หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ

หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ มีชื่อเดิมว่า คำเขียน เหล่าชำนิ ถือกำเนิดที่อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๙ ก่อนที่จะมาเติบใหญ่ที่อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ โดยเหตุที่บิดาได้จากไปตั้งแต่ท่านยังเยาว์วัย ท่านจึงต้องรับภาระในครอบครัวก่อนวัยอันควร เป็นเหตุให้บวชเณรได้ไม่นานก็ต้องลาสิกขามาช่วยแม่ทำนาและดูแลน้อง ๆ

เมื่อเข้าวัยฉกรรจ์ ท่านหันมาเป็นหมอธรรม มีอาชีพทางสะเดาะเคราะห์กับรักษาโรคด้วยเวทมนต์คาถาและน้ำมนต์ จนเมื่อได้มาพบหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ และทดลองฝึกสติปัฏฐานตามแนวของท่าน ชั่วเวลาเพียงเดือนเดียว ก็เห็นผลของการปฏิบัติ เข้าใจแก่นแท้ของศาสนา จึงละทิ้งไสยศาสตร์ และตัดสินใจอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่ออายุ ๓๑ ปี ในพ.ศ. ๒๕๑๐

หลังจากที่ท่านติดตามหลวงพ่อเทียนได้ ๓ ปี ท่านก็ได้มีโอกาสจาริกไปยังภูโค้ง ซึ่งเป็นเทือกเขาไม่ไกลจากหมู่บ้านของท่าน และได้ธุดงค์แวะเวียนสำนักสงฆ์ที่ญาติผู้พี่ของท่านคือ หลวงพ่อบุญธรรม อุตฺตมธมฺโม ได้บุกเบิกเอาไว้ จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๕๑๙ จึงได้เริ่มจำพรรษาที่นั่น ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นวัดป่าสุคะโต

ในพ.ศ. ๒๕๒๐ ท่านได้รับนิมนต์ไปจำพรรษา ณ วัดภูเขาทอง บ้านท่ามะไฟหวาน ที่นั้นเองท่านได้เห็นความทุกข์ยากของชาวบ้าน ที่ต้องไปทำไร่ตามชายป่าพร้อมกับพาลูกน้อยไปด้วย เป็นเหตุให้มีเด็กป่วยไข้เป็นจำนวนมาก ที่เป็นมาลาเรียก็มีไม่น้อย ด้วยจิตเมตตา ท่านจึงรับเด็กเล็กมาดูแลในวัดระหว่างที่พ่อแม่ออกไปทำไร่ ด้วยเหตุนี้ศูนย์เด็กเล็กแห่งแรกในจังหวัดชัยภูมิ จึงเกิดขึ้นในวัดเล็ก ๆ บนหลังเขาอันแสนกันดารแห่งนี้

นอกจากงานสงเคราะห์เด็กแล้ว ท่านยังเป็นผู้นำในการพัฒนาหมู่บ้าน จากเดิมซึ่งมีสภาพไม่ต่างจากบ้านป่าเมืองเถื่อนเต็มไปด้วยนักพนันและผู้ร้ายหนีคดี ท่ามะไฟหวานก็กลายเป็นหมู่บ้านที่สงบสุข ผู้คนและถนนหนทางเป็นระเบียบเรียบร้อยโดยมีวัดเป็นทั้งแกนกลางทางด้านจิตใจ และศูนย์กลางทางด้านสงเคราะห์ชุมชน

ท่านได้ย้ายกลับมายังวัดป่าสุคะโตในพ.ศ. ๒๕๒๕ และหันมาจับงานด้านอบรมกรรมฐานพร้อม ๆ กับการอนุรักษ์ป่าร่วม ๕๐๐ ไร่ ซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดาป่าไม่กี่ผืนที่หลงเหลือบนภูโค้ง ขณะเดียวกันก็สนับสนุนการอนุรักษ์ป่าจำนวน ๓,๕๐๐ ไร่ที่ภูหลง อันเป็นที่ตั้งของวัดป่ามหาวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายที่ท่านดูแลอยู่

ในช่วงเวลาดังกล่าว ท่านเห็นถึงความเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วของภูโค้ง ไม่เพียงป่าหดหายเท่านั้น แม้แต่ลำน้ำก็เป็นพิษมากขึ้น เพราะการใช้สารเคมีอย่างหนักในหลายหมู่บ้าน ท่านจึงริเริ่มโครงการธรรมยาตราเพื่อชีวิตและลุ่มน้ำลำปะทาวขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๓ โดยชักชวนพระสงฆ์ แม่ชี ชาวบ้าน และนักเรียนในพื้นที่มาร่วมกันเดินเท้าและพักแรมตามหมู่บ้านต่าง ๆ เป็นเวลา ๘ วัน เพื่อกระตุ้นให้ชาวบ้านตระหนักถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น และร่วมกันหาแนวทางการพิทักษ์ป่าและปกป้องลำน้ำ ปัจจุบันโครงการนี้ได้ดำเนินติดต่อจนกระทั่งปัจจุบันเป็นปีที่ ๑๕ แล้ว โดยมีผู้สนใจจากจังหวัดและประเทศต่าง ๆ มาร่วมเดินด้วย

เมื่อพ.ศ. ๒๕๓๗ หลวงพ่อได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูบรรพตสุวรรณกิจ ๒ ปีต่อมา ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลหนองขาม อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ แม้ท่านจะมีงานบริหารคณะสงฆ์เพิ่มขึ้น แต่งานสอนกรรมฐานก็ยังเป็นงานหลักของท่าน ช่วงหลังนี้เองที่ท่านวางมือด้านงานพัฒนาชุมชนเกือบจะสิ้นเชิง และอุทิศตัวให้กับการสอนธรรมควบคู่กับการฟื้นฟูป่า ประกอบกับนับแต่พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นต้นมา ได้มีการอบรมกรรมฐานอย่างจริงจังมากขึ้น ถึงกับมีการตั้งเป็น “สถาบันสติปัฏฐาน” โดยมีลูกศิษย์หลายท่านมาช่วยงานหลวงพ่อด้านการอบรมฆราวาส ทำให้มีผู้มาปฏิบัติธรรมที่วัดป่าสุคะโตมากขึ้น ไม่เว้นแต่ละเดือน จนต้องมีการขยับขยายเสนาสนะยิ่งกว่าเดิม

หลวงพ่ออาพาธด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ครั้งแรกเมื่อพ.ศ. ๒๕๔๙ แต่ได้รับเยียวยารักษาจนก้อนมะเร็งยุบหายไป ก่อนที่จะปรากฏอีกครั้ง เมื่อต้นปี ๒๕๕๗ หลังจากที่ได้รับการเยียวยาที่โรงพยาบาลเกือบ ๒ เดือน ท่านขอกลับมาใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายที่วัดของท่านโดยมรณภาพ ณ วัดป่าสุคะโต ประมาณตี ๕ ของวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๗

สิริอายุรวม ๗๘ ปี ๔๖ พรรษา

ที่มา : ภาคผนวก หนังสือ รำลึกถึงหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ โดย พระไพศาล วิสาโล