ความรู้เกี่ยวกับพระสงฆ์ (22)
ภัต หรือ ภัตร หมายถึงข้าว อาหารของกิน
ภัตตาหาร แปลว่า อาหารคือภัต หมายถึงอาหารสำหรับพระสงฆ์ฉัน เช่นพูดว่าพระสงฆ์ ฉันภัตตาหาร
ก็หมายความว่าพระสงฆ์ฉันอาหารนั่นเอง
จังหัน หมายถึง ข้าว, อาหาร, ของขบเคี้ยว เป็นคำโบราณที่ใช้กับพระสงฆ์
จังหัน ปกติใช้เป็นคำเรียกรวมอาหารทั้งคาวหวาน ผลไม้ และของขบฉันทุกชนิดที่จัดไว้
สำหรับพระสงฆ์โดยเฉพาะ เช่นใช้ว่า พระท่านกำลังฉันจังหันอยู่
ฉันจังหัน ก็คือรับประทานอาหารนั่นเอง
จังหัน ในปัจจุบันไม่นิยมใช้ แต่ใช้คำว่า ภัตตาหาร” แทน
ความจริงคำว่า จังหัน เป็นคำที่แปลความหมายมาจากคำว่า ภัต หรือ ภัตตาหาร นั่นเอง
ภัต หรือ ภัตตาหาร ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระสงฆ์รับและฉันได้ มีหลายประเภทเช่น
๐ สังฆภัต อาหารที่เขาถวายสงฆ์
๐ นิมันตนภัต อาหารที่เขาถวายในที่นิมนต์
๐ สลากภัต อาหารที่เขาถวายตามสลาก
๐ อาคันตุกภัต อาหารที่เขาจัดถวายพระอาคันตุกะ
๐ นิตยภัต อาหารที่เขาถวายเป็นประจำ
ตามพระวินัยสงฆ์ พระพุทธองค์ทรงบัญญัติให้สงฆ์แบ่งปันอาหารที่ได้มาแก่กันให้ทั่วถึง
จีวร เป็นชื่อเรียกผ้าที่พระสงฆ์ใช้สอย ใช้เรียกทั้งผ้านุ่ง ผ้าห่ม
คำว่า ไตรจีวร หมายถึง ผ้า 3 ผืน ซึ่งมีทั้งผ้านุ่งและผ้าห่ม
จีวรเป็นปัจจัย หรือบริขาร ของพระสงฆ์อย่างหนึ่งในจำนวน 4 อย่าง นอกจากคำว่า "จีวร"
ยังใช้หมายถึงเฉพาะผ้าห่มของพระสงฆ์อย่างเดียวก็ได้ จีวร ที่ใช้ในความหมายว่าผ้าห่มอย่างเดียว
มีชื่อเรียกเฉพาะว่า อุตราสงค์
จีวรของพระสงฆ์ ประกอบด้วยผ้า ที่ตัดเป็นสี่เหลี่ยมผืนเล็กๆ มาต่อกัน จึงมีลักษณะเป็นผ้าที่เศร้าหมอง
คือผู้อื่นมักไม่ต้องการไปตัดเย็บอีก เหมาะสมกับสมณะ ผ้าสี่เหลี่ยมผืนเล็ก ๆ ที่เย็บต่อกันนั้นปรากฏลวดลาย
เป็นลายคันนา ออกแบบโดยพระอานนท์ ดังปรากฏข้อความในพระวินัยปิฏก ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
"อานนท์เธอเห็นนาของชาวมคธ ซึ่งเขาพูนดินขึ้นเป็นคันนาสี่เหลี่ยม พูนคันนายาวทั้งด้านยาว
และด้านกว้าง พูนคันนาคั่นในระหว่างๆ ด้วยคันนาสั้นๆ พูนคันนาเชื่อมกับทาง ๔ แพร่ง ตามที่ซึ่ง
คันนากับคันนา ผ่านตัดกันไปหรือไม่? ...เธอสามารถแต่งจีวรของภิกษุทั้งหลาย ให้มีรูปอย่างนั้นได้หรือไม่”
พระอานนท์ตอบว่า "สามารถ พระพุทธเจ้าข้า"
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ทักขิณาคิรีชนบทตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จกลับมาพระนครราชคฤห์อีก
ครั้งนั้นท่านพระอานนท์แต่งจีวรสำหรับภิกษุหลายรูป ครั้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ได้กราบทูลว่า
ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงทอดพระเนตรจีวรที่ข้าพระพุทธเจ้าแต่งแล้ว พระพุทธเจ้าข้า
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่ง
กะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานนท์เป็นคนฉลาด อานนท์ได้ซาบซึ้ง ถึงเนื้อความแห่งถ้อยคำที่เรากล่าวย่อ
ได้โดยกว้างขวาง ...จีวรจักเป็นผ้าที่ตัดแล้ว เศร้าหมองด้วยศัสตรา สมควรแก่สมณะ
และพวกศัตรูไม่ต้องการ”
หลังจากพระอานนท์ถวายจีวรที่ตัดแต่งแล้วให้ทอดพระเนตร พระพุทธองค์ทรงพอพระทัย และอนุญาตให้ใช้
ผ้า ๓ ผืน คือ สังฆาฏิชั้นเดียว จีวร และสบง ต่อมาทรงอนุญาต ไตรจีวร คือ ผ้าสังฆาฏิสองชั้น จีวร และสบง
ทั้งนี้เพื่อให้พระสงฆ์ ใช้ป้องกันความหนาวเย็นและรับสั่งว่า ภิกษุไม่พึงมีจีวรมากกว่านี้ (รูปใดมีมากกว่านี้
เป็นอาบัติ)
อติเรกจีวร คือ จีวรที่มีเกินกว่าผ้าที่อธิษฐานเป็นไตรจีวร ตามพระวินัย ภิกษุสามารถเก็บไว้ได้ไม่เกิน
๑๐ วัน สามารถทำเป็น วิกัปอติเรกจีวร คือ ทำให้เป็นสองเจ้าของ เพื่อจะได้ไม่ต้องอาบัติ เพราะเก็บไว้เกินกำหนด
ความเป็นมาของเรื่องอติเรกจีวรนี้ เนื่องจากมีผู้ถวายจีวรแก่พระอานนท์ แล้วท่านประสงค์จะเก็บไว้ถวาย
พระสารีบุตรซึ่งขณะนั้นอยู่ต่างเมือง ประมาณ 10 วัน จึงจะเดินทางมาถึง พระอานนท์ได้เข้าไปทูลถาม
พระพุทธองค์ว่าจะปฎิบัติอย่างไรกับอติเรกจีวรดี จึงทรงมีพุทธบัญญัติ ให้เก็บรักษาอติเรกจีวร
ไว้ได้ไม่เกิน 10 วัน
ผ้าที่ใช้ทำจีวร
สมัยต่อมา มีจีวรหลายประเภทเกิดขึ้น ภิกษุทั้งหลายไม่แน่ใจว่า จีวรชนิดใดที่ทรงอนุญาต
จึงกราบทูลเรื่องนั้นต่อพระศาสดา พระพุทธองค์ทรงอนุญาตจีวร 6 ชนิด คือ
๐ จีวรทำด้วยเปลือกไม้
๐ ทำด้วยฝ้าย
๐ ทำด้วยไหม
๐ ทำด้วยขนสัตว์
๐ ทำด้วยป่าน
๐ ทำด้วยของเจือกัน
สีจีวร
ไม่ได้มีกล่าวไว้แน่นอน แต่มีการกำหนดห้ามในสีต่างที่กาววาว เช่นสีแดง สีเขียว สีเหลือง สีขาว สีดำ
แต่มีคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ทรงอุทานเมื่อครั้งพระสงฆ์มาประชุมกันเป็นจำนวนมากว่า "ภิกษุเหล่านี้
ดูช่างงดงามราวกับผ้ากัมพล(ผ้าสักหลาดหรือผ้าขนสัตว์) ที่มีสีเพียงดังสีใบไม้แห้ง (ปัณฑุปลาโส ใบไม้แห้ง)
เจ้าหน้าที่สงฆ์ผู้มีหน้าที่รักษาคลังแห่งจีวร
ตามวินัยสงฆ์แล้ว ภิกษุมีวินัยบังคับให้ใช้สอยจีวรได้เพียงชุดเดียว เรียกว่า ไตรจีวร คือ ผ้า ๓ ผืน คือ จีวร สบง และสังฆาฏิ เท่านั้น ที่อนุญาตให้อธิฐานใช้นุ่งห่มได้ตลอด ถ้าได้จีวรผืนใหม่มานอกจากผ้า ๓ ผืนนั้น ผ้าเหล่านั้นจัดเป็น อติเรกจีวร จะเก็บผ้านั้นไว้ได้นานเพียง ๑๐ วันเท่านั้น ถ้าเกินเวลานั้นไปต้องอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์ ในอติเรกจีวรทั้งมวลนั้นเมื่อภิกษุที่ได้รับการถวายมาได้สละแล้วและมิประสงค์จะใช้ผ้าผืนนั้นก็สละผ้าเหล่านั้นเป็นอติเรกจีวร เจ้าหน้าที่ทำการสงฆ์ผู้ได้รับมอบหมายในการดูแลคลังต้องเก็บผ้าเหล่านั้นไว้ในคลังแห่งจีวร ในแต่ละอารามหรือในเขตพัทธสีมาเมื่อได้อติเรกจีวรมานั้น พึงแต่งตั้งภิกษุหรือมอบหมายให้ดูแลในส่วนของจีวรหรือเรียกว่า เจ้าอธิการแห่งจีวรซึ่งมีหน้าที่จำแนกไว้ ๓ ประการ คือ
๑. มีหน้าที่รับจีวร เรียกว่า จีวรปฏิคคาหกะ
๒. มีหน้าที่เก็บจีวร เรียกว่า จีวรนิทหกะ
๓. มีหน้าที่แจกจีวร เรียกว่า จีวรภาชกะ
จีวรปฏิคคาหกะ คือ ภิกษุผู้มีหน้าที่รับจีวร นอกจากต้องเว้นจากอคติ ๔ แล้ว
ต้องเป็นผู้รู้จักประเภทแห่งจีวรที่ควรรับและมิควรรับ ดังนี้
๐ จีวรที่เขาถวายแก่สงฆ์ที่ตนสังกัดอยู่ ควรรับ
๐ จีวรที่เขาถวายแก่สงฆ์ที่ตนไม่ได้สังกัด ไม่ควรรับ
๐ จีวรที่เขาถวายเป็นปาฏิปุคคลิก หรือเจาะจง ไม่ควรรับ
๐ จีวรประเภทใด มีจำนวนเท่าไร รับไว้หรือมิได้รับไว้ ควรจำไว้ด้วย
การถวายจีวรแก่สงฆ์นั้น ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ว่าถวายเช่นไร โดยมีคำถวายว่า ข้าพเจ้าถวายในสีมาหรือแก่สีมา ข้าพเจ้าถวายตามกติกาของสงฆ์ ข้าพเจ้าถวายแก่สงฆ์ ข้าพเจ้าถวายแก่สงฆ์ผู้จำพรรษาแล้ว ส่วนจีวรที่ถวายเป็นปาฏิปุคคลิก คือ ถวายเฉพาะแก่ภิกษุโดยเจาะจงเฉพาะรูป ๆ ถวายแก่ภิกษุผู้ได้รับภัตตาหารของเขา ถวายแก่ภิกษุผู้อยู่ในเสนาสนะของเขา ถวายแก่ภิกษุผู้ได้รับอุปัฏฐากอย่างอื่นของเขา หรือถวายแก่ภิกษุเฉพาะรูป
จีวรนิทหกะ คือ ภิกษุผู้มีหน้าที่เก็บจึวร พึงเว้นจากอคติ ๔ ประการ แล้ว
พึงรู้จักจีวรที่ควรเก็บและมิควรเก็บ ดังนี้
๑. ผ้าอัจเจกจีวรที่เขาถวาย ควรเก็บไว้จนกว่าจะออกพรรษาแล้วจึงแจกแก่ภิกษุผู้อยู่จำพรรษา
๒. จีวรที่เขาถวายไม่พอแจกกัน ควรเก็บไว้จนกว่าจะได้มาพอแจก
๓. จีวรที่เขาถวายพอแจกทั่วกัน ซึ่งไม่ใช่ผ้าอัจเจกจีวร ไม่ควรเก็บ
๔. จีวรมีจำนวนเท่าไร เก็บไว้ หรือไม่ได้เก็บไว้ ควรจำไว้ให้แม่นยำ
ผ้าอัจเจกจีวร คือผ้าที่ทายกมีเหตุรีบร้อนขอถวายไว้ก่อนถึงเขตจีวรกาล เช่น มีเหตุต้องย้ายสถานที่ ต้องไปศึกสงคราม หรือเจ็บไข้ได้ป่วยไม่ไว้ใจในชีวิตแห่งตนว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อหรืออาจต้องตายไปก่อนกำหนดที่จะถึงเขตจีวรกาล หรือมีศรัทธาเลื่อมใสเกิดขึ้นโดยทันทีกระทันหันประสงค์จะถวายจีวร พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้ภิกษุรับจีวรได้ก่อนวันปวารณา ๑๐ วันเป็นอย่างมาก คือ ตั้งแต่วันขึ้น ๖ ค่ำ ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ก่อนเขตจีวรกาล (การกรานกฐินหลังออกพรรษา)
จีวรภาชกะ คือ ภิกษุผู้มีหน้าที่แจกจีวรพึงเว้นจากอคติ ๔ ประการ
และพึงรู้จักจีวรที่ควรแจกและมิควรแจก ดังนี้
๑. จีวรที่เขาถวายไม่นิยมเป็นพิเศษ พอแจกทั่วกัน ควรแจก
๒. จีวรที่เขาถวายเป็นผ้ากฐิน หรือเป็นมูลแห่งเสนาสนะปัจจัย ไม่ควรแจก
๓. จีวรมีจำนวนเท่าไร แจกไปแล้วหรือยังไม่ได้แจก ต้องจดจำไว้
อันภิกษุผู้มีหน้าที่แจกจีวร พีงกำหนดเขต กาล วัตถุ บุคคล และนิยมต่าง ๆ ดังนี้
พึงกำหนดเขต
เขตนั้น โดยปกติกำหนดด้วยอาวาสทั้งหมด ทายกถวายสงฆ์ในอาวาสใด พึงแจกแก่ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่พร้อมหน้ากันในอาวาสนั้น ถ้าสงฆ์หลายอาวาส ทำกติกากันว่า ลาภเกิดขึ้นในอาวาสหนึ่ง สงฆ์ในอาวาสที่เหลือได้ส่วนแจกด้วย เช่นนี้ พึงแจกถึงภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ในเขตกติกานั้นด้วย
พึงกำหนดกาล
กาลนั้น ต้องรู้ว่าเป็นจีวรกาลตามปกติ หรือที่ขยายเขตออกไปตลอดฤดูหนาวด้วย อานิสงส์กฐิน หรือพ้นไปแล้ว
ถ้าเป็นจีวรกาล พึงแจกเฉพาะแก่ภิกษุผู้ได้จำพรรษาแล้ว หรือแม้ได้กรานกฐินแล้วด้วย ถ้าต้องการให้อาคันตุกะได้รับแจกด้วย อปโลกน์ ขออนุมัติต่อสงฆ์ผู้จำพรรษาแล้วนั้น ถ้าพ้นจากจีวรกาลแล้วพึงแจกแม้แก่อาคันตุกะ ด้วย
พึงกำหนดวัตถุ
วัตถุนั้น ได้แก่จีวรนั่นเอง โดยมากเป็นผ้าอาบน้ำฝนและผ้าจำนำพรรษา ต้องรู้ว่าเป็นผ้าเหมือนกันหรือต่างกัน ดีเลวอย่างไร ราคาถูกหรือแพงอย่างไร เป็นจีวรชนดใดในไตรจีวร อย่างไหนมีจำนวนเท่าไร ถ้าผ้ามีจำนวนพอแจกเป็นผืนได้ พึงแจกเป็นผืน การแจกนั้นต้องแจกของดีมีราคา โดยแจกตั้งแต่พระสังฆเถระลงมาตามลำดับ
พึงกำหนดบุคคล
บุคคล ในที่นี้หมายถึงสหธรรมิกผู้รับแจก ถ้าเป็นภิกษุได้เต็มส่วน สามเณรได้กึ่งส่วน ถ้าของมีจำนวนพอแจกรูปละส่วน ให้แจกเสมอกัน ควรอยู่
พึงกำหนดนิยมต่าง
นิยมต่างนั้น ต้องรู้ว่าผ้าที่ทายกถวายเป็นผ้าอะไร ถ้าเป็นผ้ากฐิน ควรให้สงฆ์มอบแก่ภิกษุรูปหนึ่งเพื่อกรานกฐิน ไม่ควรเอามารวมแจกกับผ้าอื่น ผ้าบริวารก็เหมือนกัน ผ้าไตรจีวรของภิกษุหรือสามเณรผู้มรณภาพแล้ว ควรให้สงฆ์ให้แก่ภิกษุสามเณรผู้พยาบาลไข้
เจ้าหน้าที่ทำการสงฆ์ คือ ภิกษุสงฆ์ที่ได้รับความไว้วางใจถูกเลือกหรือถูกมอบหมายให้ทำหน้าที่ดูแล รักษา แจกจ่าย สิ่งต่าง ๆ อันเป็นของกลางสงฆ์แทนพระสงฆ์ทั้งมวลภายในสีมา หรือในอารามใดอารามหนึ่ง และภิกษุที่ถูกมอบหมายให้ทำหน้าที่ต้องเป็นผู้มีความเที่ยงธรรม ไม่มีความลำเอียงในหน้าที่ ๆ ได้รับมอบหมาย ภิกษุผู้สมควรเลือกมาเป็นเจ้าหน้าที่ทำการสงฆ์ในทุก ๆ ตำแหน่งจะต้องประกอบด้วยองค์คุณทั่วไป หรือองค์คุณที่เป็นสาธารณ์ ต้องมีคุณสมบัติ ๕ ประการคือ
๑. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความชอบพอ
๒. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความเกลียดชัง
๓. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความงมงาย
๔. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความกลัว
๕. เข้าใจการทำหน้าที่อย่างนั้น
ประเภทของเจ้าหน้าที่ทำการสงฆ์
พระพุทธองค์ทรงอนญาตให้สงฆ์สมมุติภิกษุเพื่อเป็นเจ้าหน้าที่ทำการสงฆ์ ๕ แผนก คือ
๑. เจ้าอธิการแห่งจีวร
๒. เจ้าอธิการแห่งอาหาร
๓. เจ้าอธิการแห่งเสนาสนะ
๔. เจ้าอธิการแห่งอาราม
๕. เจ้าอธิการแห่งคลัง
เมื่อเกิดความแตกแยกแห่งสงฆ์ในกรุงโกสัมพีขึ้น จนทำให้พระผู้มีพระภาคได้เสด็จจาริกสู่ป่ารักขิตวัน หรือป่าเลไลยกะ จนทำให้ชาวกรุงโกสัมพีต่างโกรธแค้นเหล่าภิกษุที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาทจนทำให้พวกตนสูญเสียประโยชน์จากการได้เห็นพระพุทธเจ้า ได้ฟังพระธรรมจากพระพุทธเจ้า จึงต่างก็พร้อมใจกันไม่ให้การอุปถัมภ์พระภิกษุเหล่านั้น
ในฝ่ายภิกษุบริษัท พระสารีบุตรซึ่งเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า จะปฏิบัติในภิกษุเหล่านั้นอย่างไร พระพุทธเจ้าได้ตรัสให้ดำรงอยู่โดยธรรม พระสารีบุตรก็ได้กราบทูลถามว่า จะพึงรู้ว่าเป็นธรรมหรือว่าอธรรมอย่างไร พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสว่า
ภิกษุที่เป็นอธรรมวาที
คือ ผู้กล่าวไม่เป็นธรรมนั้น พึงทราบได้ด้วยวัตถุ ๑๘ ข้อ เมื่อรวมเป็นคู่ก็ได้ ๙ คู่ คือ
คู่ที่ ๑ แสดงอธรรม ว่า ธรรม
แสดงธรรม ว่า อธรรม
คู่ที่ ๒ แสงดอวินัย ว่า วินัย
แสดงวินัย ว่า อวินัย
คู่ที่ ๓ แสดงข้อที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ว่า มิได้ตรัส
แสดงข้อที่พระพุทธเจ้ามิได้ตรัส ว่า ตรัสไว้
คู่ที่ ๔ แสดงข้อที่พระพุทธเจ้ามิได้ทรงประพฤติ ว่า ทรงประพฤติ
แสดงข้อที่พระพุทธเจ้าทรงประพฤติ ว่า มิได้ทรงประพฤติ
คู่ที่ ๕ แสดงข้อที่พระพุทธเจ้ามิได้ทรงบัญญัติ ว่า ทรงบัญญัติ
แสดงข้อที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ ว่า มิได้ทรงบัญญัติ
คู่ที่ ๖ แสดงอนาบัติ ว่า อาบัติ
แสดงอาบัติ ว่า อนาบัต
คู่ที่ ๗ แสดงอาบัติเบา ว่า อาบัติหนัก
แสดงอาบัติหนัก ว่า อาบัติเบา
คู่ที่ ๘ แสดงอาบัติที่มีส่วนเหลือ ว่า เป็นอาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือ
แสดงอาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือ ว่า เป็นอาบัติที่มีส่วนเหลือ
คู่ที่ ๙ แสดงอาบัติชั่วหยาบ ว่า ไม่ชั่วหยาบ
แสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบ ว่า เป็นอาบัติที่ชั่วหยาบ
ภิกษุที่มีวาทะดังกล่าวมานี้ก็ให้พึงรู้ว่าเป็นอธรรมวาที กล่าวไม่เป็นธรรม
ภิกษุที่เป็นธรรมวาที
ส่วนภิกษุที่เป็นธรรมวาที คือ กล่าวเป็นธรรมนั้น ก็พึงทราบด้วยวัตถุ ๑๘ ข้อ
อันมีอรรถ คือ เนื้อความตรงกันข้ามจากที่กล่าวมาแล้ว คือ
คู่ที่ ๑ แสดงอธรรม ว่า อธรรม
แสดงธรรม ว่า ธรรม
คู่ที่ ๒ แสงดอวินัย ว่า อวินัย
แสดงวินัย ว่า วินัย
คู่ที่ ๓ แสดงข้อที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ว่า ได้ตรัสไว้
แสดงข้อที่พระพุทธเจ้ามิได้ตรัส ว่า มิได้ตรัส
คู่ที่ ๔ แสดงข้อที่พระพุทธเจ้ามิได้ทรงประพฤติ ว่า มิได้ทรงประพฤติ
แสดงข้อที่พระพุทธเจ้าทรงประพฤติ ว่า ได้ทรงประพฤติ
คู่ที่ ๕ แสดงข้อที่พระพุทธเจ้ามิได้ทรงบัญญัติ ว่า มิได้ทรงบัญญัติ
แสดงข้อที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ ว่า ได้ทรงบัญญัติ
คู่ที่ ๖ แสดงอนาบัติ ว่า อนาบัติ
แสดงอาบัติ ว่า อาบัต
คู่ที่ ๗ แสดงอาบัติเบา ว่า อาบัติเบา
แสดงอาบัติหนัก ว่า อาบัติหนัก
คู่ที่ ๘ แสดงอาบัติที่มีส่วนเหลือ ว่า เป็นอาบัติที่มีส่วนเหลือ
แสดงอาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือ ว่า เป็นอาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือ
คู่ที่ ๙ แสดงอาบัติชั่วหยาบ ว่า ชั่วหยาบ
แสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบ ว่า เป็นอาบัติที่ไม่ชั่วหยาบ
ภิกษุที่มีวาทะดังกล่าวมานี้รวมเรียกว่า เป็น ธรรมวาที กล่าวเป็นธรรม
วัตถุฝ่ายอธรรมวาที ย่อมเป็นเหตุให้เกิดการวิวาทกันจนแตกร้าวกัน เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า เภทกรณวัตถุ
แปลว่า วัตถุเป็นเครื่องทำให้แตกกัน ส่วนวัตถุฝ่ายธรรมวาทีย่อมเป็นเครื่องทำให้ไม่แตกกัน ทำให้
ปรองดองกัน โดยตรงกันข้าม และวัตถุฝ่ายอธรรมวาที ๑๘ ข้อ ๙ คู่ ดังกล่าวมานี้ เป็นมูลเหตุแห่ง
วิวาทาธิกรณ์ ในคณะสงฆ์ คือ อธิกรณ์ที่เกิดขึ้นจากการวิวาทกัน การวิวาทกันนี้มิใช่วิวาทด้วยเรื่อง
ส่วนตัวของใครผู้ใดผู้หนึ่ง แต่วิวาทคือทุ่มเถียงกันว่า นี้เป็นธรรม นี้ไม่เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้ไม่เป็นวินัย
เป็นต้น ตามคู่ทั้ง ๙ นั้น เมื่อวิวาทกันแม้เพียงคู่ใดคู่หนึ่งก็เรียกว่าเป็นวิวาทที่จะก่อให้เกิดเรื่องราว
อันเรียกว่า อธิกรณ์ ขึ้นได้ และเมื่อเป็นวิวาทาธิกรณ์ขึ้นในสงฆ์แล้ว ก็ย่อมจะปันสงฆ์ออกเป็น ๒ ฝ่าย
คือ ฝ่ายที่มีความเห็นข้างนี้ ฝ่ายที่มีความเห็นข้างโน้น ก็เลยแตกกันเป็น ๒ ฝ่าย แตกกันจนแยกกันทำ
สังฆกรรม และเมื่อแยกกันทำสังฆกรรมก็เรียกว่าเป็น สังฆเภท คือ ความแตกของสงฆ์ ถ้ายังไม่ถึงกับ
แยกกันทำสังฆกรรม ก็ยังไม่เป็นสังฆเภท แต่เรียกว่าเป็น สังฆราชี ซึ่งความแตกของสงฆ์ทั้ง ๒ ฝ่ายนั้น
เรียกว่า นานาสังวาสกะ คือ มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ร่วมต่างกัน เป็นนานาสังวาสกะของกันและกัน
ส่วน สมานสังวาสกะ คือ มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ร่วมเสมอกัน เป็นความพร้อมเพรียงปรองดองกันของสงฆ์
สังฆสามัคคีอุโบสถ คือ อุโบสถสวดพระปาติโมกข์ เป็นการทำสังฆสามัคคี ตามที่กล่าวมานี้ไม่ได้กำหนด
ว่าเป็นวันไหนเหมือนอย่างอุโบสถที่กำหนดทำอยู่โดยปกติ เมื่อเกิดสังฆเภทขึ้นและสงฆ์มาปรองดองกัน
เป็นสังฆสามัคคีเมื่อใด ก็ทำอุโบสถสวดปาติโมกข์ขึ้นเมื่อนั้น เรียกว่า สังฆสามัคคีอุโบสถ
ที่มา : ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า
พระนิพนธ์ใน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
วัดบวรนิเวศวิหาร
เหตุสังฆเภทครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่พระพุทธศาสนาตั้งขึ้นที่เกาะลังกาในรัชสมัยของพระเจ้า วัฏฏคามณีอภัย ท้าวเธอได้เสียพระนครให้แก่พวกทมิฬ พระองค์จึงได้เสด็จไปทำการซุ่มและรวบรวมกำลังพลแล้วยกมาตีเอาพระนครคืนมาได้
ในระยะเวลาที่เที่ยวซุ่มซ่อนกำลังพลนั้น พระองค์ได้รับความอุปการะช่วยเหลือจากพระติสสะ เป็นอย่างดีตลอดเวลาที่พักอาศัยอยู่ที่นั่น เมื่อพระองค์ตีเอาพระนครคืนมาได้แล้ว จึงทรงสร้างวัดขึ้นถวาย ชื่อว่า อภัยคีรีวิหาร แล้วนิมนต์พระติสสะเถระรูปนั้นมาอยู่จำพรรษา
ฝ่ายอำมาตย์ผู้เป็นจอมทัพของพระเจ้าอภัยคีรีก็ได้สร้างวัดขึ้นอีกวัดหนึ่ง แล้วนิมนต์พระติสสะเถระมาอยู่แล้วบำรุงด้วยปัจจัย ๔
พระภิกษุฝ่ายมหาวิหาร ต่างตั้งข้อรังเกียจพวกภิกษุคณะอภัยคีรีวิหารว่าเป็น กุลทูสกะ คือ หาว่าพวกภิกษุอภัยคีรีวิหารประจบคฤหัสถ์เพื่อหวังลาภ
สงฆ์ทั้งสองฝ่ายจึงเกิดการแตกแยกบาดหมางกัน ไม่ทำสังฆกรรมร่วมกัน
ภายหลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว พระสงฆ์วัดอโศการาม เมืองปาฏลีบุตรของพระเจ้าอโศกมหาราช เกิดความแตกแยกกันขึ้น ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมทำอุโบสถร่วมกัน จนทำให้พระเจ้าอโศกมหาราชทรงกำจัดภิกษุที่มีความเห็นไม่ลงรอยกันกับพระโมคคัลลีบุตร และ พระคันถรจนาจารย์ คือ ทรงกำจัดพวกเดียรถีย์ที่ได้ปลอมตัวมาบวชเป็นพระภิกษุเข้ามาปะปนอยู่ในหมู่ของพระสงฆ์เพื่อหวังลาภสักการะ และได้แสดงลัทธิของพวกตนว่าเป็นพระพุทธศาสนา
ซึ่งพวกเดียรถีย์เหล่านี้เมื่อปลอมมาบวชเป็นพระสงฆ์แล้วก็ก่อเหตุต่าง ๆ นา ๆ จนก่อให้เกิดความแตกแยกกันจนเป็นสังฆเภทขึ้น
เหตุเกิดในขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปประทับ ณ โฆษิตาราม นครโกสัมพี
การเกิดสังฆเภทครั้งนี้มาจากพระสงฆ์วัดโฆษิตาราม นครโกสัมพี โดยภิกษุทั้งสองฝ่ายคือ พระวินัยธร กับ พระธรรมธร หรือเรียกว่าพระธรรมกถึก ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างก็มีลูกศิษย์มากด้วยกันทั้งคู่ สาเหตุเกิดจากน้ำชำระในเว็จกุฏี หรือน้ำใช้ในกุฏีของพระธรรมกถึก พระธรรมกถึกนำน้ำไปชำระแล้วเหลือทิ้งไว้ซึ่งมีบัญญัติให้ใช้น้ำและไม่ให้เหลือน้ำทิ้งไว้ในภาชนะ ฝ่ายพระวินัยธรเข้าไปทีหลัง ไปพบน้ำที่เหลือนั้น จึงพูดว่าท่านเหลือน้ำทิ้งไว้ในภาชนะการทำอย่างนั้นต้องอาบัติทุกกฏ พระธรรมกถึกก็ตอบว่าท่านไม่รู้ว่าการทำอย่างนั้นเป็นอาบัติเพราะเหตุที่กระทำนั้น แต่ว่าเมื่อเป็นอาบัติท่านก็จะแสดงอาบัติคืน พระวินัยธรก็บอกว่าเมื่อไม่จงใจก็ไม่เป็นไร แล้วก็แยกจากกัน
ฝ่ายพระวินัยธรเมื่อกลับมาแล้วก็มาแจ้งแก่บรรดาลูกศิษย์ของตนว่า พระธรรมกถึกต้องอาบัติแล้วไม่รู้ว่าเป็นอาบัติ และฝายลูกศิษย์ก็นำความนั้นไปบอกแก่ลูกศิษย์ของฝ่ายพระธรรมกถึกว่า อุปัชฌาย์ของพวกท่านต้องอาบัติแล้วไม่รู้ว่าเป็นอาบัติ เมื่อลูกศิษย์พระธรรมกถึกได้ฟังดังนั้นก็นำเหตุนั้นกลับไปเล่าให้พระธรรมกถึกฟัง พระธรรมกถึกก็บอกว่า พระวินัยธรบอกแก่ตนแล้วว่าไม่เป็นอาบัติเพราะไม่ได้จงใจ แต่เหตุไรพระวินัยธรจึงกลับมาพูดว่าตนเองเป็นอาบัติ เท่ากับพระวินัยธรพูดมุสาวาท พวกลูกศิษย์พระวินัยธรได้ฟังดังนั้นก็นำเหตุนั้นไปเล่าสู่พระวินัยธรฟัง ทั้งสองฝ่ายก็เกิดการทุ่มเถียงกันจนแตกกันเป็นสองฝ่าย
ฝ่ายพระวินัยธรได้โอกาสจึงลง อุกเขปนียกรรม ลงโทษแก่พระธรรมกถึกในเหตุเพราะไม่เห็นเป็นอาบัติ เพื่อจะเอาชนะพระธรรมกถึก แต่ก็ทำไม่สำเร็จตามความมุ่งหมาย ฝ่ายพวกลูกศิษย์ของพระธรรมกถึกกลับเห็นว่าอาจารย์ของตนถูกลงอุกเขปนียกรรมโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนฝ่ายพระวินัยธรก็ยืนยันว่าพวกตนได้ทำกรรมนั้นไปโดยความชอบธรรม จึงเกิดการทะเลาะทุ่มเถียงกันวิวาทาธิกรณ์ซ้อนขึ้นมาอีกด้วยข้อที่ว่า "นี้เป็นวินัย นี้ไม่ใช่วินัย"
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบเหตุแล้วได้เสด็จไปยังสำนักของพระวินัยธร ทรงชี้โทษของการทำ อุกเขปนียกรรมง่าย ๆ แก่ภิกษุเหล่านั้นและตรัสแนะให้พิจารณาดูก่อนว่า ภิกษุที่ถูกลงอุกเขปนียกรรมนั้นเป็นเช่นไร ถ้าเห็นว่า ท่านเป็นพหูสูต มีคนเคารพมาก นับถือมาก มีบริวารมาก ถูกลงอุกเขปนียกรรมแล้ว สงฆ์จักแตกแยกกันหรือร้าวรานกัน ในกรณ๊เช่นนี้ไม่ควรลงอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุนั้น โดยมุ่งเอาความสามัคคีแห่งสงฆ์เป็นที่ตั้ง
จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เสด็จไปยังสำนักของพระธรรมกถึกและภิกษุผู้เป็นลูกศิษย์ ซึ่งถูกพระวินัยธรลงอุกเขปนียกรรม ทรงชี้โทษของความเป็นคนดื้อ ไม่ยอมรับผิด พร้อมกับตรัสแนะว่า พระวินัยธรนั้นเป็นผู้เช่นไร ถ้าเห็นว่าเป็นพหูสูต ทรงธรรม ทรงวินัย ก็คงไม่มีอคติต่อพวกท่านเป็นแน่
แม้ว่าพระองค์จะทรงไกล่เกลี่ยอย่างนั้นแล้ว ก็ไม่อาจทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจปรองดองกันได้ จึงทรงเบื่อหน่ายและได้เสด็จไปประทับอยู่ยัง ป่ารักขิตวัน เขตบ้านปาริเลยกะ ทรงประทับอยู่สำราญพระอิริยาบถแล้วก็เสด็จออกจากที่นั้น ไปประทับ ณ กรุงสาวัตถึ
เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จไปจากเมืองโกสัมพีแล้ว ชาวเมืองโกสัมพีได้พร้อมกันลงโทษพวกภิกษุที่ทะเลาะกันจนเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าเสด็จหนีไป ทำให้เสื่อมจากประโยชน์ของพวกตน ไม่ทำการอุปถัมภ์บำรุงด้วยข้าวปลาอาหารทำให้พวกภิกษุนั้นอดอยาก เมื่อภิกษุเหล่านั้นถูกลงโทษจากชาวเมืองก็ทนไม่ไหว กลับได้สติขึ้นมา พอออกพรรษาก็พากันไปสู่กรุงสาวัตถีอ้อนวอนพระอานนท์ให้พาไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยคณะพระภิกษุได้มากราบทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคให้เสด็จกลับพระเชตวันมหาวิหารและทูลขอขมาพระผู้มีพระภาคเจ้าและระงับอธิกรณ์นั้น พระธรรมกถึกและพระวินัยธร พร้อมด้วยเหล่าศิษย์ก็ยินยอมขอขมาต่อกันไม่มีความเห็นแตกแยกกันเพราะได้รับโทษของความแตกแยกกันเป็นบทเรียนแล้วนั่นเอง
สมัยเมื่อพระผู้มีพระภาคยังทรงพระชนม์อยู่ พระเทวทัตได้ชักชวนภิกษุผู้บวชใหม่เป็นพรรรคพวก ได้พากันแตกแยกออกไปจากคณะของพระพุทธเจ้า พระเทวทัตปรารถนาจะเลี้ยงชีพด้วยโกหัญญกรรม การหลอกลวงสืบไป เพื่อจะเเสดงว่าตนเป็นผู้เคร่งครัด ได้เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ทูลขอวัตถุ ๕ ประการ เพื่อให้พระบรมศาสดาบัญญัติให้ภิกษุทั้งหลายปฎิบัติโดยเคร่งครัด คือ...
๑. ให้อยู่ในเสนาสนะป่า เป็นวัตร
๒. ให้ถือบิณฑบาต เป็นวัตร
๓. ให้ทรงผ้าบังสุกุล เป็นวัตร
๔. ให้อยู่โคนไม้ เป็นวัตร
๕. ให้งดฉันมังสาหาร เป็นวัตร
ในวัตถุทั้ง ๕ ภิกษุรูปใด จะปฎิบัติข้อใด ให้ถือข้อนั้นโดยเคร่งครัด คือให้สมาทานเป็นวัตร ปฎิบัติโดยส่วนเดียว
พระบรมศาสดาไม่ทรงอนุญาต ตรัสว่า "ไม่ควร ควรให้ปฎิบัติได้ตามศรัทธา" คือไม่เห็นชอบและไม่ยินยอมตามที่พระเทวทัตทูลขอ โดยตรัสตอบไปว่า "ภิกษุรูปใดปรารถนาจะอยู่ป่าก็ตาม บ้านก็ตาม จะถือบิณบาตรก็ตาม จะรับนิมนต์ก็ตาม จะรับคฤหบดีจีวรก็ตาม ทรงอนุญาตให้ทำได้ ยกเว้นแต่การอยู่โคนต้นไม้อนุญาตให้อยู่เพียง ๘ เดือน เป็นอย่างมาก (เพราะอีก ๓ เดือนนั้นต้องอยู่จำพรรษาในอาวาสหรือวิหารหรือวัด) ปลาและเนื้อต้องเป็นของบริสุทธิโดยส่วน ๓ คือ ไม่ได้เห็นเอง ไม่ได้ยินเอง ไม่ได้รังเกียจว่าเขาฆ่าสัตว์นั้นทำเป็นอาหารเฉพาะของตน หรือสหธรรมิกด้วยกัน ด้วยทรงเห็นว่า ยากแก่การปฎิบัติ เป็นการเกินพอดีไม่เป็นทางสายกลางสำหรับบุคคลทั่วไป พระเทวทัตโกรธแค้น ไม่สมประสงค์ กล่าวยกโทษพระบรมศาสดา ประกาศว่า คำสอนของตนประเสริฐกว่า ทำให้ภิกษุที่บวชใหม่ มีปัญญาน้อยหลงเชื่อ ยอมทำตนเข้าเป็นสาวก ครั้นพระเทวทัตได้ภิกษุยอมเข้าเป็นบริษัทของตนแล้ว ก็พยายามทำสังฆเภท แยกจากพระบรมศาสดา
เมื่อพระบรมศาสดาทรงทราบ ก็โปรดให้หาพระเทวทัตมาเฝ้า รับสั่งถาม พระเทวทัตก็ทูลตามความสัตย์ จึงทรงตรัสพระพุทธโอวาทห้ามปรามว่า "ดูก่อนเทวทัต ท่านอย่าพึงทำเช่นนั้น อันสังฆเภทนี้เป็นครุกรรมใหญ่หลางนัก" พระเทวทัตมิได้เอื้อเฟื้อในพระโอวาท ไปจากที่นั้น พบพระอานนท์ในพระนครราชคฤห์ ได้บอกความประสงค์ของตนว่า "ท่านอานนท์ จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าเลิกจากพระบรมศาสดา ข้าพเจ้าเลิกจากหมู่สงฆ์ทั้งปวง ข้าพเจ้าจะทำอุโบสถสังฆกรรมเป็นการภายในแต่พวกของเราเท่านั้น" พระอานนท์ได้นำความนั้นมากราบทูลพระบรมศาสดา เมื่อทรงทราบแล้วก็บังเกิดธรรมสังเวช ทรงพระดำริว่า "พระเทวทัตจะกระทำอนันตริยกรรม อันจะนำตัวให้ไปทนทุกข์อยู่ในอเวจีมหานรก" แล้วทรงอุทานว่า "กรรมใดไม่ดีด้วย ไม่เป็นประโยชน์ด้วย กรรมนั้นทำได้ง่าย ส่วนกรรมใดดีด้วย มีประโยชน์ด้วย กรรมนั้นทำได้ยากยิ่งนัก"
ในวันอุโบสถวันหนึ่ง พระเทวทัตก็ประชุมภิกษุ ซึ่งส่วนมากเป็นชาววัชชีบวชใหม่ ในโรงอุโบสถ พระเทวทัตประกาศว่า วัตถุ ๕ ประการนั้น ท่านรูปใดเห็นชอบด้วย ก็จงจับสลากคือลงคะแนนให้ด้วย ปรากฏว่ามีภิกษุ ๓ หรือ ๔ รูปที่ระบุชื่อ กับภิกษุวัชชีอีก ๕๐๐ รูป เห็นด้วย จึงพากันหนึไปที่ตำบลยาสีสะประเทศ ตั้งคณะขึ้นมาใหม่ โดยไม่ขึ้นตรงต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าอีกต่อไป
ครั้นพระบรมศาสดาได้ทรงทราบเหตุนั้นแล้ว ทรงดำรัสให้พระสารีบุตรเถระและพระโมคคัลลานะเถระ ไปนำภิกษุพวกนั้นกลับ อัครสาวกทั้งสองรับพระบัญชาแล้วไปที่คยาสีสะประเทศนั้น แนะนำพร่ำสอนภิกษุเหล่านั้น ให้กลับใจ ด้วยอำนาจเทศนาปาฎิหาริย์และอิทธิปาฎิหาริย์ต่างๆ ให้ภิกษุเหล่านั้นได้บรรลุอมตธรรม แล้วพาภิกษุเหล่านั้นกลับมาเฝ้าพระบรมศาสดา
พระโกกาลิกะ ซึ่งเป็นศิษย์ผู้ใหญ่ของพระเทวทัต มีความโกรธ กล่าวโทษแก่พระเทวทัต ที่ไปคบค้าด้วยพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ ให้พระอัครสาวกทั้งสองพาภิกษุทั้งหลายกลับไปหมดสิ้น แล้วประหารพระเทวทัตที่ทรวงอก ด้วยเท้าอย่างแรงด้วยกำลังโทสะ เป็นเหตุให้พระเทวทัตเจ็บปวดอย่างสาหัส ถึงอาเจียนเป็นโลหิต ได้รับทุกข์เวทนาแรงกล้า
เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จจากพระนครราชคฤห์ ไปประทับยังพระเชตวันวิหารพระนครสาวัตถีแล้ว ต่อมาพระเทวทัตก็อาพาธหนักลง ไม่ทุเลาถึง ๙ เดือน กลับหวลคิดถึงพระบรมศาสดา ใคร่จะเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ด้วยแน่ใจในชีวิตสังขารของตนคงจะดับสูญในกาลไม่นานนั้นเป็นแน่แท้ จึงได้ขอร้องให้ภิกษุที่เป็นสาวกของตนให้ช่วยพาไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ภิกษุพวกนั้นกล่าวว่า
"ท่านอาจารย์เป็นเวรอยู่กับพระบรมศาสดาหนักนัก ข้าพเจ้าทั้งหลาย หาอาจพาไปเฝ้าได้ไม่" พระเทวทัตจึงกล่าวว่า
"ท่านทั้งปวงอย่าให้เราพินาศฉิบหายเสียเลย แม้เราจะได้ทำเวรอาฆาตในพระผู้มีพระภาค
แต่พระผู้มีพระภาคจะได้อาฆาตตอบเราแม้แต่น้อยหนึ่งก็มิได้มี เราจะไปขมาโทษ ขอให้พระองค์
อดโทษให้สิ้นโทษ ด้วยน้ำพระทัยพระผู้มีพระภาคเปี่ยมด้วยพระกรุณา ทรงพระการุญในพระเทวทัตก็ดี
ในองคุลีมาลโจรก็ดี ในช้างนาฬาคีรีก็ดี ในพระราหุลผู้เป็นพระโอรสก็ดี เสมอกัน"
เหตุนั้น พระเทวัตจึงขอร้อง วิงวอนแล้ว วิงวอนเล่า ให้ภิกษุผู้เป็นศิษย์ ช่วยนำตัวไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า บรรดาภิกษุผู้เป็นศิษย์มีความสงสาร จึงพร้อมกันยกพระเทวทัตขึ้นนอนบนเตียงแล้วช่วยกันหามมา ตั้งแต่เมืองราชคฤห์ จนถึงเมืองสาวัตถี
ครั้นพระสงฆ์ทั้งหลายรู้ข่าว จึงเข้าไปกราบทูลพระบรมศาสดา พระองค์ตรัสว่า
"ภิกษุทั้งหลาย พระเทวทัตได้ทำกรรมหนัก ไม่อาจเห็นตถาคตในอัตตภาพนี้ได้เลย"
แม้ภิกษุทั้งหลายจะได้เข้ากราบทูลให้ทรงทราบเป็นระยะ ๆ หลายหน ถึงครั้งสุดท้าย พระเทวทัตได้ถูกหามมาใกล้พระเชตวันวิหารแล้ว พระผู้มีพระภาค ก็ยังทรงรับสั่งเช่นเดิมอยู่อย่างนั้นอีกว่า
"ภิกษุทั้งหลาย แม้พระเทวทัต จะเข้ามาในพระเชตวัน พระเทวทัตก็จะไม่ได้เห็นตถาคตเป็นแน่แท้"
เมื่ออันเตวสิกทั้งหลาย หามพระเทวทัตมาถึงสระโบกขรณี ซึ่งอยู่นอกพระเชตวันวิหาร จึงวางเตียงลงในที่ใกล้สระ แล้วก็ชวนลงอาบน้ำในสระนั้น ส่วนพระเทวทัตก็ลุกขึ้นนั่งอยู่บนเตียง ห้อยเท้าทั้งสองถึงพื้นดิน ประสงค์จะเหยียบยันกายขึ้นบนพื้นปฐพี ในขณะนั้น พื้นปฐพีก็แยกออกเป็นช่อง สูบเอาเท้าทั้งสองของพระเทวทัตลงไปในแผ่นดินโดยลำดับ พระเทวทัตได้จมหายไปในภาคพื้น ตราบเท่าถึงคอ และกระดูกคาง วางอยู่บนพื้นปฐพี
ในเวลานั้น พระเทวทัตได้กล่าวคาถาสรรเสริญบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
"พระผู้มีพระภาค เป็นอัครบุรุษ ยอดแห่งมนุษย์และเทพดาทั้งหลาย พระองค์เป็นสารถีฝึกบุรุษอันประเสริฐ
พระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยบุญญลักษณ์ถึงร้อย และบริบูรณ์ด้วยสมันตจักษุญาณ หาที่เปรียบมิได้
ข้าพระองค์ ขณะนี้ มีเพียงกระดูกคางและศรีษะ กับลมหายใจเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ขอถึงพระพุทธเจ้า เป็นสรณะ"
นั่นจึงเป็นปฐมเหตุครั้งแรกที่พระเทวทัตได้ทำสังฆเภทต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า และทำสงฆ์ให้แตกแยกกัน และพระเทวทัตก็ได้ล่วงอนัตริยกรรม คือ กรรมอันหนักเทียบเท่ากับที่ทำร้ายพระพุทธเจ้า และมูลเหตุนี้ก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่มีการสร้างพระพุทธรูปอีกปางหนึ่งเรียกว่า ปางพระเทวทัตถวายคาง
สังฆเภท แปลว่า การทำสงฆ์ให้แตกกัน การทำลายสงฆ์ ความแตกกันแห่งสงฆ์
สังฆเภท หมายถึงการยุยง การขวนขวายให้สงฆ์แตกความสามัคคีกัน ไม่ปรองดองกันจนถึงกับแยกกันทำอุโบสถสังฆกรรม แม้จะมีการห้ามปรามตักเตือนจนสงฆ์ประชุมกันให้เลิกละการกระทำอย่างนั้นเสียก็ยังไม่ปฏิบัติตาม ยังฝืนทำเช่นนั้นอีก เช่นนี้จัดเป็นสังฆเภท
สังฆเภท จัดเป็นอนันตริยกรรมคือกรรมที่มีโทษหนักที่สุดเท่ากับโทษฆ่าบิดามารดา มีผลถึงห้ามสวรรค์ห้ามนิพพานทีเดียว ผู้ที่ทำลายสงฆ์ท่านมุ่งเอาเฉพาะภิกษุเท่านั้น คำว่า ทำลายสงฆ์ หมายเอาการทำให้สงฆ์แตกแยกกันเป็น ๒ ฝ่าย หรือมากกว่านั้น โดยที่สงฆ์เหล่านั้นไม่ยอมทำอุโบสถกรรม ปวารณากรรม หรือสังฆกรรรมอย่างอื่น ๆ ร่วมกัน เพราะเกิดความแตกแยก ความรังเกียจ หรือความอาฆาตพยาบาทจองเวรกัน
อุกเขปนียกรรม
คือ กรรมอันสงฆ์พึงทำแก่ภิกษุอันจะพึงยกเสีย หมายถึง วิธีการลงโทษที่สงฆ์กระทำแก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติ แล้ว ไม่ยอมรับว่าเป็นอาบัติหรือไม่ยอมทำคืนอาบัติ หรือมีความเห็นชั่วร้าย(ทิฏฐิบาป) ไม่ยอมสละซึ่งเป็นทางเสียสีลสามัญญตา
หรือทิฏฐิสามัญญตา โดยยกเธอเสียจากการสมโภคกับสงฆ์ คือ ไม่ให้ฉันร่วม ไม่ให้อยู่ร่วม ไม่ให้มีสิทธิ เสมอกับภิกษุทั้งหลาย หรืออีกนัยหนึ่งว่า ถูกตัดสิทธิแห่งภิกษุชั่วคราว
บุคคลผู้ทำสังฆเภท
บุคคลผู้อาจทำสังฆเภทได้นั้น จะต้องเป็นภิกษุเท่านั้น และต้องมีคุณสมบัติ ๓ ประการ คือ
๑. เป็นปกตัตตะภิกษุ หมายถืง ผู้เป็นพระภิกษุโดยปกติ ที่ประกอบด้วยสีลสามัญตา
คือ มีศีลเสมอเป็นอันเดียวกันกับภิกษุทั้งหลายโดยปกติ คือ ไม่เป็นผู้ต้องอาบัติปาราชิก
หรือถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม
๒. เป็นสมานสังวาส คือ เป็นภิกษุผู้มีการอยู่กินร่วมเสมอกัน มีความพร้อมเพรียงกัน
ทำสังฆกรรมร่วมกัน ทำอุโบสถกรรมร่วมกัน เป็นต้น กับภิกษุทั้งหลายในอาวาสนั้น ฯ
๓. อยู่ในสีมาร่วมกัน หมายถึง อยู่ในเขตกำหนดสงฆ์ที่สงฆ์ได้ตกลงไว้สำหรับภิกษุทั้งหลาย
ภายในเขตกำหนดหนึ่ง ๆ ที่จะต้องทำสังฆกรรมหรือทำอุโบสถร่วมกัน ในวัดเดียวกันที่เป็นพัทธสีมา
หรืออพัทธสีมาก็ตาม
บุคคลผู้ไม่อาจทำสังฆเภท
บุคคลผู้ไม่อาจทำสังฆเภท คือ ทำลายสงฆ์ให้แตกแยกกันได้ แต่บุคคลเหล่านี้เป็นแต่เพียงสนับสนุน ส่งเสริม ยุยงให้สงฆ์แตกแยกกันให้ทำสังฆเภท มี ๖ ประเภท คือ
๑. ภิกษุณี
๒. นางสิกขมานา
๓. สามเณร
๔. สามเณรี
๕. อุบาสก
๖. อุบาสิกา
สาเหตุที่ทำให้สงฆ์แตกแยกกัน มี ๒ ประการ คือ
๑. มีความเห็นปรารภพระธรรมวินัยต่างกัน จนเกิดเป็นวิวาทาธิกรณ์ขึ้น คือ เสียทิฏฐิสามัญญตา
๒. มีความประพฤติปฏิบัติไม่สม่ำเสมอกัน มีศีลไม่เสมอกัน ยิ่งหย่อนกว่ากันจนเป็นเหตุให้เกิด
ความรังเกียจขึ้น คือ เสียสีลสามัญญตา
อาการที่สงฆ์จะแตกแยกกัน ในคัมภีร์บริวารท่านกล่าวไว้ว่าด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ
๑. ด้วยกรรม ได้แก่ทำสังฆกรรม
๒. ด้วยอุทเทส ได้แก่ การสวดพระปาฏิโมกข์
๓. กล่าวด้วยโวหาร ได้แก่ตั้งญัตติ
๔. ด้วยอนุสาวนา ได้แก่ประกาศด้วยกรรมวาจา
๕. ด้วยการให้จับสลาก ได้แก่ให้ลงคะแนนชี้ขาด
ความแตกต่างแห่ง สังฆเภท สังฆราชี และสังฆสามัคคี
สังฆเภท คือ ความแตกแยกแห่งสงฆ์ ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงบัญญัติให้สงฆ์ทำอุโบสถกรรม ปวารณากรรม และสังฆกรรมน้อยใหญ่อย่างอื่นภายในสีมาเดียวกัน พร้อมเพรียงกันด้วยสังฆสามัคคี แต่เมื่อไรก็ตามที่ภิกษุทั้งหลายแตกกันเป็นก๊ก เป็นเหล่า เป็นพวก แยกกันทำอุโบสถกรรม แยกกันทำปวารณากรรม หรือแยกกันทำสังฆกรรม หรือกรรมน้อยใหญ่ภายในสีมาเดียวกัน ซึ่งการทำสังฆเภทนี้จะต้องประกอบไปด้วยภิกษุที่ครบองค์สงฆ์ คือ ประกอบด้วยภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปทั้งสองฝ่าย การกระทำเหล่านี้จัดเป็น สังฆเภท
สังฆราชี คือ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ เมื่อภิกษุสองฝ่าย ต่างมีจำนวนครบองค์สงฆ์ คือ ๔ รูปขึ้นไป มีความเห็นไม่ลงรอยกัน ประพฤติปฏิบัติไม่เสมอกัน แต่ยังไม่ถึงกับแยกกันทำอุโบสถกรรม ปวารณากรรม และสังฆกรรมน้อยใหญ่อื่น ๆ คือถึงแม้จะแตกแยกร้าวรานทะเลาะเบาะแว้งกันแต่ยังคงทำสังฆกรรมร่วมกันภายในสีมาเดียวกันเป็นปกติ จัดเป็นเพียง สังฆราชี
สังฆสามัคคี คือ ความพร้อมเพรียงกันแห่งสงฆ์ ความปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน มีอุทเทส คือ ฟังปาติโมกข์ร่วมกัน มีวัตรปฏิบัติเสมอกัน มีการทำสังฆกรรมร่วมกันอย่างสามัคคี ย่อมอยู่ผาสุกและความพร้อมเพรียงกันแห่งสงฆ์ย่อมเป็นมูลเหตุแห่งความตั้งมั่น และความเจริญยั่งยืนแห่งพระศาสนา ซึ่งในบาลีโกสัมพีขันธกะ ได้แสดงสังฆสามัคคีไว้ ๒ ประการ คือ
๑. สงฆ์ไม่วินิจฉัยเรื่อง ไม่สาวเข้าไปหามูลเหตุ การทำสังฆสามัคคีอย่างนี้ทำให้เสียอรรถคือเนื้อความ
ได้แต่พยัญชนะไม่เป็นธรรม
๒. สงฆ์วินิจฉัยเรื่อง สาวเข้าไปหามูลเหตุ แล้วทำสังฆสามัคคี อย่างนี้ได้ทั้งอรรถได้ทั้งพยัญชนะ จัดว่าเป็นธรรม
สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันนั้น อาจจะแตกแยกกันได้ง่าย เมื่อแตกแยกกันแล้วจะสามัคคีกันได้ยากมาก เพราะเหตุนั้นพระบรมศาสดาจึงตรัสเตือนให้คำนึงถึงการแตกแยกกันให้มาก ๆ ไม่ควรเอาแต่ใจตนเอง ควรมุ่งความสามัคคีเป็นใหญ่ ไม่ดื้อรั้นด้วยอำนาจทิฏฐิมานะ การจะประพฤติปฏิบัตินั้น ให้มุ่งเอาความเจริญรุ่งเรืองความมั่นคงแห่งพระศาสนาและพระธรรมวินัยเป็นหลัก
สีมา แปลว่า เขต หรือ แดน
สีมานั้น มีอยู่ ๒ ประเภท คือ
๑. พัทธสีมา คือ เขตที่สงฆ์กำหนดเอาเอง แปลว่า แดนที่ผูก
๒. อพัทธสีมา คือ เขตที่เขากำหนดไว้ตามปกติของบ้านเมือง แปลว่า แดนไม่ได้ผูก
นิมิต หรือ วัตถุที่ใช้เป็นเครื่องหมายเขตแห่งสีมา มี ๘ ชนิด คือ
๑. ภูเขา หรือ ปพฺพโต
๒. ศิลา หรือ ปาสาโณ
๓. ป่าไม้ หรือ วนํ
๔. ต้นไม้ หรือ รุกฺโข
๕. จอมปลวก หรือ วมฺมิโก
๖. หนทาง หรือ มคฺโค
๗. แม่น้ำ หรือ นที
๘. น้ำ หรือ อุทกํ
พัทธสีมา ๓ ชนิด(แต่ตามคัมภีร์มหาวรรคมี ๔ ชนิด) คือ
๑. ขัณฑสีมา คือ สีมาผูกเฉพาะโรงอุโบสถ
๒. มหาสีมา คือ สีมาผูกรอบวัด
๓. สีมาสองชั้น คือ สีมาที่มีขัณฑสีมาอยู่ภายในมหาสีมา
๔. นทีปารสีมา คือ สีมาที่สมมติคร่อมฝั่งน้ำ
อพัทธสีมา ๓ ชนิด (หากนับสีมาสังกระเข้าด้วยมี ๔ ชนิด) คือ
๑. คามสีมา แดนบ้านที่ฝ่ายอาณาจักรจัดไว้
๒. สัตตัพภันตรสีมา เขตที่สงฆ์กำหนดขึ้นในป่าชั่ว ๗ อัพภันดร
๓. อุทกุกเขปสีมา เขตแห่งสามัคคีชั่ววักน้ำสาด
๔. สีมาสังกระ สีมาที่คาบเกี่ยวปะปนกัน
สีมาสังกระ คือ การสมมติสีมาคาบเกี่ยวกัน เช่น การสมมติสีมาใหม่คาบเกี่ยวกับสีมาเดิม
แต่สงฆ์ไม่รู้ว่าเป็นสีมาเดิม ทั้งไม่ได้ทำการสวดถอนก่อน สีมาใหม่ที่สมมติขึ้นนั้นย่อมวิบัติใช้ไม่ได้