สถิต ณ วัดเทพศิรินทราวาส
- นามเดิม
- ตรึก จินตยานนท์
- ฉายา
- ธมฺมวิตกฺโกภิกขุ
- เกิด
- วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๔๐ ตรงกับวันเสาร์ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีระกา
- อุปสมบท
- วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๔๖๘ ที่วัดเทพศิรินทราวาส
ประวัติโดยสังเขป
พระภิกษุธัมมวิตกโกภิกขุ เดิมชื่อ ตรึก จินตยานนท์ เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๐
ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๓ ปีระกา เวลาประมาณ ๗.๔๐ น. (ตรงกับวันมาฆะบูชา)
เป็นบุตรคนโตของคุณพระนรราชภักดี (ตรอง จินตยานนท์) มารดาชื่อ ภุก จินตยานนท์
ส่วนสถานที่กำเนิดของท่านคือ บ้านเลขที่ ๙๒ ถนนพะเนียง หลังวัดโสมนัสวิหาร อ.ป้อมปรบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ
เมื่อเจริญขึ้นท่านก็ได้เข้าศึกษาวิชาเบื้องต้นที่โรงเรียนวัดโสมนัส จนจบชั้นประถม
(ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดในสมัยนั้น) และได้เข้าศึกษาชั้นมัธยมที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร
สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมด้วยการสอบได้ที่ ๑ ของสนามสอบ (การสอบในสนามสอบ ในสมัยนั้นเป็นการสอบรวมกันหลายๆ โรงเรียนโดยใช้ข้อสอบเดียวกัน ฉะนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าท่านสอบได้ที่ ๑ ของประเทศในสมัยนั้น) และได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนข้าราชการพลเรือน (ปัจจุบันคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) โดยเลือกเรียนวิชารัฐศาสตร์ ซึ่งไม่ค่อยตรงกับที่ท่านตั้งใจไว้เพราะแต่เดิมท่านสนใจในวิชาแพทย์ แต่ด้วยบิดาท่านเป็นนักปกครอง อยากจะให้ท่านเป็นนักปกครองตามท่านจึงเลือกเรียนตามความประสงค์ของบิดาและใน ขณะที่ท่านศึกษาอยู่เมื่อมีเวลาว่าง ท่านก็จะเข้าเรียนพิเศษภาษาอังกฤษกับครูเฉลิม สำหรับการเรียนวิชารัฐศาตร์ของท่านนั้นท่านจบด้วยการสอบไล่ได้ที่ ๑ ของชั้นเรียน ภายหลังจากการที่ท่านศึกษาอยู่ในปีสุดท้าย นักศึกษาในปีนั้นต้องเข้ารับการซ้อมรบเสือป่าในฐานะนักเรียนเสือป่ารักษา พระองค์ และในการซ้อมรบครั้งนี้เองทำให้ชีวิตของท่านเปลี่ยนแปลงไปเดิมนั้นต้องการ เป็นข้าราชการปกครองกลับต้องมาเป็นข้าราชการในสำนักฯ เพียงเพราะล้นเกล้า รัชกาลที่ ๖ เห็นท่านรูปร่างเล็กจึงทรงรับสั่งถามว่า “ตัวเล็ก ๆ อย่างนี้ถ้าเกิดข้าศึกดักทำร้ายแล้วจะสู้เขาไหวหรือ”
ท่านจึงกราบบังคมทูลว่า “ต้องขอลองสู้ดูก่อน ส่วนจะไหวหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งขอรับ”
ถ้อยคำกราบบังคมทูลในครั้งนั้นเป็นที่พอพระราชหฤทัยของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ มาก
หลังจากซ้อมรบเสือป่าเสร็จสิ้นแล้วก็ทรงโปรดให้ท่านเป็นฝ่ายในและโปรดเกล้า ให้ท่านเข้าไปรับใช้ประจำห้องบรรทมในที่สุดและด้วยความจงรักภักดีที่ท่านมี ต่อล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖
ท่านจึงปฏิบัติรับใช้ด้วยความขยันและซื่อสัตย์จนเป็นที่โปรดปรานของล้นเกล้าฯ
จนได้รับโปรดเกล้าพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาพานทองที่พระยานรรัตน์ราชมานิต เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๒
(ขณะนั้นท่านอายุเพียง ๒๕ ปีเท่านั้น) และได้พระราชทานสายสะพาย ประถมาภรณ์มงกุฎไทย
กล่าวกันว่าในงานพระราชทานสายสะพายในครั้งนั้นมีท่านเพียงคนเดียวที่ยังหนุ่มอยู่ เพราะผู้ที่
ได้รับพระราชทานสายสะพายโดยมากจะเป็นข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่ทั้งสิ้นการที่ล้นเกล้าฯ
ทรงประทานความเมตตาอย่างพิเศษนั้น ทำให้ท่านต้องผจญความริษยาของบรรดาข้าราชบริพารอื่น ๆ ทั้งที่เป็นผู้ใหญ่และผู้น้อยอย่างรุนแรง แต่ก็ใช้ความมีอุเบกขาเข้าต่อสู้ประกอบกับที่ท่านมีนิสัยสมถะมักน้อย ไม่ยินดียินร้ายกับใครทั้งสิ้น อยู่อย่างสันโดษยามว่าท่านจะศึกษาวิชาโยคะศาตร์และการเพ่งกสิณด้วยที่ว่า วิชานี้เพิ่มความสงบให้แก่ท่านอย่างมากทีเดียวตลอดระยะเวลาที่ท่านอยู่ในวัง ไม่เคยปรากฏว่าท่านจะอาละวาดเอาความกับใคร จะมีเพียงครั้งเดียวที่ท่านอาละวาดขึ้นมาอย่างดุเดือด ทั้งบริภาษด้วยถ้อยคำรุนแรงทั้งลงมือลงเท้าเตะต่อยข้าราชบริพารกลุ่มหนึ่ง แตกกระเจิดกระเจิง นั่นคือตอนที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ ทรงประชวรหนักใกล้จะเสด็จสู่สวรรคาลัย
พวกข้าตาชบริพารเหล่านั้นนอกจากจะไม่ถวายความจงรักภักดีแล้วยังหยอกล้อเล่น กันดังเข้ามาถึงห้องประชวร แถมบางคนยังมาสูบบุหรี่โขมงในห้องเสียอีก ท่านทนต่อความไร้มารยาทนนั้นไม่ไหวก็เลยลงมือลงเท้าเอาซึ่งทำให้เข้าใจกัน ว่าท่านเกิดวิกลจริตขึ้นมา (เพราะธรรมดาท่านจะอยู่อย่างสงบไม่เคยมีปากเสียงกับใคร)คุณท้าวอินทร์สุริยา บริพารผู้ใหญ่ฝ่ายในต้องมาขอให้ท่านแม่ของท่านไปปลอบโยนท่านให้ใจคอเยือก เย็นลงภายหลังล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ สวรรคตแล้ว ท่านจึงตัดสินใจบวชอย่างเงียบ ๆ เป็นการถวายพระราชกุศลต่อรัชกาลที่ ๖ ในวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ โดยครั้งแรกนั้นท่านลาบวชเพียงพรรษาเดียว จากนั้นท่านก็พลัดเป็นสองพรรษา สามพรรษา แม้กระทั่งรัชกาลที่ ๗ ท่านทรงเห็นว่า พระยานรรัตน์ราชมานิต เป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ มั่นคงทั้งสูงด้วยความกตัญญูกตเวทีทั้งเป็นผู้ที่มีความรู้สูง สมควรที่จะแต่งตั้งให้รับราชการต่อไป
ดังในสัญญาบัตรแต่งตั้งตอนหนึ่งมีใจความว่า ขอประกาศแก่ท่านทั้งหลายทั้งปวงฤาผู้หนึ่งผู้ใด
ซึ่งจะได้พบอ่านคำประกาศนี้ให้ทราบว่า เราได้ตั้งใจให้จางวางตรีเจ้าพระยานรรัตน์ราชมานิต (ตรึก
จินตยานนท์) ปม.ท.จมว.ม.ล.มว.ป.ร.ต. ซึ่งเป็นที่รักใคร่ไว้วางใจของเราเป็นองคมนตรีรับปรึกษาราชการในตัวเรา เพิ่มศักดินาขึ้นอีก ๑,๐๐๐ เพื่อจะได้ช่วยเราคิดทำนุบำรุงแผ่นดินให้เป็นคุณประโยชน์ มีความเจริญสมบูรณ์ ฯลฯ”แต่ท่านก็ไม่ยอม ลาสิกขาออกไปรับตำแหน่งคงยังพลัดยืดกาลาสิกขาออกไปอย่างไม่มีกำหนดจนกระทั่ง ถึงแก่กาลมรณภาพ ในวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๑๔ สิริรวมอายุ ๗๔ ปี ๔๖ พรรษา
อ่านประวัติเพิ่มเติมได้ที่ http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/lp-nor/lp-nor-hist-08-01.htm
ที่มา รวบรวมจากหนังสือ ภาพพระเครื่อง และประวัติท่านธมฺมวิตกฺโก ภิกขุ ซึ่งเขียนโดย คุณการุณย์ เหมวนิช
ประวัติโดยสังเขป