๑๘๐๕๒๕๕๕

พระพุทธเจ้า
๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒
เผยแพร่ใน ตรัสรู้

พระเจ้าสุทโธทนะ พระพุทธบิดา เมื่อทราบกิตติศัพท์ที่แพร่ไปทั่วทุกทิศว่า บัดนี้พระราชโอรสได้บรรลุพระอรหันต์สัมมาสัมโพธิญาณแล้ว และกำลังจาริกเผยแผ่พระธรรมแก่ประชาชนตามแว่นแคว้นต่าง ๆ ซึ่งในขณะนี้ได้เสด็จประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระเจ้าสุทโธทนะบังเกิดความปีติยินดีใคร่จะได้พบและฟังธรรมจากพระบรมศาสดา จึงโปรดให้อำมาตย์ไปทูลอาราธนา แต่หลังจากอำมาตย์ที่รับราชโองการพร้อมเหล่าบริวารติดตามจำนวน ๑,๐๐๐ คนได้เดินทางเป็นระยะทางประมาณ ๖๐ โยชน์มาถึงเมืองราชคฤห์ ครั้นได้ฟังธรรมต่าง ๆ จากพระพุทธองค์ได้บรรลุพระอรหันต์และได้รับการบรรพชาด้วยอหิภิกขุอุปสัมปทาทั้งสิ้น รวมจำนวนอำมาตย์ถึง ๙ ชุด ๙ นาย กับบริวารอีก ๙,๐๐๐ นาย ซึ่งถูกส่งมาทูลอาราธนาต่างบรรลุพระอรหันต์ทั้งหมด

ในครั้งที่ ๑๐ พระเจ้าสุทโธทนะจึงมอบหมายให้กาฬุทายีอำมาตย์ผู้เป็นที่สหชาติ คือเกิดวันเดือนปีเดียวกันกับพระราชโอรสและเป็นเพื่อนสนิทสนมกันมาเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ นำเหล่าบริวาร ๑,๐๐๐ คนไปทูลอาราธนาพระบรมศาสดาให้เสด็จสู่นครกบิลพัสดุ์ กาฬุทายีอำมาตย์ทูลขออนุญาตบรรพชา ครั้นได้รับอนุญาตแล้วจึงนำบริวารเดินทางสู่พระเวฬุวันมหาวิหาร และได้ฟังธรรมจนบรรลุพระอรหันต์พร้อมบริวารที่ติดตามเหมือนดังเหล่าอำมาตย์ทั้ง ๙ ชุด ที่เดินทางมาก่อนหน้านี้

เมื่อพระกาฬุทายีบรรพชาได้ ๘ วัน พอดีสิ้นเหมันตฤดู ซึ่งเป็นฤดูหนาว เริ่มย่างเข้าสู่คิมหันตฤดู ซึ่งเป็นฤดูร้อน ตรงกับวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำกลางเดือน ๔ เห็นว่าเป็นโอกาสอันควร จึงกราบทูลให้พระบรมศาสดาเสด็จสู่กรุงกบิลพัสดุ์

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒
เผยแพร่ใน ตรัสรู้

เมื่อพระกาฬุทายีบรรพชาได้ ๘ วัน พอดีสิ้นเหมันตฤดู ซึ่งเป็นฤดูหนาว เริ่มย่างเข้าสู่คิมหันตฤดู ซึ่งเป็นฤดูร้อน ตรงกับวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำกลางเดือน ๔ เห็นว่าเป็นโอกาสอันควร จึงกราบทูลให้พระบรมศาสดาเสด็จสู่กรุงกบิลพัสดุ์  พระพุทธองค์ทรงรับการทูลเชิญเสด็จโดยเห็นแก่ประโยชน์ในการสงเคราะห์พระญาติ  พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จพุทธดำเนินออกจากกรุงราชคฤห์ในวันแรม ๑ ค่ำเดือน ๔ พร้อมเหล่าภิกษุสงฆ์ขีณาสพ คือ พระผู้สิ้นอาสวะกิเลส หมายถึงพระอรหันต์ ๒๐,๐๐๐ องค์ อันเป็นกุลบุตรชาวอังคราษฎร์และชาวมคธจำนวน หนึ่งหมื่น และกุลบุตรชาวกบิลพัสดุ์อีกหนึ่งหมื่น ในครั้งนั้นพระกาฬุทายีได้ใช้ฤทธิ์เหาะไปสู่เมืองกบิลพัสดุ์เพื่อแจ้งให้เหล่ากษัตริย์ศากยะเตรียมรับเสด็จล่วงหน้า

ครั้นพระบรมศาสดาเสด็จพุทธดำเนินถึงแม่น้ำใหญ่อันอยู่ชายเขตแคว้นมคธ เจ้าพนักงานจึงเชิญเสด็จขึ้นไปประทับบนเรือขนานเพื่อข้ามแม่น้ำนั้น และเสด็จพุทธดำเนินทางบกต่อในระยะทางได้วันละ ๑ โยชน์เป็นเวลา ๒  เดือน สิ้นระยะทาง  ๖๐ โยชน์ หรือ ๙๖๐ กิโลเมตร ซึ่งในระหว่างการเสด็จพุทธดำเนินนี้ พระกาฬุทายีเถระได้ถวายการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า โดยการเหาะไปรับภัตตาหารบิณฑบาตรจากพระเจ้าสุทโธทนะพุทธบิดายังวังหลวง และเหาะนำบาตรนั้นมาถวายแด่พระพุทธเจ้าได้ทรงฉันตลอดระยะทางการเสด็จ  จึงเสด็จถึงกรุงกบิลพัสดุ์ในกลางเดือนวิสาขะ คือวันเพ็ญ ๑๔ ค่ำเดือน ๖ พระกาฬุทายีเถระจึงได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็น เอตะทัคคะ ผู้เลิศในการทำให้พระญาติวงศ์เลื่อมใส

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒
เผยแพร่ใน ตรัสรู้



เมื่อพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จพุทธดำเนินถึงกรุงกบิลพัสดุ์พร้อมเหล่าภิกษุสงฆ์ขีณาสพจำนวน ๒๐,๐๐๐ รูป เหล่าพระประยูรญาติทั้งหลายมีความปีติยินดีจึงอัญเชิญให้เสด็จเข้าประทับ ณ นิโครธารามมหาวิหาร ที่บรรดาศากยราชร่วมกันสร้างถวาย  แต่ในครั้งนั้นเหล่าพระประยูรญาติต่างเกิดมานะทิฏฐิ เห็นว่าพระบรมศาสดามีวัยอ่อนกว่ามิบังควรที่พวกตนจะทำความเคารพ จึงให้เหล่าขันตติยราชกุมารที่มีอายุเยาว์ออกมานั่งข้างหน้าเพื่อถวายบังคม

ครั้นพระบรมศาสดาทราบว่าเหล่าพระประยูรญาติที่ประทับอยู่ด้านหลังนั้นมีมานะทิฏฐิเกรงว่าจะต้องอภิวาทพระองค์ซึ่งมีวัยอ่อนกว่า

ในครั้งนั้นพระพุทธองค์ต้องการจะทรมานเหล่าพระประยูรญาติให้คลายทิฏฐิ จึงแสดงพุทธปาฏิหาริย์เหาะขึ้นไปลอยอยู่ในอากาศ ประหนึ่งว่าละอองธุลีพระบาทได้หล่นลงสู่เศียรเกล้าของเหล่าประยูรญาติทั้งหลาย พระเจ้าสุทโธทนะพุทธบิดาทรงเห็นปาฏิหาริย์เป็นอัศจรรย์ จึงประนมหัตถ์ถวายมนัสการแล้วกราบทูลว่า

ข้าแต่พระผู้มีพระภาค แต่กาลก่อนเมื่อพระองค์ประสูติวันแรก หม่อมฉันให้พี่เลี้ยงนำมา
เพื่อนมัสการกาลเทวิลดาบส พระองค์ได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์ขึ้นไปสถิตอยู่บนชฎาของดาบส
หม่อมฉันได้ถวายอภิวาทเป็นปฐม ครั้นถึงงานพระราชพิธีวัปปมงคลแรกนาขวัญ
พระองค์ประทับอยู่ใต้ต้นหว้าร่มไม้หว้านั้นก็มีได้ชายเลื่อนขยับไปตามแนวดวงตะวันแม้เป็นเวลาบ่าย
หม่อมฉันได้ถวายมนัสการเป็นเคารพที่สอง และครั้งนี้เป็นคำรบสามที่หม่อมฉันถวายอัญชลีนมัสการ”

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒
เผยแพร่ใน ตรัสรู้

ฝนโบกขรพรรษา

เมื่อเหล่าพระประยูรญาติได้ฟังคำของพระเจ้าสุทโธทนะกษัตริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ตรัสดังนี้ จึงคลายมานะทิฏฐิถวายอภิวาทพระบรมศาสดาด้วยความศรัทธา ต่างชื่นชมโสมนัสในการที่พระพุทธองค์เสด็จมาประทับอยู่ท่ามกลางพระประยูรญาติด้วยความปีติหาที่สุดมิได้ และด้วยบุญญาอภินิหาร พลันเกิดมหาเมฆขึ้นในอากาศยังผลให้ฝนโบกขรพรรษา ตกลงมาในที่ประชุม น้ำฝนโบกขรพรรษานี้มีสีแดงหลั่งไหลเสียงสนั่นลั่นออกไปไกลเหมือนเสียงสายฝนธรรมดา ถ้าผู้ใดปรารถนาจะให้เปียกกายจึงจะเปียก หากไม่ปรารถนาแม้แต่เม็ดหนึ่งก็มิได้เปียกตัว เสมือนหยาดน้ำที่ตกลงสู่ใบบัวแล้วกลิ้งตกลงไปฉะนั้น

ในครั้งนั้นเหล่าภิกษุสงฆ์ต่างเกิดความพิศวงด้วยมิเคยพบเห็นมาก่อน พระบรมศาสดาจึงตรัสอธิบายว่า ฝนโบกขรพรรษานี้มิใช่จะตกในท่ามกลางที่ประชุมเหล่าพระประยูรญาติเฉพาะในครั้งนี้ก็หาไม่ ในอดีตกาลเมื่อครั้งพระพุทธองค์เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรบรมโพธิสัตว์ ฝนโบกขรพรรษานี้ก็เคยได้ตกลงแล้วเช่นกัน  แล้วทรงแสดงพระธรรมเทศนามหาเวสสันดรชาดกโปรดจนเป็นที่เบิกบานปีติปราโมทย์โดยทั่วกัน

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒
เผยแพร่ใน ตรัสรู้

หลังจากจบพระธรรมเทศนาแล้ว เหล่าพระประยูรญาติทั้งหลายต่างถวายมนัสการทูลลาคืนกลับสู่พระราชสถานแห่งตน มิได้มีผู้ใดกราบทูลอาราธนาให้มารับบิณฑบาตแม้แต่พระเจ้าสุทโธทนะพระพุทธบิดา ด้วยพระองค์เข้าใจว่าพระบรมศาสดาเป็นพระโอรส เมื่อถึงเวลาเช้าพระพุทธองค์คงเสด็จมาเสวยพระกระยาหารในพระราชนิเวศน์พร้อมด้วยเหล่าภิกษุสงฆ์ทั้งปวง การกล่าวอาราธนาเสียอีกกลับจะกลายเป็นว่าพระศาสดาเป็นคนอื่นมิใช่พระโอรสแห่งสกุลศากยะ คิดดังนี้แล้วพระเจ้าสุทโธทนะจึงรีบเสด็จกลับพระราชนิเวศน์รับสั่งให้เจ้าพนักงานจัดอาหารอันประณีตไว้อย่างพร้อมมูล

ครั้นถึงเวลารุ่งเช้า พระพุทธองค์ทรงพิจารณาว่า พระพุทธเจ้าในปางก่อน เมื่อเสด็จมาประทับอยู่ ณ พระนครของพระพุทธบิดาแล้ว ทรงปฏิบัติอย่างไร เมื่อทรงทราบด้วยพระญาณว่า พระพุทธเจ้าในปางก่อนได้เสด็จไปบิณฑบาตตามหมู่บ้านเพื่อโปรดหมู่ชนทั้งปวง พระบรมศาสดาจึงเสด็จพุทธดำเนินบิณฑบาตไปตามท้องถนนหลวงพร้อมเหล่าภิกษุสงฆ์ขีณาสพ บรรดาอาณาประชาราษฏร์เมื่อได้ชื่นชมพระบารมีต่างมีความปีติยินดีปราโมทย์ประนมมือถวายอภิวาทพร้อมแซ่ซ้องสาธุการดังไปทั่วทั้งพระนคร

เมื่อพระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบว่าพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จออกบิณฑบาตพร้อมเหล่าภิกษุสงฆ์จึงทรงเสียพระทัยด้วยทรงเห็นว่าการเสด็จพุทธดำเนินโปรดสัตว์ตามถนนหลวงนั้นเป็นการเสื่อมเสียพระเกียรติยศ อันจะทำใหชาวเมืองดูหมิ่นดูแคลนว่าเหล่าประยูรญาติและพระพุทธบิดตั้งข้อรังเกียจมิได้อุปถัมภ์ จึงรีบเสด็จพระดำเนินมาหยุดอยู่ในที่เฉพาะพระพักตร์พระศาสดาแล้วกราบทูลตัดพ้อว่า “ไฉนพระองค์กระทำให้ข้าพเจ้าได้รับความอัปยศเช่นนี้” พระบรมศาสดาจึงทรงอรรถาธิบายธรรมเนียมของพระสมณะแล้วแสดงพระธรรมเทศนาอริยวังสิกสูตรโปรดพระพุทธบิดาโดยพระอิริยาบถยืนถือบาตรอยู่ ณ ที่นั้น แม้พระเจ้าสุทโธทนะก็ทรงประทับยืนฟังโอวาท เมื่อจบพระธรรมเทศนาพระพุทธบิดาก็สำเร็จพระโสดาปัตติผล กราบทูลอาราธนาพระบรมศาสดาพร้อมพระสงฆ์สาวกให้เสด็จไปรับอาหารบิณฑบาต ณ พระราชนิเวศน์

ครั้นวันรุ่งขึ้น หลังจากพระศาสดาเสด็จพุทธดำเนินไปรับภัตตาหารบิณฑบาตในพระราชนิเวศน์พร้อมเหล่าภิกษุสงฆ์และกระทำภัตกิจแล้ว จึงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระนางมหาปชาบดีจนได้บรรลุพระโสดาปัตติผล ส่วนพระเจ้าสุทโธทนะนั้นได้บรรลุพระสกทาคามิผล และในวันที่สามเมื่อพระบรมศาสดาทรงเสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระพุทธบิดาก็ได้บรรลุพระอนาคามิผล

 

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒
เผยแพร่ใน ตรัสรู้

ครั้นเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช พระนางยโสธราเกิดความเศร้าโศกพระทัยยิ่งนัก ได้ทรงละเว้นการตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับนานาประการ ทรงมีจิตผูกพันและมีความรักอันลึกซึ้งต่อพระองค์ แม้วัฒนธรรมอินเดียในยุคนั้นจะถือว่า หญิงไม่มีสามีจะถือว่าไม่มีเกียรติ และหญิงนั้นสามารถมีสามีใหม่ได้ แต่พระนางพิมพาก็ไม่สนใจชายอื่นเลย พระนางยังคงเฝ้ารอพระสวามีของพระนางเพียงพระองค์เดียว จนกล่าวได้ว่า "คราใดที่พระนางได้ยินข่าวว่าเจ้าชายสิทธัตถะนุ่งห่มผ้าย้อมฝาด พระนางก็เปลี่ยนชุดทรงมานุ่งห่มผ้าย้อมฝาดด้วย คราใดที่พระนางได้ยินข่าวว่าเจ้าชายสิทธัตถะทรงบรรทมบนพื้นไม้ พระนางก็บรรทมบนพื้นไม้ได้วย คราใดที่พระนางได้ยินข่าวว่าเจ้าชายสิทธัตถะทรงอดพระกระยาหาร พระนางก็ทรงอดพระกระยาหารด้วย ไม่ว่าจะได้ข่าวว่าพระสวามีปฏิบัติตนอย่างไร พระนางพิมพาก็ปฏิบัติตนเยี่ยงนั้น"

และเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมากรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อโปรดพระประยูรญาติ ในวันแรกพระนางมิได้ออกไปต้อนรับ แต่ในวันที่สอง ขณะที่พระพุทธองค์เสด็จออกทรงรับบาตรพระนางยโสธราชี้ให้พระราหุลได้ทอดพระเนตรพระบิดาของพระองค์แต่มิได้ออกไปทรงบาตร ทรงเก็บตัวอยู่ในตำหนัก จนพระพุทธบิดาพระเจ้าสุทโธทนะทรงทูลขอให้เสด็จโปรดพระนาง ทรงตรัสสรรเสริญถึงคุณความดีของพระนางพิมพา ในวันที่สาม เมื่อพระพุทธเจ้ารับภัตตาหารในพระราชวังเสร็จ พระองค์จึงเสด็จไปโปรดพระนางพิมพาในพระตำหนัก เมื่อพระนางได้พบถึงกับเข้ามาสรวมกอดพระบาทร่ำไห้รำพันอย่างน่าสงสาร แต่พระพุทธองค์ก็ทรงเทศนาให้พระนางดำรงสติไว้ได้โดยกล่าวถึงคุณความดีที่พระนางได้สร้างสมบารมีร่วมกับพระองค์มาแล้วเป็นเอนกชาติ โดยแสดงเรื่อง “จันทกินรีชาดก” เมื่อสดับแล้วทรงบรรลุโสดาปัติผล

หลังจากที่พระนางอยู่ในตำหนัก ๓ ปี พระเจ้าสุทโธทนะก็เสด็จสวรรคต และได้ทำพิธีให้เจ้าชายมหานามะขึ้นครองราชย์สมบัติสืบแทน พระนางยโสธราพิมพาจึงออกบวชกับมาตุคาม ๑,๑๐๐  คน ประมาณพรรษาที่ ๕ แห่งพระผู้มีพระภาคขอบรรพชาในสำนักของพระศาสดา พระนางยโสธราพิมพาไปยังสำนักของพระเถรี เมื่อมีพระชนมายุ ๔๐  พรรษา ได้เสด็จออกบวชเป็นภิกษุณีในสำนักของพระนางมหาปชาบดีโคตมี ได้รับคุรุธรรม 8 ภิกษุณีทั้งหลายขนานพระนามว่า “ภัททากัจจานาเถรี” เนื่องจากทรงมีพระฉวีผิวเนื้อเหมือนทองคำเนื้อดี เป็นผู้นำเจ้าศากยะฝ่ายหญิงออกบวช เช่น นางชนบทกัลยาณี อดีตคู่อภิเษกสมรสของพระนันทะ เป็นต้น

พระภัททากัจจานาเถรี ยโสธา ต่อมารับกรรมฐานจากพระพุทธเจ้าและเจริญวิปัสสนา ยังไม่ทันถึง 15 วัน ก็บรรลุพระอรหันต์ พระนางเป็นผู้เชี่ยวชาญชำนาญในอภิญญาทั้งหลาย  ระลึกชาติได้ถึงอสงไขยหนึ่งยิ่งด้วยแสนกัป  โดยการระลึกถึงเพียงครั้งเดียว เมื่อทรงสถาปนาภิกษุณีทั้งหลายไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ต่าง ๆ ตามลำดับจึงทรงสถาปนาพระเถรีนี้ไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะเป็นเลิศกว่า ภิกษุณี สาวิกาผู้บรรลุอภิญญาใหญ่ พระนางภัททากัจจานาเถรีนิพพานในพรรษาที่ ๔๓ แห่งพระผู้มีพระภาค มีพระชนมายุได้ ๗๘ พรรษา

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒
เผยแพร่ใน ตรัสรู้

ในระหว่างพรรษาที่ ๓  ที่พระพุทธเจ้าเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ สักกชนบท เมื่อเสด็จไปถึงมีพุทธบิดา คือ พระเจ้าสุทโธทนะ เป็นประธานพร้อมด้วยพระญาติได้ถวายการต้อนรับ และจัดให้ประทับที่อาราม ของเจ้าสักยะองค์หนึ่ง ชื่อว่า นิโครธ จึงได้เรียกว่า นิโครธาราม

ในวันที่ ๗  ได้เสด็จเข้าไปทรงรับภัตตาหารในพระราชนิเวศน์ พระนางยโสธราพิมพา ซึ่งเป็นพระมารดาของราหุล พระโอรสของพระโพธิสัตว์เมื่อก่อนทรงผนวช ได้ทรงแต่งพระโอรสราหุล ออกมาให้กราบทูลพระราชบิดา ทำนองว่ากราบทูลขอพระราชสมบัติ พระราหุลเวลานั้นมีพระชนม์ ๗ ขวบออกมากราบทูลขอมรดก พระพุทธเจ้าก็ทรงมีพุทธดำริว่า ทรัพย์ที่เป็น โลกียะนั้น เป็นของที่ไม่ยั่งยืนแต่ว่าอริยทรัพย์เป็นสิ่งยั่งยืนกว่า เพราะฉะนั้น เมื่อมากราบทูลขอมรดก จึงได้ประทานอริยทรัพย์ให้  บรรดาสมบัติใด ๆ ในโลกนี้ก็ตามเมื่อครอบครองแล้วก็ยังไม่พ้นซึ่งความทุกข์ ไม่พ้นจากความเกิด ความแก่ และความตาย ยังต้องวนเวียนอยู่ในวัฏสังสาร สมบัติชนิดเดียวที่พระองค์จะทรงพระราชทานให้ได้ก็คืออริยสมบัติ คือ สมบัติภายในซึ่งเป็นไปเพื่อความหลุดพ้น คือ พระนิพพาน

พระพุทธเจ้าก็ทรงนำพระราหุลไปนิโครธารามด้วยและเมื่อถึงนิโครธารามแล้วทรงโปรดให้พระสารีบุตร บรรพชาพระราหุล เป็นสามเณรราหุล จึงนับเป็นสามเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนา และก็ใช้วิธีบวชด้วยให้ถึงสรณะ ๓  คือ รับไตรสรณคมน์  สืบต่อมาจนทุกวันนี้

ขั้นตอนการบรรพชาสามเณร

๑.  รับไตรสรณคมน์ 

นโม ตสฺส ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส  (ว่า ๓ จบ)

พุทฺธํ      สรณํ      คจฺฉามิ
ธมฺมํ       สรณํ      คจฺฉามิ
สงฺฆํ       สรณํ      คจฺฉามิ
ทุติยมฺปิ      พุทธํ     สรณํ      คจฺฉามิ
ทุติยมฺปิ      ธมฺมํ      สรณํ      คจฺฉามิ
ทุติยมฺปิ      สงฺฆํ      สรณํ      คจฺฉามิ                   
ตติยมฺปิ     พุทธํ      สรณํ      คจฺฉามิ
ตติยมฺปิ     ธมฺมํ      สรณํ      คจฺฉามิ
ตติยมฺปิ     สงฺฆํ      สรณํ      คจฺฉามิ

๒.  ส่วนการรับสิขาบท คือ ศีล ๑๐ ข้อ ของสามเณรก็คือ

๑.  ปาณาติปาตา เวระมะณี สิขาปะทัง สะมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท เว้นจากการฆ่าสัตว์)
๒.  อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ (เว้นจากการลักทรัพย์)
๓.  อพรัหมะจะริยา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ (เว้นจากการประพฤติล่วงพรหมจรรย์)     
๔.  มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ (เว้นจากการพูดเท็จ)
๕.  สุราเมระยะมัชชะป มาทัฏฐานา เวระมณี สิกขาปะทัง สมาทิยามิ (เว้นจากการดื่มสุรา)
๖.  วิกาละโภชนา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ (เว้นจากการบริโภคอาหารยามวิกาล)
๗.  นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ(เว้นจากการดู การรื่นเริง)
๘.  มาลาคันธะ วิเลปะนะธาระณะ มัณฑะนะวิภูสะนัฎฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากกานตกแต่งร่างกาย ทัดทรงด้วยเครื่องประดับ และลูบไล้ด้วยของหอม)
๙.  อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ (เว้นจากการนั่งนอนบนที่นอนสูง)
๑๐. ชาตรูปรชตปฏิคฺคหณา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ(เว้นจากการรับเงินทอง)

เพียงเท่านั้นก็เป็นอันเสร็จพิธีบวชเณร ในการบวชนี้จะมีบริขารครบหรือไม่ก็ได้ จะทำพิธีบวช ที่ใดก็ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นพัทธสีมา ไม่ต้องทำเป็นพีธีสงฆ์ไม่ต้องมีการสวดญัตติและอนุสาวนา เพียงแต่รับไตรสรณคมน์กับภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก็ได้

เมื่อบวชแล้วสามเณรราหุลเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษาพระธรรมวินัยเป็นอย่างมาก ทุกเช้าเมื่อตื่นขึ้นมา ท่านจะกอบทรายจนเต็มมือ แล้วอธิษฐานว่า

“วันนี้ ขอให้เราได้รับโอวาทคำสั่งสอน มากเท่ากับจำนวนเมล็ดทรายในกำมือนี้”

สามเณรราหุลยังได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย และมีความกตัญญูเป็นเลิศ เมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีพระสารีบุตรเป็นพระอุปัชฌาย์ พระราหุลบวชได้ไม่นานก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ และได้รับการยกย่องจากพระศาสดาในด้านเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งปวงว่าเป็น เอตทัคคะ ในด้านเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒
เผยแพร่ใน ตรัสรู้

ฝ่ายพระเจ้าสุทโธทนะพุทธบิดา เมื่อได้ทรงทราบดังนั้นก็ทรงมีความทุกข์เป็นอย่างยิ่ง ได้รีบเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วก็ทูลถึงความทุกข์ในพระราชหฤทัยว่า  เมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จออกทรงผนวชนั้นก็ทรงประสบความทุกข์อย่างใหญ่ เป็นครั้งแรก ครั้นเมื่อพระนันทะออกทรงผนวชอีก ก็ทรงประสบความทุกข์เป็นอย่างยิ่งอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังหวังอยู่ว่ายังมี พระราหุลจะทรงเป็นผู้สืบพระราชวงศ์ต่อไป แต่มาครั้งนี้พระราหุลมาทรงบรรพชาอีก ก็ยิ่งทรงประสบความทุกข์อย่างหนัก เป็นครั้งที่ ๓ เพราะฉะนั้นก็ทรงขอประทานพรพระพุทธเจ้าข้อหนึ่ง พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า ได้ทรงล่วงพรเสียแล้ว พระเจ้าสุทโธทนะพุทธบิดาก็ทูลโดยความว่า ก็มิใช่จะเป็นการบังคับ เมื่อทรงเห็นสมควรก็ประทาน เมื่อไม่ทรงเห็นสมควร ก็อย่าประทาน พระพุทธเจ้าก็ทรงให้พระเจ้าสุทโธทนะตรัสว่า จะทรงขออะไร พระเจ้าสุทโธทนะก็ได้ทูลขอพรข้อหนึ่งว่า


“ต่อไปเมื่อพระสงฆ์จะบวชผู้ใดให้ผู้นั้นได้รับอนุญาตจากมารดาบิดาก่อน
เพราะได้ทรงปรารภถึงความทุกข์ที่เกิดแก่พระองค์ครั้งนี้ว่ามากมายนัก
ก็อย่าให้ความทุกข์เช่นนี้ เกิดขึ้นแก่มารดาบิดาอื่นเลย พระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาต
และก็ได้ทรงสั่งพระสงฆ์ว่าจะบวชใครก็ต้องให้ผู้นั้นได้รับอนุญาตจากมารดาบิดาเสียก่อน”

ตลอดมาถึงบัดนี้

นี่จึงเป็นมูลเหตุเบื้องต้นนับแต่นั้นมา ที่มีข้อกำหนดว่าเมื่อผู้ประสงค์จะบรรพชาเป็นสามเณร หรือ อุปสมบทเป็นพระภิกษุจะต้องได้รับอนุญาตจากบิดา-มารดาเสียก่อนจึงจะดำเนินการได้ เว้นไว้แต่มารดา-บิดา ไม่มีชีวิตอยู่ดังนั้นเมื่อจะทำการบรรพชา หรืออุปสมบท พระสงฆ์ผู้จะทำการให้ก็จะถามก่อนเป็นอันดับแรกว่า บิดา-มารดา ท่านได้อนุญาตหรือยัง หากว่ายังก็ให้ไปขออนุญาตก่อน

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒
เผยแพร่ใน ตรัสรู้

หลังจากที่พระบรมศาสดาเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์เพื่อแสดงธรรมโปรดพระพุทธบิดาได้ไม่นาน เจ้าชายเทวทัตแห่งราชสกุลโกลิยวงศ์ พระญาติฝ่ายพุทธมารดา ซึ่งพระเทวทัต เป็นพระเชษฐาหรือพี่ชาย ของพระนางยโสธราพิมพา ผู้เป็นชายาของเจ้าชายสิทธัตถะ ได้เสด็จออกบวชพร้อมเจ้าชายแห่งราชสกุลศายวงศ์ พระญาติฝ่ายพุทธบิดา อีก  ๕  องค์ คือ เจ้าชายภัททิยะ เจ้าชายอนุรุทธะ เจ้าชายอานนท์ เจ้าชายภัคคุ เจ้าชายกิมพิละ และนายอุบาลี อดีตนายภูษามาลา ช่างตัดผม ซึ่งภายหลังคือ พระอุบาลี

ทั้ง ๗ ได้ออกบวชในสำนักของพระบรมศาสดาที่ อนุปิยนิคม แคว้นมัลละ ด้วยวิธี บัญญัติจตุตถกรรมวาจา หลังจากบวชแล้ว พระเทวทัตเป็นผู้มีใจมักใหญ่ใฝ่สูง คิดทำลายพระพุทธเจ้าเพื่อตนจะได้เป็นใหญ่ในสังฆมณฑล วันหนึ่งจึงเข้าเฝ้าพระบรมศาสดากราบทูลว่าพระองค์มีอายุมากแล้วขอให้ตนได้ปกครองสงฆ์ เมื่อพระพุทธองค์ทรงปฏิเสธ พระเทวทัตจึงไปยุพระราชกุมารอชาตศัตรู ให้คิดประหารและชิงบัลลังก์จากพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นราชบิดา ทั้งนี้เพราะพระเทวทัตหมายใช้พระราชกุมารอชาตศัตรูเป็นฐานกำลังในการชิงอำนาจในสังฆมณฑล

พระราชกุมารอชาตศัตรูหลงเชื่อ ด้วยพระเทวทัตผู้สำเร็จฤทธิ์ทำให้พระราชกุมารอชาตศรัตรูนับถือศรัทธา แต่กระทำการหละหลวมถูกจับได้ เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบว่าพระราชโอรสต้องการราชสมบัติจึงทรงสละตำแหน่งมอบให้พระเจ้าอชาตศัตรูขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองแคว้นมคธแต่พระเทวทัตยังยุยงให้จับพระเจ้าพิมพิสารประหาร เพราะหากพระองค์เปลี่ยนใจในวันข้างหน้าอาจทวงราชสมบัติคืน

๑๘ ธ.ค. ๒๕๕๒
เผยแพร่ใน ตรัสรู้


พระอานนท์เป็นโอรสของพระเจ้าสุกโกทนะ กับ พระนางกีสาโคตมี แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ บิดาของท่านเป็นพระอนุชาของพระเจ้าสุทโธทนะ เมื่อนับตามลำดับวงศ์ท่านจึงเป็นพระอนุชาของพระพุทธเจ้า และเป็นสหชาติ คือ เกิดในเวลาเดียวกันกับเจ้าชายสิทธัตถะ เจ้าชายอานนท์ได้ออกบวชพร้อมด้วยพระญาติ ซึ่งเป็นเจ้าชายในราชตระกูลศากยะ ๔  พระองค์ คือ เจ้าชายภัททิย เจ้าชายอนุรุทธะ  เจ้าชายอานนท์ เจ้าชายภัคคุ เจ้าชายกิมพิละ พร้อมด้วย นายอุบาลี อดีตนายภูษามาลา ช่างตัดผม ภายหลังคือพระอุบาลี และเจ้าชายเทวทัต แห่งราชสกุลโกลิยวงศ์ ทั้ง ๗ ได้ออกบวชในสำนักของพระบรมศาสดาที่ อนุปิยนิคม แคว้นมัลละ ด้วยวิธีญัตติจตุตถกรรมวาจา

เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว ในพรรษาที่ 2 ได้เสด็จกลับไปโปรดพระพุทธบิดา และพระญาติวงศ์ศากยะ ณ นครกบิลพัศดุ์ ในครั้งนั้นบรรดาศากยราชได้ทรงเลื่อมใสศรัทธา ต่างได้ถวายพระโอรสของตนให้ออกบวชตามเสด็จ ยังเหลือแต่ศากยกุมารเหล่านี้คือ เจ้าชายมหานามะ เจ้าชายอนุรุทธะ เจ้าชายภัททิยะ เจ้าชายภัคคุ เจ้าชายกิมพิละ เจ้าชายอานนท์ และเจ้าชายเทวทัตต์ ครั้นพระพุทธองค์ประทับอยู่กรุงกบิลพัศดุ์พอสมควรแก่กาลแล้วก็เสด็จจาริกต่อไปยังที่อื่น

ศากยกุมารเหล่านี้ได้ถูกพระประยูรญาติวิจารณ์ว่า เหตุที่ไม่อกผนวชตามเสด็จนั้น คงจะไม่ถือว่าตนเองเป็นพระประยูรญาติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากระมัง เจ้าชายมหานามะได้ฟังดังนั้นเกิดละอายพระทัย จึงได้ไปปรึกษากับเจ้าชายอื่นๆ ในที่สุดตกลงกันว่าจะออกผนวชตามเสด็จ โดยเจ้าชายมหานามะไม่อาจบวชได้ เนื่องจากจะต้องเป็นกษัตริย์ต่อไป จึงให้พระอนุชาคือเจ้าชายอนุรุทธะออกผนวชแทน ศากยกุมารทั้ง 6 องค์ มีพระอานนท์ เป็นต้นรวมทั้งอุบาลี ซึ่งเป็นกัลบกด้วยเป็น 7 ได้ตามเสด็จพระพุทธองค์ไปเพื่อขอบรรพชาอุปสมบท และได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าที่อนุปิยอัมพวัน เขตอนุปิยนิคม แคว้นมัลละ แล้ว กราบทูลว่า

พระพุทธเจ้าข้า พวกหม่อมฉันเป็นเจ้าศากยะยังมีมานะ ความถือตัวอยู่ อุบาลีผู้นี้เป็น
นายภูษามาลา เป็นผู้รับใช้ของหม่อมฉันมานาน ขอพระผู้มีพระภาคจงให้อุบาลีผู้เป็น
ภูษามาลานี้บวชก่อนเถิด พวกหม่อมฉันจักทำการอภิวาท การลุกรับ อัญชลีกรรม
สามีจิกรรม แก่อุบาลีผู้เป็นภูษามาลานี้ เมื่อเป็นอย่างนี้ ความถือตัวว่าเป็นศากยะ
ของพวกหม่อมฉันผู้เป็นศากยะจักเสื่อมคลายลง

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคโปรดให้อุบาลีผู้เป็นภูษามาลาบวชก่อน ให้ ศากยกุมารเหล่านั้นผนวชต่อภายหลังฯ พระอุปัชฌายะของท่าน พระอานนท์ ชื่อพระเวลัฏฐสีสเถระ

เมื่อศากยราชกุมารทั้ง 6 และอุบาลีได้ผนวชแล้ว ท่านพระภัททิยะได้เป็นพระอรหัตถ์เตวิชโช โดยระหว่างพรรษานั้นนั่นเอง ท่านพระอนุรุทธเป็นผู้มีจักษุเป็นทิพย์ ภายหลังได้บรรลุพระอรหัตผล พระภคุเถระและพระกิมพิลเถระ ภายหลังเจริญวิปัสสนาได้บรรลุพระอรหัต พระเทวทัตได้บรรลุฤทธิ์อันเป็นของปุถุชน

สำหรับท่านพระอานนท์ครั้นอุปสมบทแล้ว ได้ศึกษาธรรมจากสำนักของท่านพระปุณณมันตานีบุตร ไม่นานก็ได้สำเร็จชั้นโสดาบัน ในกาลต่อมาท่านได้เล่าให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า ท่านพระปุณณมันตานีบุตร มีอุปการคุณต่อท่านและพวกภิกษุผู้นวกะมาก ท่านพระปุณณมันตานีบุตรได้กล่าวสอนท่านว่า

"ดูกรอานนท์ เพราะถือมั่นจึงมีตัณหา มานะ ทิฐิว่าเป็นเรา เพราะไม่ถือมั่น จึงไม่มีตัณหามานะ ทิฐิ
ว่าเป็นเรา เพราะถือมั่น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงมีตัณหา มานะ ทิฐิ ว่าเป็นเรา
เพราะไม่ถือมั่น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงไม่มีตัณหา มานะ ทิฐิว่า เป็นเรา เปรียบเหมือน
สตรีหรือบุรุษรุ่นหนุ่มสาวมีนิสัยชอบแต่งตัวส่องดูเงาของตนที่กระจกหรือที่ภาชนะน้ำอันใส
บริสุทธิ์ผุดผ่อง เพราะยึดถือจึงเห็น เพราะไม่ยึดจึงไม่เห็น ฉันใด เพราะถือมั่นรูปเวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ จึงมีตัณหา มานะ ทิฐิ ว่า เป็นเราเพราะไม่ถือมั่น รูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณ จึงไม่มีตัณหามานะ ทิฐิว่า เป็นเรา ฉันนั้นเหมือนกัน”

จากนั้น ท่านพระอานนท์เล่าต่อไปว่า ท่านพระปุณณมันตานีบุตรได้ถามท่านว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยงท่านตอบว่าไม่เที่ยง และในตอนสุดท้ายของการสอนธรรมครั้งนี้ ท่านบอกแก่พระภิกษุทั้งหลายว่า ท่านได้ตรัสรู้ธรรม ซึ่งหมายถึงได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน

พระอานนท์ได้รับแต่งตั้งเป็นพุทธอุปัฎฐาก

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแม้ทรงตรัสรู้แล้วถึง 20 พรรษา แต่ยังไม่มีผู้ใดเป็นพุทธอุปัฎฐากประจำ ซึ่งได้สร้างความลำบากแก่พระองค์เป็นอย่างมาก สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสว่า บัดนี้พระองค์ทรงพระชราแล้ว ภิกษุผู้อุปัฏฐากพระองค์บางรูปทอดทิ้งพระองค์ไปตามทางที่ตนปรารถนา บางรูปวางบาตรจีวรของพระองค์ไว้บนพื้นดินแล้วเดินจากไปเสีย จึงขอให้พระสงฆ์เลือกพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งขึ้นเป็นพุทธอุปัฏฐากประจำ คณะสงฆ์เห็นว่าควรจะมีพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งคอยสนองงานของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ในครั้งนั้นพระสงฆ์ทั้งหลายนำโดยพระสารีบุตรมหาเถระ ได้กราบทูลขอเป็นพุทธอุปัฎฐาก แต่พระพุทธองค์ทรงห้ามเสีย แม้พระเถระรูปอื่นๆ จะกราบทูลเสนอตัวเป็นพุทธอุปัฏฐาก แต่พระพุทธองค์ก็ทรงห้ามเสียทุกรูป คงเว้นแต่พระอานนท์ที่มิได้กราบทูลด้วยถ้อยคำใด พระภิกษุรูปอื่นได้เตือนให้พระอานนท์ขอโอกาส แต่ท่านพระอานนท์กล่าวว่า

"ท่านผู้เจริญทั้งหลาย อันตำแหน่งที่ขอได้มานั้นจะมีความหมายอะไรเล่า
พระบรมศาสดาไม่ทรงเห็นข้าพเจ้าเลยกระนั้นหรือ?
หากพระองค์ทรงพอพระทัยในตัวข้าพเจ้าแล้วไซร้ พระองค์ก็คงตรัสเองว่า
อานนท์เธอจงอุปัฏฐากเราเถิด"

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า ไม่มีผู้ใดจะสามารถให้ท่านพระอานนท์เกิดความอุตสาหะขึ้นมาได้เลย แต่เมื่อท่านพระอานนท์รู้แล้ว ท่านจักอุปัฏฐากพระองค์เอง เมื่อพระภิกษุทั้งหลายได้ยินพระดำรัสนั้น ก็ทราบทันทีว่า พระองค์ทรงประสงค์ให้ท่านพระอานนท์เป็นพุทธอุปัฏฐาก จึงได้พูดตักเตือนให้ท่านทูลขอตำแหน่งพุทธุปัฏฐากจากพระองค์

พระอานนท์ขอประทานพร ๘ ประการ

ดังนั้น ท่านพระอานนท์จึงได้กราบทูลขอพร 8 ประการ หากพระองค์ทรงประทานพร 8 ประการนี้ ท่านจึงจะรับตำแหน่งพุทธุปัฏฐากท่านกราบทูลขอพร ว่า

๑.  จักไม่ประทานจีวรอันประณีตที่พระองค์ได้แล้วแก่ข้าพระองค์
๒.
จักไม่ประทานบิณฑบาตอันประณีตที่พระองค์ได้แล้วแก่ข้าพระองค์
๓.
จักไม่โปรดให้ข้าพระองค์อยู่ในที่ประทับของพระองค์
๔.
จักไม่ทรงพาข้าพระองค์ไปในที่ที่ทรงรับนิมนต์ไว้
๕.
พระองค์จักไปสู่ที่นิมนต์ที่ข้าพระองค์รับไว้
๖.
ข้าพระองค์จะพาบริษัทซึ่งมาแต่ที่ไกลเพื่อเฝ้าพระองค์ได้ในขณะที่มาแล้ว
๗. ค
วามสงสัยของข้าพระองค์เกิดขึ้นเมื่อใด ขอให้ได้เข้าเฝ้าทูลถามเมื่อนั้น
๘.
พระองค์ทรงแสดงธรรมเทศนาอันใดในที่ลับหลังข้าพระองค์
จักเสด็จมาตรัสบอกพระธรรมเทศนานั้นแก่ข้าพระองค์อีก

เมื่อข้าพระองค์ได้รับพร ๘ ประการนี้แหละจึงจักเป็นพุทธุปัฏฐากของพระองค์

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามถึงโทษและอานิสงส์ที่ทูลขอพร ๘ ประการนี้ ท่านได้กราบทูลว่า ถ้าท่านไม่ทูลขอพรข้อ ๑-๔ ก็จักมีคนพูดได้ว่า ท่านรับตำแหน่งพุทธุปัฏฐาก เพื่อหวังลาภสักการะอย่างนั้น ๆ เพื่อป้องกันปรวาทะอย่างนั้น ท่านจึงได้ทูลขอพร 4 ข้อนี้ ถ้าท่านไม่ทูลขอพรข้อ ๕-๗ ก็จักมีคนพูดได้ว่า พระอานนท์บำรุงพระศาสดาไปทำไม เพราะกิจเท่านี้พระองค์ก็ยังไม่ทรงสงเคราะห์เสียแล้ว และหากท่านไม่ทูลขอพรข้อ ๘ เมื่อมีคนมาถามท่านลับหลัง พระพุทธองค์ว่า คาถานี้ สูตรนี้ ชาดกนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสที่ไหน? ถ้าท่านตอบเขาไม่ได้ เขาก็จะพูดได้ว่า พระอานนท์เฝ้าติดตามพระผู้มีพระภาคเหมือนเงาของพระองค์อยู่เป็นเวลานาน ทำไมเรื่องเท่านี้ยังไม่รู้?

ครั้นท่านได้ทูลชี้แจงแสดงโทษในข้อที่ไม่ควรได้ และอานิสงส์ในข้อที่ควรได้อย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคจึงทรงประทานพรตามที่พระอานนท์กราบทูลขอทุกประการ ท่านพระอานนท์จึงได้รับตำแหน่งพุทธอุปัฏฐาก และได้อุปัฏฐากพระพุทธองค์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงวันเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระผู้มีพระภาค เป็นเวลา ๒๕ พรรษา

กิจในหน้าที่ของพุทธอุปัฏฐาก

ท่านพระอานนท์ได้รับตำแหน่ง ท่านก็ได้อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยดี กิจที่ท่านทำเป็นประจำแก่พระพุทธเจ้าคือ

ถวายน้ำ 2 อย่าง คือน้ำเย็นและน้ำร้อน ถวายไม้สีฟัน 3 ขนาด นวดพระหัตถ์และพระบาท นวดพระปฤษฏางค์ ปัดกวาดพระคันธกุฏี และบริเวณพระคันธกุฏี

ในตอนกลางคืนท่านกำหนดเวลาได้ว่า เวลานี้พระพุทธองค์ทรงต้องการอย่างนั้นอย่างนี้แล้วเข้าเฝ้า เมื่อเฝ้าเสร็จก็ออกมาอยู่ยาม ณ ภายนอกพระคันธกุฏีในคืนหนึ่ง ๆ ท่านถือประทีปด้ามใหญ่เวียนรอบบริเวณพระคันธกุฏีถึง ๘ ครั้ง ท่านคิดว่าหากท่านง่วงนอน เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสเรียกท่านจะไม่สามารถขานรับได้ ฉะนั้น จึงไม่ยอมวางประทีปตลอดทั้งคืน

ท่านพระพุทธโฆษาจารย์ได้กล่าวยกย่องท่านพระอานนท์ไว้ว่าท่านขยันในการอุปัฏฐากมาก ในบรรดาพระภิกษุผู้เคยอุปัฏฐากพระพุทธเจ้ามาแล้ว ไม่มีใครทำได้เหมือนท่าน เพราะพระภิกษุเหล่านั้นไม่รู้พระทัยของพระพุทธองค์ดี จึงอุปัฏฐากได้นาน ด้วยเหตุนี้ในคราวที่พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพานพระองค์ได้ตรัสกับท่านว่า

"อานนท์ เธอได้อุปัฏฐากตถาคตด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม 
อันประกอบด้วยเมตตา ซึ่งเป็นประโยชน์เกื้อกูล เป็นความสุข ไม่มีสอง
หาประมาณมิได้มาช้านานแล้ว เธอได้ทำบุญไว้มากแล้วอานนท์
เธอจงประกอบความเพียรเถิด จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะโดยฉับพลัน
"

แล้วตรัสประกาศเกียรติคุณของพระอานนท์ให้ปรากฏแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่าใด
ที่มีมาแล้วในอดีตกาลภิกษุผู้เป็นอุปัฏฐากของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
เหล่านั้นอย่างยิ่งก็เหมือนกับอานนท์ของเราเท่านั้น พระอรหันตสัมมา
สัมพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่าใดที่จักมีอนาคตกาล ภิกษุผู้เป็นอุปัฏฐากของ
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นอย่างยิ่งก็เพียงอานนท์ของเราเท่านั้น
อานนท์เป็นบัณฑิตย่อมรู้ว่า นี่เป็นกาลเพื่อจะเข้าเฝ้าพระตถาคตนี่เป็นกาล
ของพวกภิกษุ นี่เป็นกาลของพวกภิกษุณี นี่เป็นกาลของพวกอุบาสก
นี่เป็นกาลของพวกอุบาสิกา นี่เป็นกาลของพระราชา นี่เป็นกาลของ
พวกอำมาตย์ราชเสวก นี่เป็นกาลของพวกเดียรถีย์ นี่เป็นกาลของ
พวกสาวก ของพวกเดียรถีย์


พระอานนท์ผู้เป็นเอตทัคคะผู้เลิศกว่าภิกษุรูปอื่น

พระอานนท์ได้รับการสรรเสริญจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เป็นเอตทัคคะ (เลิศ) ๕ ประการคือ

๑.  มีสติ รอบคอบ
๒.  มีคติ คือความทรงจำแม่นยำ
๓.  มีความเพียรดี
๔.  เป็นพหูสูต
๕.  เป็นยอดของภิกษุผู้อุปัฏฐากพระพุทธเจ้า

ภิกษุอื่น ๆ ที่ได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะก็ได้รับเพียงอย่างเดียว แต่พระอานนท์ท่านได้รับถึง 5 ประการ นับว่าหาได้ยากมาก ความเป็นพหูสูตรของพระอานนท์นั้นนับว่าเป็นคุณูปการต่อพระพุทธศาสนา กล่าวคือภายหลังพุทธปรินิพพานแล้ว มีภิกษุบางพวกกล่าวติเตียนพระศาสนา ทำให้พระมหากัสสปเถระเกิดความสังเวชในใจว่า ในอนาคตพวกอลัชชีจะพากันกำเริบ ย่ำเหยียบพระศาสนา จำต้องกระทำการสังคายนาพระไตรปิฎกให้เป็นหมวดหมู่ จึงได้นัดแนะพระภิกษุสงฆ์ให้ไปประชุมกันที่กรุงราชคฤห์ เพื่อสังคายนาพระธรรมวินัยตลอดเข้าพรรษา

การสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งนั้นได้มีพระมหาเถระ ๓ รูปที่มีส่วนสำคัญในการสังคายนา กล่าวคือ พระอานนท์เถระ ผู้เป็นพุทธอุปฐาก ซึ่งได้รับประทานพรข้อที่ ๘ ทำให้ท่านเป็นผู้ทรงจำพระพุทธวจนะไว้ได้มาก ท่านจึงได้รับหน้าที่ตอบคำถามเกี่ยวกับพระธรรม ดังบทสวดคาถาต่าง ๆ มักขึ้นต้นด้วย เอวัมเม สุตัง เอกัง สะมะยัง ภะคะวา.....” อันหมายถึง “ข้าพเจ้า (คือพระอานนท์เถระ) ได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

พระอุบาลี ซึ่งเคยเป็นพนักงานภูษามาลาในราชสำนักกรุงกบิลพัสดุ์ และออกบวชพร้อมศากยราชกุมาร ท่านได้จดจำพระวินัยเป็นพิเศษ มีเรื่องเล่าในพระวินัยปิฏกว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องวินัยแก่พระภิกษุทั้งหลาย และสรรเสริญพระวินัยและสรรเสริญพระอุบาลีเป็นอันมาก ภิกษุทั้งหลายจึงพากันไปเรียนวินัยจากพระอุบาลี ในการสังคายนาครั้งนี้ท่านจึงได้รับหน้าที่วิสัชชนาเกี่ยวกับพระวินัย

พระมหากัสสปเถระ ซึ่งเป็นเลิศทางธุดงวัตรและเป็นผู้ชักชวนให้สังคายนาพระธรรมวินัย เป็นผู้ถามทั้งพระธรรมและพระวินัย

ท่านพระพุทธโฆษาจารย์ได้เล่าไว้ว่า ท่านพระอานนท์มีปัญญา มีความจำดี ท่านได้ฟังครั้นเดียว ไม่ต้องถามอีกก็สามารถจำได้เป็นจำนวนตั้ง ๖๐,๐๐๐ บาท ๑๕,๐๐๐ คาถา โดยไม่เลอะเลือน ไม่คลาดเคลื่อน เหมือนบุคคลเอาเถาวัลย์มัดดอกไม้ถือไป เหมือนจารึกอักษรลงบนแผ่นศิลา เหมือนน้ำมันใสของราชสีห์ที่บุคคลใส่ไว้ในหม้อทองคำ ฉะนั้น

ด้วยเหตุที่ท่านขยันเรียน และมีความจำดีนี่เอง ท่านจึงได้รับยกย่องว่าเป็นพหูสูต เป็นธรรมภัณฑาคาริก ทรงจำพระพุทธพจน์ได้ถึง ๘๔,๐๐๐  พระธรรมขันธ์ คือท่านเรียกจากพระพุทธองค์ ๘๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์และเรียนจากเพื่อนสหธรรมมิกอีก ๒,๐๐๐  พระธรรมขันธ์ แม้ท่านจะเป็นเพียงพระโสดาบันก็ตาม แต่ท่านก็มีปัญญาแตกฉานในปฏิสัมภิทา มีความรู้เชี่ยวชาญในเรื่องปฏิจจสมุปบาท จึงสามารถสั่งสอนศิษย์ได้มากมาย ศิษย์ของท่านส่วนมากก็เป็นพหูสูตเช่นเดียวกับท่าน ว่ากันว่า ท่านพูดได้เร็วกว่าคนธรรมดา ๘ เท่า คือคนเราพูด ๑ คำ ท่านพูดได้ ๘ คำ

ท่านพระพุทธโฆษาจารย์ได้พรรณนาคุณของท่านพระอานนท์ไว้อีกอย่างหนึ่งว่า ท่านมีรูปงาม น่าเลื่อมใส น่าทัศนายิ่งนัก ยิ่งเป็นพหูสูตด้วย ก็ยิ่งทำให้สังฆมณฑลนี้งดงามยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงมีบริษัททั้ง ๔ นิยมไปหาท่านกันมาก ข้อนี้สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสยกย่องท่านว่า ท่านมีอัพภูตธรรม คือคุณอันน่าอัศจรรย์ ๔ ประการ คือ ถ้าภิกษุบริษัทภิกษุณีบริษัท อุบาสกบริษัท และอุบาสิกาบริษัทเข้าไปหาท่าน พอได้เห็นรูปเท่านั้นก็มีความยินดี พอได้ฟังธรรมเทศนาของท่านก็ยิ่งมีความยินดี แม้เมื่อท่านแสดงธรรมจบลงแล้ว ก็ยังฟังไม่อิ่ม แล้วทรงเปรียบเทียบท่านซึ่งมีคุณอันน่าอัศจรรย์นี้กับพระเจ้าจักรพรรดิ คือว่า พระเจ้าจักรพรรดินั้นเมื่อขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คฤหบดีบริษัท และสมณบริษัทเข้าเฝ้า พอได้เห็นก็มีความยินดี ครั้นได้ฟังพระราชดำรัส ก็ยิ่งมีความยินดี แม้ตรัสจบแล้วก็ยังไม่อิ่ม

นอกจากหน้าที่อุปัฏฐากประจำองค์อย่างใกล้ชิดแล้ว ท่านพระอานนท์ ยังปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ อีกหลายอย่าง เป็นต้นว่า งานรับสั่ง เช่น ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์รับสั่งให้ท่านไปประกาศคว่ำบาตรแก่วัฑฒลิจฉวี เพราะเหตุที่วัฑฒลิจฉวีได้สมรู้ร่วมคิดกับพระเมตติยะ และพระภุมมชกะ กล่าวใส่ร้ายท่านพระทัพพมัลลบุตร ว่า เสพเมถุนธรรมกับชายาเดิมของท่าน ครั้งหนึ่งรับสั่งให้ท่านนำนางยักษิณีเข้าเฝ้า เพื่อระงับการจองเวรจองผลาญกันและกัน ครั้งหนึ่งรับสั่งให้ท่านเรียกพระภิกษุสงฆ์ที่นครเวสาลีเข้าประชุมเพื่อฟังอานาปานสติ ครั้งหนึ่งรับสั่งให้ท่านแจ้งข่าวแก่พวกมัลลกษัตริย์ กรุงกุสินาราว่า พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพานที่ป่าไม้สาละ ณ ราตรีนั้น เป็นต้น

งานมอบหมาย เช่น ครั้งหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงเลื่อมใสศรัทธา ทรงพระประสงค์จะถวายนิตยภัตรแก่พระพุทธองค์และพระภิกษุสงฆ์เป็นประจำทุกวัน พระพุทธองค์ตรัสว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่รับนิตยภัตรประจำในที่แห่งเดียว เพราะมีคนจำนวนมากต้องการจะทำบุญกับพระพุทธเจ้า จึงหวังจะให้เสด็จไปหาตนกันทั้งนั้น เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทราบดังนั้น จึงทูลขอพระภิกษุ ๑ รูปให้ไปรับนิตยภัตรของพระองค์ พระผู้มีพระภาค จึงทรงมอบภาระนี้ให้แก่ท่านพระอานนท์ เมื่อได้รับมอบหมายแล้ว ท่านก็ไปรับเป็นประจำ แม้ว่าในตอนหลัง ๆ พระเจ้าปเสนทิโกศล จะทรงลืมสั่งให้คนจัดนิตยภัตรถวายไปบ้าง แต่ท่านก็ยังไปอยู่เป็นประจำ

อีกครั้งหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงพระประสงค์จะให้พระนางมัลลิกาเทวี และพระนางวาสภขัตติยา พระมเหสีของพระองค์ได้ศึกษาธรรม จึงทูลนิมนต์ให้พระพุทธองค์กับภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป ไปสอนธรรมแก่พระมเหสีทั้งสองพระพุทธองค์ตรัสบอกข้อขัดข้องดังกล่าวแล้วข้างต้น พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงทูลขอให้พระพุทธองค์ทรงมอบหมายให้ภิกษุรูปอื่นไปแทน พระพุทธองค์ก็มอบหมายให้ท่านพระอานนท์รับภาระนี้ และท่านก็ทำได้ดีเช่นเดียวกัน และในตอนที่จะเสด็จปรินิพพาน ได้ทรงมอบหมายให้ท่านลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะ เมื่อพระองค์นิพพานไปแล้วในฐานหัวดื้อไม่ยอมเชื่อฟังคำตักเตือนของพระอัครสาวก และเมื่อพระพุทธองค์ปรินิพพานแล้วท่านก็ได้ไปลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะ สำเร็จตามที่ทรงมอบหมายไว้

ความภักดีของพระอานนท์ที่มีต่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระอานนท์นั้นเป็นผู้มีความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ท่านยอมสละชีพของท่านเพื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ อย่างเช่น เมื่อพระเทวทัตได้วางอุบายจะปลงพระชนม์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมอมเหล้าช้างนาฬาคิรี ซึ่งกำลังตกมัน แล้วปล่อยออกไปในขณะที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จออกบิณฑบาต โดยมีพระอานนท์เป็นปัจฉาสมณะ เมื่อช้างนาฬาคิรีวิ่งเข้ามาทางพระพุทธองค์ พระอานนท์จึงได้เดินล้ำมาเบื้องหน้าพระศาสดา ด้วยคิดหมายจะเอาองค์ป้องกันสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มีพระพุทธดำรัสให้พระอานนท์หลีกไป อย่าป้องกันพระองค์เลย แต่พระอานนท์ได้กราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชีวิตของพระองค์มีค่ายิ่งนัก พระองค์อยู่เพื่อเป็นประโยชน์แก่โลก
เป็นดวงประทีปของโลก เป็นที่พึ่งของโลก ของพระองค์อย่าเสี่ยงกับอันตรายครั้งนี้เลย
ชีวิตของข้าพระองค์มีค่าน้อย ขอให้ข้าพระองค์ได้สละสิ่งซึ่งมีค่าน้อยเพื่อรักษาสิ่งที่มีค่ามาก
เหมือนสละกระเบื้อง เพื่อรักษาซึ่งแก้วมณีเถิดพระเจ้าข้าฯ

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่า

อย่าเลยอานนท์ บารมีเราได้สร้างมาดีแล้ว ไม่มีใครสามารถปลงชีวิตของตถาคตได้
ไม่ว่าสัตว์ดิรัจฉานหรือมนุษย์หรือเทวดามารพรหมใด ๆ

ในขณะนั้นช้างนาฬาคิรีวิ่งมาจนจะถึงพระองค์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระองค์จึงได้แผ่พระเมตตาจากพระหฤทัย ซึ่งไปกระทบกับใจอันคลุกอยู่ด้วยความมึนเมาของช้างนาฬาคิรีได้ ช้างใหญ่หยุดชะงัก ใจสงบลงและหมอบลงแทบพระบาท พระพุทธองค์ทรงใช้พระหัตถ์ลูบที่ศีรษะพญาช้าง พร้อมกับตรัสว่า

นาฬาคิรีเอ๋ย เธอกำเนิดเป็นดิรัจฉานในชาตินี้ เพราะกรรมอันไม่ดีของเธอในชาติก่อน
แต่งให้เธออย่าประกอบกรรมหนัก คือทำร้ายพระพุทธเจ้าเช่นเราอีกเลย
เพราะจะมีผลเป็นทุกข์แก่เธอตลอดกาลนาน

ช้างนาฬาคิรีน้ำตาไหลพราก น้อมรับฟังพระพุทธดำรัสด้วยอาการดุษฎี (ในคัมภีร์อนาคตวงศ์กล่าวว่า ในอนาคตกาลนับจากพระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้าไป จะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้อีกหลายพระองค์ และช้างนาฬาคิรี จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่าพระติสสพุทธเจ้า)

พระอานนท์เป็นผู้ออกแบบจีวรสงฆ์

เกียรติคุณอีกอย่างหนึ่งที่ท่านได้รับยกย่องจากพระพุทธองค์ คือ มีฝีมือทางช่าง สาเหตุที่ทรงชมเชย มีว่าครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์เสด็จจากนครราชคฤห์ไปสู่ทักษิณาคิรีชนบท ได้ทอดพระเนตรเห็นคันนาของชาวมคธเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีคันนาสั้น ๆ คั่นในระหว่าง แล้วตรัสถามท่านพระอานนท์ว่า จะเย็บจีวรอย่างนั้นได้ไหม? ท่านทูลรับว่า เย็บได้ และต่อมาท่านเย็บจีวรให้พระหลายรูปแล้วนำไปถวายให้ทอดพระเนตร พระพุทธองค์ทอดพระเนตรแล้วตรัสชมเชยในท่ามกลางสงฆ์ว่า

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานนท์เป็นคนฉลาด เป็นเจ้าปัญญา ซาบซึ้งถึงเนื้อความแห่งถ้อยคำ
ที่เรากล่าวโดยย่อให้พิสดารได้ ทำผ้ากุสิก็ได้ ทำผ้าอัฑฒกุสิ ผ้ามณฑล ผ้าอัฑฒมณฑล
ผ้าวิวัฏฏะ ผ้าอนุวิวัฏฏะ ผ้าคีเวยยกะ ผ้าชังเฆยยกะ และผ้าพาหันตะก็ได้"

พระอานนท์ผู้ประหยัด

นอกจากนี้พระอานนท์เป็นผู้ที่ประหยัดและฉลาดในเรื่องนี้มาก ดังเหตุการณ์ที่พระมเหสีของพระเจ้าอุเทน แห่งนครโกสัมพี เสื่อมใสในการแสดงธรรมของพระอานนท์ จึงได้ถวายจีวรจำนวน ๕๐๐ ผืน แด่พระอานนท์ เมื่อพระเจ้าอุเทนทราบจึงตำหนิพระอานนท์ว่ารับจีวรไปจำนวนมาก เมื่อได้โอกาสจึงนมัสการถามว่าเอาจีวรไปทำอะไร

พระคุณเจ้า ทราบว่าพระมเหสีถวายจีวรพระคุณเจ้า ๕๐๐ ผืน พระคุณเจ้ารับไว้ทั้งหมดหรือ
ขอถวายพระพร อาตมาภาพรับไว้ทั้งหมด
พระคุณเจ้ารับไว้ทำไมมากมายนัก
เพื่อแบ่งถวายแก่พระภิกษุผู้มีจีวรเก่าคร่ำคร่า
จะเอาจีวรเก่าคร่ำคร่าไปทำอะไร
เอาไปทำเพดาน
จะเอาผ้าเพดานเก่าไปทำอะไร
เอาไปทำผ้าปูที่นอน
จะเอาผ้าปูที่นอนเก่าไปทำอะไร
เอาไปทำผ้าเช็ดเท้า
จะเอาผ้าเช็ดเท้าเก่าไปทำอะไร
เอาไปทำผ้าเช็ดธุลี
จะเอาผ้าเช็ดธุลีเก่าไปทำอะไร
เอาไปโขลกขยำกับโคลนแล้วฉาบทาฝา

พระเจ้าอุเทนทรงเลื่อมใสว่าพระสมณบุตรเป็นผู้ประหยัด จึงถวายผ้าจีวรอีก ๕๐๐ ผืนแด่พระอานนท์

พระอานนท์ผู้เป็นปฐมเหตุให้เกิดภิกษุณี

ภายหลังจากที่สมเด็จพระเจ้าสุทโทนมหาราช ผู้เป็นพระพุทธบิดาได้สิ้นพระชนม์แล้ว พระนางมหาปชาบดี ผู้เป็นพระอัครมเหสี และพระมาตุจฉาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้มีศรัทธาปสาทะ ที่จะออกบวชเป็นภิกษุณี จึงเสด็จพร้อมด้วยเหล่าศากยกุมารีหลายพระองค์ ได้ไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทูลขอออกบวช แต่พระพุทธองค์ทรงห้ามเสีย แม้พระนางเจ้าจะได้กราบทูลขอถึง 3 ครั้ง แต่พระพุทธองค์ก็ไม่ทรงประทานพระพุทธานุญาต ทำให้พระนางเสียพระทัยมาก จึงกรรแสงอยู่หน้าประตูป่ามหาวัน เมื่อพระอานนท์ทราบเข้า จึงมีมหากรุณาจิตคิดจะช่วยเหลือพระนางให้สำเร็จดังประสงค์ จึงได้ไปกราบทูลขอสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ ทำให้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานพระพุทธานุญาต โดยมีเงื่อนไขว่าสตรีนั้นจะต้องรับครุธรรม ๘ ประการ ก่อน ถึงจะอุปสมบทได้ เสร็จแล้วสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงครุธรรม ๘ ประการแก่พระอานนท์ และพระอานนท์ก็จำครุธรรม ๘ ประการนั้นไปเฝ้าพระนางมหาปชาบดี ซึ่งพระนางก็ทรงยอมรับครุธรรมนั้น และได้อุปสมบทเป็นภิกษุณีรูปแรกของพระพุทธศาสนา

พระอานนท์บรรลุอรหัตผล

ภายหลังจากพิธีถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้ว พระมหากัสสปเถระเจ้า ได้ดำริจะให้มีการทำปฐมสังคายนาพระธรรมวินัย พระมหาเถระได้รับอนุมัติจากสงฆ์ให้เลือกพระภิกษุผู้เชี่ยวชาญในพระธรรมวินัย จำนวน ๕๐๐ รูป เพื่อทำปฐมสังคายนา ท่านพระมหากัสสปเถระเลือกได้ ๔๙๙ รูป อีกรูปหนึ่งท่านไม่ยอมเลือก ความจริงท่านต้องการจะเลือกเอาท่านพระอานนท์ แต่ขณะนั้นท่านพระอานนท์ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ครั้นจะเลือกท่านพระอานนท์ก็เกรงจะถูกครหาว่า "เห็นแก่หน้า" เพราะท่านรักพระอานนท์มาก แต่ครั้นจะเลือกภิกษุอื่น ไม่เลือกท่านพระอานนท์ ก็เกรงว่าการทำสังคายนาครั้งนี้จักไม่สำเร็จผลด้วยดี เพราะท่านพระอานนท์ได้รับยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็นพหุสูตเป็นธรรมภัณฑาคาริก จึงได้ระบุชื่อพระเถระอื่น ๆ ๔๙๙ รูป แล้วนิ่งเสีย ต่อพระสงฆ์ลงมติว่าท่านพระอานนท์ควรจะเข้าร่วมทำสังคายนาครั้งนี้ด้วย ท่านจึงได้รับเข้าเป็นคณะสงฆ์ผู้จะทำสังคายนา ครบจำนวน ๕๐๐ รูป

เมื่อได้รับคัดเลือกแล้ว ท่านได้เดินทางจากนครกุสินารากลับไปยังนครสาวัตถีอีก ในระหว่างทางท่านได้แสดงพระธรรมเทศนาแก่ประชาชนจำนวนมากที่เศร้าโศกเสียใจ เพราะการปรินิพพานของพระพุทธองค์ เมื่อถึงพระเชตวันมหาวิหาร ท่านก็ได้ปฏิบัติปัดกวาดพระคันธกุฏีเสมือนเมื่อพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ นอกจากปฏิบัติพระคันธกุฏีแล้ว ท่านได้ใช้เวลาส่วนมากให้หมดไปด้วยการยืนและนั่ง ไม่ค่อยจะได้จำวัด ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ท่านไม่สบาย ต้องฉันยาระบายเพื่อให้กายเบา ครั้นให้ปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่ชำรุดในพระเชตวันสำเร็จแล้ว พอใกล้วันเข้าพรรษาจึงได้ออกเดินทางไปสู่กรุงราชคฤห์ เพื่อร่วมทำสังคายนา เมื่อถึงแล้ว ท่านได้ทำความเพียรอย่างหนักเพื่อให้สำเร็จอรหัตต์ก่อนการทำสังคายนาแต่ก็ยังไม่สำเร็จ เพื่อน ๆ ได้ตักเตือนท่านว่า ในวันรุ่งขึ้นท่านจะต้องเข้าไปนั่งในสังฆสันนิบาตแล้ว ท่านเองเป็นพระเสขบุคคลอยู่ ขอให้ทำความเพียร อย่าประมาท ในคืนนั้น ท่านได้เดินจงกรม กำหนดกายคตาสติ จนจวบปัจจุสมัยใกล้รุ่ง จึงลงจากที่จงกรม หมายใจจะหยุดนอนพักผ่อนในวิหารสักครู่ก่อน แต่พอเอนกายลงนอน ศีรษะยังไม่ทันถึงหมอนและเท้าทั้งสองยังไม่พ้นจากพื้น ก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์

ครั้นถึงเวลาประชุมทำสังคายนา พระมหาเถระรูปอื่น ๆ ก็พากันไปยังธรรมสภา ณ ถ้ำสัตตบรรณคูหากันอย่างพร้อมเพรียง และต่างรูปต่างก็นั่งอยู่ ณอาสนะแห่งตน ๆ แต่อาสนะของท่านพระอานนท์ยังว่างอยู่ เพราะท่านพระอานนท์คิดใคร่จะประกาศให้พระมหาเถระทั้งหลายได้ทราบว่า ท่านได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว จึงไม่ได้ไปพร้อมกับพระเถระอื่น ๆ เมื่อกำหนดกาลเวลาพอเหมาะแล้ว ท่านจึงแทรกดินลงไป และผุดขึ้น ณ อาสนะแห่งตน แต่บางท่านกล่าวว่า ท่านเหาะไปทางอากาศตกลงบนอาสนะของท่าน

พระอานนท์ผู้อ่อนน้อมถ่อมตน

ก่อนการสังคายนาพระธรรมวินัยจะเริ่ม พระมหากัสสปเถระตั้งตั้งปัญหาหลายประการ แก่พระอานนท์ อาทิ การใช้เท้าหนีบผ้าของพระศาสดาในขณะปะหรือชุนผ้า การไม่อาราธนาให้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดำรงพระชนม์อยู่ แม้จะได้ทรงแสดงนิมิตโอภาสหลายครั้ง ก่อนที่พระองค์จะปลงสังขาร การเป็นผู้ขวนขวายให้สตรีเข้ามาบวชในพุทธศาสนา การไม่กราบทูลถามเรื่องสิกขาบทเล็กน้อย ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสให้สงฆ์ถอนได้ว่าคือสิกขาบทอะไรบ้าง และการจัดสตรีให้เข้าไปถวายบังคมพระพุทธสรีระก่อนบุรุษภายหลังปรินิพพาน ทำให้น้ำตาของสตรีเหล่านั้นเปื้อนพระพุทธสรีระ ถึงแม้พระอานนท์เถระจะอ้างเหตุผลมากล่าวแก่ที่ประชุมสงฆ์ แต่เมื่อที่ประชุมสงฆ์เห็นว่าเป็นอาบัติ ท่านก็แสดงอาบัติต่อสงฆ์ หรือแสดงการยอมรับผิด

การแสดงอาบัติของพระอานนท์นั้นเป็นกุศโลบายของพระมหากัสสปเถระที่ต้องการจะวาง ระเบียบวิธีการปกครองคณะสงฆ์ให้ที่ประชุมเห็นว่า อำนาจของสงฆ์นั้นยิ่งใหญ่เพียงใด คำพิพากษาวินิจฉัยของสงฆ์ถือเป็นคำเด็ดขาด แม้จะเห็นว่าตนไม่ผิด แต่เมื่อสงฆ์เห็นว่าผิด ผู้นั้นก็ต้องยอม เป็นตัวอย่างที่ภิกษุสงฆ์รุ่นหลังจะได้ยอมทำตาม

นอกจากนี้ยังเป็นการเสริมเกียรติคุณของพระอานนท์เถระ ให้เป็นตัวอย่างของผู้ว่าง่าย เคารพยำเกรงผู้ใหญ่ เป็นปฏิปทาที่ใคร ๆ พากันอ้างถึงด้วยความนิยมชมชอบในการต่อมา

พระอานนท์ปรินิพพาน

ภายหลังสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว พระอานนท์ได้เที่ยวจาริกสั่งสอนเวไนยสัตว์แทนองค์พระศาสดา จนชนมายุของท่านล่วงเข้า ๑๒๐ ปี ท่านจึงได้พิจารณาอายุสังขารของท่านพบว่า อายุสังขารของท่านนั้นยังอีก ๗ วันก็จะสูญสิ้นเข้าสู่พระนิพพาน ท่านจึงพิจารณาว่าท่านจะเข้านิพพาน ณ ที่ใด ก็เห็นว่าท่านจะเข้านิพพานที่ปลายแม่น้ำโรหิณี ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์ กับเมืองโกลิยะ ซึ่งมีพระประยูรญาติอยู่ทั้ง ๒ ฝ่าย จากนั้นท่านจึงได้ลาภิกษุสงฆ์ และชนทั้งหลาย จนครบ ๗ วันแล้ว ท่านจึงได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์นานาประการ แล้วตั้งจิตอธิษฐานให้กายของท่านแตกออกเป็น ๒ ภาค ภาคหนึ่งให้ตกที่ฝั่งกรุงกบิลพัสดุ์ อีกภาคหนึ่งตกที่โกลิย แล้วท่านได้เจริญเตโชกสิณ ทำให้เปลวเพลิงบังเกิดในร่างกาย เผาผลาญมังสะและโลหิตให้สูญสิ้น ยังเหลือแต่พระอัฐิธาตุสีขาวดังสีเงิน พระอัฐิธาตุที่เหลือจึงแตกออกป็น ๒ ภาค ด้วยกำลังอธิษฐานของท่าน บรรดาพระประยูรญาติและชนที่มาชุมนุมกัน ณ ที่นั้นต่างก็รองรับพระธาตุไว้ แล้วสร้างพระเจดีย์บรรจุไว้ทั้ง ๒ ฟากของแม่น้ำโรหิณี หมายเหตุ ในประเทศไทยมีเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุของพระอานนท์แห่งเดียวในประเทศไทยที่ วัดมหาธาตุ(พระอารามหลวง)ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ยโสธร(ndc.prd.go.th)

เมื่อออกบวชแล้ว พระอานนท์ได้ฟังธรรมของพระปุณณมันตานีบุตรเถระ จนได้บรรลุธรรมขั้นโสดาปัตติผล เป็นพระอริยบุคคลขั้นต้น โสดาบัน นอกจากนั้นท่านยังได้รับเมตตาธรรมจากพระสาวกผู้ใหญ่ให้โอวาทแนะนำหลักธรรมอีกหลายท่าน เช่น พระมหากัสสปะ พระสารีบุตร เป็นต้น ทำให้ท่านเป็นพระเถระที่มีความรู้ความสามารถเหนือพระเถระชั้นพระเสขะ (ผู้ศึกษาต่อไปจนสำเร็จพระอรหันต์) ด้วยกัน พระอานนท์ ได้รับเลือกให้กระทำหน้าที่พุทธมหาอุปัฏฐากเป็นระยะเวลา ๒๕ ปี ท่านได้อุทิศทั้งชีวิตเพื่อการนี้

ที่มา : ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า
พระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก, วัดบวรนิเวศวิหาร

วิกิพีเดียเสรี, wikipedia

หน้า 9 จาก 21