พระสงฆ์
อธิกรณ์ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย อัมพัน สุทธิสงคราม   
วันพุธที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๗:๕๔ น.

อธิกรณ์

อธิกรณ์ แปลว่า ภารกิจที่พึงทำให้สงบให้เรียบร้อยเหมาะสม

อธิกรณ์ ในคำวัดใช้หมายถึงสาเหตุ คดีเรื่องราว ปัญหา ความยุ่งยาก กิจกรรมที่เกิดขึ้นในหมู่สงฆ์
ที่สงฆ์ต้องจัดการสะสางหรือดำเนินการทำให้สงบหรือเป็นไปด้วยดี

อธิกรณ์ ในพระวินัยมี ๔ เรื่อง คือ  เป็นชื่อแห่งเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วจะต้องจัดต้องทำให้ลุล่วงไป
มี ๔ ประการ คือ

๑.  วิวาทาธิกรณ์ คือวิวาท ได้แก่การเถียงกันปรารภพระธรรมวินัยนี้ จะต้องได้รับชี้ขาดว่าถูกว่าผิด
     หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นการถกเถียงกันด้วยเรื่องพระธรรมวินัย
๒.  อนุวาทาธิกรณ์ คือ ความโจทกล่าวหากันด้วยปรารภพระธรรมวินัยนี้จะต้องได้รับชี้ขาดว่าถูกว่าผิด
     หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นการถกเถียงกันด้วยเรื่องอาบัติ
๓.  อาปัตตาธิกรณ์ คือ กิริยาที่ต้องอาบัติหรือถูกปรับอาบัตินี้จะต้องทำคืน คือทำให้พ้นโทษ
     หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นการถกเถียงกันด้วยเรื่องการปรับอาบัติและวิธีการออกหรือพ้นจากอาบัติ
๔.  กิจจาธิกรณ์ คือกิจธุระที่สงฆ์จะพึงสามัคคีร่วมกันทำ เรียกว่า สังฆกรรม  เช่นให้อุปสมบทนี้จะต้องทำให้สำเร็จ

อธิกรณสมถะ

 “อธิกรณสมถะ”
เป็นชื่อแห่งสิกขาบทหรือสิกขาบทหรือแห่งธรรม แปลว่า “สำหรับระงับอธิกรณ์”
  มี ๗ ประการ คือ

๑.  สัมมุขาวินัย แปลว่า ระเบียบอันจะพึงทำในที่พร้อมหน้า ๔ อย่าง คือ
     ก.  พร้อมหน้าสงฆ์ คือภิกษุเข้าประชุมครบองค์กำหนดเป็นสงฆ์
     ข.  พร้อมหน้าบุคคล คือ บุคคลที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้อยู่พร้อมหน้ากัน
     ค.  พร้อมหน้าวัตถุ ได้แก่ยกเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นวินิจฉัย
     ง.  พร้อมหน้าธรรมวินัย ได้แก่วินิจฉัยถูกธรรม ถูกวินัย
๒.  สติวินัย แปลว่า ระเบียบยกเอาสติขึ้นเป็นหลัก ได้แก่กิริยาที่สงฆ์สวดประกาศให้สมมติ (การรับรู้ร่วมกัน)
     แก่พระอรหันต์ว่าเป็นผู้มีสติเต็มที่ เพื่อระงับอนุวาทาธิกรณ์ ที่มีผู้โจทท่านด้วยศีลวิบัติ
๓.  อมูฬหวินัย แปลว่า ระเบียบที่ให้แก่ภิกษุผู้หายเป็นบ้าแล้ว ได้แก่กิริยาที่สงฆ์สวดประกาศให้สมมติ
     (การรับรู้ร่วมกัน) แก่พระอรหันต์ว่าเป็นผู้มีสติเต็มที่ เพื่อระงับอนุวาทาธิกรณ์ ที่มีผู้โจทท่านด้วยศีลวิบัต
๔.  ปฏิญญาตกรณะ แปลว่า ทำตามรับ ได้แก่ปรับอาบัติตามปฏิญญาของจำเลยผู้รับเป็นสัตย์
     การแสดงอาบัติ ก็จัดว่าทำปฏิญญาในข้อนี้ด้วย
๕.  เยภุยยสิกา แปลว่า ตัดสินตามคำของคนมากเป็นประมาณ วิธีนี้สำหรับใช้ในเมื่อความเห็นของคนมาก
     แตกต่างกัน ให้ตัดสินเอาตามคำของคนมากเป็นประมาณ
๖.  ตัสสปาปิยสิกา แปลว่า กิริยาที่ลงโทษแก่ผู้ผิด มี ๒ นัย
      ก.  เพิ่มโทษแก่ภิกษุผู้ประพฤติผิดซ้ำอีก
      ข.  ตัดสินโทษแม้ไม่รับเป็นสัตย์ แต่พิจารณาสมจริงดังกล่าวในอนิยตสิกขาบทนั้น
๗.  ติณวัถารกวินัย แปลว่า ระเบียบดังกลบไว้ด้วยหญ้า ได้แก่กิริยาที่ให้ประนีประนอมกันทั้ง ๒ ฝ่าย

การใช้สมถะระงับอธิกรณ์

๑.   สัมมุขาวินัย เป็นเครื่องระงับอธิกรณ์ได้ทุกอย่าง
๒.   สติวินัย,  อมูฬหวินัย, ตัสสปาปิยสิกา ทั้ง ๓ อย่างนี้ เป็นเครื่องระงับเฉพาะอนุวาทาธิกรณ์
๓.   ปฏิญญาตกรณะ, ติณวัตถารกวินัย ทั้ง ๒ อย่างนี้ ท่านกล่าวว่า เป็นเครื่องระงับเฉพาะปัตตาธิกรณ์
      และใช้เป็นเครื่องระงับอนุวาทาธิกรณ์ด้วย ก็ได้
๔.  เยภุยยสิกา ใช้เป็นเครื่องระงับเฉพาะวิวาทาธิกรณ์ 

วิธีระงับวิวาทาธิกรณ์

เมื่อเกิดวิวาทาธิกรณ์นี้ขึ้นแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสให้ระงับด้วยสมถ ๒ อย่าง คือ

๑.  สัมมุขาวินัย วิธีระงับต่อหน้า คือ พระสงฆ์ได้เข้าร่วมประชุมสงฆ์ ผู้วิวาทยอมรับความเห็น
     ยอมหยุดไม่วิวาทอีกต่อไป การระงับด้วยสัมมุขาวินัยนี้ มี ๔ ลักษณะด้วยกัน คือ
     ก.  การระงับอธิกรณ์ในที่พร้อมหน้าสงฆ์ (สังฆสัมมุขตา)
     ข.  การระงับอธิกรณ์ในที่พร้อมหน้าธรรม(ธรรมสัมมุขตา)
     ค.  การระงับอธิกรณ์ในที่พร้อมหน้าวินัย (วินัยสัมมุขตา)
     ง.  การระงับอธิกรณ์ในที่พร้อมหน้าบุคคล (บุคคลสัมมุขตา)
๒.  เยภุยยสิกา วิธีระงับด้วยคะแนนเสียงข้างมาก เมื่ออธิกรณ์เกิดขึ้น หากภิกษุเข้าร่วมประชุมพิจารณา
     ลงความเห็นมีมากกว่าก็ให้ถือว่าข้างฝ่ายนั้นชนะ

วิธีระงับอนุวาทาธิกรณ์

อนุวาทาธิกรณ์ หมายถึง การกล่าวหากันว่า ประพฤติผิดจะต้องอาบัติอย่างนั้น ภิกษุกล่าวหาภิกษุด้วยกันว่า
ท่านต้องอาบัติอย่างนั้น หรือโจทฟ้อง ให้ผู้อื่นได้รับทราบด้วยว่า ผู้นั้นประพฤติผิดศีล (ศีลวิบัติ) มีความประพฤติ
ที่ไม่เหมาะสม เสียมารยาท ประพฤติย่อหย่อนมักต้องอาบัติเล็กน้อยตั้งแต่ถุลลัจจัยลงมาจนถึงทุพภาสิตเป็นประจำ
(อาจารวิบัติ) มีความเห็นผิดพลาดคลาดเคลื่อนผิดจากพระธรรมวินัย เป็นสาเหตุทำให้คนประพฤตินอกแบบแผน
กระทำความผิดอยู่เสมอ (ทิฏฐิวิบัติ) นอกจากนี้แล้ว ยังโจทว่า มีการหาเลี้ยงชีพในทางที่ไม่ดี ไม่เหมาะสม
มีการหลอกลวง ปล้นจี้ ลักขโมย เป็นต้น (อาชีววิบัติ)

การโจท หรือฟ้องร้องด้วยวิบัติ ๔ อย่างนี้ ล้วนแต่เป็นอนุวาทาธิกรณ์ทั้งนั้น แม้การสนับสนุนคนอื่นโจทก็จัดเป็น
อนุวาทาธิกรณ์เหมือนกัน เมื่ออนุวาทาธิกรณ์นี้เกิดขึ้นแล้ว ท่านอนุญาตให้กระทำการระงับด้วยสมถะ ๔ อย่าง คือ

๑.  สัมมุขาวินัย คือ การระงับอธิกรณ์ในที่พร้อมหน้าคณะสงฆ์ พร้อมหน้าธรรมพร้อมหน้าวินัยและพร้อมหน้าบุคคล
     ตามที่ได้บรรยายมาแล้ว
๒.  สติวินัย คือ การระงับอนุวาทาธิกรณ์ที่ยกเอาสติขึ้นเป็นหลักปรับ เมื่อที่ประชุมสงฆ์พิจารณาดูแล้วว่า
     ท่านผู้เป็นจำเลยซึ่งถูกฟ้องว่าเป็นอาบัติเพราะทุศีลนั้น ทานเป็นพระอรหันต์ทางคณะสงฆ์เห็นว่า
     คงจะเป็นไปไม่ได้ที่พระอรหันต์จะกระทำการล่วงละเมิดพระวินัยดังคำที่โจทฟ้อง จึงสวดวาจาประกาศให้
     สมมติแก่พระอรหันต์ว่าเป็นผู้มีสติสมบูรณ์ เรียกว่าให้วินัย แล้วยกฟ้องคำของโจทก์เสีย ภายหลังถ้าหากจำเลย
     ถูกผู้อื่นโจทด้วยอาบัติในลักษณีนี้อีก ก็จะไม่มีการพิจารณาอธิกรณ์
๓.  อมูฬหวินัย การระงับอธิกรณ์ให้แก่ภิกษุที่หายเป็นบ้าแล้ว เช่น มีภิกษุรูปหนึ่งเสียสติได้ประพฤติความเสียหาย
     เป็นอันมาก ซึ่งเป็นสิ้งที่ไม่ควรแก่สมณะทั้งการพูดและการกระทำ ต่อมาเมื่อเธอหายเป็นปกติแล้ว
     ก็มีโจทเธอว่า ท่านได้ประพฤติอย่างนี้ ได้เป็นอาบัติแล้ว เป็นต้น เธอยอมรับว่า ที่ตนกระทำไปนั้น
     เพราะความหลง เพราะว่าตอนนั้นเสียสติไม่มีเจตนาที่จะกระทำ เมื่ออธิกรณ์เข้าสู่ที่ประชุมสงฆ์แล้ว
     คณะสงฆ์จึงได้รับอนุวาทาธิกรณ์นั้น ด้วยการสวดประกาศสมมติให้เธอเป็นภิกษุผู้หายเป็นบ้าแล้ว
     อาบัติที่เธอประพฤติล่วงมานั้นแม้จะเป็นจริงก็ไม่เป็นอาบัติเพราะเธอเป็นบ้า คณะสงฆ์จึงสวดกรรมวาจา
     ประกาศข้อความนี้ไว้ เรียกว่า อมูฬหวินัย แล้วยกฟ้องคำของโจทเสีย ภายหลังมีผู้มาโจทอาบัติที่เธอ
     กระทำในขณะที่เป็นบ้าอีก ก็ไม่มีการพิจารณา เพราะถือว่าให้อธิกรณ์ระงับแล้วด้วยอมูฬหวินัย
๔.  ตัสสปาปิยสิกา กรรมที่คณะสงฆ์ลงโทษแก่ภิกษุผู้ที่ต้องอาบัติแล้ว เมื่อมีโจทท้วงขึ้นคณะสงฆ์ประชุมกัน
     สอบสวน ท่านได้ให้การกลับไปกลับมา เดี๋ยวก็ยอมรับ เดี๋ยวก็ปฏิเสธพูดกลบเกลื่อนข้อที่ถูกซักถาม
     พูดมุสาในที่ซึ่งหน้าภิกษุเช่นนี้ คณะสงฆ์สามารถลงโทษแก่เธอได้ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ยอมรับตามโทษที่ต้อง
     หรือเพิ่มโทษก็ได้ โดยในขั้นแรกนั้นให้โจทเธอเสียก่อนและให้เธอให้การแล้วจึงปรับอาบัติต่อจากนั้น
     ให้สวดต่อด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ให้คณะสงฆ์ทั้งหมดได้รับทราบด้วย

วิธีระงับอาปัตตาธิกรณ์

อาปัตตาธิกรณ์ หมายถึง เรื่องที่เกี่ยวกับการต้องอาบัติและถูกปรับอาบัติตามที่ตนกระทำที่ท่านจัดเป็น
อธิกรณ์นั้นก็เพราะว่า เป็นเรื่องที่จะต้องระงับด้วยการแก้ไขปลดเปลื้องภิกษุผู้ต้องอาบัตินั้นออกจากอาบัติที่ต้อง
ด้วยวิธีการปลงอาบัติหรือการอยู่กรรมตามที่ท่านกำหนดไว้ จะระงับได้ด้วยสมถะ ๓ ประการ คือ

๑.  สัมมุขาวินัย ระงับต่อหน้า คือ อธิกรณ์ที่เกิดขึ้นมีพระสงฆ์เข้าประชุมวินิจฉัยครบองค์สงฆ์
     คู่วิวาทกันยอมรับความเห็นของที่ประชุม ยอมหยุดจะไม่วิวาทกันอีกต่อไป การระงับด้วยสัมมุขาวินัยนี้
     มี ๔ ลักษณะ คือ ระงับพร้อมหน้าสงฆ์ ระงับพร้อมหน้าธรรม ระงับพร้อมหน้าวินัย และระงับพร้อมหน้าบุคคล
๒.  ปฏิญญาตกรณะ กระทำตามรับ ได้แก่ภิกษุรูปหนึ่งต้องอาบัติแล้ว มีผู้โจทท้วงขึ้นเมื่อคณะสงฆ์เข้าประชุมกัน
     วินิจฉัยภิกษุผู้เป็นจำเลยยอมรับอย่างใด ก็ปรับอาบัติตามที่ยอมรับนั้นหรือการปลงอาบัติก็จัดเป็น
     ปฏิญญาตกรณะเหมือนกัน
๓.  ติณวัตถารกะ การระงับอธิกรณ์ไว้ด้วยการประนีประนอมกันไว้ทั้ง ๒ ฝ่าย โดยไม่ต้องชำระสะสางหาความกัน
     เหมือนการกลบของไว้ด้วยหญ้า เป็นวิธีระงับอาบัติที่ใช้ในเมื่อจะระงับลหุกาบัติ ซึ่งเกี่ยวกับภิกษุจำนวนมาก
     ต่างคนก็ประพฤติไม่เหมาะสม และโจทกันซัดทอดกันไปมา เป็นเรื่องที่นุงนังซับซ้อน เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด
     ทะเลาะวิวาทกันไม่หยุดไม่หย่อน ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีฝ่ายใดยอม เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็มีแต่จะทำให้อธิกรณ์
     แรงขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นจึงต้องระงับเสียด้วยติณวัตถารกะ แบบกลบเกลื่อนของเน่าไว้ด้วยหญ้า ตัวอธิกรณ์
     ยกเลิกทิ้งเสีย ทั้งสองฝ่ายจะไม่สาวาหาความหลังของกันและกัน

กิจจาธิกรณ์และวิธีระงับด้วยนิคหะ

ผู้ปกครองคณะสงฆ์ต้องมีคุณธรรม ๒ อย่าง คือ
๐  นิคหะ        การข่ม การกำราบ การลงโทษ
๐  ปัคหะ        การยกย่อง การเชิดชู

 
สัปปายะ ๗ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย อัมพัน สุทธิสงคราม   
วันพุธที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๗:๑๘ น.

สัปปายะ

โดยหลักธรรมชาติทั่วไปถือว่าสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ มีอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อความเป็นอยู่ของบุคคล
ต่อความเสื่อม ความเจริญของบุคคล ถ้าบุคคลอาศัยอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ดี ก็จะก่อให้มี
ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตได้มาก

ในทางการประพฤติวัตรปฏิบัติธรรมก็เช่นเดียวกัน สิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการประพฤติวัตร
ปฏิบัติธรรม เรียกว่า สัปปายะ และสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการประพฤติปฏิบัติทางจิต เรียกว่า อสัปปายะ

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้กล่าวถึง สิ่งแวดล้อมที่เป็น สัปปายะ และ อสัปปายะ สำหรับผู้ประพฤติวัตรและปฏิบัติกรรมฐาน ดังนี้

                        อาวาโส  โคจโร  ภสฺสํ             ปุคฺคโล  โภชนํ  อุตุ
                        อิริยาปโถติ สตฺเตเต                 อสปฺปาเย  วิวชฺชเย
                        สปฺปาเย  สตฺต  เสเวถ               เอวณฺหิ  ปฏิปชฺชโต
                        น จิเรเนว  กาเลน  โหติ           กสฺสจิ  อปฺปนา

 “พระโยคาวจร พึงเว้นสิ่งที่เป็นอสัปปายะ  ๗  สิ่ง  นี้ คือ

 ๑.  ที่อยู่ (อาวาส)   
 ๒.  โคจรคาม
 ๓.  การพูดคุย
 ๔.  ปุคคล
 ๕.  โภชนะ
 ๖.   ฤดู
 ๗.  อิริยาบถ

ดังนั้น พึงเสพสิ่งที่เป็นสัปปายะ  ๗  สิ่ง  เพราะ เมื่อพระโยคาวจรปฏิบัติได้อย่างนี้
อัปปนา ย่อมจะมีแก่พระโยคาวจรบางรูป  โดยกาลไม่นานนัก”

 สัปปายะ  ๗  คือ

 ๑.   อาวาสสัปปายะ
 ๒.   โคจรสัปปายะ
 ๓.   ภัสสสัปปายะ
 ๔.   ปุคคลสัปปายะ
 ๕.   โภชนสัปปายะ
 ๖.   อุตุสัปปายะ
 ๗.   อิริยาปถสัปปายะ

๐  อาวาสสัปปายะ

ได้แก่ที่อยู่อาศัย หรือ วัด ราวป่า โคนต้นไม้ สำนักปฏิบัติธรรม กุฏิสงฆ์ อาราม เรือนว่างอันเป็นที่สบาย
สงบ ปราศจากผู้คนสัญจรไปมา ไม่ใกล้หนองน้ำ บ่อน้ำ หรือแหล่งชุมชนจนเกินไป อันอาจจะเกิดความ
รำคาญจากการไปมาของผู้คน มีรั้วรอบขอบชิด ปลอดภัยต่อความเป็นอยู่ สถานที่นั่นมีที่เหมาะสำหรับ
การปฏิบัติธรรม การเดินจงกรมเปลี่ยนอิริยาบถ

๐  โคจรสัปปายะ

คือ สถานที่แห่งนั้นต้องมีทางโคจร หรือ ทางเดิน ถนนหนทางไปมาได้สะดวก ไม่ใกล้นัก ไม่ไกลนัก
หนทางในการบิณฑบาตไม่ลำบากนัก เหมาะแก่การจาริก อีกทั้งภายในสถานที่ก็ควรมีทางเดินจงกรม
ที่เหมาะสมแก่การปฏิบัติธรรม

๐  ภัสสสัปปายะ

ได้แก่ การสนทนา พูดคุย  การฟัง คือ การสนทนา พูดคุยกันแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติ
ได้ฟังสิ่งที่จะทำให้จิตใจเกิดสัทธา วิริยะ อุสาหะ ความสงบระงับในการที่จะทำความเพียร หรือมีผู้รู้
พหูสูต ครูบาอาจารย์ที่อบรมสั่งสอนกรรมฐานให้ได้รับความรู้ และเป็นอุปการคุณแก่การเจริญกรรมฐาน
ให้ก้าวหน้า ให้เว้นการสนทนา พูดคุยในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ไม่เป็นสัปปายะนั้นเสีย

๐  ปุคคลสัปปายะ

คือ บุคคลที่อยู่ร่วมกัน บุคคลที่ติดต่อคบหา ควรเป็นผู้ตั้งมั่นในศีลธรรม มีความสันโดษ มักน้อย
ชักจูงแนะนำไปในทางที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำความเพียร ความสงบ และถ้าเป็นครูบาอาจารย์
หรือบุคคลที่เคยเจริญกรรมฐานมาแล้ว ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์มาก  ให้พึงเว้นการคบหาสมาคมกับบุคคล
ที่มีจิตฟุ้งซ่าน บุคคลที่มากไปด้วยกามารมณ์ในทางโลกีย

๐  โภชนสัปปายะ

ได้แก่อาหารที่บริโภค ควรเป็นอาหารที่สบายต่อความเป็นอยู่ในอัตภาพแห่งตน เมื่อบริโภคเข้าไปแล้ว
ไม่ทำให้เกิดทุกขเวทนา เช่น ท้องอืด ท้องร่วง ท้องเดิน เป็นอาหารที่จะเป็นคุณประโยชน์แก่ร่างกาย
โดยประมาณ โดยไม่ต้องคำนึงถึงรสของอาหารแม้รสจะดีแต่เมื่อทำให้ร่างกายเกิดทุกขเวทนาก็ควรงดเสีย

๐  อุตุสัปปายะ

ได้แก่ฤดูอันเป็นที่สบาย หมายถึงอากาศตามฤดูกาล ความร้อน ความเย็น ของอากาศ ซึ่งบางสถาน
บางฤดูอาจจะร้อนจัดเกินไป บางฤดูก็หนาวจัดเกินไป หรือกลางวันร้อนจัดกลางคืนหนาวจัด
ซึ่งสภาพอากาศเช่นนี้จะทำให้เกิดความเจ็บไข้ได้ป่วยแก่ร่างกาย จึงต้องเลือกให้เหมาะสมแก่
สภาพร่างกายของตน

๐  อิริยาปถสัปปายะ

ได้แก่อิริยาบถอันเป็นที่สบาย หมายถึงอิริยาบถทั้ง ๔ หรือ การเคลื่อนไหว  ยืน เดิน นั่ง นอน
อิริยาบถใดทีทำให้จิตไม่สงบระงับ ก็แสดงว่าอิริยาบถนั้นไม่สบายไม่เหมาะสม จึงเว้นเสียจากการใช้อิริยาบถนั้น
หากเมื่อจำเป็นก็ใช้แต่น้อย

ทั้งหมดนี้เรียกว่า สัปปายะ  เป็นสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการประพฤติวัตร ปฏิบัติธรรม

 

 

 
เครื่องอัฐบริขาร ๘ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย อัมพัน สุทธิสงคราม   
วันพุธที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๖:๕๔ น.

เครื่องอัฐบริขาร ๘

อัฐบริขาร
คือ ของเครื่องใช้ที่จำเป็น ๘ อย่างสำหรับพระภิกษุสงฆ์ได้แก่

 ๑.  ผ้าจีวร
 ๒.  ผ้าสังฆาฎิ
 ๓.  ผ้าสบง
 ๔.  ประคดเอว
 ๕.  มีดโกน
 ๖.  บาตร
 ๗.  เข็มเย็บผ้า
 ๘.  ธมกรก (เครื่องกรองน้ำ) 

ในปัจจุบัน กุลบุตรที่ต้องการจะอุปสมบท จะต้องจัดหาเครื่องอัฐบริขารให้ครบ โดยแบ่งเป็น 

 ๑.   ไตรครอง   ๑  ชุด
 ๒.   ไตรอาศัย  ๑  ชุด
 ๓.   บาตร       ๑  ชุด
 ๔.   มีดโกน หินลับมีด เข็มเย็บผ้าพร้อมทั้งกล่องเข็มและด้าย
 ๕.   ตาลปัตร ย่าม ผ้าเช็ดหน้า ร่ม รองเท้า ปิ่นโต จาน ช้อน ส้อม
 ๖.   เสื่อ หมอน ผ้าห่ม มุ้ง ไฟฉาย สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ขันน้ำ
 ๗.   อุปกรณ์อื่น ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ เช่น โคมไฟ กาต้มน้ำ กระติกน้ำร้อน ฯลฯ 

ไตรครอง ได้แก่ อันตรวาสก อุตราสงค์ สังฆาฏิ กายพันธน์ ผ้าอังสะ และผ้ารัดอก           

อันตรวาสก คือ ผ้าสบง (สำหรับนุ่ง)
อุตราสงค์ คือ ผ้าจีวร (สำหรับห่ม)
สังฆาฏิ คือ ผ้าสำหรับห่มซ้อนนอกเวลาอากาศหนาว ปกติพระสงฆ์ท่านจะพับไว้แล้วพาดซ้อนบ่า
เวลาห่มดอง (เป็นการห่มจีวรอีกแบบหนึ่งของพระ)
กายพันธน์ คือ ผ้าประคดรัดเอว
ผ้าอังสะ คือ ผ้าสีเหลือง ลักษณะคล้ายเสื้อใช้คล้องไหล่เฉียงบ่าปิดไหล่ซ้าย
พระจะใช้เมื่อเวลาอยู่ที่วัดตามลำพัง (ไม่ต้องห่มจีวรคลุมร่างทั้งผืน)
ผ้ารัดอก คือ ใช้สำหรับรัดจีวรเมื่อเวลาห่มดอง นอกจากนี้ยังมีผ้ากราบ
ใช้สำหรับรองเมื่อเวลากราบและใช้ปูรับของเมื่อเวลาผู้หญิงประเคนของถวาย 
ไตรอาศัย คือ ไตรสำรองอีกชุดหนึ่ง มีจีวร สบง อังสะ และผ้าอาบน้ำฝน
บาตร จะต้องมีเชิงรองหรือที่สำหรับตั้งบาตรพร้อมฝาบาตร  และถลกบาตร สายโยง ถุงตะเคียว
(ได้แก่ ตาข่ายคลุมบาตรและสายโยงสำหรับใช้สะพาย)

 

 

 

 
การบรรพชาสามเณร PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย อัมพัน สุทธิสงคราม   
วันพุธที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๖:๒๑ น.

                                       สามเณร

        การบรรพชาเป็นสามเณรมีมาแต่สมัยพุทธกาล ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสให้
        พระสารีบุตรพุทธสาวก ทรงบรรพชาให้กับ สามเณร "ราหุล" ผู้เป็นพุทธบุตร
        นับเป็นสามเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนา
                                         และ
        ถือเป็นประเพณีนิยมในพระพุทธศาสนาที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่มารดา-บิดา
        นำบุตรหลานที่เป็นชายอายุยังไม่ถึงเบญจเพศ คือ ๒๐ ปีบริบูรณ์ เข้าไปรับการ 
        บรรพชาเป็นสามเณร ซึ่งแต่โบราณกาลมานั้น การที่จะได้เล่าเรียนเขียนอ่านตำรับตำรา
        ต้องอาศัยวัดเป็นสถานที่เล่าเรียนให้กับกุลบุตร และจำเป็นต้อง บรรพชาเป็น สามเณรก่อน
        จึงจะได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของพระเถระ เพื่อที่จะได้ เข้าไปอยู่ในวัดตามธรรมเนียม
        วัดจึงเป็นทั้งบ้าน โรงเรียน และศูนย์ฝึกหัดฝีมือ ทุกแขนงของ สามเณร

ประวัติความเป็นมา:

ในระหว่างพรรษาที่ ๓  ที่พระพุทธเจ้าเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ สักกชนบท เมื่อเสด็จไปถึงมีพุทธบิดา คือ
พระเจ้าสุทโธทนะ เป็นประธานพร้อมด้วยพระญาติได้ถวายการต้อนรับ และจัดให้ประทับที่อาราม
ของเจ้าสักยะองค์หนึ่ง ชื่อว่า นิโครธ จึงได้เรียกว่า นิโครธาราม 

ในวันที่ ๗  ได้เสด็จเข้าไปทรงรับภัตตาหารในพระราชนิเวศน์ พระนางยโสธราพิมพา ซึ่งเป็น
พระมารดาของราหุล พระโอรสของพระโพธิสัตว์เมื่อก่อนทรงผนวช ได้ทรงแต่งพระราหุลออกมา
ให้กราบทูลพระราชบิดา ทำนองว่ากราบทูลขอพระราชสมบัติ พระราหุลเวลานั้นมีพระชนม์ ๗ ขวบ
ออกมากราบทูลขอมรดก พระพุทธเจ้าก็ทรงมีพุทธดำริว่า ทรัพย์ที่เป็น โลกียะนั้น เป็นของที่ไม่ยั่งยืน
แต่ว่าอริยทรัพย์เป็นสิ่งยั่งยืนกว่า เพราะฉะนั้น เมื่อมากราบทูลขอมรดก จึงได้ประทานอริยทรัพย์ให้
บรรดาสมบัติใด ๆ ในโลกนี้ก็ตามเมื่อครอบครองแล้วก็ยังไม่พ้นซึ่งความทุกข์ ไม่พ้นจากความเกิด
ความแก่ และความตาย ยังต้องวนเวียนอยู่ในวัฏสังสาร สมบัติชนิดเดียวที่พระองค์จะทรงพระราชทาน
ให้ได้ก็คืออริยสมบัติ คือ สมบัติภายในซึ่งเป็นไปเพื่อความหลุดพ้น คือ พระนิพพาน

พระพุทธเจ้าก็ทรงนำพระราหุลไปนิโครธารามด้วยและเมื่อถึงนิโครธารามแล้วทรงโปรดให้
พระสารีบุตร บรรพชาพระราหุล เป็นสามเณรราหุล จึงนับเป็นสามเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนา
และก็ใช้วิธีบวชด้วยให้ถึงสรณะ ๓  (คือรับไตรสรณคมน์)  สืบต่อมาจนทุกวันนี้ 

วิธีการบวชนั้นก็คือ ให้ผู้จะบวชนั้นปลงผมและหนวด (ปัจจุบันปลงคิ้วด้วย; ซึ่งเห็นจะมีเฉพาะ
ในเมืองไทยซึ่งมีประวัติของการที่ต้องให้ปลงคิ้ว ต้องหาอ่านใน ประวัติศาสตร์ไทย ในยุคของ
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช) ผู้จะบวชสามเณร ครองผ้าจีวรเหมือนกับการอุปสมบทแล้วเข้าไปไหว้
(กราบ) ภิกษุผู้เป็นอุปัชฌาย์ แล้วรับไตรสรณคมน์จากท่าน จากนั้นก็รับสิกขาบท คือ รับศีล ๑๐ ข้อ
ซึ่งวิธีการก็คือ

ขั้นตอนการบรรพชาสามเณร 

     ๑.  รับไตรสรณคมน์

          นโม ตสฺส ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส  (ว่า ๓ จบ)

          พุทฺธํ      สรณํ      คจฺฉามิ
          ธมฺมํ       สรณํ      คจฺฉามิ
          สงฺฆํ       สรณํ      คจฺฉามิ
               ทุติยมฺปิ      พุทธํ     สรณํ      คจฺฉามิ
               ทุติยมฺปิ      ธมฺมํ      สรณํ      คจฺฉามิ
               ทุติยมฺปิ      สงฺฆํ      สรณํ      คจฺฉามิ                   
          ตติยมฺปิ     พุทธํ      สรณํ      คจฺฉามิ
          ตติยมฺปิ     ธมฺมํ      สรณํ      คจฺฉามิ
          ตติยมฺปิ     สงฺฆํ      สรณํ      คจฺฉามิ

ส่วนการรับสิขาบท คือ ศีล ๑๐ ข้อ ของสามเณรก็คือ

     ๑.  ปาณาติปาตา เวระมะณี สิขาปะทัง สะมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท เว้นจากการฆ่าสัตว์)
     ๒.  อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ (เว้นจากการลักทรัพย์)
     ๓.  อพรัหมะจะริยา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ (เว้นจากการประพฤติล่วงพรหมจรรย์)      
     ๔.  มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ (เว้นจากการพูดเท็จ)
     ๕.  สุราเมระยะมัชชะป มาทัฏฐานา เวระมณี สิกขาปะทัง สมาทิยามิ (เว้นจากการดื่มสุรา)
     ๖.  วิกาละโภชนา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ (เว้นจากการบริโภคอาหารยามวิกาล)
     ๗.  นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ(เว้นจากการดู การรื่นเริง)
     ๘.  มาลาคันธะ วิเลปะนะธาระณะ มัณฑะนะวิภูสะนัฎฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
           (เว้นจากกานตกแต่งร่างกาย ทัดทรงด้วยเครื่องประดับ และลูบไล้ด้วยของหอม)
     ๙.  อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ (เว้นจากการนั่งนอนบนที่นอนสูง)
    ๑๐. ชาตรูปรชตปฏิคฺคหณา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ(เว้นจากการรับเงินทอง)

เพียงเท่านั้นก็เป็นอันเสร็จพิธีบวชเณร ในการบวชนี้จะมีบริขารครบหรือไม่ก็ได้ จะทำพิธีบวช
ที่ใดก็ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นพัทธสีมา ไม่ต้องทำเป็นพีธีสงฆ์ไม่ต้องมีการสวดญัตติและอนุสาวนา
เพียงแต่รับไตรสรณคมน์กับภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก็ได้ เพียงเท่านี้ก็สำเร็จการบรรพชาเป็น สามเณร

ที่มา :  ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า
          พระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก วัดบวรนิเวศน์วิหาร
       :  การบรรพชาสามเณร วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ www.watthampra.com

 

 


หน้า 4 จาก 23