พุทธะดอทคอม

วันจันทร์, ที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ ๑๙:๐๐ น.

นานาสังวาสกะและสมานสังวาสกะ

เมื่อเกิดความแตกแยกแห่งสงฆ์ในกรุงโกสัมพีขึ้น จนทำให้พระผู้มีพระภาคได้เสด็จจาริกสู่ป่ารักขิตวัน หรือป่าเลไลยกะ จนทำให้ชาวกรุงโกสัมพีต่างโกรธแค้นเหล่าภิกษุที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาทจนทำให้พวกตนสูญเสียประโยชน์จากการได้เห็นพระพุทธเจ้า ได้ฟังพระธรรมจากพระพุทธเจ้า จึงต่างก็พร้อมใจกันไม่ให้การอุปถัมภ์พระภิกษุเหล่านั้น

ในฝ่ายภิกษุบริษัท พระสารีบุตรซึ่งเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า จะปฏิบัติในภิกษุเหล่านั้นอย่างไร พระพุทธเจ้าได้ตรัสให้ดำรงอยู่โดยธรรม พระสารีบุตรก็ได้กราบทูลถามว่า จะพึงรู้ว่าเป็นธรรมหรือว่าอธรรมอย่างไร พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสว่า

ภิกษุที่เป็นอธรรมวาที
คือ ผู้กล่าวไม่เป็นธรรมนั้น พึงทราบได้ด้วยวัตถุ ๑๘ ข้อ เมื่อรวมเป็นคู่ก็ได้ ๙ คู่ คือ

คู่ที่  ๑  แสดงอธรรม ว่า ธรรม
แสดงธรรม   ว่า อธรรม
คู่ที่  ๒  แสงดอวินัย  ว่า วินัย 
แสดงวินัย    ว่า อวินัย
คู่ที่  ๓  แสดงข้อที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้   ว่า มิได้ตรัส
แสดงข้อที่พระพุทธเจ้ามิได้ตรัส ว่า ตรัสไว้
คู่ที่  ๔  แสดงข้อที่พระพุทธเจ้ามิได้ทรงประพฤติ ว่า ทรงประพฤติ
แสดงข้อที่พระพุทธเจ้าทรงประพฤติ      ว่า มิได้ทรงประพฤติ
คู่ที่  ๕  แสดงข้อที่พระพุทธเจ้ามิได้ทรงบัญญัติ  ว่า ทรงบัญญัติ
แสดงข้อที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ       ว่า มิได้ทรงบัญญัติ
คู่ที่  ๖  แสดงอนาบัติ  ว่า อาบัติ
แสดงอาบัติ   ว่า อนาบัต
คู่ที่  ๗  แสดงอาบัติเบา  ว่า อาบัติหนัก
แสดงอาบัติหนัก ว่า อาบัติเบา
คู่ที่  ๘  แสดงอาบัติที่มีส่วนเหลือ    ว่า เป็นอาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือ
แสดงอาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือ ว่า เป็นอาบัติที่มีส่วนเหลือ
คู่ที่  ๙  แสดงอาบัติชั่วหยาบ    ว่า ไม่ชั่วหยาบ
แสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบ ว่า เป็นอาบัติที่ชั่วหยาบ

ภิกษุที่มีวาทะดังกล่าวมานี้ก็ให้พึงรู้ว่าเป็นอธรรมวาที กล่าวไม่เป็นธรรม

ภิกษุที่เป็นธรรมวาที
ส่วนภิกษุที่เป็นธรรมวาที คือ กล่าวเป็นธรรมนั้น ก็พึงทราบด้วยวัตถุ ๑๘ ข้อ
อันมีอรรถ คือ เนื้อความตรงกันข้ามจากที่กล่าวมาแล้ว คือ

คู่ที่  ๑  แสดงอธรรม ว่า อธรรม
แสดงธรรม   ว่า  ธรรม
คู่ที่  ๒  แสงดอวินัย  ว่า อวินัย 
แสดงวินัย    ว่า วินัย
คู่ที่  ๓  แสดงข้อที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้   ว่า ได้ตรัสไว้
แสดงข้อที่พระพุทธเจ้ามิได้ตรัส ว่า มิได้ตรัส
คู่ที่  ๔  แสดงข้อที่พระพุทธเจ้ามิได้ทรงประพฤติ ว่า มิได้ทรงประพฤติ
แสดงข้อที่พระพุทธเจ้าทรงประพฤติ      ว่า ได้ทรงประพฤติ
คู่ที่  ๕  แสดงข้อที่พระพุทธเจ้ามิได้ทรงบัญญัติ  ว่า มิได้ทรงบัญญัติ
แสดงข้อที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ       ว่า ได้ทรงบัญญัติ
คู่ที่  ๖  แสดงอนาบัติ  ว่า อนาบัติ
แสดงอาบัติ   ว่า อาบัต
คู่ที่  ๗  แสดงอาบัติเบา  ว่า อาบัติเบา
แสดงอาบัติหนัก ว่า อาบัติหนัก
คู่ที่  ๘  แสดงอาบัติที่มีส่วนเหลือ    ว่า เป็นอาบัติที่มีส่วนเหลือ
แสดงอาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือ ว่า เป็นอาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือ
คู่ที่  ๙  แสดงอาบัติชั่วหยาบ    ว่า ชั่วหยาบ
แสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบ ว่า เป็นอาบัติที่ไม่ชั่วหยาบ

ภิกษุที่มีวาทะดังกล่าวมานี้รวมเรียกว่า เป็น ธรรมวาที กล่าวเป็นธรรม
วัตถุฝ่ายอธรรมวาที ย่อมเป็นเหตุให้เกิดการวิวาทกันจนแตกร้าวกัน เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า เภทกรณวัตถุ
แปลว่า วัตถุเป็นเครื่องทำให้แตกกัน
ส่วนวัตถุฝ่ายธรรมวาทีย่อมเป็นเครื่องทำให้ไม่แตกกัน ทำให้
ปรองดองกัน โดยตรงกันข้าม และวัตถุฝ่ายอธรรมวาที ๑๘ ข้อ ๙ คู่ ดังกล่าวมานี้ เป็นมูลเหตุแห่ง
วิวาทาธิกรณ์ ในคณะสงฆ์ คือ อธิกรณ์ที่เกิดขึ้นจากการวิวาทกัน การวิวาทกันนี้มิใช่วิวาทด้วยเรื่อง
ส่วนตัวของใครผู้ใดผู้หนึ่ง แต่วิวาทคือทุ่มเถียงกันว่า นี้เป็นธรรม นี้ไม่เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้ไม่เป็นวินัย
เป็นต้น ตามคู่ทั้ง ๙ นั้น เมื่อวิวาทกันแม้เพียงคู่ใดคู่หนึ่งก็เรียกว่าเป็นวิวาทที่จะก่อให้เกิดเรื่องราว
อันเรียกว่า อธิกรณ์ ขึ้นได้ และเมื่อเป็นวิวาทาธิกรณ์ขึ้นในสงฆ์แล้ว ก็ย่อมจะปันสงฆ์ออกเป็น ๒ ฝ่าย
คือ ฝ่ายที่มีความเห็นข้างนี้ ฝ่ายที่มีความเห็นข้างโน้น ก็เลยแตกกันเป็น ๒ ฝ่าย แตกกันจนแยกกันทำ
สังฆกรรม และเมื่อแยกกันทำสังฆกรรมก็เรียกว่าเป็น สังฆเภท คือ ความแตกของสงฆ์ ถ้ายังไม่ถึงกับ
แยกกันทำสังฆกรรม ก็ยังไม่เป็นสังฆเภท แต่เรียกว่าเป็น สังฆราชี ซึ่งความแตกของสงฆ์ทั้ง ๒ ฝ่ายนั้น
เรียกว่า นานาสังวาสกะ คือ มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ร่วมต่างกัน เป็นนานาสังวาสกะของกันและกัน

ส่วน สมานสังวาสกะ คือ มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ร่วมเสมอกัน เป็นความพร้อมเพรียงปรองดองกันของสงฆ์

สังฆสามัคคีอุโบสถ คือ อุโบสถสวดพระปาติโมกข์ เป็นการทำสังฆสามัคคี ตามที่กล่าวมานี้ไม่ได้กำหนด
ว่าเป็นวันไหนเหมือนอย่างอุโบสถที่กำหนดทำอยู่โดยปกติ เมื่อเกิดสังฆเภทขึ้นและสงฆ์มาปรองดองกัน
เป็นสังฆสามัคคีเมื่อใด ก็ทำอุโบสถสวดปาติโมกข์ขึ้นเมื่อนั้น เรียกว่า สังฆสามัคคีอุโบสถ

ที่มา  :  ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า
พระนิพนธ์ใน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
วัดบวรนิเวศวิหาร






อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๐๘ มกราคม ๒๕๕๓ ๑๗:๔๙ น.

สังฆเภทครั้งที่ ๔ ภายหลังพุทธปรินิพพาน

เหตุสังฆเภทครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่พระพุทธศาสนาตั้งขึ้นที่เกาะลังกาในรัชสมัยของพระเจ้า วัฏฏคามณีอภัย ท้าวเธอได้เสียพระนครให้แก่พวกทมิฬ พระองค์จึงได้เสด็จไปทำการซุ่มและรวบรวมกำลังพลแล้วยกมาตีเอาพระนครคืนมาได้

ในระยะเวลาที่เที่ยวซุ่มซ่อนกำลังพลนั้น พระองค์ได้รับความอุปการะช่วยเหลือจากพระติสสะ เป็นอย่างดีตลอดเวลาที่พักอาศัยอยู่ที่นั่น เมื่อพระองค์ตีเอาพระนครคืนมาได้แล้ว จึงทรงสร้างวัดขึ้นถวาย ชื่อว่า อภัยคีรีวิหาร แล้วนิมนต์พระติสสะเถระรูปนั้นมาอยู่จำพรรษา

ฝ่ายอำมาตย์ผู้เป็นจอมทัพของพระเจ้าอภัยคีรีก็ได้สร้างวัดขึ้นอีกวัดหนึ่ง แล้วนิมนต์พระติสสะเถระมาอยู่แล้วบำรุงด้วยปัจจัย ๔

พระภิกษุฝ่ายมหาวิหาร  ต่างตั้งข้อรังเกียจพวกภิกษุคณะอภัยคีรีวิหารว่าเป็น กุลทูสกะ คือ หาว่าพวกภิกษุอภัยคีรีวิหารประจบคฤหัสถ์เพื่อหวังลาภ

สงฆ์ทั้งสองฝ่ายจึงเกิดการแตกแยกบาดหมางกัน ไม่ทำสังฆกรรมร่วมกัน

อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๐๘ มกราคม ๒๕๕๓ ๑๗:๓๕ น.

สังฆเภทครั้งที่ ๓ ภายหลังพุทธปรินิพพาน

ภายหลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว พระสงฆ์วัดอโศการาม เมืองปาฏลีบุตรของพระเจ้าอโศกมหาราช เกิดความแตกแยกกันขึ้น ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมทำอุโบสถร่วมกัน จนทำให้พระเจ้าอโศกมหาราชทรงกำจัดภิกษุที่มีความเห็นไม่ลงรอยกันกับพระโมคคัลลีบุตร และ พระคันถรจนาจารย์ คือ ทรงกำจัดพวกเดียรถีย์ที่ได้ปลอมตัวมาบวชเป็นพระภิกษุเข้ามาปะปนอยู่ในหมู่ของพระสงฆ์เพื่อหวังลาภสักการะ และได้แสดงลัทธิของพวกตนว่าเป็นพระพุทธศาสนา

ซึ่งพวกเดียรถีย์เหล่านี้เมื่อปลอมมาบวชเป็นพระสงฆ์แล้วก็ก่อเหตุต่าง ๆ นา ๆ จนก่อให้เกิดความแตกแยกกันจนเป็นสังฆเภทขึ้น

อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๐๘ มกราคม ๒๕๕๓ ๑๗:๑๗ น.

สังฆเภทครั้งที่ ๒ พระวินัยธรและพระธรรมกถึก

เหตุเกิดในขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปประทับ ณ โฆษิตาราม นครโกสัมพี

การเกิดสังฆเภทครั้งนี้มาจากพระสงฆ์วัดโฆษิตาราม นครโกสัมพี โดยภิกษุทั้งสองฝ่ายคือ พระวินัยธร กับ พระธรรมธร หรือเรียกว่าพระธรรมกถึก ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างก็มีลูกศิษย์มากด้วยกันทั้งคู่ สาเหตุเกิดจากน้ำชำระในเว็จกุฏี หรือน้ำใช้ในกุฏีของพระธรรมกถึก พระธรรมกถึกนำน้ำไปชำระแล้วเหลือทิ้งไว้ซึ่งมีบัญญัติให้ใช้น้ำและไม่ให้เหลือน้ำทิ้งไว้ในภาชนะ ฝ่ายพระวินัยธรเข้าไปทีหลัง ไปพบน้ำที่เหลือนั้น จึงพูดว่าท่านเหลือน้ำทิ้งไว้ในภาชนะการทำอย่างนั้นต้องอาบัติทุกกฏ พระธรรมกถึกก็ตอบว่าท่านไม่รู้ว่าการทำอย่างนั้นเป็นอาบัติเพราะเหตุที่กระทำนั้น แต่ว่าเมื่อเป็นอาบัติท่านก็จะแสดงอาบัติคืน พระวินัยธรก็บอกว่าเมื่อไม่จงใจก็ไม่เป็นไร แล้วก็แยกจากกัน

ฝ่ายพระวินัยธรเมื่อกลับมาแล้วก็มาแจ้งแก่บรรดาลูกศิษย์ของตนว่า พระธรรมกถึกต้องอาบัติแล้วไม่รู้ว่าเป็นอาบัติ และฝายลูกศิษย์ก็นำความนั้นไปบอกแก่ลูกศิษย์ของฝ่ายพระธรรมกถึกว่า อุปัชฌาย์ของพวกท่านต้องอาบัติแล้วไม่รู้ว่าเป็นอาบัติ เมื่อลูกศิษย์พระธรรมกถึกได้ฟังดังนั้นก็นำเหตุนั้นกลับไปเล่าให้พระธรรมกถึกฟัง พระธรรมกถึกก็บอกว่า พระวินัยธรบอกแก่ตนแล้วว่าไม่เป็นอาบัติเพราะไม่ได้จงใจ แต่เหตุไรพระวินัยธรจึงกลับมาพูดว่าตนเองเป็นอาบัติ เท่ากับพระวินัยธรพูดมุสาวาท พวกลูกศิษย์พระวินัยธรได้ฟังดังนั้นก็นำเหตุนั้นไปเล่าสู่พระวินัยธรฟัง ทั้งสองฝ่ายก็เกิดการทุ่มเถียงกันจนแตกกันเป็นสองฝ่าย

ฝ่ายพระวินัยธรได้โอกาสจึงลง อุกเขปนียกรรม ลงโทษแก่พระธรรมกถึกในเหตุเพราะไม่เห็นเป็นอาบัติ เพื่อจะเอาชนะพระธรรมกถึก แต่ก็ทำไม่สำเร็จตามความมุ่งหมาย ฝ่ายพวกลูกศิษย์ของพระธรรมกถึกกลับเห็นว่าอาจารย์ของตนถูกลงอุกเขปนียกรรมโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนฝ่ายพระวินัยธรก็ยืนยันว่าพวกตนได้ทำกรรมนั้นไปโดยความชอบธรรม จึงเกิดการทะเลาะทุ่มเถียงกันวิวาทาธิกรณ์ซ้อนขึ้นมาอีกด้วยข้อที่ว่า "นี้เป็นวินัย นี้ไม่ใช่วินัย"

พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบเหตุแล้วได้เสด็จไปยังสำนักของพระวินัยธร ทรงชี้โทษของการทำ อุกเขปนียกรรมง่าย ๆ แก่ภิกษุเหล่านั้นและตรัสแนะให้พิจารณาดูก่อนว่า ภิกษุที่ถูกลงอุกเขปนียกรรมนั้นเป็นเช่นไร ถ้าเห็นว่า ท่านเป็นพหูสูต มีคนเคารพมาก นับถือมาก มีบริวารมาก ถูกลงอุกเขปนียกรรมแล้ว สงฆ์จักแตกแยกกันหรือร้าวรานกัน ในกรณ๊เช่นนี้ไม่ควรลงอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุนั้น โดยมุ่งเอาความสามัคคีแห่งสงฆ์เป็นที่ตั้ง

จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เสด็จไปยังสำนักของพระธรรมกถึกและภิกษุผู้เป็นลูกศิษย์ ซึ่งถูกพระวินัยธรลงอุกเขปนียกรรม ทรงชี้โทษของความเป็นคนดื้อ ไม่ยอมรับผิด พร้อมกับตรัสแนะว่า พระวินัยธรนั้นเป็นผู้เช่นไร ถ้าเห็นว่าเป็นพหูสูต ทรงธรรม ทรงวินัย ก็คงไม่มีอคติต่อพวกท่านเป็นแน่

แม้ว่าพระองค์จะทรงไกล่เกลี่ยอย่างนั้นแล้ว ก็ไม่อาจทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจปรองดองกันได้ จึงทรงเบื่อหน่ายและได้เสด็จไปประทับอยู่ยัง ป่ารักขิตวัน เขตบ้านปาริเลยกะ ทรงประทับอยู่สำราญพระอิริยาบถแล้วก็เสด็จออกจากที่นั้น ไปประทับ ณ กรุงสาวัตถึ

เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จไปจากเมืองโกสัมพีแล้ว ชาวเมืองโกสัมพีได้พร้อมกันลงโทษพวกภิกษุที่ทะเลาะกันจนเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าเสด็จหนีไป ทำให้เสื่อมจากประโยชน์ของพวกตน ไม่ทำการอุปถัมภ์บำรุงด้วยข้าวปลาอาหารทำให้พวกภิกษุนั้นอดอยาก เมื่อภิกษุเหล่านั้นถูกลงโทษจากชาวเมืองก็ทนไม่ไหว กลับได้สติขึ้นมา พอออกพรรษาก็พากันไปสู่กรุงสาวัตถีอ้อนวอนพระอานนท์ให้พาไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยคณะพระภิกษุได้มากราบทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคให้เสด็จกลับพระเชตวันมหาวิหารและทูลขอขมาพระผู้มีพระภาคเจ้าและระงับอธิกรณ์นั้น พระธรรมกถึกและพระวินัยธร พร้อมด้วยเหล่าศิษย์ก็ยินยอมขอขมาต่อกันไม่มีความเห็นแตกแยกกันเพราะได้รับโทษของความแตกแยกกันเป็นบทเรียนแล้วนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม ...

วันศุกร์, ที่ ๐๘ มกราคม ๒๕๕๓ ๑๔:๕๒ น.

สังฆเภทครั้งที่ ๑ พระเทวทัต เป็นเหตุ

สมัยเมื่อพระผู้มีพระภาคยังทรงพระชนม์อยู่ พระเทวทัตได้ชักชวนภิกษุผู้บวชใหม่เป็นพรรรคพวก ได้พากันแตกแยกออกไปจากคณะของพระพุทธเจ้า พระเทวทัตปรารถนาจะเลี้ยงชีพด้วยโกหัญญกรรม การหลอกลวงสืบไป เพื่อจะเเสดงว่าตนเป็นผู้เคร่งครัด ได้เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ทูลขอวัตถุ ๕ ประการ เพื่อให้พระบรมศาสดาบัญญัติให้ภิกษุทั้งหลายปฎิบัติโดยเคร่งครัด คือ...

๑.  ให้อยู่ในเสนาสนะป่า เป็นวัตร
๒.  ให้ถือบิณฑบาต เป็นวัตร
๓.  ให้ทรงผ้าบังสุกุล เป็นวัตร
๔.  ให้อยู่โคนไม้ เป็นวัตร
๕.  ให้งดฉันมังสาหาร เป็นวัตร

ในวัตถุทั้ง ๕ ภิกษุรูปใด จะปฎิบัติข้อใด ให้ถือข้อนั้นโดยเคร่งครัด คือให้สมาทานเป็นวัตร ปฎิบัติโดยส่วนเดียว

พระบรมศาสดาไม่ทรงอนุญาต ตรัสว่า "ไม่ควร ควรให้ปฎิบัติได้ตามศรัทธา" คือไม่เห็นชอบและไม่ยินยอมตามที่พระเทวทัตทูลขอ โดยตรัสตอบไปว่า "ภิกษุรูปใดปรารถนาจะอยู่ป่าก็ตาม บ้านก็ตาม จะถือบิณบาตรก็ตาม จะรับนิมนต์ก็ตาม จะรับคฤหบดีจีวรก็ตาม ทรงอนุญาตให้ทำได้ ยกเว้นแต่การอยู่โคนต้นไม้อนุญาตให้อยู่เพียง ๘ เดือน เป็นอย่างมาก (เพราะอีก ๓ เดือนนั้นต้องอยู่จำพรรษาในอาวาสหรือวิหารหรือวัด) ปลาและเนื้อต้องเป็นของบริสุทธิโดยส่วน ๓ คือ ไม่ได้เห็นเอง ไม่ได้ยินเอง ไม่ได้รังเกียจว่าเขาฆ่าสัตว์นั้นทำเป็นอาหารเฉพาะของตน หรือสหธรรมิกด้วยกัน ด้วยทรงเห็นว่า ยากแก่การปฎิบัติ เป็นการเกินพอดีไม่เป็นทางสายกลางสำหรับบุคคลทั่วไป พระเทวทัตโกรธแค้น ไม่สมประสงค์ กล่าวยกโทษพระบรมศาสดา ประกาศว่า คำสอนของตนประเสริฐกว่า ทำให้ภิกษุที่บวชใหม่ มีปัญญาน้อยหลงเชื่อ ยอมทำตนเข้าเป็นสาวก ครั้นพระเทวทัตได้ภิกษุยอมเข้าเป็นบริษัทของตนแล้ว ก็พยายามทำสังฆเภท แยกจากพระบรมศาสดา

เมื่อพระบรมศาสดาทรงทราบ ก็โปรดให้หาพระเทวทัตมาเฝ้า รับสั่งถาม พระเทวทัตก็ทูลตามความสัตย์ จึงทรงตรัสพระพุทธโอวาทห้ามปรามว่า "ดูก่อนเทวทัต ท่านอย่าพึงทำเช่นนั้น อันสังฆเภทนี้เป็นครุกรรมใหญ่หลางนัก" พระเทวทัตมิได้เอื้อเฟื้อในพระโอวาท ไปจากที่นั้น พบพระอานนท์ในพระนครราชคฤห์ ได้บอกความประสงค์ของตนว่า "ท่านอานนท์ จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าเลิกจากพระบรมศาสดา ข้าพเจ้าเลิกจากหมู่สงฆ์ทั้งปวง ข้าพเจ้าจะทำอุโบสถสังฆกรรมเป็นการภายในแต่พวกของเราเท่านั้น" พระอานนท์ได้นำความนั้นมากราบทูลพระบรมศาสดา เมื่อทรงทราบแล้วก็บังเกิดธรรมสังเวช ทรงพระดำริว่า "พระเทวทัตจะกระทำอนันตริยกรรม อันจะนำตัวให้ไปทนทุกข์อยู่ในอเวจีมหานรก" แล้วทรงอุทานว่า "กรรมใดไม่ดีด้วย ไม่เป็นประโยชน์ด้วย กรรมนั้นทำได้ง่าย ส่วนกรรมใดดีด้วย มีประโยชน์ด้วย กรรมนั้นทำได้ยากยิ่งนัก"

ในวันอุโบสถวันหนึ่ง พระเทวทัตก็ประชุมภิกษุ ซึ่งส่วนมากเป็นชาววัชชีบวชใหม่ ในโรงอุโบสถ พระเทวทัตประกาศว่า วัตถุ ๕ ประการนั้น ท่านรูปใดเห็นชอบด้วย ก็จงจับสลากคือลงคะแนนให้ด้วย ปรากฏว่ามีภิกษุ ๓ หรือ ๔ รูปที่ระบุชื่อ กับภิกษุวัชชีอีก ๕๐๐ รูป เห็นด้วย จึงพากันหนึไปที่ตำบลยาสีสะประเทศ ตั้งคณะขึ้นมาใหม่ โดยไม่ขึ้นตรงต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าอีกต่อไป

ครั้นพระบรมศาสดาได้ทรงทราบเหตุนั้นแล้ว ทรงดำรัสให้พระสารีบุตรเถระและพระโมคคัลลานะเถระ ไปนำภิกษุพวกนั้นกลับ อัครสาวกทั้งสองรับพระบัญชาแล้วไปที่คยาสีสะประเทศนั้น แนะนำพร่ำสอนภิกษุเหล่านั้น ให้กลับใจ ด้วยอำนาจเทศนาปาฎิหาริย์และอิทธิปาฎิหาริย์ต่างๆ ให้ภิกษุเหล่านั้นได้บรรลุอมตธรรม แล้วพาภิกษุเหล่านั้นกลับมาเฝ้าพระบรมศาสดา

พระโกกาลิกะ ซึ่งเป็นศิษย์ผู้ใหญ่ของพระเทวทัต มีความโกรธ กล่าวโทษแก่พระเทวทัต ที่ไปคบค้าด้วยพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ ให้พระอัครสาวกทั้งสองพาภิกษุทั้งหลายกลับไปหมดสิ้น แล้วประหารพระเทวทัตที่ทรวงอก ด้วยเท้าอย่างแรงด้วยกำลังโทสะ เป็นเหตุให้พระเทวทัตเจ็บปวดอย่างสาหัส ถึงอาเจียนเป็นโลหิต ได้รับทุกข์เวทนาแรงกล้า

เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จจากพระนครราชคฤห์ ไปประทับยังพระเชตวันวิหารพระนครสาวัตถีแล้ว ต่อมาพระเทวทัตก็อาพาธหนักลง ไม่ทุเลาถึง ๙ เดือน กลับหวลคิดถึงพระบรมศาสดา ใคร่จะเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ด้วยแน่ใจในชีวิตสังขารของตนคงจะดับสูญในกาลไม่นานนั้นเป็นแน่แท้ จึงได้ขอร้องให้ภิกษุที่เป็นสาวกของตนให้ช่วยพาไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ภิกษุพวกนั้นกล่าวว่า 

"ท่านอาจารย์เป็นเวรอยู่กับพระบรมศาสดาหนักนัก ข้าพเจ้าทั้งหลาย หาอาจพาไปเฝ้าได้ไม่
" พระเทวทัตจึงกล่าวว่า
"ท่านทั้งปวงอย่าให้เราพินาศฉิบหายเสียเลย แม้เราจะได้ทำเวรอาฆาตในพระผู้มีพระภาค
แต่พระผู้มีพระภาคจะได้อาฆาตตอบเราแม้แต่น้อยหนึ่งก็มิได้มี เราจะไปขมาโทษ ขอให้พระองค์
อดโทษให้สิ้นโทษ ด้วยน้ำพระทัยพระผู้มีพระภาคเปี่ยมด้วยพระกรุณา ทรงพระการุญในพระเทวทัตก็ดี
ในองคุลีมาลโจรก็ดี ในช้างนาฬาคีรีก็ดี ในพระราหุลผู้เป็นพระโอรสก็ดี เสมอกัน"

เหตุนั้น พระเทวัตจึงขอร้อง วิงวอนแล้ว วิงวอนเล่า ให้ภิกษุผู้เป็นศิษย์ ช่วยนำตัวไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า บรรดาภิกษุผู้เป็นศิษย์มีความสงสาร จึงพร้อมกันยกพระเทวทัตขึ้นนอนบนเตียงแล้วช่วยกันหามมา ตั้งแต่เมืองราชคฤห์ จนถึงเมืองสาวัตถี

ครั้นพระสงฆ์ทั้งหลายรู้ข่าว จึงเข้าไปกราบทูลพระบรมศาสดา พระองค์ตรัสว่า

"ภิกษุทั้งหลาย พระเทวทัตได้ทำกรรมหนัก ไม่อาจเห็นตถาคตในอัตตภาพนี้ได้เลย" 

แม้ภิกษุทั้งหลายจะได้เข้ากราบทูลให้ทรงทราบเป็นระยะ ๆ หลายหน ถึงครั้งสุดท้าย พระเทวทัตได้ถูกหามมาใกล้พระเชตวันวิหารแล้ว พระผู้มีพระภาค ก็ยังทรงรับสั่งเช่นเดิมอยู่อย่างนั้นอีกว่า

"ภิกษุทั้งหลาย แม้พระเทวทัต จะเข้ามาในพระเชตวัน พระเทวทัตก็จะไม่ได้เห็นตถาคตเป็นแน่แท้"

เมื่ออันเตวสิกทั้งหลาย หามพระเทวทัตมาถึงสระโบกขรณี ซึ่งอยู่นอกพระเชตวันวิหาร จึงวางเตียงลงในที่ใกล้สระ แล้วก็ชวนลงอาบน้ำในสระนั้น ส่วนพระเทวทัตก็ลุกขึ้นนั่งอยู่บนเตียง ห้อยเท้าทั้งสองถึงพื้นดิน ประสงค์จะเหยียบยันกายขึ้นบนพื้นปฐพี ในขณะนั้น พื้นปฐพีก็แยกออกเป็นช่อง สูบเอาเท้าทั้งสองของพระเทวทัตลงไปในแผ่นดินโดยลำดับ พระเทวทัตได้จมหายไปในภาคพื้น ตราบเท่าถึงคอ และกระดูกคาง วางอยู่บนพื้นปฐพี

ในเวลานั้น พระเทวทัตได้กล่าวคาถาสรรเสริญบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

"พระผู้มีพระภาค เป็นอัครบุรุษ ยอดแห่งมนุษย์และเทพดาทั้งหลาย พระองค์เป็นสารถีฝึกบุรุษอันประเสริฐ
พระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยบุญญลักษณ์ถึงร้อย และบริบูรณ์ด้วยสมันตจักษุญาณ หาที่เปรียบมิได้
ข้าพระองค์ ขณะนี้ มีเพียงกระดูกคางและศรีษะ กับลมหายใจเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ขอถึงพระพุทธเจ้า เป็นสรณะ"

นั่นจึงเป็นปฐมเหตุครั้งแรกที่พระเทวทัตได้ทำสังฆเภทต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า และทำสงฆ์ให้แตกแยกกัน และพระเทวทัตก็ได้ล่วงอนัตริยกรรม คือ กรรมอันหนักเทียบเท่ากับที่ทำร้ายพระพุทธเจ้า และมูลเหตุนี้ก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่มีการสร้างพระพุทธรูปอีกปางหนึ่งเรียกว่า ปางพระเทวทัตถวายคาง

อ่านเพิ่มเติม ...

วิดิทัศน์ธรรม

ธรรมประพันธ์

เสียงอ่านธรรม

พระธรรมเทศนา