พุทธะดอทคอม

วันศุกร์, ที่ ๐๘ มกราคม ๒๕๕๓ ๑๓:๑๙ น.

สังฆเภท สังฆราชี และสังฆสามัคคี

สังฆเภท แปลว่า การทำสงฆ์ให้แตกกัน การทำลายสงฆ์ ความแตกกันแห่งสงฆ์

สังฆเภท หมายถึงการยุยง การขวนขวายให้สงฆ์แตกความสามัคคีกัน ไม่ปรองดองกันจนถึงกับแยกกันทำอุโบสถสังฆกรรม แม้จะมีการห้ามปรามตักเตือนจนสงฆ์ประชุมกันให้เลิกละการกระทำอย่างนั้นเสียก็ยังไม่ปฏิบัติตาม ยังฝืนทำเช่นนั้นอีก เช่นนี้จัดเป็นสังฆเภท

สังฆเภท
จัดเป็นอนันตริยกรรมคือกรรมที่มีโทษหนักที่สุดเท่ากับโทษฆ่าบิดามารดา มีผลถึงห้ามสวรรค์ห้ามนิพพานทีเดียว ผู้ที่ทำลายสงฆ์ท่านมุ่งเอาเฉพาะภิกษุเท่านั้น คำว่า ทำลายสงฆ์ หมายเอาการทำให้สงฆ์แตกแยกกันเป็น ๒ ฝ่าย หรือมากกว่านั้น โดยที่สงฆ์เหล่านั้นไม่ยอมทำอุโบสถกรรม ปวารณากรรม หรือสังฆกรรรมอย่างอื่น ๆ ร่วมกัน เพราะเกิดความแตกแยก ความรังเกียจ หรือความอาฆาตพยาบาทจองเวรกัน

อุกเขปนียกรรม

คือ กรรมอันสงฆ์พึงทำแก่ภิกษุอันจะพึงยกเสีย หมายถึง วิธีการลงโทษที่สงฆ์กระทำแก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติ แล้ว ไม่ยอมรับว่าเป็นอาบัติหรือไม่ยอมทำคืนอาบัติ หรือมีความเห็นชั่วร้าย(ทิฏฐิบาป) ไม่ยอมสละซึ่งเป็นทางเสียสีลสามัญญตา
หรือทิฏฐิสามัญญตา โดยยกเธอเสียจากการสมโภคกับสงฆ์ คือ ไม่ให้ฉันร่วม ไม่ให้อยู่ร่วม ไม่ให้มีสิทธิ เสมอกับภิกษุทั้งหลาย หรืออีกนัยหนึ่งว่า ถูกตัดสิทธิแห่งภิกษุชั่วคราว

บุคคลผู้ทำสังฆเภท

บุคคลผู้อาจทำสังฆเภทได้นั้น จะต้องเป็นภิกษุเท่านั้น และต้องมีคุณสมบัติ  ๓  ประการ คือ

๑.  เป็นปกตัตตะภิกษุ หมายถืง ผู้เป็นพระภิกษุโดยปกติ ที่ประกอบด้วยสีลสามัญตา 
คือ มีศีลเสมอเป็นอันเดียวกันกับภิกษุทั้งหลายโดยปกติ คือ ไม่เป็นผู้ต้องอาบัติปาราชิก
หรือถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม
๒.  เป็นสมานสังวาส คือ เป็นภิกษุผู้มีการอยู่กินร่วมเสมอกัน มีความพร้อมเพรียงกัน
ทำสังฆกรรมร่วมกัน ทำอุโบสถกรรมร่วมกัน เป็นต้น กับภิกษุทั้งหลายในอาวาสนั้น ฯ
๓.  อยู่ในสีมาร่วมกัน หมายถึง อยู่ในเขตกำหนดสงฆ์ที่สงฆ์ได้ตกลงไว้สำหรับภิกษุทั้งหลาย
ภายในเขตกำหนดหนึ่ง ๆ ที่จะต้องทำสังฆกรรมหรือทำอุโบสถร่วมกัน ในวัดเดียวกันที่เป็นพัทธสีมา
หรืออพัทธสีมาก็ตาม

บุคคลผู้ไม่อาจทำสังฆเภท

บุคคลผู้ไม่อาจทำสังฆเภท คือ ทำลายสงฆ์ให้แตกแยกกันได้ แต่บุคคลเหล่านี้เป็นแต่เพียงสนับสนุน ส่งเสริม ยุยงให้สงฆ์แตกแยกกันให้ทำสังฆเภท มี ๖ ประเภท คือ

๑.  ภิกษุณี
๒. นางสิกขมานา
๓. สามเณร
๔. สามเณรี
๕. อุบาสก
๖. อุบาสิกา

สาเหตุที่ทำให้สงฆ์แตกแยกกัน มี  ๒  ประการ คือ

๑.  มีความเห็นปรารภพระธรรมวินัยต่างกัน จนเกิดเป็นวิวาทาธิกรณ์ขึ้น คือ เสียทิฏฐิสามัญญตา
๒.  มีความประพฤติปฏิบัติไม่สม่ำเสมอกัน มีศีลไม่เสมอกัน ยิ่งหย่อนกว่ากันจนเป็นเหตุให้เกิด
ความรังเกียจขึ้น คือ เสียสีลสามัญญตา

อาการที่สงฆ์จะแตกแยกกัน ในคัมภีร์บริวารท่านกล่าวไว้ว่าด้วยเหตุ  ๕  ประการ คือ

๑.  ด้วยกรรม              ได้แก่ทำสังฆกรรม
๒.  ด้วยอุทเทส           ได้แก่ การสวดพระปาฏิโมกข์
๓.  กล่าวด้วยโวหาร      ได้แก่ตั้งญัตติ
๔.  ด้วยอนุสาวนา         ได้แก่ประกาศด้วยกรรมวาจา
๕.  ด้วยการให้จับสลาก  ได้แก่ให้ลงคะแนนชี้ขาด

ความแตกต่างแห่ง สังฆเภท สังฆราชี และสังฆสามัคคี

สังฆเภท คือ ความแตกแยกแห่งสงฆ์ ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงบัญญัติให้สงฆ์ทำอุโบสถกรรม ปวารณากรรม และสังฆกรรมน้อยใหญ่อย่างอื่นภายในสีมาเดียวกัน พร้อมเพรียงกันด้วยสังฆสามัคคี แต่เมื่อไรก็ตามที่ภิกษุทั้งหลายแตกกันเป็นก๊ก เป็นเหล่า เป็นพวก แยกกันทำอุโบสถกรรม แยกกันทำปวารณากรรม หรือแยกกันทำสังฆกรรม หรือกรรมน้อยใหญ่ภายในสีมาเดียวกัน ซึ่งการทำสังฆเภทนี้จะต้องประกอบไปด้วยภิกษุที่ครบองค์สงฆ์ คือ ประกอบด้วยภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปทั้งสองฝ่าย การกระทำเหล่านี้จัดเป็น สังฆเภท

สังฆราชี คือ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ เมื่อภิกษุสองฝ่าย ต่างมีจำนวนครบองค์สงฆ์ คือ ๔ รูปขึ้นไป มีความเห็นไม่ลงรอยกัน ประพฤติปฏิบัติไม่เสมอกัน แต่ยังไม่ถึงกับแยกกันทำอุโบสถกรรม ปวารณากรรม และสังฆกรรมน้อยใหญ่อื่น ๆ คือถึงแม้จะแตกแยกร้าวรานทะเลาะเบาะแว้งกันแต่ยังคงทำสังฆกรรมร่วมกันภายในสีมาเดียวกันเป็นปกติ จัดเป็นเพียง สังฆราชี

สังฆสามัคคี
คือ ความพร้อมเพรียงกันแห่งสงฆ์ ความปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน มีอุทเทส คือ ฟังปาติโมกข์ร่วมกัน มีวัตรปฏิบัติเสมอกัน มีการทำสังฆกรรมร่วมกันอย่างสามัคคี ย่อมอยู่ผาสุกและความพร้อมเพรียงกันแห่งสงฆ์ย่อมเป็นมูลเหตุแห่งความตั้งมั่น และความเจริญยั่งยืนแห่งพระศาสนา ซึ่งในบาลีโกสัมพีขันธกะ ได้แสดงสังฆสามัคคีไว้ ๒ ประการ คือ

๑.  สงฆ์ไม่วินิจฉัยเรื่อง ไม่สาวเข้าไปหามูลเหตุ การทำสังฆสามัคคีอย่างนี้ทำให้เสียอรรถคือเนื้อความ
ได้แต่พยัญชนะไม่เป็นธรรม
๒.  สงฆ์วินิจฉัยเรื่อง สาวเข้าไปหามูลเหตุ แล้วทำสังฆสามัคคี อย่างนี้ได้ทั้งอรรถได้ทั้งพยัญชนะ จัดว่าเป็นธรรม

สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันนั้น อาจจะแตกแยกกันได้ง่าย เมื่อแตกแยกกันแล้วจะสามัคคีกันได้ยากมาก เพราะเหตุนั้นพระบรมศาสดาจึงตรัสเตือนให้คำนึงถึงการแตกแยกกันให้มาก ๆ ไม่ควรเอาแต่ใจตนเอง ควรมุ่งความสามัคคีเป็นใหญ่ ไม่ดื้อรั้นด้วยอำนาจทิฏฐิมานะ การจะประพฤติปฏิบัตินั้น ให้มุ่งเอาความเจริญรุ่งเรืองความมั่นคงแห่งพระศาสนาและพระธรรมวินัยเป็นหลัก

 

 

อ่านเพิ่มเติม ...

วันพุธ, ที่ ๐๖ มกราคม ๒๕๕๓ ๑๘:๕๐ น.

สีมา

สีมา แปลว่า เขต หรือ แดน

สีมานั้น มีอยู่ ๒ ประเภท คือ

๑.   พัทธสีมา คือ เขตที่สงฆ์กำหนดเอาเอง แปลว่า แดนที่ผูก
๒.   อพัทธสีมา คือ เขตที่เขากำหนดไว้ตามปกติของบ้านเมือง แปลว่า แดนไม่ได้ผูก

นิมิต หรือ วัตถุที่ใช้เป็นเครื่องหมายเขตแห่งสีมา มี ๘ ชนิด คือ
๑.   ภูเขา  หรือ ปพฺพโต
๒.   ศิลา  หรือ ปาสาโณ
๓.   ป่าไม้  หรือ วนํ
๔.   ต้นไม้  หรือ รุกฺโข
๕.   จอมปลวก หรือ วมฺมิโก
๖.   หนทาง  หรือ มคฺโค
๗.   แม่น้ำ  หรือ นที
๘.   น้ำ  หรือ อุทกํ

พัทธสีมา ๓ ชนิด(แต่ตามคัมภีร์มหาวรรคมี ๔ ชนิด) คือ
๑.   ขัณฑสีมา  คือ สีมาผูกเฉพาะโรงอุโบสถ
๒.   มหาสีมา  คือ  สีมาผูกรอบวัด
๓.   สีมาสองชั้น  คือ  สีมาที่มีขัณฑสีมาอยู่ภายในมหาสีมา
๔.  นทีปารสีมา  คือ สีมาที่สมมติคร่อมฝั่งน้ำ

อพัทธสีมา  ๓ ชนิด (หากนับสีมาสังกระเข้าด้วยมี  ๔ ชนิด) คือ
๑.   คามสีมา  แดนบ้านที่ฝ่ายอาณาจักรจัดไว้
๒.   สัตตัพภันตรสีมา  เขตที่สงฆ์กำหนดขึ้นในป่าชั่ว ๗ อัพภันดร
๓.   อุทกุกเขปสีมา เขตแห่งสามัคคีชั่ววักน้ำสาด
๔.   สีมาสังกระ  สีมาที่คาบเกี่ยวปะปนกัน

สีมาสังกระ คือ การสมมติสีมาคาบเกี่ยวกัน เช่น การสมมติสีมาใหม่คาบเกี่ยวกับสีมาเดิม
แต่สงฆ์ไม่รู้ว่าเป็นสีมาเดิม ทั้งไม่ได้ทำการสวดถอนก่อน สีมาใหม่ที่สมมติขึ้นนั้นย่อมวิบัติใช้ไม่ได้

 

 

อ่านเพิ่มเติม ...

วันพุธ, ที่ ๐๖ มกราคม ๒๕๕๓ ๑๘:๒๓ น.

สังฆกรรม

สังฆกรรม คือ งานของสงฆ์ กรรมที่คณะสงฆ์พึงทำ กิจที่คณะสงฆ์จะพึงกระทำร่วมกัน จะกระทำเพียงรูปเดียว

หรือสองรูป สามรูป ไม่ได้เพราะถือว่าเป็นกิจของคณะสงฆ์ทั้งหมด  ซึ่งจะใช้สงฆ์จำนวนกี่รูปนั้นก็สดแท้แต่
กรรมที่สงฆ์พึงกระทำ เช่น การบวชพระ ต้องใช้สงฆ์ ๕ รูป ๑๐ รูป หรือมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับพระวินัยบัญญัติไว้
ซึ่งสังฆกรรมทั้งหมด มี ๔ ประเภท คือ

๑.  อปโลกน์นกรรม กรรมที่ทำเพียงด้วยบอกกันในที่ประชุมสงฆ์ ไม่ต้องตั้งญัตติ (คำเผดียงสงฆ์,
ประกาศให้สงฆ์ทราบเพื่อทำกิจร่วมกัน, วาจานัดและไม่ต้องสวดอนุสาวนา(คำสวดประกาศความปรึกษา
และตกลงของสงฆ์, คำขอมติ) เช่น แจ้งการลงพรหมทัณฑ์แก่ภิกษุ
๒.  ญัตติกรรม กรรมที่ทำเพียงตั้งญัตติไม่ต้องสวดอนุสาวนา เช่น การสวดปาติโมกข์ และไม่ต้องสวดอนุสาวนา
เช่น การสวดปาติโมกข์ และการปวารณาออกพรรษา
๓.  ญัตติทุติยกรรม กรรมที่ทำด้วยตั้งญัตติแล้วสวดอนุสาวนาหนหนึ่ง เช่น การสวดให้ผ้ากฐิน
(ถวายผ้ากฐิน) การสวดในการสมมติสีมา (การสวดในเวลาที่มีการตัดลูกนิมิต เมื่อสร้างโบสถ์เสร็จใหม่ ๆ)
๔.  ญัตติจตุตถกรรม กรรมที่ทำด้วยตั้งญัตติแล้วสวดอนสาวนา ๓ หน เช่น การสวดนาคในการบวช
(อุปสมบท) เป็นพระ การประพฤติวุฏฐานวิธี(ปริวาสกรรม) การให้มานัต

อปโลกนกรรม แบ่งออกเป็น ๕ คือ
๑.  นิสสารณา คือ การขับไล่สามเณรผู้กล่าวตู่พุทธพจน์
๒.  โอสารณา คือ การรับเอาสามเณรผู้เช่นนั้น ผู้ประพฤติดีแล้วเข้าหมู่
๓.  ภัณฑูกรรม คือ การขออนุญาตปลงผมแก่ผู้เตรียมตัวจะบวช
๔.  กัมมลักขณะ ประกาศนัดแจกอาหารในโรงฉัน

ญัตติกรรม แบ่งออกเป็น ๙ คือ
๑.  โอสารณา เรียกอุปสัมปทาเปขะผู้ถูกถามอันตรายิกธรรมแล้วเข้าหมู่
๒.  นิสสารณา ประกาศถอนพระธรรมกถึกออกเสียจากการระงับอธิกรณ์
๓.  อุโบสถ แสดงพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน
๔.  ปวารณา เปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ เช่นการปวารณาออกพรรษา
๕.  สมมติต่างเรื่อง สมมติตนหรือผู้อื่นเป็นผู้ถามอันตรายิกธรรม
๖.  การให้ ให้คืนจีวรและบาตรเป็นต้นที่เป็นนิสสัคคีย์
๗.  ปฏิคคหะ รับอาบัติอันภิกษุแสดงในสงฆ์
๘.  ปัจจุกัฑฒนะ ประกาศเลื่อนปวารณาออกไป
๙.  กัมมลักขณะ ประกาศเริ่มต้นระงับอธิกรณ์ด้วยติณวัตถารกวินัย

ญัตติทุติยกรรม แบ่งออกเป็น ๗ คือ
๑.  นิสสารณา คือ คว่ำบาตร ประมาณคฤหัสถ์ผู้ให้ร้ายศาสนา
๒.  โอสารณา คือหงายบาตร ถอนประมาณ ผู้เช่นนั้นอันประพฤติดีแล้ว
๓.  สมมติต่างเรื่อง เช่น สมมติสีมา เป็นต้น
๔.  ให้ต่างอย่าง เช่น ให้ผ้ากฐิน เป็นต้น
๕.  ประกาศถอน หรือเลิกอานิสงส์กฐิน เป็นต้น
๖.  แสดงที่สร้างกุฏิให้แก่ภิกษุ
๗.  กัมมลักขณะ ได้แก่การสวดลำดับไปในการระงับอธิกรณ์ ด้วยติณวัตรถารกวินัย

ญัตติจตุตถกรรม แบ่งออกเป็น ๗ คือ
๑.  นิสสารณา ได้แก่สงฆ์ทำกรรม ๗ อย่าง มีตัชชะนียกรรม เป็นต้น แก่ภิกษุ
๒. โอสารณา ได้แก่สงฆ์ยกโทษแก่ภิกษุผู้กลับประพฤติดีแล้ว
๓.  สมมติ สมมติภิกษุให้สอนนางภิกษุณี
๔.  การให้ คือให้ปริวาสและมานัต
๕.  นิคหะ คือ ปรับภิกษุผู้อยู่ปริวาสและมานัต ซึ่งต้องอาบัติสังฆาทิเสสซ้ำอีก
๖.  สมนุภาสนา คือ สวดห้ามภิกษุไม่ให้ดื้อรั้น ในการกระทำอันมิชอบ
๗.  กัมมลักขณะ ได้แก่ การอุปสมบท และอัพภาน แก่อัพภานารหภิกษุ

กรรมวิบัติ มี ๔ ประการ คือ
๑.  วิบัติโดยวัตถุ  เช่น อุปสมบท หรือบวชคนที่อายุยังไม่ครบเป็นต้น
๒.  วิบัติโดยสีมา เช่น สีมาคาบเกี่ยว
๓.  วิบัติโดยปริสะ เช่น ประชุมสงฆ์ไม่ครบองค์
๔.  วิบัติโดยกรรมวาจา เช่น สวดบกพร่องมีการไม่ตั้งญัตติ หรืออนุสาวนาอย่างใดอย่างหนึ่ง

อักขรวิธี ประเภทแห่งพยัญชนะมี ๑๐

ภิกษุผู้สวดกรรมวาจา จะต้องสนใจในอักขรวิธีหรือประเภทแห่งพยัญชนะ ๑๐ ประการ
๑.  สิถิล ได้แก่ พยัญชนะที่ออกเสียเพลา คือ พยัญชนะตัวที่ ๑ และตัวที่ ๓ ในวรรคทั้ง ๕
๒.  ธนิต พยัญชนะที่ออกเสียงแข็งได้แก่ พยัญชนะตัวที่ ๒ และตัวที่ ๔ ในวรรคทั้ง ๕
๓.  ทีฆะ ได้แก่สระที่ออกเสียงยาว เช่น อา อี เอ โอ
๔.  รัสสะ ได้แก่ สระที่ออกเสียงสั้น เช่น อ อิ อุ
๕.  ครุ ได้แก่สระที่มีพยัญชนะสังโยค คือ มีพยัญชนะสะกด เช่น พุทฺธรกฺขิตตสฺส นกขมติ
๖.  ลหุ ได้แก่ สระที่ไม่มีพยัญชนะสังโยค คือ ไม่มีพยัญชนะสะกด เช่น พุทฺธรกฺขิตตสฺส น ขมติ
๗.  นิคหิต ได้แก่ อักขระที่ว่ากดเสียง เช่น สฺงฆํอุปสมฺปทํ
๘.  วิมุต ได้แก่อักขระที่ว่าปล่อยเสียง เช่น สุณาตุเอสา ญตติ
๙.  สัมพันธ์ ได้แก่บทที่เข้าสนธิเชื่อมกับบทอื่น เชน ตุณฺหสฺส
๑๐.ววัตถิตะ ได้แก่บทที่แยกออกจากกัน เช่น ตุณฺหี อสฺส

กรรมเสียเพราะว่าผิดพลาด ๔ สถาน คือ
๑.  ว่าสิถิลเป็นธนิต เช่นว่า สุณาตุ เม เป็น สุณากุ เม
๒.  ว่าธนิตเป็นสิถิล เช่น ว่า ภนฺเต สงฺโฆ เป็น พนฺเต สงฺโค
๓.  ว่าวิมุตเป็นนิคหิต เช่นว่า สุณาตุ เม เป็น สุณนฺตุ เม
๔.  ว่านิคหิตเป็นวิมุต เช่นว่า ปตฺตกลฺลํ เป็น ปตฺตกลฺลา ว่าผิดพลาดอีก ๖ สถาน 
กรรมวาจาไม่เสีย แต่ควรในใจ ว่าให้ถูกต้อง

อ่านเพิ่มเติม ...

วันพุธ, ที่ ๐๖ มกราคม ๒๕๕๓ ๑๘:๐๕ น.

ธุดงควัตร ๑๓

ธุดงควัตร คือ ธุดงค์คองค์คุณเครื่องกำจัดกิเลส เป็นข้อปฏิบัติประเภทวัตร ผู้ที่สมัครใจจะสมาทานธุดงควัตร

หรือประพฤติวัตรปฏิบัติธรรม จะต้องเป็นผู้มักน้อย สันโดษ อยู่อย่างสมถะ

สมาทานธุดงควัตร

สมาทานธุดงควัตร คือ การสมาทานวัตร ข้อปฏิบัติอันเป็นเครื่องขัดเกลา หรือ กำจัดกิเลส มีทั้งหมด ๑๓ ข้อ
ผู้ที่จะเจริญสมาธิควรสมาทานธุดงควัตรข้อใดข้อหนึ่งไปด้วย จะช่วยให้เจริญสมาธิสัมฤทธิ์ผล ธุดงควัตรนี้ส่วนใหญ่
จะเป็นกิจของสงฆ์ แต่ผู้เป็นฆราวาสจะนำมาปฏิบัติในบางข้อ เช่น บริโภคอาหารมื้อเดียว หรืออาศัยป่า
อาศัยโคนต้นไม้ อยู่เป็นวัตรก็ได้

ธุดงควัตรมี  ๑๓  ข้อ

๑.    ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ว่า คะหะปะติจีวะรัง ปะฏิกขิปามิ ปังสุกูลิกังคัง สะมาทิยามิ
แปลว่า เรางดคหบดีจีวรเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือซึ่งผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
๒.    ถือทรงเพียงไตรจีวรเป็นวัตร ว่า จะตุตถะจีวะรัง ปะฏิกขิปามิ เตจีวะริกังคัง สะมาทิยามิ
แปลว่า เรางดจีวรผืนที่สี่เสีย สมาทานองค์ของผู้ถือซึ่งไตรจีวรเป็นวัตร
๓.    ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ว่า อะติเรกะลาภัง ปะฏิกขิปามิ ปิณฑะปาติกังคัง สะมาทิยามิ
แปลว่า เรางดอติเรกลาภเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร
๔.    ถือเที่ยวบิณฑบาตไปตามแถวเป็นวัตร ว่า โลลุปปะจารัง ปะฏิกขิปามิ สะปะทานะจาริกังคัง สะมาทิยามิ
แปลว่า เรางดการเที่ยวโลเลเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือเที่ยวบิณบาตรไปตามแถวเป็นวัตร
๕.    ถือนั่งฉันอาสนะเดียวเป็นวัตร ว่า นานาสะนะโภชะนัง ปะฏิกขิปามิ เอกาสะนิกังคัง สะมาทิยามิ
แปลว่า เรางดฉันต่างอาสนะเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือนั่งฉันอาสนะเดียวเป็นวัตร
๖.    ถือฉันเฉพาะในบาตรเดียวเป็นวัตร ว่า ทุติยะภาชะนัง ปะฏิกขิปามิ ปัตตะปิณฑิกังคัง สะมาทิยามิ
แปลว่า เรางดภาชนะที่สองเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือการฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร
๗.    ถือห้ามภัตอันนำมาถวายเมื่อภายหลังเป็นวัตร ว่า อะติริตตะโภชะนัง ปฏิกขิปามิ ขะลุปัจฉาภัตติกังคัง
สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดโภชนะอันเหลือเฟือเสีย สมาทานองค์แห่งผู้ห้ามภัตอันนำมาถวาย
เมื่อภายหลังเป็นวัตร
๘.    ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ว่า คามันตะเสนาสะนัง ปิฏิกขิปามิ อารัญญิกังคัง สะมาทิยามิ
แปลว่า เรางดเสนาสนะชายบ้านเสีย สมาทานองค์แห่งผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร
๙.    ถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร ว่า  ฉันนัง  ปะฏิกขิปามิ  รุกขะมูลิกังคัง สะมาทิยามิ 
แปลว่า  เรางดที่มุงบังเสีย  สมาทานองค์ของผู้ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร
๑๐.  ถืออยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร ว่า ฉันนัญจะ  รุกขมูลลัญจะ ปะฏิกขิปามิ อัพโภกาลิกังคัง  สะมาทิยามิ
แปลว่า  เรางดที่มุงที่บังและโคนไม้เสีย สมาทานองค์ของผู้ถือการอยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร
๑๑.  ถืออยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร ว่า ฉันนัญจะ รุกขะมูลลัญจะ ปะฏิกขิปามิ ยะถาสันถะติกังคัง สะมาทิยามิ 
แปลว่า เรางดที่มิใช่ป่าช้าเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร
๑๒.  ถือการอยู่ในเสนาสนะอันท่านจัดให้อย่างไรเป็นวัตร ว่า เสนาสนะโลลุปปัง ปะฏิกขิปามิ
ยะถาสันถะติกังคัง สะมาทิยามิ  แปลว่า เรางดความโลเลในเสนาสนะเสีย สมาทานองค์ของ
ผู้อยู่ในเสนาสนะอันท่านจัดให้อย่างไร เป็นวัตร
๑๓.  ถือการนั่งเป็นวัตร ว่า เสยยัง ปะฏิกขิปามิ เนสัชชิกังคัง สะมาทิยามิ
แปลว่า เรางดการนอนเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือการนั่ง เป็นวัตร

 

อ่านเพิ่มเติม ...

วันพุธ, ที่ ๐๖ มกราคม ๒๕๕๓ ๑๗:๕๔ น.

อธิกรณ์

อธิกรณ์ แปลว่า ภารกิจที่พึงทำให้สงบให้เรียบร้อยเหมาะสม

อธิกรณ์ ในคำวัดใช้หมายถึงสาเหตุ คดีเรื่องราว ปัญหา ความยุ่งยาก กิจกรรมที่เกิดขึ้นในหมู่สงฆ์
ที่สงฆ์ต้องจัดการสะสางหรือดำเนินการทำให้สงบหรือเป็นไปด้วยดี

อธิกรณ์ ในพระวินัยมี ๔ เรื่อง คือ  เป็นชื่อแห่งเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วจะต้องจัดต้องทำให้ลุล่วงไป
มี ๔ ประการ คือ

๑.  วิวาทาธิกรณ์ คือวิวาท ได้แก่การเถียงกันปรารภพระธรรมวินัยนี้ จะต้องได้รับชี้ขาดว่าถูกว่าผิด
หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นการถกเถียงกันด้วยเรื่องพระธรรมวินัย
๒.  อนุวาทาธิกรณ์ คือ ความโจทกล่าวหากันด้วยปรารภพระธรรมวินัยนี้จะต้องได้รับชี้ขาดว่าถูกว่าผิด
หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นการถกเถียงกันด้วยเรื่องอาบัติ
๓.  อาปัตตาธิกรณ์ คือ กิริยาที่ต้องอาบัติหรือถูกปรับอาบัตินี้จะต้องทำคืน คือทำให้พ้นโทษ
หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นการถกเถียงกันด้วยเรื่องการปรับอาบัติและวิธีการออกหรือพ้นจากอาบัติ
๔.  กิจจาธิกรณ์ คือกิจธุระที่สงฆ์จะพึงสามัคคีร่วมกันทำ เรียกว่า สังฆกรรม เช่นให้อุปสมบทนี้จะต้องทำให้สำเร็จ

อธิกรณสมถะ

“อธิกรณสมถะ”
เป็นชื่อแห่งสิกขาบทหรือสิกขาบทหรือแห่งธรรม แปลว่า “สำหรับระงับอธิกรณ์”
มี ๗ ประการ คือ

๑.  สัมมุขาวินัย แปลว่า ระเบียบอันจะพึงทำในที่พร้อมหน้า ๔ อย่าง คือ
ก.  พร้อมหน้าสงฆ์ คือภิกษุเข้าประชุมครบองค์กำหนดเป็นสงฆ์
ข.  พร้อมหน้าบุคคล คือ บุคคลที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้อยู่พร้อมหน้ากัน
ค.  พร้อมหน้าวัตถุ ได้แก่ยกเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นวินิจฉัย
ง.  พร้อมหน้าธรรมวินัย ได้แก่วินิจฉัยถูกธรรม ถูกวินัย
๒.  สติวินัย แปลว่า ระเบียบยกเอาสติขึ้นเป็นหลัก ได้แก่กิริยาที่สงฆ์สวดประกาศให้สมมติ (การรับรู้ร่วมกัน)
แก่พระอรหันต์ว่าเป็นผู้มีสติเต็มที่ เพื่อระงับอนุวาทาธิกรณ์ ที่มีผู้โจทท่านด้วยศีลวิบัติ
๓.  อมูฬหวินัย แปลว่า ระเบียบที่ให้แก่ภิกษุผู้หายเป็นบ้าแล้ว ได้แก่กิริยาที่สงฆ์สวดประกาศให้สมมติ
(การรับรู้ร่วมกัน) แก่พระอรหันต์ว่าเป็นผู้มีสติเต็มที่ เพื่อระงับอนุวาทาธิกรณ์ ที่มีผู้โจทท่านด้วยศีลวิบัต
๔.  ปฏิญญาตกรณะ แปลว่า ทำตามรับ ได้แก่ปรับอาบัติตามปฏิญญาของจำเลยผู้รับเป็นสัตย์
การแสดงอาบัติ ก็จัดว่าทำปฏิญญาในข้อนี้ด้วย
๕.  เยภุยยสิกา แปลว่า ตัดสินตามคำของคนมากเป็นประมาณ วิธีนี้สำหรับใช้ในเมื่อความเห็นของคนมาก
แตกต่างกัน ให้ตัดสินเอาตามคำของคนมากเป็นประมาณ
๖.  ตัสสปาปิยสิกา แปลว่า กิริยาที่ลงโทษแก่ผู้ผิด มี ๒ นัย
ก.  เพิ่มโทษแก่ภิกษุผู้ประพฤติผิดซ้ำอีก
ข.  ตัดสินโทษแม้ไม่รับเป็นสัตย์ แต่พิจารณาสมจริงดังกล่าวในอนิยตสิกขาบทนั้น
๗.  ติณวัถารกวินัย แปลว่า ระเบียบดังกลบไว้ด้วยหญ้า ได้แก่กิริยาที่ให้ประนีประนอมกันทั้ง ๒ ฝ่าย

การใช้สมถะระงับอธิกรณ์

๑.   สัมมุขาวินัย เป็นเครื่องระงับอธิกรณ์ได้ทุกอย่าง
๒.   สติวินัย,  อมูฬหวินัย, ตัสสปาปิยสิกา ทั้ง ๓ อย่างนี้ เป็นเครื่องระงับเฉพาะอนุวาทาธิกรณ์
๓.   ปฏิญญาตกรณะ, ติณวัตถารกวินัย ทั้ง ๒ อย่างนี้ ท่านกล่าวว่า เป็นเครื่องระงับเฉพาะปัตตาธิกรณ์
และใช้เป็นเครื่องระงับอนุวาทาธิกรณ์ด้วย ก็ได้
๔.  เยภุยยสิกา ใช้เป็นเครื่องระงับเฉพาะวิวาทาธิกรณ์

วิธีระงับวิวาทาธิกรณ์

เมื่อเกิดวิวาทาธิกรณ์นี้ขึ้นแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสให้ระงับด้วยสมถ ๒ อย่าง คือ

๑.  สัมมุขาวินัย วิธีระงับต่อหน้า คือ พระสงฆ์ได้เข้าร่วมประชุมสงฆ์ ผู้วิวาทยอมรับความเห็น
ยอมหยุดไม่วิวาทอีกต่อไป การระงับด้วยสัมมุขาวินัยนี้ มี ๔ ลักษณะด้วยกัน คือ
ก.  การระงับอธิกรณ์ในที่พร้อมหน้าสงฆ์ (สังฆสัมมุขตา)
ข.  การระงับอธิกรณ์ในที่พร้อมหน้าธรรม(ธรรมสัมมุขตา)
ค.  การระงับอธิกรณ์ในที่พร้อมหน้าวินัย (วินัยสัมมุขตา)
ง.  การระงับอธิกรณ์ในที่พร้อมหน้าบุคคล (บุคคลสัมมุขตา)
๒.  เยภุยยสิกา วิธีระงับด้วยคะแนนเสียงข้างมาก เมื่ออธิกรณ์เกิดขึ้น หากภิกษุเข้าร่วมประชุมพิจารณา
ลงความเห็นมีมากกว่าก็ให้ถือว่าข้างฝ่ายนั้นชนะ

วิธีระงับอนุวาทาธิกรณ์

อนุวาทาธิกรณ์ หมายถึง การกล่าวหากันว่า ประพฤติผิดจะต้องอาบัติอย่างนั้น ภิกษุกล่าวหาภิกษุด้วยกันว่า
ท่านต้องอาบัติอย่างนั้น หรือโจทฟ้อง ให้ผู้อื่นได้รับทราบด้วยว่า ผู้นั้นประพฤติผิดศีล (ศีลวิบัติ) มีความประพฤติ
ที่ไม่เหมาะสม เสียมารยาท ประพฤติย่อหย่อนมักต้องอาบัติเล็กน้อยตั้งแต่ถุลลัจจัยลงมาจนถึงทุพภาสิตเป็นประจำ
(อาจารวิบัติ) มีความเห็นผิดพลาดคลาดเคลื่อนผิดจากพระธรรมวินัย เป็นสาเหตุทำให้คนประพฤตินอกแบบแผน
กระทำความผิดอยู่เสมอ (ทิฏฐิวิบัติ) นอกจากนี้แล้ว ยังโจทว่า มีการหาเลี้ยงชีพในทางที่ไม่ดี ไม่เหมาะสม
มีการหลอกลวง ปล้นจี้ ลักขโมย เป็นต้น (อาชีววิบัติ)

การโจท หรือฟ้องร้องด้วยวิบัติ ๔ อย่างนี้ ล้วนแต่เป็นอนุวาทาธิกรณ์ทั้งนั้น แม้การสนับสนุนคนอื่นโจทก็จัดเป็น
อนุวาทาธิกรณ์เหมือนกัน เมื่ออนุวาทาธิกรณ์นี้เกิดขึ้นแล้ว ท่านอนุญาตให้กระทำการระงับด้วยสมถะ ๔ อย่าง คือ

๑.  สัมมุขาวินัย คือ การระงับอธิกรณ์ในที่พร้อมหน้าคณะสงฆ์ พร้อมหน้าธรรมพร้อมหน้าวินัยและพร้อมหน้าบุคคล
ตามที่ได้บรรยายมาแล้ว
๒.  สติวินัย คือ การระงับอนุวาทาธิกรณ์ที่ยกเอาสติขึ้นเป็นหลักปรับ เมื่อที่ประชุมสงฆ์พิจารณาดูแล้วว่า
ท่านผู้เป็นจำเลยซึ่งถูกฟ้องว่าเป็นอาบัติเพราะทุศีลนั้น ทานเป็นพระอรหันต์ทางคณะสงฆ์เห็นว่า
คงจะเป็นไปไม่ได้ที่พระอรหันต์จะกระทำการล่วงละเมิดพระวินัยดังคำที่โจทฟ้อง จึงสวดวาจาประกาศให้
สมมติแก่พระอรหันต์ว่าเป็นผู้มีสติสมบูรณ์ เรียกว่าให้วินัย แล้วยกฟ้องคำของโจทก์เสีย ภายหลังถ้าหากจำเลย
ถูกผู้อื่นโจทด้วยอาบัติในลักษณีนี้อีก ก็จะไม่มีการพิจารณาอธิกรณ์
๓.  อมูฬหวินัย การระงับอธิกรณ์ให้แก่ภิกษุที่หายเป็นบ้าแล้ว เช่น มีภิกษุรูปหนึ่งเสียสติได้ประพฤติความเสียหาย
เป็นอันมาก ซึ่งเป็นสิ้งที่ไม่ควรแก่สมณะทั้งการพูดและการกระทำ ต่อมาเมื่อเธอหายเป็นปกติแล้ว
ก็มีโจทเธอว่า ท่านได้ประพฤติอย่างนี้ ได้เป็นอาบัติแล้ว เป็นต้น เธอยอมรับว่า ที่ตนกระทำไปนั้น
เพราะความหลง เพราะว่าตอนนั้นเสียสติไม่มีเจตนาที่จะกระทำ เมื่ออธิกรณ์เข้าสู่ที่ประชุมสงฆ์แล้ว
คณะสงฆ์จึงได้รับอนุวาทาธิกรณ์นั้น ด้วยการสวดประกาศสมมติให้เธอเป็นภิกษุผู้หายเป็นบ้าแล้ว
อาบัติที่เธอประพฤติล่วงมานั้นแม้จะเป็นจริงก็ไม่เป็นอาบัติเพราะเธอเป็นบ้า คณะสงฆ์จึงสวดกรรมวาจา
ประกาศข้อความนี้ไว้ เรียกว่า อมูฬหวินัย แล้วยกฟ้องคำของโจทเสีย ภายหลังมีผู้มาโจทอาบัติที่เธอ
กระทำในขณะที่เป็นบ้าอีก ก็ไม่มีการพิจารณา เพราะถือว่าให้อธิกรณ์ระงับแล้วด้วยอมูฬหวินัย
๔.  ตัสสปาปิยสิกา กรรมที่คณะสงฆ์ลงโทษแก่ภิกษุผู้ที่ต้องอาบัติแล้ว เมื่อมีโจทท้วงขึ้นคณะสงฆ์ประชุมกัน
สอบสวน ท่านได้ให้การกลับไปกลับมา เดี๋ยวก็ยอมรับ เดี๋ยวก็ปฏิเสธพูดกลบเกลื่อนข้อที่ถูกซักถาม
พูดมุสาในที่ซึ่งหน้าภิกษุเช่นนี้ คณะสงฆ์สามารถลงโทษแก่เธอได้ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ยอมรับตามโทษที่ต้อง
หรือเพิ่มโทษก็ได้ โดยในขั้นแรกนั้นให้โจทเธอเสียก่อนและให้เธอให้การแล้วจึงปรับอาบัติต่อจากนั้น
ให้สวดต่อด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ให้คณะสงฆ์ทั้งหมดได้รับทราบด้วย

วิธีระงับอาปัตตาธิกรณ์

อาปัตตาธิกรณ์ หมายถึง เรื่องที่เกี่ยวกับการต้องอาบัติและถูกปรับอาบัติตามที่ตนกระทำที่ท่านจัดเป็น
อธิกรณ์นั้นก็เพราะว่า เป็นเรื่องที่จะต้องระงับด้วยการแก้ไขปลดเปลื้องภิกษุผู้ต้องอาบัตินั้นออกจากอาบัติที่ต้อง
ด้วยวิธีการปลงอาบัติหรือการอยู่กรรมตามที่ท่านกำหนดไว้ จะระงับได้ด้วยสมถะ ๓ ประการ คือ

๑.  สัมมุขาวินัย ระงับต่อหน้า คือ อธิกรณ์ที่เกิดขึ้นมีพระสงฆ์เข้าประชุมวินิจฉัยครบองค์สงฆ์
คู่วิวาทกันยอมรับความเห็นของที่ประชุม ยอมหยุดจะไม่วิวาทกันอีกต่อไป การระงับด้วยสัมมุขาวินัยนี้
มี ๔ ลักษณะ คือ ระงับพร้อมหน้าสงฆ์ ระงับพร้อมหน้าธรรม ระงับพร้อมหน้าวินัย และระงับพร้อมหน้าบุคคล
๒.  ปฏิญญาตกรณะ กระทำตามรับ ได้แก่ภิกษุรูปหนึ่งต้องอาบัติแล้ว มีผู้โจทท้วงขึ้นเมื่อคณะสงฆ์เข้าประชุมกัน
วินิจฉัยภิกษุผู้เป็นจำเลยยอมรับอย่างใด ก็ปรับอาบัติตามที่ยอมรับนั้นหรือการปลงอาบัติก็จัดเป็น
ปฏิญญาตกรณะเหมือนกัน
๓.  ติณวัตถารกะ การระงับอธิกรณ์ไว้ด้วยการประนีประนอมกันไว้ทั้ง ๒ ฝ่าย โดยไม่ต้องชำระสะสางหาความกัน
เหมือนการกลบของไว้ด้วยหญ้า เป็นวิธีระงับอาบัติที่ใช้ในเมื่อจะระงับลหุกาบัติ ซึ่งเกี่ยวกับภิกษุจำนวนมาก
ต่างคนก็ประพฤติไม่เหมาะสม และโจทกันซัดทอดกันไปมา เป็นเรื่องที่นุงนังซับซ้อน เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด
ทะเลาะวิวาทกันไม่หยุดไม่หย่อน ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีฝ่ายใดยอม เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็มีแต่จะทำให้อธิกรณ์
แรงขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นจึงต้องระงับเสียด้วยติณวัตถารกะ แบบกลบเกลื่อนของเน่าไว้ด้วยหญ้า ตัวอธิกรณ์
ยกเลิกทิ้งเสีย ทั้งสองฝ่ายจะไม่สาวาหาความหลังของกันและกัน

กิจจาธิกรณ์และวิธีระงับด้วยนิคหะ

ผู้ปกครองคณะสงฆ์ต้องมีคุณธรรม ๒ อย่าง คือ
๐  นิคหะ        การข่ม การกำราบ การลงโทษ
๐  ปัคหะ        การยกย่อง การเชิดชู

อ่านเพิ่มเติม ...

วิดิทัศน์ธรรม

ธรรมประพันธ์

เสียงอ่านธรรม

พระธรรมเทศนา