การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ของพระโพธิสัตว์ สิทธัตถะ PDF พิมพ์ อีเมล
วันพุธที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๕:๒๓ น.


                                       เรื่องการบวช

เรื่อง การบวช คำนี้ ออกมาจากคำว่า ปัพพัชชา มีคำแปลอย่างหนึ่งว่า การออก การออกที่เป็น
การบวชหรือปัพพัชชานี้ ในเบื้องต้นก็เป็นการออกทางกาย คือ ออกจากเคหสถานบ้านเรือน มาเป็น
ผู้ไม่มีเรือน เพราะฉะนั้น จึงมีคำเรียกนักบวชว่า อนาคาริยะ ที่แปลว่า คนไม่มีเรือน คนไม่มีบ้าน
เพราะว่า ได้ออกจากบ้านเรือนมาแล้ว เมื่อออกมาเป็นอนาคาริยะ คือ คนไม่มีบ้าน คนไม่มีเรือน

ดังนี้แล้ว จึงต้องมี ความเป็นอยู่เกี่ยวพันกับ นิสสัย ๔ ของบรรพชิต คือ ผู้บวช

                                                                            สมเด็จพระญาณสังวร(เจริญ สุวฑฺฒโน) 
                                                                            ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า 
                                                                            กรุงเทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖

ความเป็นมา:

ครั้งเมื่อพระพุทธเจ้ายังบำเพ็ญอยู่ในวิสัยแห่งพระโพธิสัตว์เป็นเจ้าสิทธัตถะยังเป็นพระราชโอรส
ได้เสวยสุขสมบัติอยู่ใน พระราชวัง ๓ ฤดู ได้เสด็จประพาสอุทยานก็ได้มีเทวดามานิมิตถึงเทวทูตทั้งสี่ 
ได้แก่ คนแก่ชรา คนเจ็บป่วย คนตาย และนักบวชนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ซึ่งในยุคนั้นเรียกว่า บรรพชิต 
ทรงได้พบเห็นนิมิตเหล่านั้นทรงเกิดความสะเทือนใจ ทรงเกิดความสังเวชเศร้าหมองขึ้นในจิตใจ

เมื่อพระโพธิสัตว์เจ้าเสด็จกลับมายังพระราชฐาน ทรงเกิดความเศร้าหมองจากสิ่งที่ได้พบเห็น
ได้เสด็จเข้าสู่พระราชฐานที่ประทับ และทรงบรรทมอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งในขณะนั้นหมู่นางพระกำนัล
ที่มีหน้าที่ขับกล่อมฟ้อนรำถวายต่างก็เอนกายลงนอนหลับไหลมิได้สติ เมื่อพระโพธิสัตว์เจ้าตื่นจาก
บรรทมก็ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นอาการวิปลาศขาดสติจากการนอนหลับไหลของนางพระสนมกำนัล
เหล่านั้น แต่ละนางต่างก็แสดงอาการละเมอ บ้างก็นอนเกลือกกลิ้งมีน้ำลายไหล บ้างก็แสดงอาการ
อันไม่น่าดู เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นดังนั้นจึงทรงรำพึงในพระทัยว่า “แต่ก่อนนั้น ห้องในประสาท
ที่ประทับช่างเลิศเลอสวยงาม มีเหล่าสนมนางในบาทบริจาริกาที่เคยสวยสดงดงามดุจนางเทพอัปสรสวรรค์
บัดนี้เห็นวิปลาสไปประดุจซากศพในป่าช้า” เมื่อดำริดังนั้นแล้วก็ได้มีความ เบื่อหน่ายคลาย กำหนัดใน
กามคุณ ๕ ยิ่งนัก ทรงมีพระทัยโน้มเข้าหาการบรรพชา จึึงทรงดำริที่จะออกบรรพชาในคืนนี้ 
ซึ่งเป็นคืนวันเพ็ญเดือน ๘ ซึ่งในขณะนั้นพระองค์ทรงมีพระชนมายุ ๒๙ พระชันษา 

พระโพธิสัตว์สิทธัตถะได้ทรงตัดสินพระทัยเด็ดเดี่ยวแล้วในการบรรพชา จึงทรงปรารถนาที่จะทรงเห็นพระโอรส
เป็นครั้งสุดท้าย ทรงเพ่งพิศพระโอรสด้วยเสน่หาอาลัยรัก หากทรงดำริว่า

“แม้หากเราจะยกพระหัตถ์พระชนนีแล้วอุ้มเอาพระโอรสขึ้นมา พระนางก็จะตื่นฟื้นจากบรรทม
 อันตรายต่อการที่จะเสด็จ ออกบรรพชาก็จะพึงมี อย่าเลย ต่อเมื่อเราได้สำเร็จแก่พระโพธิญาณการตรัสรู้แล้ว
 จึงจะกลับมาทัศนาลูกน้อยในภายหลัง”

เมื่อตัดสินพระทัยเช่นนั้น จึงมีรับสั่งให้ นายฉันนะ ซึ่งเป็นมหาดเล็กได้จัดม้าถวาย ซึ่งนายฉันนะได้จัดเตรียมม้า
ชื่อ ม้ากัณฐกะ เป็นอัศวราชยานและมหาดเล็ก นายฉันนะ ก็ได้ติดตามเสด็จพระโพธิสัตว์ออกจากพระราชวัง
ไปทางประตูทิศตะวันออกมุ่งสู่แคว้นมคธ ในยามนั้นพญามารพยายามกล่าวห้ามขัดขวางแต่ก็หาได้ทำให้
พระองค์ท่านปลี่ยนแปลงพระทัยไม่ จึงได้ติดตามพระองค์ท่านประดุจเงา พระโพธิสัตว์ทรงควบม้าสิ้นระยะทาง
๓๐ โยชน์ มุ่งสู่ฝั่ง แม่น้ำอโนมา ตรัสว่า ชื่อแม่น้ำอโนมาเป็นมงคล นิมิต ซึ่งแปลว่า ไม่ต่ำทราม
คือ ยอดเยี่ยม เป็นเลิศ

พระโพธิสัตว์ทรงเสด็จลงจากหลังม้า และทรงมอบเครื่องอาภรณ์และพญาม้ากัณฐกะให้นายฉันนะ
ทรงดำริว่า “เกศานี้ไม่ควรแก่การดำรงเพศแห่งความเป็นสมณะ ผู้ที่จะตัดพระเกศาพระโพธิสัตว์ก็หามีไม่
จึงควรจะตัดเสียเอง” เมื่อดำริดังนั้นจึงทรงจับพระขรรค์ด้วยพระหัตถ์ขวา และจับจุกพระเกศาให้เหลือ
ยาวประมาณ ๒ องคุลีเวียนทางขวาแนบชิดพระเศียร ทรงโยนจุกพระเกศาขึ้นไปบนอากาศ

แล้วตั้งจิตอธิษฐานว่า  “หากเราได้เป็นพระพุทธเจ้า ขอให้จุกพระเกศานี้ ลอยอยู่กลางอากาศเถิด”
ซึ่งในยามนั้นท้าวสักเทวราชได้ทรงรับพระเกศาไว้ด้วยผอบแก้วแล้วอัญเชิญไปประดิษฐานอยู่ใน
“พระเจดีย์จุฬามณี” และมหาพรหมนามว่า “ฆฎิการะ” ได้นำเอาผ้าทรงไปประดิษฐานไว้ที่ทุสสเจดีย์
ในพรหมเทวโลก เมื่อทรงสำเร็จเป็นเพศบรรพชิตแล้ว ตรัสสั่งให้นายฉันนะผู้ติดตามพร้อมม้ากัณฐกะ
กลับไปแจ้งข่าว การเสด็จออกบวชแก่พระราชบิดา

จากการที่พระองค์ได้ทรงอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิตหรือเป็นนักบวชแล้ว พระองค์ได้ทรงทำการศึกษา
ในสำนักฤาษีต่าง ๆ ทรงบำเพ็ญเพียรอย่างหนักหน่วงเป็นเวลาถึง ๖ ปีเต็ม จนได้สำเร็จในพระโพธิญาณ
ได้บรรลุ มรรค ผลวิเศษรู้แจ้งแห่งญาณทัศนะเข้าถึงความเป็นพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณทรงได้บรรลุ
เป็นพระอนุตรสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์ สิ้นอาสวกิเลสทั้งหลาย ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
คือ ตรัสรู้ชอบได้โดยลำพังพระองค์เอง ครั้นพบสัจธรรมความจริง นั้นแล้ว พระองค์จึงทรงนำสัจจธรรมนั้น
มาเผยแผ่แก่มหาชนชาวโลกผู้ที่ยังไม่รู้ความจริงให้ได้ทราบตาม โดยครั้งแรกนั้นได้ทรงประกาศสั่งสอน
ธรรมนั้นแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ที่เคยเฝ้าอุปัฏฐาก ดูแลพระองค์ในครั้งที่ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาก่อนที่ จะได้ตรัสรู้
ซึ่งในการสั่งสอนธรรม เป็นปฐมเทศนากัณฑ์แรกเกี่ยวกับเรื่องอริยสัจ ๔ คือ ความจริงอัน ประเสริฐสี่ประการนั้น
หนึ่งในจำนวนนั้น คือ ท่านโกณฑัญญะพราหมณ์ได้เข้าใจธรรมะ คือ ได้มองเห็น ธรรมตามธรรม

ขณะที่พระองค์ทรงแสดงธรรมนี้อยู่ท่านโกณฑัญญะได้ส่องญาณไปตามจนเกิด “ธรรมจักษุ” หรือ ดวงตา
เห็นธรรม
คือ ปัญญา รู้เห็นความจริงโดยเห็นแจ้งชัดว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งใดสิ่งนั้น
ย่อมดับไปเป็นธรรมดา ”เมื่อนั้น พระพุทธเจ้าทรงทราบจึงเปล่งพระอุทานว่า “อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ
อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ” แปลว่า “โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ” เพราะพระองค์ทรง
อุทานคำนี้ภายหลังท่านโกณฑัญญะจึงได้นามใหม่ว่า “อัญญาโกณฑัญญะ” จากนั้น โกณฑัญญะก็ทูลขอ
อุปสมบท ซึ่งพระพุทธเจ้าประทานอนุญาต โดยทำการอุปสมบทให้แบบ เอหิภิกขุอุปสัมปทาน นับเป็น
พระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนาที่บวชตามพระพุทธองค์ จึงทำให้พระรัตนตรัย ครบองค์ ๓ คือ
พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ จากนั้นอีก ๕ วัน ทรงแสดง อนัตตลักขณสูตรแก่นักบวชทั้งห้ารูปทำให้ท่าน
เหล่านั้นได้บรรลุอรหัตผล เป็นพระอรหันต์ในเวลาต่อมาจึงทูลขอบวชตาม ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ได้ทรงประทาน
“เอหิภิกขุ” ให้ด้วยพระองค์เอง ซึ่งการบวชของท่านเหล่านั้นเราเรียกว่า “การอุปสมบท” 

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๖:๐๕ น.
 

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น