| สังฆเภทครั้งที่ ๑ พระเทวทัต เป็นเหตุ |
|
|
|
| วันศุกร์ที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๔:๕๒ น. | |||
|
สังฆเภท ครั้งที่ ๑ ในวัตถุทั้ง ๕ ภิกษุรูปใด จะปฎิบัติข้อใด ให้ถือข้อนั้นโดยเคร่งครัด คือให้สมาทานเป็นวัตร ปฎิบัติโดยส่วนเดียว พระบรมศาสดาไม่ทรงอนุญาต ตรัสว่า "ไม่ควร ควรให้ปฎิบัติได้ตามศรัทธา" คือไม่เห็นชอบและไม่ยินยอมตามที่พระเทวทัตทูลขอ โดยตรัสตอบไปว่า "ภิกษุรูปใดปรารถนาจะอยู่ป่าก็ตาม บ้านก็ตาม จะถือบิณบาตรก็ตาม จะรับนิมนต์ก็ตาม จะรับคฤหบดีจีวรก็ตาม ทรงอนุญาตให้ทำได้ ยกเว้นแต่การอยู่โคนต้นไม้อนุญาตให้อยู่เพียง ๘ เดือน เป็นอย่างมาก (เพราะอีก ๓ เดือนนั้นต้องอยู่จำพรรษาในอาวาสหรือวิหารหรือวัด) ปลาและเนื้อต้องเป็นของบริสุทธิโดยส่วน ๓ คือ ไม่ได้เห็นเอง ไม่ได้ยินเอง ไม่ได้รังเกียจว่าเขาฆ่าสัตว์นั้นทำเป็นอาหารเฉพาะของตน หรือสหธรรมิกด้วยกัน ด้วยทรงเห็นว่า ยากแก่การปฎิบัติ เป็นการเกินพอดีไม่เป็นทางสายกลางสำหรับบุคคลทั่วไป พระเทวทัตโกรธแค้น ไม่สมประสงค์ กล่าวยกโทษพระบรมศาสดา ประกาศว่า คำสอนของตนประเสริฐกว่า ทำให้ภิกษุที่บวชใหม่ มีปัญญาน้อยหลงเชื่อ ยอมทำตนเข้าเป็นสาวก ครั้นพระเทวทัตได้ภิกษุยอมเข้าเป็นบริษัทของตนแล้ว ก็พยายามทำสังฆเภท แยกจากพระบรมศาสดา เมื่อพระบรมศาสดาทรงทราบ ก็โปรดให้หาพระเทวทัตมาเฝ้า รับสั่งถาม พระเทวทัตก็ทูลตามความสัตย์ จึงทรงตรัสพระพุทธโอวาทห้ามปรามว่า "ดูก่อนเทวทัต ท่านอย่าพึงทำเช่นนั้น อันสังฆเภทนี้เป็นครุกรรมใหญ่หลางนัก" พระเทวทัตมิได้เอื้อเฟื้อในพระโอวาท ไปจากที่นั้น พบพระอานนท์ในพระนครราชคฤห์ ได้บอกความประสงค์ของตนว่า "ท่านอานนท์ จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าเลิกจากพระบรมศาสดา ข้าพเจ้าเลิกจากหมู่สงฆ์ทั้งปวง ข้าพเจ้าจะทำอุโบสถสังฆกรรมเป็นการภายในแต่พวกของเราเท่านั้น" พระอานนท์ได้นำความนั้นมากราบทูลพระบรมศาสดา เมื่อทรงทราบแล้วก็บังเกิดธรรมสังเวช ทรงพระดำริว่า "พระเทวทัตจะกระทำอนันตริยกรรม อันจะนำตัวให้ไปทนทุกข์อยู่ในอเวจีมหานรก" แล้วทรงอุทานว่า "กรรมใดไม่ดีด้วย ไม่เป็นประโยชน์ด้วย กรรมนั้นทำได้ง่าย ส่วนกรรมใดดีด้วย มีประโยชน์ด้วย กรรมนั้นทำได้ยากยิ่งนัก" ในวันอุโบสถวันหนึ่ง พระเทวทัตก็ประชุมภิกษุ ซึ่งส่วนมากเป็นชาววัชชีบวชใหม่ ในโรงอุโบสถ พระเทวทัตประกาศว่า วัตถุ ๕ ประการนั้น ท่านรูปใดเห็นชอบด้วย ก็จงจับสลากคือลงคะแนนให้ด้วย ปรากฏว่ามีภิกษุ ๓ หรือ ๔ รูปที่ระบุชื่อ กับภิกษุวัชชีอีก ๕๐๐ รูป เห็นด้วย จึงพากันหนึไปที่ตำบลยาสีสะประเทศ ตั้งคณะขึ้นมาใหม่ โดยไม่ขึ้นตรงต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าอีกต่อไป พระโกกาลิกะ ซึ่งเป็นศิษย์ผู้ใหญ่ของพระเทวทัต มีความโกรธ กล่าวโทษแก่พระเทวทัต ที่ไปคบค้าด้วยพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ ให้พระอัครสาวกทั้งสองพาภิกษุทั้งหลายกลับไปหมดสิ้น แล้วประหารพระเทวทัตที่ทรวงอก ด้วยเท้าอย่างแรงด้วยกำลังโทสะ เป็นเหตุให้พระเทวทัตเจ็บปวดอย่างสาหัส ถึงอาเจียนเป็นโลหิต ได้รับทุกข์เวทนาแรงกล้า เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จจากพระนครราชคฤห์ ไปประทับยังพระเชตวันวิหารพระนครสาวัตถีแล้ว ต่อมาพระเทวทัตก็อาพาธหนักลง ไม่ทุเลาถึง ๙ เดือน กลับหวลคิดถึงพระบรมศาสดา ใคร่จะเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ด้วยแน่ใจในชีวิตสังขารของตนคงจะดับสูญในกาลไม่นานนั้นเป็นแน่แท้ จึงได้ขอร้องให้ภิกษุที่เป็นสาวกของตนให้ช่วยพาไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ภิกษุพวกนั้นกล่าวว่า ครั้นพระสงฆ์ทั้งหลายรู้ข่าว จึงเข้าไปกราบทูลพระบรมศาสดา พระองค์ตรัสว่า เมื่ออันเตวสิกทั้งหลาย หามพระเทวทัตมาถึงสระโบกขรณี ซึ่งอยู่นอกพระเชตวันวิหาร จึงวางเตียงลงในที่ใกล้สระ แล้วก็ชวนลงอาบน้ำในสระนั้น ส่วนพระเทวทัตก็ลุกขึ้นนั่งอยู่บนเตียง ห้อยเท้าทั้งสองถึงพื้นดิน ประสงค์จะเหยียบยันกายขึ้นบนพื้นปฐพี ในขณะนั้น พื้นปฐพีก็แยกออกเป็นช่อง สูบเอาเท้าทั้งสองของพระเทวทัตลงไปในแผ่นดินโดยลำดับ พระเทวทัตได้จมหายไปในภาคพื้น ตราบเท่าถึงคอ และกระดูกคาง วางอยู่บนพื้นปฐพี ในเวลานั้น พระเทวทัตได้กล่าวคาถาสรรเสริญบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า นั่นจึงเป็นปฐมเหตุครั้งแรกที่พระเทวทัตได้ทำสังฆเภทต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า และทำสงฆ์ให้แตกแยกกัน และพระเทวทัตก็ได้ล่วงอนัตริยกรรม คือ กรรมอันหนักเทียบเท่ากับที่ทำร้ายพระพุทธเจ้า และมูลเหตุนี้ก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่มีการสร้างพระพุทธรูปอีกปางหนึ่งเรียกว่า ปางพระเทวทัตถวายคาง
|



