย่างนี้ก็ไม่ใช่
อย่างนั้นก็ไม่ใช่ ไม่ยอมรับและไม่ยืนยันอะไรทั้งหมด เจ้าลัทธินี้คือ สัญชัย เวลัฏฐบุตร
ซึ่งเคยเป็นอาจารย์เดิมของพระโมคคัลลานะ และพระสารีบุตร
๖. อัตตกิลมถานุโยค และ อเนกานตวาท ลัทธินี้ถือการทรมานกายว่าเป็นทางไปสู่ความพ้นทุกข์
มีความเป็นอยู่เข้มงวดกวดขันต่อร่างกาย เช่น อดข้าว อดน้ำ ตากแดด ตากลม ไม่นุ่งห่มผ้า
เช่น พวกนิครนถ์ ตัวอย่างเจ้าลัทธินี้ คือ นิครนถ์นาฏบุตร หรือ ท่านศาสดามหาวีระ
ศาสดาองค์ที่ ๒๔ ของศาสนาเชน

ศาสนาเชนเป็นคู่แข่งที่สำคัญของพระพุทธศาสนา และเป็นเพียงลัทธิเดียวในจำนวนลัทธิของครูทั้ง  ๖  ที่ยั่งยืนสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน อยู่ในฐานะเป็นศาสนาหนึ่งของอินเดีย แต่เนื่องจากเคร่งครัดเกินไป เช่นนักบวชจะขึ้นรถลงเรือไม่ได้ จึงไม่แพร่หลายในต่างประเทศ

อ่านเพิ่มเติม ...

วิดิทัศน์ธรรม

ธรรมประพันธ์

เสียงอ่านธรรม

พระธรรมเทศนา