๒๑๐๕๒๕๕๕

พระสงฆ์
ม.ค. ๒๕๕๓

สังฆเภท แปลว่า การทำสงฆ์ให้แตกกัน การทำลายสงฆ์ ความแตกกันแห่งสงฆ์

สังฆเภท หมายถึงการยุยง การขวนขวายให้สงฆ์แตกความสามัคคีกัน ไม่ปรองดองกันจนถึงกับแยกกันทำอุโบสถสังฆกรรม แม้จะมีการห้ามปรามตักเตือนจนสงฆ์ประชุมกันให้เลิกละการกระทำอย่างนั้นเสียก็ยังไม่ปฏิบัติตาม ยังฝืนทำเช่นนั้นอีก เช่นนี้จัดเป็นสังฆเภท

สังฆเภท
จัดเป็นอนันตริยกรรมคือกรรมที่มีโทษหนักที่สุดเท่ากับโทษฆ่าบิดามารดา มีผลถึงห้ามสวรรค์ห้ามนิพพานทีเดียว ผู้ที่ทำลายสงฆ์ท่านมุ่งเอาเฉพาะภิกษุเท่านั้น คำว่า ทำลายสงฆ์ หมายเอาการทำให้สงฆ์แตกแยกกันเป็น ๒ ฝ่าย หรือมากกว่านั้น โดยที่สงฆ์เหล่านั้นไม่ยอมทำอุโบสถกรรม ปวารณากรรม หรือสังฆกรรรมอย่างอื่น ๆ ร่วมกัน เพราะเกิดความแตกแยก ความรังเกียจ หรือความอาฆาตพยาบาทจองเวรกัน

อุกเขปนียกรรม

คือ กรรมอันสงฆ์พึงทำแก่ภิกษุอันจะพึงยกเสีย หมายถึง วิธีการลงโทษที่สงฆ์กระทำแก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติ แล้ว ไม่ยอมรับว่าเป็นอาบัติหรือไม่ยอมทำคืนอาบัติ หรือมีความเห็นชั่วร้าย(ทิฏฐิบาป) ไม่ยอมสละซึ่งเป็นทางเสียสีลสามัญญตา
หรือทิฏฐิสามัญญตา โดยยกเธอเสียจากการสมโภคกับสงฆ์ คือ ไม่ให้ฉันร่วม ไม่ให้อยู่ร่วม ไม่ให้มีสิทธิ เสมอกับภิกษุทั้งหลาย หรืออีกนัยหนึ่งว่า ถูกตัดสิทธิแห่งภิกษุชั่วคราว

บุคคลผู้ทำสังฆเภท

บุคคลผู้อาจทำสังฆเภทได้นั้น จะต้องเป็นภิกษุเท่านั้น และต้องมีคุณสมบัติ  ๓  ประการ คือ

๑.  เป็นปกตัตตะภิกษุ หมายถืง ผู้เป็นพระภิกษุโดยปกติ ที่ประกอบด้วยสีลสามัญตา 
คือ มีศีลเสมอเป็นอันเดียวกันกับภิกษุทั้งหลายโดยปกติ คือ ไม่เป็นผู้ต้องอาบัติปาราชิก
หรือถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม
๒.  เป็นสมานสังวาส คือ เป็นภิกษุผู้มีการอยู่กินร่วมเสมอกัน มีความพร้อมเพรียงกัน
ทำสังฆกรรมร่วมกัน ทำอุโบสถกรรมร่วมกัน เป็นต้น กับภิกษุทั้งหลายในอาวาสนั้น ฯ
๓.  อยู่ในสีมาร่วมกัน หมายถึง อยู่ในเขตกำหนดสงฆ์ที่สงฆ์ได้ตกลงไว้สำหรับภิกษุทั้งหลาย
ภายในเขตกำหนดหนึ่ง ๆ ที่จะต้องทำสังฆกรรมหรือทำอุโบสถร่วมกัน ในวัดเดียวกันที่เป็นพัทธสีมา
หรืออพัทธสีมาก็ตาม

บุคคลผู้ไม่อาจทำสังฆเภท

บุคคลผู้ไม่อาจทำสังฆเภท คือ ทำลายสงฆ์ให้แตกแยกกันได้ แต่บุคคลเหล่านี้เป็นแต่เพียงสนับสนุน ส่งเสริม ยุยงให้สงฆ์แตกแยกกันให้ทำสังฆเภท มี ๖ ประเภท คือ

๑.  ภิกษุณี
๒. นางสิกขมานา
๓. สามเณร
๔. สามเณรี
๕. อุบาสก
๖. อุบาสิกา

สาเหตุที่ทำให้สงฆ์แตกแยกกัน มี  ๒  ประการ คือ

๑.  มีความเห็นปรารภพระธรรมวินัยต่างกัน จนเกิดเป็นวิวาทาธิกรณ์ขึ้น คือ เสียทิฏฐิสามัญญตา
๒.  มีความประพฤติปฏิบัติไม่สม่ำเสมอกัน มีศีลไม่เสมอกัน ยิ่งหย่อนกว่ากันจนเป็นเหตุให้เกิด
ความรังเกียจขึ้น คือ เสียสีลสามัญญตา

อาการที่สงฆ์จะแตกแยกกัน ในคัมภีร์บริวารท่านกล่าวไว้ว่าด้วยเหตุ  ๕  ประการ คือ

๑.  ด้วยกรรม              ได้แก่ทำสังฆกรรม
๒.  ด้วยอุทเทส           ได้แก่ การสวดพระปาฏิโมกข์
๓.  กล่าวด้วยโวหาร      ได้แก่ตั้งญัตติ
๔.  ด้วยอนุสาวนา         ได้แก่ประกาศด้วยกรรมวาจา
๕.  ด้วยการให้จับสลาก  ได้แก่ให้ลงคะแนนชี้ขาด

ความแตกต่างแห่ง สังฆเภท สังฆราชี และสังฆสามัคคี

สังฆเภท คือ ความแตกแยกแห่งสงฆ์ ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงบัญญัติให้สงฆ์ทำอุโบสถกรรม ปวารณากรรม และสังฆกรรมน้อยใหญ่อย่างอื่นภายในสีมาเดียวกัน พร้อมเพรียงกันด้วยสังฆสามัคคี แต่เมื่อไรก็ตามที่ภิกษุทั้งหลายแตกกันเป็นก๊ก เป็นเหล่า เป็นพวก แยกกันทำอุโบสถกรรม แยกกันทำปวารณากรรม หรือแยกกันทำสังฆกรรม หรือกรรมน้อยใหญ่ภายในสีมาเดียวกัน ซึ่งการทำสังฆเภทนี้จะต้องประกอบไปด้วยภิกษุที่ครบองค์สงฆ์ คือ ประกอบด้วยภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปทั้งสองฝ่าย การกระทำเหล่านี้จัดเป็น สังฆเภท

สังฆราชี คือ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ เมื่อภิกษุสองฝ่าย ต่างมีจำนวนครบองค์สงฆ์ คือ ๔ รูปขึ้นไป มีความเห็นไม่ลงรอยกัน ประพฤติปฏิบัติไม่เสมอกัน แต่ยังไม่ถึงกับแยกกันทำอุโบสถกรรม ปวารณากรรม และสังฆกรรมน้อยใหญ่อื่น ๆ คือถึงแม้จะแตกแยกร้าวรานทะเลาะเบาะแว้งกันแต่ยังคงทำสังฆกรรมร่วมกันภายในสีมาเดียวกันเป็นปกติ จัดเป็นเพียง สังฆราชี

สังฆสามัคคี
คือ ความพร้อมเพรียงกันแห่งสงฆ์ ความปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน มีอุทเทส คือ ฟังปาติโมกข์ร่วมกัน มีวัตรปฏิบัติเสมอกัน มีการทำสังฆกรรมร่วมกันอย่างสามัคคี ย่อมอยู่ผาสุกและความพร้อมเพรียงกันแห่งสงฆ์ย่อมเป็นมูลเหตุแห่งความตั้งมั่น และความเจริญยั่งยืนแห่งพระศาสนา ซึ่งในบาลีโกสัมพีขันธกะ ได้แสดงสังฆสามัคคีไว้ ๒ ประการ คือ

๑.  สงฆ์ไม่วินิจฉัยเรื่อง ไม่สาวเข้าไปหามูลเหตุ การทำสังฆสามัคคีอย่างนี้ทำให้เสียอรรถคือเนื้อความ
ได้แต่พยัญชนะไม่เป็นธรรม
๒.  สงฆ์วินิจฉัยเรื่อง สาวเข้าไปหามูลเหตุ แล้วทำสังฆสามัคคี อย่างนี้ได้ทั้งอรรถได้ทั้งพยัญชนะ จัดว่าเป็นธรรม

สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันนั้น อาจจะแตกแยกกันได้ง่าย เมื่อแตกแยกกันแล้วจะสามัคคีกันได้ยากมาก เพราะเหตุนั้นพระบรมศาสดาจึงตรัสเตือนให้คำนึงถึงการแตกแยกกันให้มาก ๆ ไม่ควรเอาแต่ใจตนเอง ควรมุ่งความสามัคคีเป็นใหญ่ ไม่ดื้อรั้นด้วยอำนาจทิฏฐิมานะ การจะประพฤติปฏิบัตินั้น ให้มุ่งเอาความเจริญรุ่งเรืองความมั่นคงแห่งพระศาสนาและพระธรรมวินัยเป็นหลัก

 

 

ม.ค. ๒๕๕๓

สีมา แปลว่า เขต หรือ แดน

สีมานั้น มีอยู่ ๒ ประเภท คือ

๑.   พัทธสีมา คือ เขตที่สงฆ์กำหนดเอาเอง แปลว่า แดนที่ผูก
๒.   อพัทธสีมา คือ เขตที่เขากำหนดไว้ตามปกติของบ้านเมือง แปลว่า แดนไม่ได้ผูก

นิมิต หรือ วัตถุที่ใช้เป็นเครื่องหมายเขตแห่งสีมา มี ๘ ชนิด คือ
๑.   ภูเขา  หรือ ปพฺพโต
๒.   ศิลา  หรือ ปาสาโณ
๓.   ป่าไม้  หรือ วนํ
๔.   ต้นไม้  หรือ รุกฺโข
๕.   จอมปลวก หรือ วมฺมิโก
๖.   หนทาง  หรือ มคฺโค
๗.   แม่น้ำ  หรือ นที
๘.   น้ำ  หรือ อุทกํ

พัทธสีมา ๓ ชนิด(แต่ตามคัมภีร์มหาวรรคมี ๔ ชนิด) คือ
๑.   ขัณฑสีมา  คือ สีมาผูกเฉพาะโรงอุโบสถ
๒.   มหาสีมา  คือ  สีมาผูกรอบวัด
๓.   สีมาสองชั้น  คือ  สีมาที่มีขัณฑสีมาอยู่ภายในมหาสีมา
๔.  นทีปารสีมา  คือ สีมาที่สมมติคร่อมฝั่งน้ำ

อพัทธสีมา  ๓ ชนิด (หากนับสีมาสังกระเข้าด้วยมี  ๔ ชนิด) คือ
๑.   คามสีมา  แดนบ้านที่ฝ่ายอาณาจักรจัดไว้
๒.   สัตตัพภันตรสีมา  เขตที่สงฆ์กำหนดขึ้นในป่าชั่ว ๗ อัพภันดร
๓.   อุทกุกเขปสีมา เขตแห่งสามัคคีชั่ววักน้ำสาด
๔.   สีมาสังกระ  สีมาที่คาบเกี่ยวปะปนกัน

สีมาสังกระ คือ การสมมติสีมาคาบเกี่ยวกัน เช่น การสมมติสีมาใหม่คาบเกี่ยวกับสีมาเดิม
แต่สงฆ์ไม่รู้ว่าเป็นสีมาเดิม ทั้งไม่ได้ทำการสวดถอนก่อน สีมาใหม่ที่สมมติขึ้นนั้นย่อมวิบัติใช้ไม่ได้

 

 

ม.ค. ๒๕๕๓

สังฆกรรม คือ งานของสงฆ์ กรรมที่คณะสงฆ์พึงทำ กิจที่คณะสงฆ์จะพึงกระทำร่วมกัน จะกระทำเพียงรูปเดียว

หรือสองรูป สามรูป ไม่ได้เพราะถือว่าเป็นกิจของคณะสงฆ์ทั้งหมด  ซึ่งจะใช้สงฆ์จำนวนกี่รูปนั้นก็สดแท้แต่
กรรมที่สงฆ์พึงกระทำ เช่น การบวชพระ ต้องใช้สงฆ์ ๕ รูป ๑๐ รูป หรือมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับพระวินัยบัญญัติไว้
ซึ่งสังฆกรรมทั้งหมด มี ๔ ประเภท คือ

๑.  อปโลกน์นกรรม กรรมที่ทำเพียงด้วยบอกกันในที่ประชุมสงฆ์ ไม่ต้องตั้งญัตติ (คำเผดียงสงฆ์,
ประกาศให้สงฆ์ทราบเพื่อทำกิจร่วมกัน, วาจานัดและไม่ต้องสวดอนุสาวนา(คำสวดประกาศความปรึกษา
และตกลงของสงฆ์, คำขอมติ) เช่น แจ้งการลงพรหมทัณฑ์แก่ภิกษุ
๒.  ญัตติกรรม กรรมที่ทำเพียงตั้งญัตติไม่ต้องสวดอนุสาวนา เช่น การสวดปาติโมกข์ และไม่ต้องสวดอนุสาวนา
เช่น การสวดปาติโมกข์ และการปวารณาออกพรรษา
๓.  ญัตติทุติยกรรม กรรมที่ทำด้วยตั้งญัตติแล้วสวดอนุสาวนาหนหนึ่ง เช่น การสวดให้ผ้ากฐิน
(ถวายผ้ากฐิน) การสวดในการสมมติสีมา (การสวดในเวลาที่มีการตัดลูกนิมิต เมื่อสร้างโบสถ์เสร็จใหม่ ๆ)
๔.  ญัตติจตุตถกรรม กรรมที่ทำด้วยตั้งญัตติแล้วสวดอนสาวนา ๓ หน เช่น การสวดนาคในการบวช
(อุปสมบท) เป็นพระ การประพฤติวุฏฐานวิธี(ปริวาสกรรม) การให้มานัต

อปโลกนกรรม แบ่งออกเป็น ๕ คือ
๑.  นิสสารณา คือ การขับไล่สามเณรผู้กล่าวตู่พุทธพจน์
๒.  โอสารณา คือ การรับเอาสามเณรผู้เช่นนั้น ผู้ประพฤติดีแล้วเข้าหมู่
๓.  ภัณฑูกรรม คือ การขออนุญาตปลงผมแก่ผู้เตรียมตัวจะบวช
๔.  กัมมลักขณะ ประกาศนัดแจกอาหารในโรงฉัน

ญัตติกรรม แบ่งออกเป็น ๙ คือ
๑.  โอสารณา เรียกอุปสัมปทาเปขะผู้ถูกถามอันตรายิกธรรมแล้วเข้าหมู่
๒.  นิสสารณา ประกาศถอนพระธรรมกถึกออกเสียจากการระงับอธิกรณ์
๓.  อุโบสถ แสดงพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน
๔.  ปวารณา เปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ เช่นการปวารณาออกพรรษา
๕.  สมมติต่างเรื่อง สมมติตนหรือผู้อื่นเป็นผู้ถามอันตรายิกธรรม
๖.  การให้ ให้คืนจีวรและบาตรเป็นต้นที่เป็นนิสสัคคีย์
๗.  ปฏิคคหะ รับอาบัติอันภิกษุแสดงในสงฆ์
๘.  ปัจจุกัฑฒนะ ประกาศเลื่อนปวารณาออกไป
๙.  กัมมลักขณะ ประกาศเริ่มต้นระงับอธิกรณ์ด้วยติณวัตถารกวินัย

ญัตติทุติยกรรม แบ่งออกเป็น ๗ คือ
๑.  นิสสารณา คือ คว่ำบาตร ประมาณคฤหัสถ์ผู้ให้ร้ายศาสนา
๒.  โอสารณา คือหงายบาตร ถอนประมาณ ผู้เช่นนั้นอันประพฤติดีแล้ว
๓.  สมมติต่างเรื่อง เช่น สมมติสีมา เป็นต้น
๔.  ให้ต่างอย่าง เช่น ให้ผ้ากฐิน เป็นต้น
๕.  ประกาศถอน หรือเลิกอานิสงส์กฐิน เป็นต้น
๖.  แสดงที่สร้างกุฏิให้แก่ภิกษุ
๗.  กัมมลักขณะ ได้แก่การสวดลำดับไปในการระงับอธิกรณ์ ด้วยติณวัตรถารกวินัย

ญัตติจตุตถกรรม แบ่งออกเป็น ๗ คือ
๑.  นิสสารณา ได้แก่สงฆ์ทำกรรม ๗ อย่าง มีตัชชะนียกรรม เป็นต้น แก่ภิกษุ
๒. โอสารณา ได้แก่สงฆ์ยกโทษแก่ภิกษุผู้กลับประพฤติดีแล้ว
๓.  สมมติ สมมติภิกษุให้สอนนางภิกษุณี
๔.  การให้ คือให้ปริวาสและมานัต
๕.  นิคหะ คือ ปรับภิกษุผู้อยู่ปริวาสและมานัต ซึ่งต้องอาบัติสังฆาทิเสสซ้ำอีก
๖.  สมนุภาสนา คือ สวดห้ามภิกษุไม่ให้ดื้อรั้น ในการกระทำอันมิชอบ
๗.  กัมมลักขณะ ได้แก่ การอุปสมบท และอัพภาน แก่อัพภานารหภิกษุ

กรรมวิบัติ มี ๔ ประการ คือ
๑.  วิบัติโดยวัตถุ  เช่น อุปสมบท หรือบวชคนที่อายุยังไม่ครบเป็นต้น
๒.  วิบัติโดยสีมา เช่น สีมาคาบเกี่ยว
๓.  วิบัติโดยปริสะ เช่น ประชุมสงฆ์ไม่ครบองค์
๔.  วิบัติโดยกรรมวาจา เช่น สวดบกพร่องมีการไม่ตั้งญัตติ หรืออนุสาวนาอย่างใดอย่างหนึ่ง

อักขรวิธี ประเภทแห่งพยัญชนะมี ๑๐

ภิกษุผู้สวดกรรมวาจา จะต้องสนใจในอักขรวิธีหรือประเภทแห่งพยัญชนะ ๑๐ ประการ
๑.  สิถิล ได้แก่ พยัญชนะที่ออกเสียเพลา คือ พยัญชนะตัวที่ ๑ และตัวที่ ๓ ในวรรคทั้ง ๕
๒.  ธนิต พยัญชนะที่ออกเสียงแข็งได้แก่ พยัญชนะตัวที่ ๒ และตัวที่ ๔ ในวรรคทั้ง ๕
๓.  ทีฆะ ได้แก่สระที่ออกเสียงยาว เช่น อา อี เอ โอ
๔.  รัสสะ ได้แก่ สระที่ออกเสียงสั้น เช่น อ อิ อุ
๕.  ครุ ได้แก่สระที่มีพยัญชนะสังโยค คือ มีพยัญชนะสะกด เช่น พุทฺธรกฺขิตตสฺส นกขมติ
๖.  ลหุ ได้แก่ สระที่ไม่มีพยัญชนะสังโยค คือ ไม่มีพยัญชนะสะกด เช่น พุทฺธรกฺขิตตสฺส น ขมติ
๗.  นิคหิต ได้แก่ อักขระที่ว่ากดเสียง เช่น สฺงฆํอุปสมฺปทํ
๘.  วิมุต ได้แก่อักขระที่ว่าปล่อยเสียง เช่น สุณาตุเอสา ญตติ
๙.  สัมพันธ์ ได้แก่บทที่เข้าสนธิเชื่อมกับบทอื่น เชน ตุณฺหสฺส
๑๐.ววัตถิตะ ได้แก่บทที่แยกออกจากกัน เช่น ตุณฺหี อสฺส

กรรมเสียเพราะว่าผิดพลาด ๔ สถาน คือ
๑.  ว่าสิถิลเป็นธนิต เช่นว่า สุณาตุ เม เป็น สุณากุ เม
๒.  ว่าธนิตเป็นสิถิล เช่น ว่า ภนฺเต สงฺโฆ เป็น พนฺเต สงฺโค
๓.  ว่าวิมุตเป็นนิคหิต เช่นว่า สุณาตุ เม เป็น สุณนฺตุ เม
๔.  ว่านิคหิตเป็นวิมุต เช่นว่า ปตฺตกลฺลํ เป็น ปตฺตกลฺลา ว่าผิดพลาดอีก ๖ สถาน 
กรรมวาจาไม่เสีย แต่ควรในใจ ว่าให้ถูกต้อง

ม.ค. ๒๕๕๓

ธุดงควัตร คือ ธุดงค์คองค์คุณเครื่องกำจัดกิเลส เป็นข้อปฏิบัติประเภทวัตร ผู้ที่สมัครใจจะสมาทานธุดงควัตร

หรือประพฤติวัตรปฏิบัติธรรม จะต้องเป็นผู้มักน้อย สันโดษ อยู่อย่างสมถะ

สมาทานธุดงควัตร

สมาทานธุดงควัตร คือ การสมาทานวัตร ข้อปฏิบัติอันเป็นเครื่องขัดเกลา หรือ กำจัดกิเลส มีทั้งหมด ๑๓ ข้อ
ผู้ที่จะเจริญสมาธิควรสมาทานธุดงควัตรข้อใดข้อหนึ่งไปด้วย จะช่วยให้เจริญสมาธิสัมฤทธิ์ผล ธุดงควัตรนี้ส่วนใหญ่
จะเป็นกิจของสงฆ์ แต่ผู้เป็นฆราวาสจะนำมาปฏิบัติในบางข้อ เช่น บริโภคอาหารมื้อเดียว หรืออาศัยป่า
อาศัยโคนต้นไม้ อยู่เป็นวัตรก็ได้

ธุดงควัตรมี  ๑๓  ข้อ

๑.    ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ว่า คะหะปะติจีวะรัง ปะฏิกขิปามิ ปังสุกูลิกังคัง สะมาทิยามิ
แปลว่า เรางดคหบดีจีวรเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือซึ่งผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
๒.    ถือทรงเพียงไตรจีวรเป็นวัตร ว่า จะตุตถะจีวะรัง ปะฏิกขิปามิ เตจีวะริกังคัง สะมาทิยามิ
แปลว่า เรางดจีวรผืนที่สี่เสีย สมาทานองค์ของผู้ถือซึ่งไตรจีวรเป็นวัตร
๓.    ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ว่า อะติเรกะลาภัง ปะฏิกขิปามิ ปิณฑะปาติกังคัง สะมาทิยามิ
แปลว่า เรางดอติเรกลาภเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร
๔.    ถือเที่ยวบิณฑบาตไปตามแถวเป็นวัตร ว่า โลลุปปะจารัง ปะฏิกขิปามิ สะปะทานะจาริกังคัง สะมาทิยามิ
แปลว่า เรางดการเที่ยวโลเลเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือเที่ยวบิณบาตรไปตามแถวเป็นวัตร
๕.    ถือนั่งฉันอาสนะเดียวเป็นวัตร ว่า นานาสะนะโภชะนัง ปะฏิกขิปามิ เอกาสะนิกังคัง สะมาทิยามิ
แปลว่า เรางดฉันต่างอาสนะเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือนั่งฉันอาสนะเดียวเป็นวัตร
๖.    ถือฉันเฉพาะในบาตรเดียวเป็นวัตร ว่า ทุติยะภาชะนัง ปะฏิกขิปามิ ปัตตะปิณฑิกังคัง สะมาทิยามิ
แปลว่า เรางดภาชนะที่สองเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือการฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร
๗.    ถือห้ามภัตอันนำมาถวายเมื่อภายหลังเป็นวัตร ว่า อะติริตตะโภชะนัง ปฏิกขิปามิ ขะลุปัจฉาภัตติกังคัง
สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดโภชนะอันเหลือเฟือเสีย สมาทานองค์แห่งผู้ห้ามภัตอันนำมาถวาย
เมื่อภายหลังเป็นวัตร
๘.    ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ว่า คามันตะเสนาสะนัง ปิฏิกขิปามิ อารัญญิกังคัง สะมาทิยามิ
แปลว่า เรางดเสนาสนะชายบ้านเสีย สมาทานองค์แห่งผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร
๙.    ถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร ว่า  ฉันนัง  ปะฏิกขิปามิ  รุกขะมูลิกังคัง สะมาทิยามิ 
แปลว่า  เรางดที่มุงบังเสีย  สมาทานองค์ของผู้ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร
๑๐.  ถืออยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร ว่า ฉันนัญจะ  รุกขมูลลัญจะ ปะฏิกขิปามิ อัพโภกาลิกังคัง  สะมาทิยามิ
แปลว่า  เรางดที่มุงที่บังและโคนไม้เสีย สมาทานองค์ของผู้ถือการอยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร
๑๑.  ถืออยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร ว่า ฉันนัญจะ รุกขะมูลลัญจะ ปะฏิกขิปามิ ยะถาสันถะติกังคัง สะมาทิยามิ 
แปลว่า เรางดที่มิใช่ป่าช้าเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร
๑๒.  ถือการอยู่ในเสนาสนะอันท่านจัดให้อย่างไรเป็นวัตร ว่า เสนาสนะโลลุปปัง ปะฏิกขิปามิ
ยะถาสันถะติกังคัง สะมาทิยามิ  แปลว่า เรางดความโลเลในเสนาสนะเสีย สมาทานองค์ของ
ผู้อยู่ในเสนาสนะอันท่านจัดให้อย่างไร เป็นวัตร
๑๓.  ถือการนั่งเป็นวัตร ว่า เสยยัง ปะฏิกขิปามิ เนสัชชิกังคัง สะมาทิยามิ
แปลว่า เรางดการนอนเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือการนั่ง เป็นวัตร

 

ม.ค. ๒๕๕๓

อธิกรณ์ แปลว่า ภารกิจที่พึงทำให้สงบให้เรียบร้อยเหมาะสม

อธิกรณ์ ในคำวัดใช้หมายถึงสาเหตุ คดีเรื่องราว ปัญหา ความยุ่งยาก กิจกรรมที่เกิดขึ้นในหมู่สงฆ์
ที่สงฆ์ต้องจัดการสะสางหรือดำเนินการทำให้สงบหรือเป็นไปด้วยดี

อธิกรณ์ ในพระวินัยมี ๔ เรื่อง คือ  เป็นชื่อแห่งเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วจะต้องจัดต้องทำให้ลุล่วงไป
มี ๔ ประการ คือ

๑.  วิวาทาธิกรณ์ คือวิวาท ได้แก่การเถียงกันปรารภพระธรรมวินัยนี้ จะต้องได้รับชี้ขาดว่าถูกว่าผิด
หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นการถกเถียงกันด้วยเรื่องพระธรรมวินัย
๒.  อนุวาทาธิกรณ์ คือ ความโจทกล่าวหากันด้วยปรารภพระธรรมวินัยนี้จะต้องได้รับชี้ขาดว่าถูกว่าผิด
หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นการถกเถียงกันด้วยเรื่องอาบัติ
๓.  อาปัตตาธิกรณ์ คือ กิริยาที่ต้องอาบัติหรือถูกปรับอาบัตินี้จะต้องทำคืน คือทำให้พ้นโทษ
หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นการถกเถียงกันด้วยเรื่องการปรับอาบัติและวิธีการออกหรือพ้นจากอาบัติ
๔.  กิจจาธิกรณ์ คือกิจธุระที่สงฆ์จะพึงสามัคคีร่วมกันทำ เรียกว่า สังฆกรรม เช่นให้อุปสมบทนี้จะต้องทำให้สำเร็จ

อธิกรณสมถะ

“อธิกรณสมถะ”
เป็นชื่อแห่งสิกขาบทหรือสิกขาบทหรือแห่งธรรม แปลว่า “สำหรับระงับอธิกรณ์”
มี ๗ ประการ คือ

๑.  สัมมุขาวินัย แปลว่า ระเบียบอันจะพึงทำในที่พร้อมหน้า ๔ อย่าง คือ
ก.  พร้อมหน้าสงฆ์ คือภิกษุเข้าประชุมครบองค์กำหนดเป็นสงฆ์
ข.  พร้อมหน้าบุคคล คือ บุคคลที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้อยู่พร้อมหน้ากัน
ค.  พร้อมหน้าวัตถุ ได้แก่ยกเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นวินิจฉัย
ง.  พร้อมหน้าธรรมวินัย ได้แก่วินิจฉัยถูกธรรม ถูกวินัย
๒.  สติวินัย แปลว่า ระเบียบยกเอาสติขึ้นเป็นหลัก ได้แก่กิริยาที่สงฆ์สวดประกาศให้สมมติ (การรับรู้ร่วมกัน)
แก่พระอรหันต์ว่าเป็นผู้มีสติเต็มที่ เพื่อระงับอนุวาทาธิกรณ์ ที่มีผู้โจทท่านด้วยศีลวิบัติ
๓.  อมูฬหวินัย แปลว่า ระเบียบที่ให้แก่ภิกษุผู้หายเป็นบ้าแล้ว ได้แก่กิริยาที่สงฆ์สวดประกาศให้สมมติ
(การรับรู้ร่วมกัน) แก่พระอรหันต์ว่าเป็นผู้มีสติเต็มที่ เพื่อระงับอนุวาทาธิกรณ์ ที่มีผู้โจทท่านด้วยศีลวิบัต
๔.  ปฏิญญาตกรณะ แปลว่า ทำตามรับ ได้แก่ปรับอาบัติตามปฏิญญาของจำเลยผู้รับเป็นสัตย์
การแสดงอาบัติ ก็จัดว่าทำปฏิญญาในข้อนี้ด้วย
๕.  เยภุยยสิกา แปลว่า ตัดสินตามคำของคนมากเป็นประมาณ วิธีนี้สำหรับใช้ในเมื่อความเห็นของคนมาก
แตกต่างกัน ให้ตัดสินเอาตามคำของคนมากเป็นประมาณ
๖.  ตัสสปาปิยสิกา แปลว่า กิริยาที่ลงโทษแก่ผู้ผิด มี ๒ นัย
ก.  เพิ่มโทษแก่ภิกษุผู้ประพฤติผิดซ้ำอีก
ข.  ตัดสินโทษแม้ไม่รับเป็นสัตย์ แต่พิจารณาสมจริงดังกล่าวในอนิยตสิกขาบทนั้น
๗.  ติณวัถารกวินัย แปลว่า ระเบียบดังกลบไว้ด้วยหญ้า ได้แก่กิริยาที่ให้ประนีประนอมกันทั้ง ๒ ฝ่าย

การใช้สมถะระงับอธิกรณ์

๑.   สัมมุขาวินัย เป็นเครื่องระงับอธิกรณ์ได้ทุกอย่าง
๒.   สติวินัย,  อมูฬหวินัย, ตัสสปาปิยสิกา ทั้ง ๓ อย่างนี้ เป็นเครื่องระงับเฉพาะอนุวาทาธิกรณ์
๓.   ปฏิญญาตกรณะ, ติณวัตถารกวินัย ทั้ง ๒ อย่างนี้ ท่านกล่าวว่า เป็นเครื่องระงับเฉพาะปัตตาธิกรณ์
และใช้เป็นเครื่องระงับอนุวาทาธิกรณ์ด้วย ก็ได้
๔.  เยภุยยสิกา ใช้เป็นเครื่องระงับเฉพาะวิวาทาธิกรณ์

วิธีระงับวิวาทาธิกรณ์

เมื่อเกิดวิวาทาธิกรณ์นี้ขึ้นแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสให้ระงับด้วยสมถ ๒ อย่าง คือ

๑.  สัมมุขาวินัย วิธีระงับต่อหน้า คือ พระสงฆ์ได้เข้าร่วมประชุมสงฆ์ ผู้วิวาทยอมรับความเห็น
ยอมหยุดไม่วิวาทอีกต่อไป การระงับด้วยสัมมุขาวินัยนี้ มี ๔ ลักษณะด้วยกัน คือ
ก.  การระงับอธิกรณ์ในที่พร้อมหน้าสงฆ์ (สังฆสัมมุขตา)
ข.  การระงับอธิกรณ์ในที่พร้อมหน้าธรรม(ธรรมสัมมุขตา)
ค.  การระงับอธิกรณ์ในที่พร้อมหน้าวินัย (วินัยสัมมุขตา)
ง.  การระงับอธิกรณ์ในที่พร้อมหน้าบุคคล (บุคคลสัมมุขตา)
๒.  เยภุยยสิกา วิธีระงับด้วยคะแนนเสียงข้างมาก เมื่ออธิกรณ์เกิดขึ้น หากภิกษุเข้าร่วมประชุมพิจารณา
ลงความเห็นมีมากกว่าก็ให้ถือว่าข้างฝ่ายนั้นชนะ

วิธีระงับอนุวาทาธิกรณ์

อนุวาทาธิกรณ์ หมายถึง การกล่าวหากันว่า ประพฤติผิดจะต้องอาบัติอย่างนั้น ภิกษุกล่าวหาภิกษุด้วยกันว่า
ท่านต้องอาบัติอย่างนั้น หรือโจทฟ้อง ให้ผู้อื่นได้รับทราบด้วยว่า ผู้นั้นประพฤติผิดศีล (ศีลวิบัติ) มีความประพฤติ
ที่ไม่เหมาะสม เสียมารยาท ประพฤติย่อหย่อนมักต้องอาบัติเล็กน้อยตั้งแต่ถุลลัจจัยลงมาจนถึงทุพภาสิตเป็นประจำ
(อาจารวิบัติ) มีความเห็นผิดพลาดคลาดเคลื่อนผิดจากพระธรรมวินัย เป็นสาเหตุทำให้คนประพฤตินอกแบบแผน
กระทำความผิดอยู่เสมอ (ทิฏฐิวิบัติ) นอกจากนี้แล้ว ยังโจทว่า มีการหาเลี้ยงชีพในทางที่ไม่ดี ไม่เหมาะสม
มีการหลอกลวง ปล้นจี้ ลักขโมย เป็นต้น (อาชีววิบัติ)

การโจท หรือฟ้องร้องด้วยวิบัติ ๔ อย่างนี้ ล้วนแต่เป็นอนุวาทาธิกรณ์ทั้งนั้น แม้การสนับสนุนคนอื่นโจทก็จัดเป็น
อนุวาทาธิกรณ์เหมือนกัน เมื่ออนุวาทาธิกรณ์นี้เกิดขึ้นแล้ว ท่านอนุญาตให้กระทำการระงับด้วยสมถะ ๔ อย่าง คือ

๑.  สัมมุขาวินัย คือ การระงับอธิกรณ์ในที่พร้อมหน้าคณะสงฆ์ พร้อมหน้าธรรมพร้อมหน้าวินัยและพร้อมหน้าบุคคล
ตามที่ได้บรรยายมาแล้ว
๒.  สติวินัย คือ การระงับอนุวาทาธิกรณ์ที่ยกเอาสติขึ้นเป็นหลักปรับ เมื่อที่ประชุมสงฆ์พิจารณาดูแล้วว่า
ท่านผู้เป็นจำเลยซึ่งถูกฟ้องว่าเป็นอาบัติเพราะทุศีลนั้น ทานเป็นพระอรหันต์ทางคณะสงฆ์เห็นว่า
คงจะเป็นไปไม่ได้ที่พระอรหันต์จะกระทำการล่วงละเมิดพระวินัยดังคำที่โจทฟ้อง จึงสวดวาจาประกาศให้
สมมติแก่พระอรหันต์ว่าเป็นผู้มีสติสมบูรณ์ เรียกว่าให้วินัย แล้วยกฟ้องคำของโจทก์เสีย ภายหลังถ้าหากจำเลย
ถูกผู้อื่นโจทด้วยอาบัติในลักษณีนี้อีก ก็จะไม่มีการพิจารณาอธิกรณ์
๓.  อมูฬหวินัย การระงับอธิกรณ์ให้แก่ภิกษุที่หายเป็นบ้าแล้ว เช่น มีภิกษุรูปหนึ่งเสียสติได้ประพฤติความเสียหาย
เป็นอันมาก ซึ่งเป็นสิ้งที่ไม่ควรแก่สมณะทั้งการพูดและการกระทำ ต่อมาเมื่อเธอหายเป็นปกติแล้ว
ก็มีโจทเธอว่า ท่านได้ประพฤติอย่างนี้ ได้เป็นอาบัติแล้ว เป็นต้น เธอยอมรับว่า ที่ตนกระทำไปนั้น
เพราะความหลง เพราะว่าตอนนั้นเสียสติไม่มีเจตนาที่จะกระทำ เมื่ออธิกรณ์เข้าสู่ที่ประชุมสงฆ์แล้ว
คณะสงฆ์จึงได้รับอนุวาทาธิกรณ์นั้น ด้วยการสวดประกาศสมมติให้เธอเป็นภิกษุผู้หายเป็นบ้าแล้ว
อาบัติที่เธอประพฤติล่วงมานั้นแม้จะเป็นจริงก็ไม่เป็นอาบัติเพราะเธอเป็นบ้า คณะสงฆ์จึงสวดกรรมวาจา
ประกาศข้อความนี้ไว้ เรียกว่า อมูฬหวินัย แล้วยกฟ้องคำของโจทเสีย ภายหลังมีผู้มาโจทอาบัติที่เธอ
กระทำในขณะที่เป็นบ้าอีก ก็ไม่มีการพิจารณา เพราะถือว่าให้อธิกรณ์ระงับแล้วด้วยอมูฬหวินัย
๔.  ตัสสปาปิยสิกา กรรมที่คณะสงฆ์ลงโทษแก่ภิกษุผู้ที่ต้องอาบัติแล้ว เมื่อมีโจทท้วงขึ้นคณะสงฆ์ประชุมกัน
สอบสวน ท่านได้ให้การกลับไปกลับมา เดี๋ยวก็ยอมรับ เดี๋ยวก็ปฏิเสธพูดกลบเกลื่อนข้อที่ถูกซักถาม
พูดมุสาในที่ซึ่งหน้าภิกษุเช่นนี้ คณะสงฆ์สามารถลงโทษแก่เธอได้ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ยอมรับตามโทษที่ต้อง
หรือเพิ่มโทษก็ได้ โดยในขั้นแรกนั้นให้โจทเธอเสียก่อนและให้เธอให้การแล้วจึงปรับอาบัติต่อจากนั้น
ให้สวดต่อด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ให้คณะสงฆ์ทั้งหมดได้รับทราบด้วย

วิธีระงับอาปัตตาธิกรณ์

อาปัตตาธิกรณ์ หมายถึง เรื่องที่เกี่ยวกับการต้องอาบัติและถูกปรับอาบัติตามที่ตนกระทำที่ท่านจัดเป็น
อธิกรณ์นั้นก็เพราะว่า เป็นเรื่องที่จะต้องระงับด้วยการแก้ไขปลดเปลื้องภิกษุผู้ต้องอาบัตินั้นออกจากอาบัติที่ต้อง
ด้วยวิธีการปลงอาบัติหรือการอยู่กรรมตามที่ท่านกำหนดไว้ จะระงับได้ด้วยสมถะ ๓ ประการ คือ

๑.  สัมมุขาวินัย ระงับต่อหน้า คือ อธิกรณ์ที่เกิดขึ้นมีพระสงฆ์เข้าประชุมวินิจฉัยครบองค์สงฆ์
คู่วิวาทกันยอมรับความเห็นของที่ประชุม ยอมหยุดจะไม่วิวาทกันอีกต่อไป การระงับด้วยสัมมุขาวินัยนี้
มี ๔ ลักษณะ คือ ระงับพร้อมหน้าสงฆ์ ระงับพร้อมหน้าธรรม ระงับพร้อมหน้าวินัย และระงับพร้อมหน้าบุคคล
๒.  ปฏิญญาตกรณะ กระทำตามรับ ได้แก่ภิกษุรูปหนึ่งต้องอาบัติแล้ว มีผู้โจทท้วงขึ้นเมื่อคณะสงฆ์เข้าประชุมกัน
วินิจฉัยภิกษุผู้เป็นจำเลยยอมรับอย่างใด ก็ปรับอาบัติตามที่ยอมรับนั้นหรือการปลงอาบัติก็จัดเป็น
ปฏิญญาตกรณะเหมือนกัน
๓.  ติณวัตถารกะ การระงับอธิกรณ์ไว้ด้วยการประนีประนอมกันไว้ทั้ง ๒ ฝ่าย โดยไม่ต้องชำระสะสางหาความกัน
เหมือนการกลบของไว้ด้วยหญ้า เป็นวิธีระงับอาบัติที่ใช้ในเมื่อจะระงับลหุกาบัติ ซึ่งเกี่ยวกับภิกษุจำนวนมาก
ต่างคนก็ประพฤติไม่เหมาะสม และโจทกันซัดทอดกันไปมา เป็นเรื่องที่นุงนังซับซ้อน เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด
ทะเลาะวิวาทกันไม่หยุดไม่หย่อน ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีฝ่ายใดยอม เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็มีแต่จะทำให้อธิกรณ์
แรงขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นจึงต้องระงับเสียด้วยติณวัตถารกะ แบบกลบเกลื่อนของเน่าไว้ด้วยหญ้า ตัวอธิกรณ์
ยกเลิกทิ้งเสีย ทั้งสองฝ่ายจะไม่สาวาหาความหลังของกันและกัน

กิจจาธิกรณ์และวิธีระงับด้วยนิคหะ

ผู้ปกครองคณะสงฆ์ต้องมีคุณธรรม ๒ อย่าง คือ
๐  นิคหะ        การข่ม การกำราบ การลงโทษ
๐  ปัคหะ        การยกย่อง การเชิดชู

ม.ค. ๒๕๕๓

โดยหลักธรรมชาติทั่วไปถือว่าสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ มีอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อความเป็นอยู่ของบุคคล

ต่อความเสื่อม ความเจริญของบุคคล ถ้าบุคคลอาศัยอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ดี ก็จะก่อให้มี
ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตได้มาก

ในทางการประพฤติวัตรปฏิบัติธรรมก็เช่นเดียวกัน สิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการประพฤติวัตร
ปฏิบัติธรรม เรียกว่า สัปปายะ และสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการประพฤติปฏิบัติทางจิต เรียกว่า อสัปปายะ

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้กล่าวถึง สิ่งแวดล้อมที่เป็น สัปปายะ และ อสัปปายะ สำหรับผู้ประพฤติวัตรและปฏิบัติกรรมฐาน ดังนี้

อาวาโส  โคจโร  ภสฺสํ             ปุคฺคโล  โภชนํ  อุตุ
อิริยาปโถติ สตฺเตเต                 อสปฺปาเย  วิวชฺชเย
สปฺปาเย  สตฺต  เสเวถ               เอวณฺหิ  ปฏิปชฺชโต
น จิเรเนว  กาเลน  โหติ           กสฺสจิ  อปฺปนา

“พระโยคาวจร พึงเว้นสิ่งที่เป็นอสัปปายะ  ๗  สิ่ง  นี้ คือ

๑.  ที่อยู่ (อาวาส)   
๒.  โคจรคาม
๓.  การพูดคุย
๔.  ปุคคล
๕.  โภชนะ
๖.   ฤดู
๗.  อิริยาบถ

ดังนั้น พึงเสพสิ่งที่เป็นสัปปายะ  ๗  สิ่ง  เพราะ เมื่อพระโยคาวจรปฏิบัติได้อย่างนี้
อัปปนา ย่อมจะมีแก่พระโยคาวจรบางรูป  โดยกาลไม่นานนัก”

สัปปายะ  ๗  คือ

๑.   อาวาสสัปปายะ
๒.   โคจรสัปปายะ
๓.   ภัสสสัปปายะ
๔.   ปุคคลสัปปายะ
๕.   โภชนสัปปายะ
๖.   อุตุสัปปายะ
๗.   อิริยาปถสัปปายะ

๐  อาวาสสัปปายะ

ได้แก่ที่อยู่อาศัย หรือ วัด ราวป่า โคนต้นไม้ สำนักปฏิบัติธรรม กุฏิสงฆ์ อาราม เรือนว่างอันเป็นที่สบาย
สงบ ปราศจากผู้คนสัญจรไปมา ไม่ใกล้หนองน้ำ บ่อน้ำ หรือแหล่งชุมชนจนเกินไป อันอาจจะเกิดความ
รำคาญจากการไปมาของผู้คน มีรั้วรอบขอบชิด ปลอดภัยต่อความเป็นอยู่ สถานที่นั่นมีที่เหมาะสำหรับ
การปฏิบัติธรรม การเดินจงกรมเปลี่ยนอิริยาบถ

๐  โคจรสัปปายะ

คือ สถานที่แห่งนั้นต้องมีทางโคจร หรือ ทางเดิน ถนนหนทางไปมาได้สะดวก ไม่ใกล้นัก ไม่ไกลนัก
หนทางในการบิณฑบาตไม่ลำบากนัก เหมาะแก่การจาริก อีกทั้งภายในสถานที่ก็ควรมีทางเดินจงกรม
ที่เหมาะสมแก่การปฏิบัติธรรม

๐  ภัสสสัปปายะ

ได้แก่ การสนทนา พูดคุย  การฟัง คือ การสนทนา พูดคุยกันแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติ
ได้ฟังสิ่งที่จะทำให้จิตใจเกิดสัทธา วิริยะ อุสาหะ ความสงบระงับในการที่จะทำความเพียร หรือมีผู้รู้
พหูสูต ครูบาอาจารย์ที่อบรมสั่งสอนกรรมฐานให้ได้รับความรู้ และเป็นอุปการคุณแก่การเจริญกรรมฐาน
ให้ก้าวหน้า ให้เว้นการสนทนา พูดคุยในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ไม่เป็นสัปปายะนั้นเสีย

๐  ปุคคลสัปปายะ

คือ บุคคลที่อยู่ร่วมกัน บุคคลที่ติดต่อคบหา ควรเป็นผู้ตั้งมั่นในศีลธรรม มีความสันโดษ มักน้อย
ชักจูงแนะนำไปในทางที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำความเพียร ความสงบ และถ้าเป็นครูบาอาจารย์
หรือบุคคลที่เคยเจริญกรรมฐานมาแล้ว ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์มาก  ให้พึงเว้นการคบหาสมาคมกับบุคคล
ที่มีจิตฟุ้งซ่าน บุคคลที่มากไปด้วยกามารมณ์ในทางโลกีย

๐  โภชนสัปปายะ

ได้แก่อาหารที่บริโภค ควรเป็นอาหารที่สบายต่อความเป็นอยู่ในอัตภาพแห่งตน เมื่อบริโภคเข้าไปแล้ว
ไม่ทำให้เกิดทุกขเวทนา เช่น ท้องอืด ท้องร่วง ท้องเดิน เป็นอาหารที่จะเป็นคุณประโยชน์แก่ร่างกาย
โดยประมาณ โดยไม่ต้องคำนึงถึงรสของอาหารแม้รสจะดีแต่เมื่อทำให้ร่างกายเกิดทุกขเวทนาก็ควรงดเสีย

๐  อุตุสัปปายะ

ได้แก่ฤดูอันเป็นที่สบาย หมายถึงอากาศตามฤดูกาล ความร้อน ความเย็น ของอากาศ ซึ่งบางสถาน
บางฤดูอาจจะร้อนจัดเกินไป บางฤดูก็หนาวจัดเกินไป หรือกลางวันร้อนจัดกลางคืนหนาวจัด
ซึ่งสภาพอากาศเช่นนี้จะทำให้เกิดความเจ็บไข้ได้ป่วยแก่ร่างกาย จึงต้องเลือกให้เหมาะสมแก่
สภาพร่างกายของตน

๐  อิริยาปถสัปปายะ

ได้แก่อิริยาบถอันเป็นที่สบาย หมายถึงอิริยาบถทั้ง ๔ หรือ การเคลื่อนไหว  ยืน เดิน นั่ง นอน
อิริยาบถใดทีทำให้จิตไม่สงบระงับ ก็แสดงว่าอิริยาบถนั้นไม่สบายไม่เหมาะสม จึงเว้นเสียจากการใช้อิริยาบถนั้น
หากเมื่อจำเป็นก็ใช้แต่น้อย

ทั้งหมดนี้เรียกว่า สัปปายะ เป็นสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการประพฤติวัตร ปฏิบัติธรรม

 

ม.ค. ๒๕๕๓

อัฐบริขาร คือ ของเครื่องใช้ที่จำเป็น ๘ อย่างสำหรับพระภิกษุสงฆ์ได้แก่

๑.  ผ้าจีวร
๒.  ผ้าสังฆาฎิ
๓.  ผ้าสบง
๔.  ประคดเอว
๕.  มีดโกน
๖.  บาตร
๗.  เข็มเย็บผ้า
๘.  ธมกรก (เครื่องกรองน้ำ)

ในปัจจุบัน กุลบุตรที่ต้องการจะอุปสมบท จะต้องจัดหาเครื่องอัฐบริขารให้ครบ โดยแบ่งเป็น

๑.   ไตรครอง   ๑  ชุด
๒.   ไตรอาศัย  ๑  ชุด
๓.   บาตร       ๑  ชุด
๔.   มีดโกน หินลับมีด เข็มเย็บผ้าพร้อมทั้งกล่องเข็มและด้าย
๕.   ตาลปัตร ย่าม ผ้าเช็ดหน้า ร่ม รองเท้า ปิ่นโต จาน ช้อน ส้อม
๖.   เสื่อ หมอน ผ้าห่ม มุ้ง ไฟฉาย สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ขันน้ำ
๗.   อุปกรณ์อื่น ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ เช่น โคมไฟ กาต้มน้ำ กระติกน้ำร้อน ฯลฯ

ไตรครอง ได้แก่ อันตรวาสก อุตราสงค์ สังฆาฏิ กายพันธน์ ผ้าอังสะ และผ้ารัดอก

อันตรวาสก คือ ผ้าสบง (สำหรับนุ่ง)
อุตราสงค์ คือ ผ้าจีวร (สำหรับห่ม)
สังฆาฏิ คือ ผ้าสำหรับห่มซ้อนนอกเวลาอากาศหนาว ปกติพระสงฆ์ท่านจะพับไว้แล้วพาดซ้อนบ่า
เวลาห่มดอง (เป็นการห่มจีวรอีกแบบหนึ่งของพระ)
กายพันธน์ คือ ผ้าประคดรัดเอว
ผ้าอังสะ คือ ผ้าสีเหลือง ลักษณะคล้ายเสื้อใช้คล้องไหล่เฉียงบ่าปิดไหล่ซ้าย
พระจะใช้เมื่อเวลาอยู่ที่วัดตามลำพัง (ไม่ต้องห่มจีวรคลุมร่างทั้งผืน)
ผ้ารัดอก คือ ใช้สำหรับรัดจีวรเมื่อเวลาห่มดอง นอกจากนี้ยังมีผ้ากราบ
ใช้สำหรับรองเมื่อเวลากราบและใช้ปูรับของเมื่อเวลาผู้หญิงประเคนของถวาย 
ไตรอาศัย คือ ไตรสำรองอีกชุดหนึ่ง มีจีวร สบง อังสะ และผ้าอาบน้ำฝน
บาตร จะต้องมีเชิงรองหรือที่สำหรับตั้งบาตรพร้อมฝาบาตร  และถลกบาตร สายโยง ถุงตะเคียว
(ได้แก่ ตาข่ายคลุมบาตรและสายโยงสำหรับใช้สะพาย)

 

 

ม.ค. ๒๕๕๓

การบรรพชาเป็นสามเณรมีมาแต่สมัยพุทธกาล ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสให้

พระสารีบุตรพุทธสาวก ทรงบรรพชาให้กับ สามเณร "ราหุล" ผู้เป็นพุทธบุตร
นับเป็นสามเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนา
และ
ถือเป็นประเพณีนิยมในพระพุทธศาสนาที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่มารดา-บิดา
นำบุตรหลานที่เป็นชายอายุยังไม่ถึงเบญจเพศ คือ ๒๐ ปีบริบูรณ์ เข้าไปรับการ 
บรรพชาเป็นสามเณร ซึ่งแต่โบราณกาลมานั้น การที่จะได้เล่าเรียนเขียนอ่านตำรับตำรา
ต้องอาศัยวัดเป็นสถานที่เล่าเรียนให้กับกุลบุตร และจำเป็นต้อง บรรพชาเป็น สามเณรก่อน
จึงจะได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของพระเถระ เพื่อที่จะได้ เข้าไปอยู่ในวัดตามธรรมเนียม
วัดจึงเป็นทั้งบ้าน โรงเรียน และศูนย์ฝึกหัดฝีมือ ทุกแขนงของ สามเณร

ประวัติความเป็นมา:

ในระหว่างพรรษาที่ ๓  ที่พระพุทธเจ้าเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ สักกชนบท เมื่อเสด็จไปถึงมีพุทธบิดา คือ
พระเจ้าสุทโธทนะ เป็นประธานพร้อมด้วยพระญาติได้ถวายการต้อนรับ และจัดให้ประทับที่อาราม
ของเจ้าสักยะองค์หนึ่ง ชื่อว่า นิโครธ จึงได้เรียกว่า นิโครธาราม

ในวันที่ ๗  ได้เสด็จเข้าไปทรงรับภัตตาหารในพระราชนิเวศน์ พระนางยโสธราพิมพา ซึ่งเป็น
พระมารดาของราหุล พระโอรสของพระโพธิสัตว์เมื่อก่อนทรงผนวช ได้ทรงแต่งพระราหุลออกมา
ให้กราบทูลพระราชบิดา ทำนองว่ากราบทูลขอพระราชสมบัติ พระราหุลเวลานั้นมีพระชนม์ ๗ ขวบ
ออกมากราบทูลขอมรดก พระพุทธเจ้าก็ทรงมีพุทธดำริว่า ทรัพย์ที่เป็น โลกียะนั้น เป็นของที่ไม่ยั่งยืน
แต่ว่าอริยทรัพย์เป็นสิ่งยั่งยืนกว่า เพราะฉะนั้น เมื่อมากราบทูลขอมรดก จึงได้ประทานอริยทรัพย์ให้
บรรดาสมบัติใด ๆ ในโลกนี้ก็ตามเมื่อครอบครองแล้วก็ยังไม่พ้นซึ่งความทุกข์ ไม่พ้นจากความเกิด
ความแก่ และความตาย ยังต้องวนเวียนอยู่ในวัฏสังสาร สมบัติชนิดเดียวที่พระองค์จะทรงพระราชทาน
ให้ได้ก็คืออริยสมบัติ คือ สมบัติภายในซึ่งเป็นไปเพื่อความหลุดพ้น คือ พระนิพพาน

พระพุทธเจ้าก็ทรงนำพระราหุลไปนิโครธารามด้วยและเมื่อถึงนิโครธารามแล้วทรงโปรดให้
พระสารีบุตร บรรพชาพระราหุล เป็นสามเณรราหุล จึงนับเป็นสามเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนา
และก็ใช้วิธีบวชด้วยให้ถึงสรณะ ๓  (คือรับไตรสรณคมน์)  สืบต่อมาจนทุกวันนี้ 

วิธีการบวชนั้นก็คือ ให้ผู้จะบวชนั้นปลงผมและหนวด (ปัจจุบันปลงคิ้วด้วย; ซึ่งเห็นจะมีเฉพาะ
ในเมืองไทยซึ่งมีประวัติของการที่ต้องให้ปลงคิ้ว ต้องหาอ่านใน ประวัติศาสตร์ไทย ในยุคของ
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช) ผู้จะบวชสามเณร ครองผ้าจีวรเหมือนกับการอุปสมบทแล้วเข้าไปไหว้
(กราบ) ภิกษุผู้เป็นอุปัชฌาย์ แล้วรับไตรสรณคมน์จากท่าน จากนั้นก็รับสิกขาบท คือ รับศีล ๑๐ ข้อ
ซึ่งวิธีการก็คือ

ขั้นตอนการบรรพชาสามเณร 

๑.  รับไตรสรณคมน์

นโม ตสฺส ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส  (ว่า ๓ จบ)

พุทฺธํ      สรณํ      คจฺฉามิ
ธมฺมํ       สรณํ      คจฺฉามิ
สงฺฆํ       สรณํ      คจฺฉามิ
ทุติยมฺปิ      พุทธํ     สรณํ      คจฺฉามิ
ทุติยมฺปิ      ธมฺมํ      สรณํ      คจฺฉามิ
ทุติยมฺปิ      สงฺฆํ      สรณํ      คจฺฉามิ                   
ตติยมฺปิ     พุทธํ      สรณํ      คจฺฉามิ
ตติยมฺปิ     ธมฺมํ      สรณํ      คจฺฉามิ
ตติยมฺปิ     สงฺฆํ      สรณํ      คจฺฉามิ

ส่วนการรับสิขาบท คือ ศีล ๑๐ ข้อ ของสามเณรก็คือ

๑.  ปาณาติปาตา เวระมะณี สิขาปะทัง สะมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท เว้นจากการฆ่าสัตว์)
๒.  อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ (เว้นจากการลักทรัพย์)
๓.  อพรัหมะจะริยา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ (เว้นจากการประพฤติล่วงพรหมจรรย์)      
๔.  มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ (เว้นจากการพูดเท็จ)
๕.  สุราเมระยะมัชชะป มาทัฏฐานา เวระมณี สิกขาปะทัง สมาทิยามิ (เว้นจากการดื่มสุรา)
๖.  วิกาละโภชนา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ (เว้นจากการบริโภคอาหารยามวิกาล)
๗.  นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ(เว้นจากการดู การรื่นเริง)
๘.  มาลาคันธะ วิเลปะนะธาระณะ มัณฑะนะวิภูสะนัฎฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากกานตกแต่งร่างกาย ทัดทรงด้วยเครื่องประดับ และลูบไล้ด้วยของหอม)
๙.  อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ (เว้นจากการนั่งนอนบนที่นอนสูง)
๑๐. ชาตรูปรชตปฏิคฺคหณา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ(เว้นจากการรับเงินทอง)

เพียงเท่านั้นก็เป็นอันเสร็จพิธีบวชเณร ในการบวชนี้จะมีบริขารครบหรือไม่ก็ได้ จะทำพิธีบวช
ที่ใดก็ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นพัทธสีมา ไม่ต้องทำเป็นพีธีสงฆ์ไม่ต้องมีการสวดญัตติและอนุสาวนา
เพียงแต่รับไตรสรณคมน์กับภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก็ได้ เพียงเท่านี้ก็สำเร็จการบรรพชาเป็น สามเณร

ที่มา :  ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า
พระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก วัดบวรนิเวศน์วิหาร
:  การบรรพชาสามเณร วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ www.watthampra.com

ม.ค. ๒๕๕๓

ลักษณะและวิธีการขอบวช

การบวชในระยะแรก ๆ นั้น พระองค์จะเป็นผู้ประทานการอุปสมบทให้สำหรับผู้ที่ต้องการเข้ามาบวชในพระพุทธ
ศาสนา และเมื่อพระสงฆ์สาวกที่พระองค์ทรงประทานการอุปสมบทให้นั้นได้จาริกเผยแผ่ธรรมไปยังที่ต่าง ๆ
ที่ห่างไกลออกไป และมีผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสมากขึ้นและมาขอบวชเป็นจำนวนมาก เหล่าพระสงฆ์สาวกก็ต้อง
นำเอาผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้น มาเข้าเฝ้าพระองค์เพื่อประทานการบวชให้ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นถึง
ความยุ่งยากที่เกิดขึ้น จึงทรงอนุญาตให้เหล่าพระสงฆ์สาวกเป็นผู้ทำการอุปสมบทให้ได้โดยตรงโดยไม่ต้อง
นำมาเฝ้าพระพุทธองค์ก็ได้ ซึ่งต่อมาเมื่อมีพระสงฆ์สาวกมากขึ้นก็ทรงมอบหน้าที่การอุปสมบทให้เหล่าพระสงฆ์
เป็นผู้รับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งมีการตรวจสอบคุณสมบัติ ต่าง ๆ เช่น มีอายุครบหรือไม่ มีโรคประจำตัวร้ายแรงหรือไม่
มีหนี้สินติดตัวหรือไม่ มารดาบิดาอนุญาตหรือยัง ถ้าเห็นว่ามี คุณสมบัติที่ครบบริบูรณ์แล้วจึงจะให้อุปสมบท
ถ้าไม่พร้อมก็บวชให้ไม่ได้

ซึ่งการอุปสมบทที่พระองค์ทรงบวชให้เองนี้มีหลายวิธี แต่วิธีบวชหลัก ๆ นั้นมีอยู่ด้วยกัน ๓ วิธี ซึ่งมีรายละเอียด
ดังต่อไปนี้คือ

๑.  เอหิภิกขุอุปสัมปทา
วิธีการอุปสมบทที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้เอง คือในระยะแรกที่เพิ่งตรัสรู้ใหม่ ๆ เมื่อได้แสดงธรรมให้ใครฟังแล้ว
ผู้ฟังนั้นเกิดความเลื่อมใสศรัทธาทูลขอบวชตาม พระองค์ก็จะอนุญาตให้เป็นบรรพชิตได้ด้วยพระดำรัสที่ตรัสว่า
เอหิภิกขุ” “ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์
โดยชอบเถิด”
ดังนี้ ด้วยพระดำรัสที่ตรัสเพียงเท่านั้น ก็ทำให้ผู้มาขอบวชสำเร็จเป็นบรรพชิตได้

พระภิกษุที่บวชด้วยวิธีนี้มีมากในยุคแรก ๆ เท่าที่มีปรากฏเด่นชัดก็คือ เหล่าพระภิกษุปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ รูป
พระยสะ กับเพื่อนอีก ๕๔ รูป พระภัททวัคคีย์ ๓๐ รูป พระชฏิล ๓ พี่น้อง และบริวาร ๑,๐๐๐ รูป
พระสารีบุตรกับพระ โมคคัลลานะพร้อมด้วยบริวาร ๒๕๐ รูป เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดก็ได้บวชด้วยวิธี
“เอหิภิกขุอุปสัมปทา” ทั้งนั้น

๒.  ติสรณคมนูปสัมปทา
วิธีการอุปสมบทที่พระสงฆ์สาวก (เหล่านั้น) บวชให้ เนื่องจากพระพุทธองค์ทรงเห็นความยากลำบากของพระสงฆ์      
สาวก ที่แยกย้ายกันออกไปประกาศพระศาสนายังถิ่นไกล ๆ เมื่อมีผู้เลื่อมใสมาขอบวช พระสาวกเหล่านั้นจะต้อง
นำพาผู้ต้องการบวชนั้นมาเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อให้พระองค์ทรงบวชให้ เป็นความลำบากแก่พระสงฆ์สาวก
และผู้จะบวชเอง ดังนั้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่พระสงฆ์สาวกและผู้ต้องการบวชเหล่านั้น พระพุทธเจ้าจึงทรง 
อนุญาตให้พระสาวกทำการบวชให้ผู้มาขอบวชได้เลยไม่ต้องพากลับมาเฝ้าพระพุทธองค์อีก ด้วยวิธีให้ผู้ต้องการ  
บวชนั้นปลงผมและโกนหนวด นุ่งห่มผ้าเป็นปริมณฑล คือนุ่งห่มเรียบร้อย  แล้วเข้ามากราบเท้าภิกษุทั้งหลาย
ผู้จะให้บวชแล้วให้กล่าวคำรับไตรสรณคมน์ ๓ ครั้ง ดังนี้คือ

นโม ตสฺส ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส  (ว่า ๓ จบ)
พุทฺธํ      สรณํ      คจฺฉามิ
ธมฺมํ       สรณํ      คจฺฉามิ
สงฺฆํ       สรณํ      คจฺฉามิ
ทุติยมฺปิ      พุทธํ     สรณํ      คจฺฉามิ
ทุติยมฺปิ      ธมฺมํ      สรณํ      คจฺฉามิ
ทุติยมฺปิ      สงฺฆํ      สรณํ      คจฺฉามิ                   
ตติยมฺปิ      พุทธํ     สรณํ      คจฺฉามิ
ตติยมฺปิ      ธมฺมํ      สรณํ      คจฺฉามิ
ตติยมฺปิ      สงฺฆํ      สรณํ      คจฺฉามิ

กล่าวจบเพียงเท่านี้ก็ถือว่าผู้นั้นได้อุปสมบทในพระศาสนาสมบูรณ์แล้ว
(อย่างไรก็ตามในตอนหลังเมื่อทรงอนุญาตการอุปสมบทให้เป็นภารกิจของพระภิกษุสงฆ์แล้ว
ได้เปลี่ยนวิธีการรับไตรสรณคมน์นี้มาเป็นการบวชให้สามเณรแทน)

๓.  ญัตติจตุตถกรรมวาจา (ใช้ในปัจจุบัน)
วิธีการอุปสมบทที่พระสงฆ์จะต้องร่วมกันให้การอุปสมบทด้วยวิธีสวดกรรมนั้น ๔ จบ คือ
ครั้งแรกสวดญัตติ คือ ประกาศกรรมนั้นให้สงฆ์ทราบเพื่อร่วมกันทำกิจนั้น (หรือคำเผดียงสงฆ์)  ๑ จบ
ส่วนครั้งที่สองก็สวดอนุสาวนา (ขอมติ) อีก  ๓  จบ คือสวดประกาศขอปรึกษาหารือและข้อตกลงกับสงฆ์ในที่
ประชุมนั้น (ว่าจะรับผู้นั้นเข้าเป็นพระภิกษุหรือไม่) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า คำขอมติสงฆ์ นั่นเองถ้าหากภิกษุ
ในที่ประชุมนั้นรูปใดรูปหนึ่งทักท้วงขึ้นมา คือ ไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุอะไรก็ตาม ผู้ขออุปสมบทนั้นก็จะบวชไม่ได้
เพราะไม่เป็นมติเอกฉันท์ของคณะสงฆ์ บุคคลที่จะบวชได้คณะสงฆ์ทุกรูปจะต้องยอมรับ คือนิ่งเงียบไม่ทักท้วง   
ตลอดการสวดญัตติ และอนุสาวนา ๓ ครั้งจึงจะถูกต้องเป็นการบวชโดยที่ประชุมสงฆ์ยอมรับ

การบวชด้วยวิธีนี้ จะมีภิกษุรูปหนึ่งนำผู้จะบวช (อุปสัมปทาเปกขะ) เข้าไปหาสงฆ์ เราเรียกภิกษุผู้นำพานั้นว่า
อุปัชฌาย์
เมื่อพระที่เป็นพระอุปัชฌาย์นำผู้จะบวชเข้าไปในท่ามกลางสงฆ์แล้ว คณะสงฆ์จะสมมติให้ภิกษุรูปหนึ่ง 
(ในปัจจุบันสมมติสองรูป) ซึ่งมีความฉลาดรอบรู้เป็นกรรมวาจาจารย์ สอบถามอันตรายิกธรรมกับผู้นั้น เมื่อเห็นว่า 
ทุกอย่างเรียบร้อยถูกต้องครบถ้วนดีแล้ว ก็จะสวดอนุสาวนาขอมติจากคณะสงฆ์ว่าจะยินยอมรับหรือไม่ ถ้าสงฆ์
นิ่งเงียบก็ถือว่ายอมรับ ผู้นั้นก็สำเร็จเป็นภิกษุได้ ในเวลาที่สวดกรรมวาจาจบลงในครั้งที่ ๑ 

หลังจากสวดจบแล้ว ต่อไปเป็นหน้าที่ของภิกษุผู้เป็นอุปัชฌาย์จะต้องบอกอนุศาสน์  ๘ อย่าง  คือ
นิสสัย  ๔ และอกรณียกิจ ๔  รวมเป็นอนุศาสน์  ๘

ซึ่งนิสสัย  ๔ หรือ ปัจจัยเป็นเครื่องอาศัยที่จำเป็นสำหรับผู้บวช คือ

๐ บิณฑบาตเป็นวัตร  คือกิจที่จะต้องบิณฑบาตเพื่อโปรดสัตว์และแสวงหาอาหาร
๐ นุ่งห่มผ้าบังสุกุล  ปัจจุบันคือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลจีวรโดยปริมณฑล คือ เรียบร้อย
๐ อยู่โคนต้นไม้ คือ เป็นผู้ออกจากเรือนไม่มีเรือนอยู่ จึงอยู่ป่าอาศัยโคนต้นไม้
๐ ใช้ยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า คือเป็นผู้สละเรือนแม้เจ็บไข้อาพาธต้องใช้สมุนไพรเป็นยา
หรือหมักดองสมุนไพรเพื่อรักษาตนเอง

ส่วนอกรณียกิจ  ๔ หรือ กิจที่พระภิกษุสงฆ์ไม่พึงกระทำ คือ

๐ ปาณาติบาต  คือ การฆ่าสัตว์ หรือทำชีวิตของสัตว์อื่นให้ลำบากหรือล่วงไป
๐ ลักทรัพย์  คือ การลักขโมย หรือถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ 
๐ การเสพเมถุนธรรม
๐ การอวดอุตริมนุษย์ธรรม คือ อวดคุณวิเศษอันไม่มีในตน

เมื่อพระอุปัชฌาย์บอกอนุศาสน์ ๘ อย่าง แก่ภิกษุผู้บวชใหม่นั้นเพื่อมิให้ประพฤติผิดพระธรรมวินัยและจะต้อง
ดูแลภิกษุนั้นพร้อมกับสั่งสอนธรรมไปตลอดอย่างน้อย ๕ ปี แต่ถ้ามีเหตุขัดข้องจะด้วยเหตุใดก็ตาม เช่น
พระอุปัชฌาย์ย้ายที่อยู่หรือมรณภาพไป ภิกษุผู้บวชใหม่นั้นจะต้องหาภิกษุอื่นที่มีความฉลาดเป็นที่อาศัยแทน
ขอให้ท่านเป็นอาจารย์บอกสอนธรรมแทนพระอุปัชฌาย์ท่านนั้นไปจนกว่าอายุพรรษาจะครบ ๕ ปี
เมื่อพ้น ๕ พรรษาแล้วจึงถือว่าป็นผู้มีความรู้ในธรรมวินัยพอรักษาตัวเองได้ไม่ต้องถือนิสัยในอุปัชฌาย์หรือ
อาจารย์ต่อไปก็ได้เรียกว่า นิสัยมุตตกะ

การบวชในปัจจุบัน

ในปัจจุบันการอุปสมบท หรือการบวชที่มีปฏิบัติกันมีอยู่  ๒  อย่าง คือ
๑.  การบวชพระภิกษุ ซึ่งทำการบวชด้วยวิธีญัตติจตุตถกรรมวาจา
๒.  การบวช หรือ บรรพชาเป็นสามเณร สำหรับผู้ที่มีอายุยังไม่ครบบวช ซึ่งทำการบวชด้วยการรับไตรสรณคมน์ 
ซึ่งวิธีการอุปสมบททั้งสองอย่างนี้มีรายละเอียดดังนี้

การอุปสมบทเป็นพระภิกษุ

คุณสมบัติของผู้จะบวช  ๕  ประการ

๑. วัตถุสมบัติ คือ คุณสมบัติของผู้จะบวชจะต้องเป็นมนุษย์เท่านั้น  เป็นเพศชาย มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์
ซึ่งนับตั้งแต่ในครรภ์มารดาเป็นหลัก ไม่เป็นมนุษย์วิบัติ คือ ถูกตอน หรือเป็นบัณเฑาะ(กระเทย) ไม่ทำผิด
ร้ายแรง คือ มาตุฆาต-ปิตุฆาต หรือฆ่ามารดา หรือ บิดาของตนมาก่อน ไม่เคยทำผิดต่อพระศาสนามาก่อน
เช่น ฆ่าพระอรหันต์ หรือเคยต้องอาบัติปาราชิกมาแล้วตั้งแต่บวชครั้งก่อน หรือเมื่อก่อนขณะที่บวชอยู่ได้ไป
เข้ารีตเดียรถีย์มา อาการข้อห้ามเหล่านี้ถ้าสงฆ์บวชให้โดยไม่รู้ความจริง การบวชของผู้นั้นก็ไม่สำเร็จเป็น
พระภิกษุได ้เมื่อรู้ภายหลังจะต้องให้สึกไปเสีย

นอกจากนี้ยังมีบุคคลอีกประเภทหนึ่งที่ห้ามบวชเหมือนกัน แต่ก็ไม่ถึงกับอุปสมบทไม่ได้ ยังอุปสมบทได้ 
แต่บุคคลประเภทนี้เป็นหน้าที่ของพระภิกษุอุปัชฌาย์จะต้องคัดเลือกให้ดีเสียก่อน ถ้ารู้แต่แรกห้ามมิให้บวช
ได้แก่บุคคลเหล่านี้ คือ คนที่บิดามารดายังไม่ได้อนุญาต คนที่รับราชการที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ
หรือหน่วยงานคนที่มีอาญาแผ่นดินติดตัวมา  คนที่มีร่างกายพิการต่าง ๆ  รวมถึงเป็นโรคเรื้อรังรักษาไม่หาย
เป็นโรคติดต่อชนิดร้ายแรง โจรที่มีชื่อเสียงมาก่อน  คนที่หนีหนี้มาบวช  คนที่เป็นทาสผู้อื่น  คนไม่มี
อัฏฐบริขาร  คนไม่มีพระอุปัชฌาย์ ในคนจำพวกนี้ถ้าพระอุปัชฌาย์ไม่รู้แล้วให้อุปสมบท มารู้เข้าภายหลัง
ก็ไม่ควรให้สึกเมื่อบวชแล้วก็อนุโลมให้เลยตามเลย

๒. ปริสสมบัต ซึ่งในส่วนนี้กำหนดหมายถึงพระภิกษุสงฆ์ที่จะเข้าร่วมทำการอุปสมบทให้ หมายถึงพระอันดับ
ให้ผู้ขอบวช คือ อุปสัมปทาเปกขะนั้น ภิกษุจะต้องเข้าประชุมสงฆ์ให้ครบตามจำนวน คือ

ในมัธยมประเทศ หรือประเทศที่เจริญแล้ว และสามารถหาพระภิกษุสงฆ์ได้ง่าย กำหนดให้ต้องมีพระ
ภิกษุสงฆ์เข้าร่วมสังฆกรรมอย่างน้อย ๑๐ รูปขึ้นไป
ในปัจจันตประเทศ หรือประเทศที่เป็นชนบท หาภิกษุสงฆ์ในการเข้าร่วมสังฆกรรมได้น้อย กำหนดให้
ต้องมีพระภิกษุสงฆ์เข้าร่วมอย่างน้อย  ๕  รูปขึ้นไป ส่วนในประเทศไทยปัจจุบันนี้ถือว่าพระศาสนามั่นคง
บริบูรณ์มีพระภิกษุสงฆ์จำนวนมาก จัดอยู่ในมัธยมประเทศ จึงกำหนดให้ใช้ภิกษุสงฆ์เข้าร่วมสังฆกรรม
๑๐  รูปขึ้นไป ถ้ามีภิกษุน้อยกว่ากำหนดถือว่าเป็น ปริสสมบัติบกพร่อง เป็นปริสวิบัติไป ทำการอุปสมบท
ไม่ขึ้น ซึ่งกรุงเทพฯ ปัจจุบันนี้นิยมใช้ภิกษุเข้าร่วมในการทำสังฆกรรมจำนวนประมาณ ๒๕ รูปขึ้นไป 
หรือบางครั้งก็แล้วแต่ความประสงคของเจ้าภาพจะกำหนดจำนวน

๓. สีมาสมบัติ ภิกษุสงฆ์ที่จะเข้าร่วมในการให้อุปสมบทนี้ จะต้องประชุมทำสังฆกรรมพร้อมกันในสีมา
เดียวกันเท่านั้นจะแยกกันทำไม่ได้ แม้ในเขตชุมนุมสงฆ์ หรือเขตสีมานั้นจะมีภิกษุสงฆ์ครบตามจำนวนที่
กำหนดก็ตามแต่ ทั้งหมดก็ต้องมาประชุมรวมกันในเขตสีมานั้นอย่างพร้อมเพรียงกัน ถ้าภิกษุรูปใดมาไม่ได้
จะต้องมอบฉันทะมาบอก มิเช่นนั้นการอุปสมบทนั้นก็ไม่สำเร็จ กลายเป็นสีมาวิบัติไป หรือแม้เป็นการชุมนุม
ในสถานที่มิใช่สีมาก็ให้การอุปสมบทไม่ไดเช่นกัน เว้นไว้แต่ว่าในสถานที่เช่นนั้นไม่มีสีมา หรือไม่มีอุโบสถ
คณะสงฆ์จะต้องสมมติสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งกำหนดเป็นเขตสีมาเสียก่อนจึงทำการให้อุปสมบทได้

๔. บุพกิจ คือ ข้อที่ผู้จะทำการบวชจะต้องกระทำให้สำเร็จก่อนที่จะขออุปสมบท เริ่มตั้งแต่แสวงหา
ภิกษุผู้ฉลาดมีความรู้ที่พอจะบอกสอนตนเองได้ ซึ่งเรียกว่า “พระอุปัชฌาย์” ซึ่งพระอุปัชฌาย์นี้จะเป็นผู้นำ
ผู้ขอบวชนั้นเข้าไปหาสงฆ์ขอให้พระสงฆ์ทำการอุปสมบทให้ หลังจากการที่พระสงฆ์ได้บวชให้แล้ว
ก็จะเป็นหน้าที่ของพระอุปัชฌาย์ที่จะต้องคอยบอกคอยสอนพระธรรมวินัย ตลอดจนสอนกรรมฐานให้
เพื่อให้รู้จักขนบธรรมเนียมการปฏิบัติตน และเจริญธรรมในทางศาสนาต่อไป  นอกจากนั้นแล้วผู้บวช
จะต้องเตรียมเครื่องอัฐบริขาร ๘  อย่างให้พร้อม คือ ผ้าจีวร สังฆาฏิ สบง บาตร มีดโกน
กรองน้ำ(ธรรมกรก) ด้ายเย็บผ้า และเข็มเย็บผ้า (ถ้าไม่มี เป็นหน้าที่ของพระอุปัชฌาย์ต้องจัดหาให้)
พร้อมทั้งปลงผมและหนวดให้เรียบร้อย ซึ่งบุพกิจเหล่านี ต้องทำให้เสร็จก่อนที่จะเข้าไปหาสงฆ์เพื่อ
ทำการอุปสมบท ซึ่งในการบวชนั้นต้องให้ผู้บวชเปล่งวาจาขอบวชด้วยตนเอง ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้
ผู้บวชอ้างความไม่พอใจภายหลัง ซึ่งมีพุทธบัญญัติห้ามบวช ให้แก่บุคคลผู้ไม่ร้องขอ

๕. กรรมวาจาสมบัติ คือ การสวดประกาศกรรมวาจาในท่ามกลางสงฆ์เมื่อพระที่เป็นอุปัชฌาย์ได้นำ
ผู้ที่จะบวชเข้าไปในท่ามกลางสงฆ์แล้ว คณะสงฆ์ก็จะสมมติให้ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เป็นผู้ทำหน้าที่สวด
ตั้งญัตติประกาศเรื่องสังฆกรรมนั้นให้สงฆ์รับทราบ (คำเผดียงสงฆ์) เพื่อร่วมกันทำกิจนั้นต่อไป
แล้วซักถามผู้นั้นถึงความพร้อมต่าง ๆ เช่น อันตรายิกธรรมและข้อห้าม เป็นต้น ถ้าเห็นว่าผู้นั้นมีคุณสมบัติ
ครบถ้วนสามารถบวชได้ ท่านก็จะเรียกเข้าไปในท่ามกลางสงฆ์ แล้วสวดขอมติต่อคณะสงฆ์ ๓ ครั้ง
(สวดอนุสาวนา) ถ้าสงฆ์ในที่นั้นฟังแล้วมีภิกษุรูปใดรูปหนึ่งไม่เห็นด้วยทักท้วงขึ้นมา ผู้นั้นก็จะบวชไม่ได้
แต่ถ้าสงฆ์ทั้งหมดนิ่งเงียบแสดงว่าทั้งหมดยอมรับการบวชนั้น ตลอดเวลาที่สวดอนุสาวนาไปก่อน
จะครบ ๓ ครั้ง ภิกษุยังนิ่งเงียบอยู่ ครั้นครบ ๓ ครั้งตรงกับคำว่า โสภาเสยฺย ครั้งที่ ๓ ภิกษุจะทักท้วง
ขึ้นอีกไม่ได้แล้ว ถือว่าการบวชนั้นสมบูรณ์

เนื่องจากการให้อุปสมบทนี้ผู้สวดจะต้องสวดให้ถูกอักขระของภาษามคธพร้อมทั้งออกชื่อของพระอุปัชฌาย์
และอุปสัมปทาเปกขะด้วย ซึ่งเป็นภาษามคธทั้งสิ้น ดังนั้นในปัจจุบันเพื่อป้องกันการสวดผิดพลาด ออกอักขระ
ไม่ถูกต้อง จึงนิยมสมมติให้มีผู้สวด ๒ รูป โดยรูปแรก เรียกว่า พระกรรมวาจาจารย์ รูปที่สองเรียกว่า
พระอนุสาวนาจารย์
โดยทั้งสองจะต้องสวดพร้อมกันตั้งแต่สวดญัตติ สวดถามอันตรายิกธรรมและ
สวดอนุสาวนา ทั้งนี้ก็เพราะต้องการให้คำสวดนั้นสมบูรณ์ไม่ตกหล่น ถ้ารูปหนึ่งสวดผิดออกสำเนียง
ไม่ชัดก็ยังเหลืออีกรูปหนึ่งเป็นการทำให้การสวดนั้นมั่นคงชัดเจนมากขึ้น

หลังจากที่พระกรรมวาจาจารย์สวดจบลงก็เป็นหน้าที่ของพระอุปัชฌาย์จะต้องบอกสอนอนุศาสน์ ๘ อย่าง
ซึ่งเรียกว่านิสัย ๔ อกรณียกิจ ๔ แก่ผู้บวชใหม่เพื่อให้รู้ธรรมเนียมที่สำคัญในการประพฤติตนในศาสนาต่อไป

คุณสมบัติทั้ง ๕ ประการที่ได้แสดงไว้นี้ถือว่าเป็นคุณสมบัติของผู้ที่จะบวชต้องมีให้ครบ ถ้าไม่ครบถูกต้องตามนี้
แม้ข้อใดข้อหนึ่งก็ทำให้การบวชนั้นเป็นโมฆะ บวชมิได้ ในส่วนของวิบัติ ๕ ประการ ก็คือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับ
คุณสมบัติ ๕ ประการนั่นเอง เช่น มีอายุไม่ครบ ๒๐ ปี, เคยต้องปาราชิกมาแล้ว เคยฆ่าบิดามารดาของตนเอง
มาก่อนมีภิกษุเข้าร่วมทำการบวชให้ไม่ครบองค์ ไม่ได้บวชในสีมา ไม่มีพระอุปัชฌาย์ ไม่มีบริขาร ขณะสวด
ไม่ได้ออกชื่อผู้บวช ไม่ได้ออกชื่อพระอุปัชฌาย์ หรือมีพระที่นั่งอันดับนั้นคัดค้านการบวชนั้น สิ่งเหล่านี้ทั้งหมด
จัดเป็น วิบัติ  ของการบวชทั้งสิ้น

การถืออุปัชฌาย์
พระพุทธองค์ ทรงมอบให้สงฆ์เป็นใหญ่ในสังฆกรรม มีการอุปสมบทเป็นต้น ในชั้นแรกได้เล่าถึงการทรงสั่งให้
พระที่บวชเข้ามาถืออุปัชฌาย์ก่อน ปรารภเหตุว่า พระที่บวชเข้ามานั้นนุ่งห่มไม่เรียบร้อย เข้าไปบิณฑบาต
ในบ้านไม่เรียบร้อย มีความประพฤติต่าง ๆ ไม่เรียบร้อย ในตอนนั้นซึ่งในพระบาลีไม่ได้เล่าว่าบวชด้วยวิธีไหน
แต่ว่าในครั้งนั้นยังไม่ได้ทรงอนุญาตให้สงฆ์อุปสมบทด้วย ญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทา ก็น่าจะยังให้บวชกัน
ด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา หรือติสรณคมนุปสัมปทา พระพุทธเจ้าได้ทรงปรารภเหตุนั้น จึงได้ทรงสั่งให้พระ
ทั้งหลายถือ อุปัชฌายะ ที่แปลว่า ผู้เข้าไปเพ่ง โดยความก็คือผู้ดูแล วิธีที่ให้ถืออุปัชฌายะนั้น
ในตอนแรกน่าจะเช่นเดียวกับการจัดให้มีพระพี่เลี้ยงที่ใช้กันอยู่ในบัดนี้ แปลว่า พระที่บวชเข้ามาต้องมีภิกษุ
ผู้บวชมานานเป็นผู้ดูแลอีกส่วนหนึ่งเรียกผู้ดูแลนั้นว่า “อุปัชฌายะ”


ที่มา :  การอุปสมบทบรรพชา
วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ www.watthumpra.com

ม.ค. ๒๕๕๓

เรื่อง การบวช คำนี้ ออกมาจากคำว่า ปัพพัชชา มีคำแปลอย่างหนึ่งว่า การออก การออกที่เป็น

การบวชหรือปัพพัชชานี้ ในเบื้องต้นก็เป็นการออกทางกาย คือ ออกจากเคหสถานบ้านเรือน มาเป็น
ผู้ไม่มีเรือน เพราะฉะนั้น จึงมีคำเรียกนักบวชว่า อนาคาริยะ ที่แปลว่า คนไม่มีเรือน คนไม่มีบ้าน
เพราะว่า ได้ออกจากบ้านเรือนมาแล้ว เมื่อออกมาเป็นอนาคาริยะ คือ คนไม่มีบ้าน คนไม่มีเรือน

ดังนี้แล้ว จึงต้องมี ความเป็นอยู่เกี่ยวพันกับ นิสสัย ๔ ของบรรพชิต คือ ผู้บวช

สมเด็จพระญาณสังวร(เจริญ สุวฑฺฒโน) 
๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า 
กรุงเทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖

ความเป็นมา:

ครั้งเมื่อพระพุทธเจ้ายังบำเพ็ญอยู่ในวิสัยแห่งพระโพธิสัตว์เป็นเจ้าสิทธัตถะยังเป็นพระราชโอรส
ได้เสวยสุขสมบัติอยู่ใน พระราชวัง ๓ ฤดู ได้เสด็จประพาสอุทยานก็ได้มีเทวดามานิมิตถึงเทวทูตทั้งสี่ 
ได้แก่ คนแก่ชรา คนเจ็บป่วย คนตาย และนักบวชนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ซึ่งในยุคนั้นเรียกว่า บรรพชิต 
ทรงได้พบเห็นนิมิตเหล่านั้นทรงเกิดความสะเทือนใจ ทรงเกิดความสังเวชเศร้าหมองขึ้นในจิตใจ

เมื่อพระโพธิสัตว์เจ้าเสด็จกลับมายังพระราชฐาน ทรงเกิดความเศร้าหมองจากสิ่งที่ได้พบเห็น
ได้เสด็จเข้าสู่พระราชฐานที่ประทับ และทรงบรรทมอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งในขณะนั้นหมู่นางพระกำนัล
ที่มีหน้าที่ขับกล่อมฟ้อนรำถวายต่างก็เอนกายลงนอนหลับไหลมิได้สติ เมื่อพระโพธิสัตว์เจ้าตื่นจาก
บรรทมก็ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นอาการวิปลาศขาดสติจากการนอนหลับไหลของนางพระสนมกำนัล
เหล่านั้น แต่ละนางต่างก็แสดงอาการละเมอ บ้างก็นอนเกลือกกลิ้งมีน้ำลายไหล บ้างก็แสดงอาการ
อันไม่น่าดู เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นดังนั้นจึงทรงรำพึงในพระทัยว่า “แต่ก่อนนั้น ห้องในประสาท
ที่ประทับช่างเลิศเลอสวยงาม มีเหล่าสนมนางในบาทบริจาริกาที่เคยสวยสดงดงามดุจนางเทพอัปสรสวรรค์
บัดนี้เห็นวิปลาสไปประดุจซากศพในป่าช้า” เมื่อดำริดังนั้นแล้วก็ได้มีความ เบื่อหน่ายคลาย กำหนัดใน
กามคุณ ๕ ยิ่งนัก ทรงมีพระทัยโน้มเข้าหาการบรรพชา จึึงทรงดำริที่จะออกบรรพชาในคืนนี้ 
ซึ่งเป็นคืนวันเพ็ญเดือน ๘ ซึ่งในขณะนั้นพระองค์ทรงมีพระชนมายุ ๒๙ พระชันษา 

พระโพธิสัตว์สิทธัตถะได้ทรงตัดสินพระทัยเด็ดเดี่ยวแล้วในการบรรพชา จึงทรงปรารถนาที่จะทรงเห็นพระโอรส
เป็นครั้งสุดท้าย ทรงเพ่งพิศพระโอรสด้วยเสน่หาอาลัยรัก หากทรงดำริว่า

“แม้หากเราจะยกพระหัตถ์พระชนนีแล้วอุ้มเอาพระโอรสขึ้นมา พระนางก็จะตื่นฟื้นจากบรรทม
อันตรายต่อการที่จะเสด็จ ออกบรรพชาก็จะพึงมี อย่าเลย ต่อเมื่อเราได้สำเร็จแก่พระโพธิญาณการตรัสรู้แล้ว
จึงจะกลับมาทัศนาลูกน้อยในภายหลัง”

เมื่อตัดสินพระทัยเช่นนั้น จึงมีรับสั่งให้ นายฉันนะ ซึ่งเป็นมหาดเล็กได้จัดม้าถวาย ซึ่งนายฉันนะได้จัดเตรียมม้า
ชื่อ ม้ากัณฐกะ เป็นอัศวราชยานและมหาดเล็ก นายฉันนะ ก็ได้ติดตามเสด็จพระโพธิสัตว์ออกจากพระราชวัง
ไปทางประตูทิศตะวันออกมุ่งสู่แคว้นมคธ ในยามนั้นพญามารพยายามกล่าวห้ามขัดขวางแต่ก็หาได้ทำให้
พระองค์ท่านปลี่ยนแปลงพระทัยไม่ จึงได้ติดตามพระองค์ท่านประดุจเงา พระโพธิสัตว์ทรงควบม้าสิ้นระยะทาง
๓๐ โยชน์ มุ่งสู่ฝั่ง แม่น้ำอโนมา ตรัสว่า ชื่อแม่น้ำอโนมาเป็นมงคล นิมิต ซึ่งแปลว่า ไม่ต่ำทราม
คือ ยอดเยี่ยม เป็นเลิศ

พระโพธิสัตว์ทรงเสด็จลงจากหลังม้า และทรงมอบเครื่องอาภรณ์และพญาม้ากัณฐกะให้นายฉันนะ
ทรงดำริว่า “เกศานี้ไม่ควรแก่การดำรงเพศแห่งความเป็นสมณะ ผู้ที่จะตัดพระเกศาพระโพธิสัตว์ก็หามีไม่
จึงควรจะตัดเสียเอง” เมื่อดำริดังนั้นจึงทรงจับพระขรรค์ด้วยพระหัตถ์ขวา และจับจุกพระเกศาให้เหลือ
ยาวประมาณ ๒ องคุลีเวียนทางขวาแนบชิดพระเศียร ทรงโยนจุกพระเกศาขึ้นไปบนอากาศ

แล้วตั้งจิตอธิษฐานว่า  “หากเราได้เป็นพระพุทธเจ้า ขอให้จุกพระเกศานี้ ลอยอยู่กลางอากาศเถิด”
ซึ่งในยามนั้นท้าวสักเทวราชได้ทรงรับพระเกศาไว้ด้วยผอบแก้วแล้วอัญเชิญไปประดิษฐานอยู่ใน
“พระเจดีย์จุฬามณี” และมหาพรหมนามว่า “ฆฎิการะ” ได้นำเอาผ้าทรงไปประดิษฐานไว้ที่ทุสสเจดีย์
ในพรหมเทวโลก เมื่อทรงสำเร็จเป็นเพศบรรพชิตแล้ว ตรัสสั่งให้นายฉันนะผู้ติดตามพร้อมม้ากัณฐกะ
กลับไปแจ้งข่าว การเสด็จออกบวชแก่พระราชบิดา

จากการที่พระองค์ได้ทรงอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิตหรือเป็นนักบวชแล้ว พระองค์ได้ทรงทำการศึกษา
ในสำนักฤาษีต่าง ๆ ทรงบำเพ็ญเพียรอย่างหนักหน่วงเป็นเวลาถึง ๖ ปีเต็ม จนได้สำเร็จในพระโพธิญาณ
ได้บรรลุ มรรค ผลวิเศษรู้แจ้งแห่งญาณทัศนะเข้าถึงความเป็นพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณทรงได้บรรลุ
เป็นพระอนุตรสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์ สิ้นอาสวกิเลสทั้งหลาย ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
คือ ตรัสรู้ชอบได้โดยลำพังพระองค์เอง ครั้นพบสัจธรรมความจริง นั้นแล้ว พระองค์จึงทรงนำสัจจธรรมนั้น
มาเผยแผ่แก่มหาชนชาวโลกผู้ที่ยังไม่รู้ความจริงให้ได้ทราบตาม โดยครั้งแรกนั้นได้ทรงประกาศสั่งสอน
ธรรมนั้นแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ที่เคยเฝ้าอุปัฏฐาก ดูแลพระองค์ในครั้งที่ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาก่อนที่ จะได้ตรัสรู้
ซึ่งในการสั่งสอนธรรม เป็นปฐมเทศนากัณฑ์แรกเกี่ยวกับเรื่องอริยสัจ ๔ คือ ความจริงอัน ประเสริฐสี่ประการนั้น
หนึ่งในจำนวนนั้น คือ ท่านโกณฑัญญะพราหมณ์ได้เข้าใจธรรมะ คือ ได้มองเห็น ธรรมตามธรรม

ขณะที่พระองค์ทรงแสดงธรรมนี้อยู่ท่านโกณฑัญญะได้ส่องญาณไปตามจนเกิด “ธรรมจักษุ” หรือ ดวงตา
เห็นธรรม
คือ ปัญญา รู้เห็นความจริงโดยเห็นแจ้งชัดว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งใดสิ่งนั้น
ย่อมดับไปเป็นธรรมดา ”เมื่อนั้น พระพุทธเจ้าทรงทราบจึงเปล่งพระอุทานว่า “อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ
อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ” แปลว่า “โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ” เพราะพระองค์ทรง
อุทานคำนี้ภายหลังท่านโกณฑัญญะจึงได้นามใหม่ว่า “อัญญาโกณฑัญญะ” จากนั้น โกณฑัญญะก็ทูลขอ
อุปสมบท ซึ่งพระพุทธเจ้าประทานอนุญาต โดยทำการอุปสมบทให้แบบ เอหิภิกขุอุปสัมปทาน นับเป็น
พระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนาที่บวชตามพระพุทธองค์ จึงทำให้พระรัตนตรัย ครบองค์ ๓ คือ
พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ จากนั้นอีก ๕ วัน ทรงแสดง อนัตตลักขณสูตรแก่นักบวชทั้งห้ารูปทำให้ท่าน
เหล่านั้นได้บรรลุอรหัตผล เป็นพระอรหันต์ในเวลาต่อมาจึงทูลขอบวชตาม ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ได้ทรงประทาน
“เอหิภิกขุ” ให้ด้วยพระองค์เอง ซึ่งการบวชของท่านเหล่านั้นเราเรียกว่า “การอุปสมบท” 

หน้า 2 จาก 10