พระอาจารย์เพ็ง พุทฺธธมฺโม

พระอาจารย์เพ็ง พุทฺธธมฺโม วัดป่าสามัคคีธรรม อำเภอเมือง ร้อยเอ็ด จาก หนังสือที่ระลึกงานฉลองเจดีย์พิพิธภัณฑ์สองหลวงปู่ วัดป่าสามัคคีธรรม อำเภอเมือง ร้อยเอ็ด รศ.ดร.ปฐม เรียบเรียงโดย ภัทรา นิคมานนท์

๑ พระดีประจำใจ

พระครูสิริหรรสาภิบาล หรือที่พวกเราเรียกขานกันอย่างสนิทสนม เหมือนญาติผู้ใหญ่ใกล้ชิดว่า หลวงปู่เพ็ง พุทฺธธมฺโม นั้น ถือเป็น “พระดีประจำใจ” องค์หนึ่งที่ครอบครัว “นิคมานนท์” ให้ความรักความศรัทธา เป็นอย่างมาก สมาชิกในครอบครัวทุกคนจะรู้สึกสดชื่นกระฉับกระเฉง ขยันปฏิบัติภาวนา เมื่อหลวงปู่ได้เมตตาแวะเวียนมาโปรดพวกเราถึงบ้าน ซึ่งท่านเมตตามาพำนักเป็นประจำ เสมือนมาเติมไฟใน “หม้อแบตเตอรี่บุญ” ของพวกเราให้เต็มอยู่ตลอดเวลา

โดยส่วนตัวของผู้เขียน (รศ.ดร.ปฐม นิคมานนท์) นั้นได้มอบความรัก-เคารพ-ศรัทธา ต่อหลวงปู่เพ็ง พุทฺธธมฺโมอย่างสุดชีวิตจิตใจ ไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัยในข้อวัตรปฏิบัติของท่าน อิ่มเอิบเมื่อได้อยู่ใกล้ชิด เป็นพระดีที่กราบไหว้ได้สนิทใจ และกับไม่รู้จักอิ่มจักพอ

โดยบุคลิกภายนอก หลวงปู่เพ็ง ของเราไม่ได้มีสง่าราศีที่บ่งบอกถึงพระที่มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เลย ตรงกันข้าม ท่านมีลักษณะเป็นพระบ้านนอก ร่างเล็ก ผอมเกร็ง พูดไทยก็ไม่ค่อยชัดและส่อสำเนียงอิสาน ดูไม่น่าเลื่อมใสศรัทธาเอาเสียเลย บางท่านอาจนึกสงสัยว่าคนระดับดอกเตอร์มายอมเป็นคนขับรถให้หลวงตาแก่ๆ เชยๆ องค์นี้ได้อย่างไร

ครอบครัวของผู้เขียนเริ่มรู้จักหลวงปู่ ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๓ รู้สึกศรัทธาที่ท่านเป็นพระที่ตรงไปตรงมา มีเมตตาสูง มีอารมณ์ดี จึงนิมนต์ท่านมาโปรดที่บ้าน พร้อมทั้งถวายห้องพักในส่วนที่ต่อเติมออกไปต่างหากจากตัวบ้านเดิมให้เป็นที่พักประจำของท่านเมื่อท่านมีกิจนิมนต์ในกรุงเทพฯ

หลวงปู่ท่านพูดเสมอว่า “ที่นี่เป็นกุฏิของอาตมา” ขณะเดียวกันก็มีครูบาอาจารย์สายกรรมฐานองค์อื่น ๑๐ กว่าองค์จากภาคต่างๆ ทั่วประเทศได้แวะเวียนเมตตามาโปรดและพำนักในห้องที่เราจัดถวายนี้ ทำให้พวกเราและเพื่อนบ้านมีโอกาสปฏิบัติภาวนาในบ้านโดยไม่ต้องเดินทางไปไกลๆ แต่มีพระดีมาโปรดถึงบ้านอย่างสม่ำเสมอ ความรู้สึกที่ว่า “อิ่มบุญ” เป็นอย่างไรจึงได้ประจักษ์แก่ครอบครัวของเราตลอดมา

หลวงปู่ ท่านเป็นพระที่ปฏิบัติตรงตามคำสอนของพระศาสดา การพูดการสอนตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ไม่มุ่งเอาประโยชน์ ไม่เน้นพิธีรีตอง ถูกก็บอกว่าถูก ผิดก็บอกว่าผิด ท่านมีความศักดิ์สิทธิ์และความอัศจรรย์อยู่ในตัวมาก แต่ไม่เคยบอกไม่เคยแสดง นอกจากเราจะสัมผัสรู้ได้ด้วยตนเอง แล้วถามท่านว่าเป็นอย่างนั้นใช่ไหม ท่านก็จะตอบสั้นๆ ว่าใช่ หรือแล้วจะรู้เอง หรืออย่าไปสนใจมัน

ผู้เขียนเคยทดลอง คล้ายกับจงใจแกล้งท่านหลายอย่าง เพื่อตรวจสอบความมั่นคงทางจิต และความปฏิบัติตรงตามพระธรรมวินัย แต่ท่านก็ไม่ยอมเขว ไม่ยอมหลง บางครั้งแกล้งอ้างพระองค์โน้นองค์นี้ว่าท่านขลัง ท่านศักดิ์สิทธิ์ อย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องไม่ถูกตามแนวทางพระพุทธศาสนา ท่านก็ดุเสียงดังว่า “พระพวกนั้นมันจังไร จึงสอนแต่เรื่องจังไร คนที่ไม่รู้ก็พลอยหลงไปด้วย” เป็นต้น

ประมาณปี พ ศ. ๒๕๓๕ หลวงปู่ท่านอาพาธเพราะท้องเสีย ลูกศิษย์นำท่านเข้าศึกษาที่โรงพยาบาลอนันต์พัฒนา เป็นโรงพยาบาลเอกชนอยู่แถวๆ สะพานกรุงธนบุรี มีนางพยาบาลมาบอกว่า

“หนูขออนุญาตฉีดยาให้หลวงพ่อ”

ท่านตอบว่า “อาตมาอนุญาตไม่ได้ ให้ไปหาผู้ชายมาทำแทน”

พยาบาลชี้แจงว่า “ถ้าพระป่วย พระวินัยอนุญาตให้ผู้หญิงถูกตัวได้ไม่ใช่หรือคะ ?”

หลวงปู่ตอบว่า “พระวินัยอนุญาต แต่อาตมาไม่ไว้ใจอาตมาเอง ไปตามผู้ชายมา...”

หลวงปู่เพ็ง ท่านเป็นพระที่เด็ดเดี่ยว มุ่งมั่นต่อการพัฒนาจิต มุ่งตรงต่อพระนิพพาน อย่างไม่ไขว้เขว ท่านมีสุขภาพที่แข็งแรง มีความแกร่งมาก ท่านเล่าเรื่องราวที่ท่านพบเห็นต่างๆ มากมาย พวกเรามุ่งไปที่การนั่งหลับตาภาวนา จึงไม่ได้จัดการบันทึกเรื่องราวต่างๆ นั้นไว้ ต่างก็คิดว่า “ค่อยหาโอกาสสัมภาษณ์ท่านสักวันหนึ่ง” ผัดผ่อนเรื่อยมาจนกระทั่งหลวงปู่ ท่านจากพวกเราไปอย่างไม่มีใครคาดฝัน เพราะท่านไม่เคยแสดงอาการเจ็บป่วยเลย แม้วัยจะย่าง ๘๘ ปีแล้วก็ตาม

หลวงปู่ท่านจากพวกเราไปชนิดไม่มีการบอกลาอะไรเลย วันที่ไปขอรับศพท่านออกจากโรงพยาบาล ดูผิวพรรณท่านผุดผ่อง ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยคล้ายกับจะบอกพวกเราว่า “สมน้ำหน้าพวกสู มัวแต่ผัดผ่อนอยู่นั่นแหละ ไม่เอาจริงสักที”

๒ ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ
หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ

โบราณกล่าวไว้ว่า ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น คำกล่าวนี้สามารถยกกรณีของ หลวงปู่เพ็ง พุทฺธธมฺโม มาเทียบเคียงได้เป็นอย่างดี

ผู้ที่สนใจใฝ่ธรรม ต่างก็ทราบถึงกิตติศัพท์ของ หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ พระอริยเจ้า แห่งสำนักวัดป่าบ้านหนองแซง อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี เป็นอย่างดี ท่านเป็นพระกรรมฐานรุ่นอาวุโสในสายของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ ได้ละเพศฆราวาสบวชเป็นพระภิกษุเมื่ออายุล่วง ๕๐ ปีไปแล้ว แต่ด้วยความมุ่งมั่น ปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจังเพื่อมุ่งตรงต่อพระนิพพานอย่างแท้จริง ท่านจึงได้บรรลุถึงแดนเกษมสูงสุดในพระพุทธศาสนาตามที่ตั้งใจไว้

ประจักษ์พยานที่สามารถอ้างอิงอย่างเชื่อมั่นได้นอกเหนือจากคำสอน ปฏิปทา และจริยาวัตรที่งดงามเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนทั่วไปแล้ว อัฐิของท่านได้แปรเปลี่ยนเป็นพระธาตุที่งดงามภายหลังการเผาสรีระของท่านเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ประดิษฐานอยู่ในพระเจดีย์ที่วัดป่าบ้านหนองแซง ให้ผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาได้กราบไหว้เป็นที่พึ่งที่ระลึกถึงคุณธรรมของท่าน

หลวงปู่เพ็ง พุทฺธธมฺโม ท่านเป็นทั้งสายใยในทางโลก คือเป็นบุตรชายสืบสายโลหิต และเป็นทายาทในทางธรรม สืบต่อปณิธานทางพระพุทธศาสนา ดำเนินรอยตามหลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ ด้วยใจที่มุ่งมั่นเช่นเดียวกัน

ประวัติและเรื่องราวของพระอริยเจ้า พ่อ-ลูก ทั้งสององค์ คือหลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ พระผู้พ่อ กับ หลวงปู่เพ็ง พุทฺธธมฺโม พระลูกชาย มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยง และอุปถัมภ์เกื้อกูลกันอย่างใกล้ชิด จึงได้นำเสนอเรื่องราวของทั้งสององค์ไว้ในหนังสือเล่มเดียวกัน จะได้ช่วยให้เราได้รู้จักหลวงปู่ทั้งสององค์ได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

การสืบมรดกธรรมในตระกูลของท่าน ถ้าเปรียบ หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ พระผู้พ่อ เป็นคลื่นลูกที่หนึ่ง หลวงปู่เพ็ง พุทฺธธมฺโมพระลูกชายคนโต เสมือนคลื่นลูกที่สอง และยังมีหลวงปู่พรหม สุพฺรหมฺญาโณ พระลูกชายคนรอง อายุห่างจากหลวงปู่เพ็ง ๓ ปี ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดเทิงเสาหิน อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ก็เป็นเสมือนคลื่นลูกที่สาม หนุนเนื่องนำกระแสธรรมมาสู่ประชาชนผู้สนใจใฝ่ธรรมอย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน

๓ ชาติกำเนิด

พระครูสมุห์พรหม สุพฺรหมฺญาโณ เจ้าอาวาสวัดเทิงเสาหิน อ.เทิง จ.เชียงราย
พระครูสมุห์พรหม สุพฺรหมฺญาโณ เจ้าอาวาสวัดเทิงเสาหิน อ.เทิง จ.เชียงราย

พระครูสิริหรรสาภิบาล หรือ หลวงปู่เพ็ง พุทฺธธมฺโม ในสมัยเป็นฆราวาส ชื่อ เพ็ง น้อยก้อม เกิดเมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ วันพฤหัสบดี

บิดาชื่อ บัว มารดาชื่อ มื้ม นามสกุล น้อยก้อม มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน ๖ คน เป็นชาย ๒ และหญิง ๔ หลวงปู่เป็นบุตรคนที่ ๓ เรียงตามลำดับอายุดังนี้

  1. ๑. พี่สาวคนแรก เสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก
  2. ๒. นางพุด น้อยก้อม (เสียชีวิต)
  3. ๓. นายเพ็ง น้อยก้อม (หลวงปู่เพ็ง พุทฺธธมฺโม มรณภาพเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๕ อายุ ๘๗ ปี ๖ เดือน ๗ วัน)
  4. ๔. นายพรหม น้อยก้อม (หลวงปู่พรหม สุพฺรหมฺญาโณ อายุ ๘๔ ปี เจ้าอาวาสวัดเทิงเสาหิน อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ต่อจากหลวงปู่เพ็ง )
  5. ๕. นางสมบูรณ์ น้อยก้อม (เสียชีวิต)
  6. ๖. นางเล็ก ฤทธิแสง อยู่ที่อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย

เมื่อหลวงปู่เพ็ง อายุได้ ๖ ขวบ ครอบครัวท่านได้อพยพไปทำมาหากินที่บ้านจานทุ่ง ตำบลปาฝา อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด หลวงปู่จึงใช้ชีวิตในวัยเด็กอยู่ที่นี่ ปัจจุบันอยู่ในท้องที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด

๔ การศึกษาทางโลก

เนื่องจากบิดา-มารดาของหลวงปู่เพ็ง ท่านอ่านเขียนหนังสือไม่ได้เลย เพราะไม่เคยเข้าเรียน เนื่องจากสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียน จึงมีความปรารถนาจะให้ลูกๆ ได้เรียนหนังสือ เพื่อจะได้อ่านออกเขียนได้ จะได้เป็นคนฉลาด เอาตัวรอด และสร้างฐานะของตนได้ในอนาคต

พอหลวงปู่ อายุได้ ๑๐ ขวบ บิดาได้นำไปฝากเข้าเรียนที่โรงเรียนประถมศึกษาประจำหมู่บ้านขุยค้อ (คุยค้อ) ซึ่งอยู่ในตำบลเดียวกัน

การเดินทางไปโรงเรียนของ หลวงปู่ เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะโรงเรียนอยู่ห่างจากบ้านออกไปเป็นระยะทางประมาณ ๘๐ เส้น (ประมาณ ๓ กม.ครึ่ง) ต้องเดินด้วยเท้า ผ่านป่า ผ่านไร่นา ในบางฤดูต้องบุกน้ำ ลุยโคลนตมไป-กลับทุกวัน จนเรียนจบชั้นประถมปีที่ ๔ การศึกษาชั้นสูงสุดของโรงเรียนในสมัยนั้น

หลังจากเรียนจบชั้น ป.๔ แล้ว บิดาอยากให้บุตรชายเรียนต่อให้สูงขึ้นไป แต่ด้วยความจำเป็นด้านแรงงานในครอบครัว หลวงปู่ จึงได้ยุติการศึกษาในโรงเรียนเพียงเท่านั้น

หลวงปู่เพ็งในฐานะบุตรชายคนโตต้องออกมาช่วยบิดาทำไร่นา นับเป็นแรงงานสำคัญของครอบครัว ช่วยแบ่งเบาภาระของบิดา-มารดาได้เป็นอันมาก

อันที่จริงแล้ว ฐานะทางครอบครัวของหลวงปู่ จัดว่าเป็นครอบครัวที่มีฐานะดีครอบครัวหนึ่ง มีที่ดินทำกินกว้างขวาง มีฝูงวัว ควายใช้งานอย่างไม่ขาดแคลน

ในสมัยนั้น ทางภาคอิสานเรา ถ้าครอบครัวใดมีวัว ควายถึง ๑๐ ตัวขึ้นไป เพื่อนบ้านจะเรียกว่าเป็นนายฮ้อย หมายถึงคนมีฐานะดี เทียบขั้นเศรษฐีในตำบลเลยทีเดียว

แต่ว่าครอบครัวชาวไร่ ชาวนา ในชนบท ไม่ว่าจะยากจนหรือร่ำรวย ก็จะต้องทำงานตรากตรำอยู่ในไร่นาเช่นเดียวกัน บางทีครอบครัวร่ำรวยยังต้องทำงานหนักกว่าครอบครัวที่ยากจนเสียอีก

หรือถ้าจะกล่าวอย่างเป็นเหตุเป็นผลก็ต้องบอกว่า เพราะความขยันหมั่นเพียรจึงทำให้มีฐานะร่ำรวย นั่นเอง

๕ บิดาขอให้บวชเณร

หลวงปู่เพ็ง ออกจากโรงเรียนเมื่ออายุย่าง ๑๕ ปี เริ่มเป็นหนุ่มวัยแตกพาน ช่วยงานในไร่นาอย่างแข็งขันติดต่อกันอยู่ ๓ ปี

ในขณะนั้นท่านมี “สาวงามประจำใจ” อยู่แล้ว ความรักของหนุ่มสาวคู่นี้เป็นที่รับรู้กันในหมู่บ้าน และหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องเข้าพิธีแต่งงานตามประเพณีอย่างแน่นอน ไม่มีทางหนีพ้น ต่างคนต่างเข้าใจกันดี

ความสัมพันธ์ระหว่างลูกชาย กับหญิงสาว อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย

บิดา-มารดา ของท่านได้ปรึกษากันว่า “ลูกชายของเราโตเป็นหนุ่มและมีสาวเป็นที่หมายแล้ว แต่เห็นทีจะต้องให้บวชเสียก่อน อย่างน้อยก็ให้ได้สัก ๑ พรรษาก็ยังดี ถ้ายังปล่อยให้เหตุการณ์เป็นไปเรื่อยๆ เช่นนี้ ลูกชายของเราคงไม่ได้บวชเป็นแน่”

ทางฝ่ายบุตรชาย และแม่สาวงามคนนั้น ยังไม่รู้ระแคะระคายถึงเรื่องที่บิดา-มารดาปรึกษาหารือกันเรื่องที่จะให้บุตรชายบวชเณร ความรักก็ยังดำเนินไปตามปกติ เต็มไปด้วยความหวังและความเชื่อใจกัน

เย็นวันหนึ่ง หลังจากเสร็จภารกิจประจำวัน และสมาชิกทุกคนในครอบครัวนั่งล้อมวงรับประทานอาหารมื้อเย็นเสร็จแล้ว บิดาของท่านได้บอกให้ทุกคนนั่งอยู่ก่อน ท่านมีเรื่องจะพูดคุยด้วย

บิดาได้กล่าวต่อหน้าสมาชิกทุกคนว่า “วันนี้พ่อต้องการให้ทุกคนนั่งฟังพ่อพูด และจะได้ปรึกษากัน ถ้าแม้นว่าพ่อพูดออกไปแล้วลูกคนใดจะคัดค้านหรือมีความคิดเห็นประการใดก็พูดออกมา พ่อจะรับฟังทุกอย่างทุกคน

สำหรับเรื่องที่พ่อจะพูดวันนี้ มีความเกี่ยวข้องกับลูกเพ็ง ปีนี้ลูกเพ็งมีอายุครบ ๑๙ ปีเต็ม พ่อกับแม่ได้ปรึกษากันว่า ลูกเพ็งเป็นบุตรชายคนโตในจำนวนลูกชาย ๒ คน เท่านั้น พ่อกับแม่เห็นสมควรที่จะให้ลูกเพ็งได้บวชเรียนเสียก่อน

พ่อแม่อยากเห็นผ้าเหลืองจากลูก ถ้าลูกได้บวชเรียนแล้ว พ่อกับแม่จะภูมิใจตลอดชีวิต ถึงตายไปพ่อกับแม่ก็จะเป็นสุข ลูกเพ็งมีความคิดเห็นอย่างไรขอให้บอกพ่อ แม่ กับพี่น้องทุกคนให้ได้ยินพร้อมหน้ากัน“

ปกติหนุ่มเพ็ง มีความรักและเชื่อฟังบิดามารดาอยู่แล้ว เมื่อถูกขอร้องให้บวช ตนเองก็ไม่อยากขัดความประสงค์ของท่านจึงกล่าวต่อหน้าสมาชิกในครอบครัวว่า

“เมื่อพ่อ แม่ มีความประสงค์จะให้ลูกบวช ผมก็มีความเต็มใจพอแม่เห็นสมควรจะให้บวชวันไหน ก็กำหนดได้เลย ผมไม่ขัดข้องแต่ประการใด เพราะขณะนี้พี่และน้องๆ ก็โตพอที่จะช่วยทำงานทางบ้านแทนผมได้แล้ว เมื่อผมบวชเณรจะได้สบายใจ ไม่ต้องห่วงงานทางบ้าน จะได้ตั้งใจหมั่นศึกษาพระธรรมวินัยต่อไป”

ทางบิดามารดาแสนจะยินดีเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้ฟังจากลูกชายเช่นนั้น เพราะสิ่งที่ท่านหวังและตั้งใจไว้เป็นผลสำเร็จ จึงได้กล่าวเป็นเชิงให้สัญญากับลูกชายว่า

“ดีแล้วลูก พ่อดีใจที่ลูกเข้าใจพ่อ สำหรับแม่ของลูกนั้นก็ดีใจเช่นกัน ที่จะได้เห็นผ้าเหลืองจากลูก เมื่อลูกบวชและสึกออกมาแล้ว ถ้าลูกประสงค์จะมีเหย้ามีเรือน พ่อกับแม่ก็ไม่ขัดข้อง ยินดีตามใจลูก พ่อแม่ให้สัญญา“

๖ ทางฝ่ายสาวไม่ขัดข้อง

ตอนเย็นวันต่อมา หลังจากเสร็จการงานแล้ว หนุ่มเพ็งกับแม่สาวน้อยก็นัดพบกันที่ชายทุ่ง เหมือนกับทุกเย็นที่ผ่านมา

ทางฝ่ายหนุ่มได้พูดกับสาวคนรักว่า

“แม่นาง ฉันจะขอพูดอะไรด้วยสักหน่อย แม่นางคงจะไม่ตำหนิฉันนะ...คือบัดนี้อายุของฉันได้ ๑๙ ปีแล้ว พ่อแม่ต้องการให้ฉันได้บวชเรียนก่อน เพราะพ่อแม่ฉันมีลูกชายแค่สองคนเท่านั้น ฉันเป็นลูกชายคนโต พ่อกับแม่จึงอยากที่จะเห็นผ้าเหลืองของฉันก่อน เมื่อสึกออกมาแล้วพ่อกับแม่ให้สัญญาว่าจะยินยอมให้ฉันแต่งงานได้ เพียงพรรษาเดียวเท่านั้นเอง แม่นางคงจะรอฉันได้ ฉันจะต้องสึกแน่นอน”

แม่สาวน้อยสุดแสนจะปลื้มใจ จึงพูดตอบไปว่า “เชิญเถิด เรื่องการบวชเรียนเป็นหน้าที่ของลูกผู้ชายทุกคนสมควรทำ อีกอย่างหนึ่งพี่ก็จะได้สนองคุณพ่อแม่ตามประสงค์ของท่านด้วย เมื่อบวชแล้วยังได้กระทำตนทดแทนพระคุณของพระศาสนาด้วย ชีวิตจะได้รุ่งเรืองเป็นสุข เมื่อสึกออกมาแล้วยังได้นำความรู้ในพระธรรมคำสอนมาประกอบอาชีพที่สุจริต เสริมสร้างชีวิตและฐานะของครอบครัวให้อยู่ในหลักธรรมเพิ่มพูนความสุขความเจริญ น้องจึงเห็นสมควรยิ่ง”

๗ บวชเป็นสามเณร

จากบันทึกด้วยลายมือของหลวงปู่เพ็งเอง ท่านเขียนไว้ว่า

“...เรียนอยู่ ๔ ปี จบ ป.๔ ออกมาทำนาช่วยบิดา มารดา อายุ ๑๙ ปีจึงได้เข้าวัด บรรพชาเป็นสามเณรเพ็ง ๑ พรรษา..”

หลวงปู่ ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดบ้านจานทุ่งตามความประสงค์ของบิดามารดา และตั้งใจว่าเมื่อครบพรรษาก็จะสึกหาลาเพศออกมาแต่งงานกับแม่สาวคนรักตามที่หัวใจตนปรารถนา และด้วยความยินยอมของบิดา มารดาทั้งสองฝ่าย

หลังจากบรรพชาแล้ว ที่บ้านจานทุ่งทุกเช้า ชาวบ้านจะมายืนรอใส่บาตพระภิกษุและสามเณรเป็นประจำ ในเช้าวันนั้น มีสามเณรหนุ่มชื่อ สามเณรเพ็ง เดินในลำดับท้ายสุดของแถวด้วยอาการสำรวม ครองจีวรใหม่เอี่ยม โกนผมเกลี้ยงเกลา ยังความปลาบปลื้มแก่บิดามารดา และญาติพี่น้องชาวบ้านจานทุ่งเป็นอย่างยิ่ง

บิดา มารดาของท่านออกมายืนรอข้างทางเดินทุกเช้า สองมือประคองกระติ๊บข้าวเหนียว พร้อมทั้งกับข้าวคาว-หวานเพื่อรอใส่บาตรสามเณรผู้เป็นบุตร ช่างเป็นภาพที่งดงามและประทับใจยิ่งนัก

สามเณรเพ็ง น้อยก้อม ได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมวินัย และทางภาคปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา กับพระอาจารย์ในวัดแห่งนั้น ทำให้ได้รับความรู้ในทางพระพุทธศาสนาเบื้องต้น เห็นว่าศาสนาเป็นสิ่งที่น่ารู้น่าศึกษา และเป็นเส้นทางที่มุ่งสู่ความสุขความสงบ อย่างแท้จริง

ใกล้จะออกพรรษา ถึงเวลาใกล้จะสึกอยู่แล้ว คำสัญญาที่ให้ไว้กับน้องนางคนสวยยังก้องกังวานอยู่ในหัวใจของสามเณรเสมอ

อีกด้านหนึ่ง ความรักและความอยากที่จะได้ลิ้มรสพระธรรมก็ดูเหมือนจะมีเพิ่มขึ้น และเริ่มเชื่อมั่นว่าคำสอนของพระองค์จะต้องเป็นจริงและไม่มีผิดพลาด สมกับที่ตนได้สวดมนต์ในบทพระพุทธคุณอยู่ทุกวันว่า : -

วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ

สุคโต เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี

โลกวิทู เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง

คำสอนของพระองค์จะต้องไม่ผิดพลาดอย่างแน่นอน ดังนั้นการที่เราได้บวชเข้ามาในบวรพุทธศาสนาแล้วก็ควรเจริญรอยตามพระพุทธองค์ท่าน อย่าให้เสียทีที่ได้มีโอกาสบวชเข้ามาแล้วไม่ได้อะไรดีๆ กลับไปเลย

ถ้าเช่นนั้น เรื่องความรักจำเป็นต้องขอพักไว้ก่อน แม้จะมีใจนึกคิดและยังอาลัยอาวรณ์อยู่ ก็จะขอตัดใจบวชเรียนต่อไปอีกสักระยะหนึ่งก่อน จะห่มผ้าเหลืองได้นานเท่าไรก็แล้วแต่บุญบารมีเถิด

๘ บวชเป็นพระภิกษุ

เมื่อสามเณรเพ็ง ตัดสินใจที่จะบวชต่อ บิดา มารดา ก็สุดปลาบปลื้ม จัดการบวชพระให้ตามที่ลูกเณรต้องการ

จากบันทึกที่เป็นลายมือของหลวงปู่เอง ท่านเขียนไว้ว่า

“...พอพ้นพรรษา ถึงเดือนเมษายน บิดา มารดา ก็ได้อุปสมบทพระภิกษุ ที่วัดบ้านปาฝา อุปัชฌาย์หนู...กลับมาอยู่บ้านจานทุ่งตามเดิม พอถึงเดือนพฤษภาคม วันที่ ๑ ก็ย้ายมาเรียนหนังสือนักธรรมตรี ที่วัดบึงพระลานชัย ร้อยเอ็ด

เบื้องต้นอุปสมบทเป็นมหานิกาย พอได้มาอยู่วัดบึงพระลานชัยได้ ๑ เดือน ๑๕ วัน พอถึงกลางเดือน พระอุปัชฌายะก็ญัตติเป็นพระธรรมยุต ให้เรียนนักธรรมตรี สอบได้ในพรรษานั้น”

เป็นอันว่าพระพุทธศาสนาได้รับ พระภิกษุเพ็ง เข้าทำเนียบสงฆ์แล้ว พระอุปัชฌาย์ได้ให้ชื่อเป็นภาษามคธว่า “เมตโย”

หลังจากหลวงปู่ บวชเป็นพระภิกษุแล้ว ความตั้งใจที่จะศึกษาพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เป็นไปอย่างกระตือรือร้นเอาจริงเอาจัง ประกอบกับทางบ้านของท่านไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรือทำให้วุ่นวายใจ ท่านก็ยิ่งมีความเพียรมากขึ้น

หลวงปู่ เริ่มต้นศึกษาทางด้านปริยัติ และสอบได้นักธรรมตรีในพรรษาแรกนั้น ทำให้ท่านมีความรู้เบื้องต้นในทางพระพุทธศาสนาซึ่งจะเป็นพื้นฐานของความเข้าใจเป็นอย่างดี ในการฝึกฝนในภาคปฏิบัติด้านวิปัสสนากรรมฐานต่อไป

๙ มีใจโน้มเอียงทางด้านปฏิบัติภาวนา

หลวงปู่เพ็ง บันทึกประวัติของท่านไว้ว่า

“พอพรรษาที่ ๒ ย้ายไปอยู่บ้านเทอดไทย ตำบลเหล่า อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด เป็น พ.ศ.๒๔๗๘ สอบนักธรรมชั้นโท แต่เผอิญถูกอุบัติเหตุ แม่กองธรรมสนามหลวงว่าจังหวัดร้อยเอ็ดทุจริต เลยไม่ (มีการตัดสินผล) พอปี ๒๔๗๙ ก็เรียนอยู่ที่เดิม สอบได้นักธรรมชั้นโท...”

ในช่วงนั้น หลวงปู่ ท่านเริ่มสนใจและโน้มเอียงไปทางด้านปฏิบัติภาวนา เพราะท่านได้เห็นตัวอย่างจากครูบาอาจารย์สายกรรมฐาน ที่มีโอกาสเดินธุดงค์แวะมาพักที่วัดที่หลวงปู่พำนักอยู่เสมอๆ

บางครั้งหลวงปู่ ก็ได้เห็นพระธุดงค์มาปักกลดบริเวณป่าช้าข้างวัดบ้าง ในบริเวณวัดบ้าง ท่านได้มีโอกาสสนทนา ซักถามความรู้ และแนวทางปฏิบัติ จากพระธุดงค์เหล่านั้นบ้าง

เมื่อท่านอยู่องค์เดียวภายในกุฏิที่พัก หลวงปู่ได้ลองนั่งภาวนาตามวิธีที่ได้รับรู้มา เหมือนบุญกุศลส่งผล ท่านเกิดความรู้ความเห็นที่ไม่เคยได้พบไม่เคยเป็นมาก่อน ยิ่งปฏิบัติต่อไปจิตใจก็ยิ่งสงบ และยิ่งรู้ธรรมมากขึ้นโดยลำดับ

หลวงปู่จึงตัดสินใจที่จะเลิกเรียนด้านปริยัติธรรม หันมาฝึกในภาคปฏิบัติตามแบบฉบับของพระธุดงค์ต่อไป

๑๐ ตัดใจจากแม่สาวสุดรัก

วันหนึ่ง (ปี พ.ศ.๒๔๗๙) หลังจากปฏิบัติข้อวัตรที่กระทำเป็นประจำทุกวันแล้ว หลวงปู่ได้หยิบหนังสือ นวโกวาท คือคู่มือสำหรับพระบวชใหม่ขึ้นมาอ่าน พลันเกิดมาสะดุดกับบัญญัติข้อสังฆาทิเสสและรำพึงกับตัวเองว่า

“เราเป็นพระเป็นเจ้าอยู่นี่ จิตใจบางขณะยังว้าวุ่นกับเรื่องผู้หญิง เรื่องมีคู่มีเรือน มันทำอย่างนั้นไม่ได้ มันอาบัติ ผิดวินัย

ยิ่งเราได้ทำสมาธิภาวนา พิจารณาดูแล้วก็เป็นจริง เพราะการบวชเข้ามาเป็นพระสงฆ์ มันต้องตัดโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง แล้วเรายังมาคิดอยู่อีกไม่ได้...

พระธรรมเป็นของจริง ถ้าผู้ใดรักพระพุทธเจ้า รักความดีงาม รักพระธรรมคำสั่งสอน มีศรัทธาความเชื่อแล้ว ก็ต้องให้มันห่างไกลกิเลสตัวนี้

อย่าเช่นนั้นเลย เราต้องหาโอกาส จำต้องไปบอกนางให้เลิกสนใจเรา และให้นางอย่ารอเราเลย”

หลังจากออกพรรษาในปีนั้น (พรรษาที่ ๒) หลวงปู่ จึงไม่รอช้าท่านรีบไปบ้านของแม่สาวน้อยที่ท่านเคยให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าจะสึกออกมาแต่งงานด้วย และได้พูดกับเธอว่า

“นี่แนะน้องสาว ต่อแต่นี้ไปเราจะยังไม่สึก เราจะบวชเป็นพระต่อไปอีก เราต้องการศึกษาธรรมปฏิบัติ โดยเราจะออกเดินธุดงค์เข้าป่าแสวงหาโมกขธรรม อันเป็นของจริงที่องค์พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนไว้ และทางนี้สามารถที่จะพาเราไปสู่ดินแดนพ้นทุกข์ได้

และตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราจะไม่สึกออกมาแล้ว แม้ว่าน้องสาวต้องการที่จะมีสามีและบุตร ก็ขอให้เป็นไปตามประสงค์เถิด อย่าพะวงในตัวเราเลย ขอให้น้องสาวจงมีความสุข และพ้นภัยเถิด”

เมื่อหลวงปู่กล่าวจบตามที่ตั้งใจแล้ว ท่านก็รีบหันหลังกลับเข้าวัดทันที โดยไม่รอดูว่าแม่สาวจะว่าอย่างไร

ทางด้านแม่สาวน้อยก็ยังรอความหวังอยู่ถึง ๕ ปี จนกระทั่งแน่ใจว่า “หลวงพี่” ไม่ยอมสึกแล้ว เธอจึงยอมแต่งงานกับชายหนุ่มคนอื่นไป

สาธุ ! ทั้งท่านและเธอทำถูกแล้ว ไม่เช่นนั้นเราคงไม่มีหลวงปู่ที่เป็นพระดีองค์นี้ให้กราบไหว้แน่

พระอาจารย์เพ็ง พุทฺธธมฺโม (ตอนที่ ๒)

พระอาจารย์เพ็ง พุทฺธธมฺโม (ตอนที่ ๓)

พระอาจารย์เพ็ง พุทฺธธมฺโม (ตอนที่ ๔)

พระอาจารย์เพ็ง พุทฺธธมฺโม (ตอนที่ ๕)

พระอาจารย์เพ็ง พุทฺธธมฺโม (ตอนที่ ๖ จบ)