พุทธะดอทคอม

วันพุธ, ที่ ๐๖ มกราคม ๒๕๕๓ ๑๕:๑๖ น.

ประเภทของสงฆ์

พระสงฆ์ ๔ ประเภท

คำว่า สงฆ์ นั้น แปลว่า หมู่ ในที่นี้หมายถึง การกสงฆ์ คือ หมู่ของภิกษุผู้กระทำกรรม มีจำนวนอย่างต่ำตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป และได้มีกำหนดไว้โดยย่อ ดั่งนี้

จตุวรรคสงฆ์ คือ สงฆ์ที่มีจำนวนภิกษุผู้ประชุมกัน ๔ รูป นี้เป็นการกสงฆ์ ที่สามารถทำสังฆกรรมทั่ว ๆ ไป เช่น การรับกิจนิมนต์สวดในงานต่าง ๆ เว้นแต่สังฆกรรมที่ระบุจำนวนมากกว่า

ปัญจวรรคสงฆ คือ สงฆ์มีจำนวน ๕ รูปประชุมกันนี้ สามารถทำสังฆกรรม ได้แก่ ปวารณา ออกพรรษา อุปสมบทกุลบุตรในปัจฉิมชนบทประเทศ ถ้าต่ำกว่านี้ทำไม่ได้

ทสวรรคสงฆ์ สงฆ์มีจำนวนภิกษุประชุมกัน ๑๐ รูปขึ้นไป สามารถทำสังฆกรรม คือ อุปสมบทกุลบุตรในมัชฌิมชนบทหรือมัชฌิมประเทศ ถ้าต่ำกว่านี้ทำไม่ได้

วีสติวรรคสงฆ์ สงฆ์มีจำนวนภิกษุ ๒๐ รูปขึ้นไป สามารถทำสังฆกรรม คือการให้อัพภานแก่ผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส และอยู่ปริวาส มานัต ครบกำหนดแล้ว มาขอให้สงฆ์จำนวนนี้สวดชักเข้าหมู่ตามเดิม ถ้าจำนวนต่ำกว่านี้ทำไม่ได้

ที่มา :  ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า
พระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
วัดบวรนิเวศน์วิหาร

:  เรื่อง การบวช วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ www.watthumpra.com

 

อ่านเพิ่มเติม ...

วันพุธ, ที่ ๐๖ มกราคม ๒๕๕๓ ๑๕:๐๙ น.

พระสงฆ์ ความหมาย

สงฆ์ หรือ สงฺฆ ในภาษาบาลี แปลว่า หมู่
เช่นในคำว่าภิกษุสงฆ์ แปลว่า หมู่ภิกษุ ใช้ในความหมายว่า ภิกษุทั้งปวงก็ได้

พระสงฆ์
หมายถึง สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วเลื่อมใส สละเรือนออกบวช
ถือวัตร ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยที่พระบรมศาสดาสั่งสอนและกำหนดไว้ทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน

พระสงฆ์ จัดเป็นรัตนะหนึ่งในจำนวนรัตนสามหรือพระรัตนตรัย  ซึ่งได้แก่พระพุทธรัตน พระธรรมรัตน พระสังฆรัตน  พระสงฆ์ ได้แก่ ภิกษุ ในพระพุทธศาสนา สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งสละเรือนออกบวชตามพระพุทธเจ้า หลังจากได้ฟังคำสั่งสอนแล้วเกิดความเลื่อมใส ต้องการจะได้บรรลุธรรมตามพระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้ ปฏิบัติตามธรรมและวินัยที่กำหนดไว้เฉพาะสำหรับภิกษุ จำนวน ๒๒๗ ข้อ บางครั้งเรียกว่า สงฆ์  ซึ่งพระสงฆ์ รูปแรกของโลก คือ พระอัญญาโกณทัญญะ

ในทางพระพุทธศาสนาแบ่งพระสงฆ์ออกเป็น ๒ ประเภท คือ สมมติสงฆ์ และพระอริยสงฆ์

สมมติสงฆ์
คือ สงฆ์โดยทั่วไปที่เป็นหมู่ของภิกษุ เรียกว่าพระสงฆ์ หรือสมมติสงฆ์ สงฆ์โดยสมมติ 
เพราะว่าเป็นภิกษุตามพระวินัยด้วยวิธีอุปสมบทรับรองกันว่าเป็นอุปสัมบันหรือเป็นภิกษุขึ้น 
เมื่อภิกษุหลายรูปมาประชุมกันกระทำกิจของสงฆ์ก็เรียกว่า สงฆ์

พระอริยสงฆ์ หมู่ภิกษุชนที่ได้ฟังเสียงซึ่งออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าหรือได้ปฏิบัติตามธรรมะ
ได้ความรู้พระธรรม  คือ ความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน จนถึงได้บรรลุโลกุตตรธรรม 
ธรรมะที่อยู่เหนือโลกตามพระพุทธเจ้า ซึ่งพระอริยสงฆ์คือคู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ ๘ บุรุษ ได้แก่คู่ มรรค - ผล

๐ พระโสดาบัน   ๑ คู่  ๒ บุรุษ คือ พระโสดาปฏิมรรค ๑ พระโสดาปฏิผล ๑
๐ พระสกทาคามิ ๑ คู่  ๒ บุรุษ คือ พระสกทาคามิมรรค ๑ พระสกทาคามิผล ๑
๐ พระอนาคามิ   ๑ คู่  ๒ บุรุษ คือ พระอนาคามิมรรค ๑ พระอนาคามิผล ๑
๐ พระอรหันต์     ๑ คู่  ๒ บุรุษ คือ พระอรหัตมรรค ๑ พระอรหัตผล ๑

อริยบุคคล คือ บุคคลผู้ประเสริฐ เป็นผู้ละสังโยชน์ หรือกิเลสที่ผูกมัดสัตว์ไว้ในภพหรือผูกพันสัตว์ทั้งหลายไว้กับทุกข์ได้ ใครละได้น้อยก็เป็นอริยบุคคลชั้นต้น เมื่อละได้มากเป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงขึ้น ใครละได้หมดก็เป็นพระอรหันต์ 

สังโยชน์ ๑๐

๑.   สังกายทิฏฐิ ความเห็นว่าร่างกายเป็นของตน
๒.   วิจิกิจฉา ความสงสัยในผลกรรม การเวียนว่ายตายเกิด
๓.   สีลัพพตปรามาส การเชื่อพิธีกรรมทางไสยศาสตร์
๔.   กามราคะ ความติดใจในกามารมณ์
๕.   ปฏิฆะ ความขัดเคืองใจ
๖.   รูปราคะ ความติดใจในรูป เช่น สิ่งล้ำค่าสวยงาม
๗.  อรูปราคะ ความติดใจในสิ่งไม่มีรูป  เช่น คำสรรเสริญ
.   มานะ ความยึดถือว่าตัวเป็นนั่นเป็นนี่ ติดในยศศักดิ์
๙.   อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่านแห่งจิต  ไม่สงบใจ
๑๐. อวิชชา ความไม่รู้อริยสัจ ๔

ลำดับพระอริยบุคคล

๑.  พระโสดาบัน ละสังโยชน์ในข้อ ๑ - ๓ ได้ ยังต้องกลับมาเกิดอีก แต่ไม่เกิน ๗ ชาติแล้วจะบรรลุนิพพาน คือ
ได้เป็นพระอรหันต์
๒.  พระสกิทาคามี ละสังโยชน์ในข้อ ๑ - ๓ ได้ และจิตคลายจากราคะ โทสะ โมหะ ได้มากขึ้น จะเกิดอีกเพียง
ครั้งเดียวแล้วจะบรรลุนิพพาน
๓.  พระอนาคามี ละสังโยชน์ในข้อ ๑ - ๕ ได้ บรรลุชั้นนี้แล้วจะเลิกการครองเรือน หันมา ประพฤติพรหมจรรย์
ละสังขารแล้วจะไปเกิดในพรหมโลก
๔.  พระอรหันต์ ละสังโยชน์ได้ทั้ง ๑๐ ข้อ เมื่อละสังขารแล้วจะไม่กลับมาเกิดอีก คือ นิพพาน

ผลที่เกิดจากการปฏิบัติ หรือปฏิเวธธรรม ทำให้ได้บรรลุ มรรคผล นิพพาน ตั้งแต่ ชั้นต้นไปตามลำดับ ดังนี้

๑.  โสดาปัตติมรรค คือ มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน เป็นเหตุให้ละกิเลส สังโยชน์ ในข้อที่ ๑ - ๓ ได้
๒.  โสดาปัตติผล คือ  ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน
๓.  สกทาคามิมรรค คือ มรรคที่มีคุณธรรมสูงกว่าพระโสดาปัตติมรรค ทำให้ละกิเลส ข้อ ๑ - ๓ ได้ และราคะ โทสะ
โมหะ ในจิตเบาบางมากแล้ว
๔.  สกทาคามิผล คือ ผลที่พระสกทาคามิผลพึงเสวย เพราะทำให้ ราคะ โทสะ โมหะ เบาบางลง
๕.  อนาคามิมรรค คือ มรรคที่ละกิเลสอย่างหยาบ ข้อ ๑ - ๕ ได้
๖.  อนาคามิผล คือ ความสุขที่พระอนาคามีได้รับเพราะละกิเลสอย่างหยาบได้ ผู้บรรลุพระอนาคามีแล้วจะบวช
ไม่มีใครอยู่ในเพศฆราวาสเลย
๗.  อรหัตมรรค คือ ญาณเป็นเครื่องละกิเลสอย่างละเอียด หรือสังโยชน์ ข้อ ๖ - ๑๐ รวมทั้งข้อ ๑ - ๕ ได้โดยสิ้นเชิง
๘.  อรหัตผล คือ  ผลที่พระอรหันต์พึงได้รับเพราะละการยึดมั่นถือมั่นในกิเลส
มรรค คือ  ญาณที่ทำให้ละสังโยชน์ได้ขาด เป็นทางให้เข้าถึงความเป็นอริยบุคคล
ผล คือ  ผลที่เกิดสืบเนื่องจากการละกิเลสได้ด้วยมรรค หรือ ธรรมารมณ์อันพระอริยะพึงเสวย ที่เป็นผล
เกิดเอง ในเมื่อกิเลสสิ้นไปด้วยอำนาจมรรคนั้น ๆ
นิพพาน คือ  สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว

ที่บรรลุคุณธรรม ๘ ข้อนี้ ตั้งแต่พระโสดาปัตติมรรคขึ้นไป เรียกว่า พระอริยบุคคล หากบรรพชาเรียกว่า พระอริยสงฆ์

อ่านเพิ่มเติม ...

วันพฤหัสบดี, ที่ ๐๘ ตุลาคม ๒๕๕๒ ๑๕:๔๕ น.

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโลพระอาจารย์ไพศาล วิสาโลสถิต ณ วัดป่าสุคะโต (วัดเอราวัณ) ตำบลท่ามะไฟหวาน อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ นามเดิม ไพศาล วงศ์วรสิทธิ์ เป็นลูกคนไทยเชื้อสายจีน
ฉายา วิสาโล เกิดวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดป่าสุคะโต (วัดเอราวัณ) ตำบลท่ามะไฟหวาน อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ

อัตโนประวัติ

นามเดิม ไพศาล วงศ์วรสิทธิ์ เป็นลูกคนไทยเชื้อสายจีน
วันเดือนปีเกิด วันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ปัจจุบัน สิริอายุ ๕๒ พรรษา ๒๖ (นับถึงปี พ.ศ. ๒๕๕๒)

อ่านเพิ่มเติม ...

วันอังคาร, ที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๒ ๑๖:๓๘ น.

ปริวาสกรรมสำหรับพระภิกษุสงฆ์



บทนำ

ทุกวันนี้งานปริวาสกรรมได้จัดขึ้นมากมายตามวัดและสำนักสงฆ์
ต่าง ๆ ทั่วทุกภาคของประเทศไทย และดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ข้าพเจ้าเห็นความสำคัญเป็นอย่างมากในส่วนของงานปริวาสกรรม
จึงมีศรัทธาจัดงานปริวาสกรรมขึ้นเป็นประจำทุกปีภายใน
วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย
ซึ่งกำหนดการจัดปริวาสกรรมสำหรับพระภิกษุนั้น จะมีขึ้นใน
วันที่ ๑ – ๑๐ กุมภาพันธ์ ของทุกปี และ ปริวาสกรรมก่อน
เข้าพรรษาของพระภิกษุ ๑๕ วัน ซึ่งแต่ละครั้งนั้น จะมีพระภิกษุ
จากทั่วประเทศ ได้เข้ามาประพฤติปริวาสเป็นจำนวนมาก
รวมทั้งยังมีสามเณร อุบาสก - อุบาสิกา ได้เข้ามาร่วม
ปฏิบัติธรรมด้วยเป็นจำนวนมาก

ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดทำสังฆกรรมงาน “ปริวาสกรรม”
นี้ จะยังประโยชน์ต่อพระภิกษุสงฆ์ และผู้สนใจใฝ่ในธรรมทุกท่าน ซึ่งกุศลธรรมทั้งมวล
ที่ข้าพเจ้าและคณะสงฆ์ วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ ได้มีเจตนากระทำแล้วนี้ ขอถวายเป็น
พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา เพื่อยังประโยชน์เกื้อกูลต่อพระพุทธศาสนาสืบไป

พระครู จันทนิภากร (ถวิล  จนฺทสโร) 
และคณะสงฆ์ วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ 
อำเภอ พาน จังหวัดเชียงราย 
โทร. ๐๕๓–๑๘๔ ๓๒๕
www.watthumpra.com

 


ประโยชน์และวัตถุประสงค์ของ "ปริวาสกรรม"

๑.  เพื่อดำรงธรรมวินัยให้ยั่งยืน เพราะมีครูบาอาจารย์มาให้ความรู้
ทางธรรม ทั้งด้านปริยัติธรรมและการปฏิบัติธรรม
๒.  เพื่ออนุเคราะห์กุลบุตรที่บวชมา และต้องการชำระสิกขาบท
(ศีล)ให้บริสุทธิ์
๓.  เพื่อเปิดโอกาสให้นักปฏิบัติธรรมได้เจริญ สมถะ-วิปัสสนา
กรรมฐาน ทั้งพระภิกษุ-สามเณร  อุบาสก-อุบาสิกา
๔.  เป็นการ รวมพระภิกษุต่างถิ่นต่างอาวาสได้อย่างมาก 
บ่งบอกถึงความสามัคคีในหมู่สงฆ์ว่ายังแน่นแฟ้นดีอยู่
เป็นนิมิตหมายแห่งความเจริญในพระพุทธศาสนา

๏๏๏*๏๏๏

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า

ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย การแสวงหาทางออกอย่างพวกเธอนี้ประเสริฐแท้
การแก่งแย่งกันเป็นใหญ่เป็นโตนั้น  ในที่สุดทุกคนก็รู้เอง เหมือนแย่งกัน
เข้าไปสู่กองไฟ มีแต่ความรุ่มร้อนกระวนกระวาย เสนาบดีดื่มน้ำด้วยภาชนะ
ทองคำ กับคนจนดื่มน้ำด้วยภาชนะที่ทำจากกะลามะพร้าว
เมื่อมีความพอใจ
ย่อมมีความสุขเท่ากัน นี่เป็นข้อยืนยันว่าความสุขนั้นอยู่ที่ความรู้สึกทางใจ
เป็นสำคัญ อย่างพวกเธออยู่ที่นี่มีแต่ความพอใจ แม้กระท่อมมุงด้วยใบไม้
มิใช่คนใหญ่คนโต แต่เป็นคนที่รู้สึกว่าชีวิตของตนมีความสุขสงบเยือกเย็น
ปราศจากความเร่าร้อนกระวนกระวาย”

 


"ป ริ ว า ส ก ร ร ม"

ข้อมูลจาก :  วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ
พระครูจันทนิภากร (ถวิล จนฺทสโร) 
และคณะสงฆ์ วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ 
อำเภอ พาน จังหวัดเชียงราย  
โทร. ๐๕๓ - ๑๘๔ ๓๒๕
www.watthumpra.com

“ปริวาส”
เป็นชื่อของสังฆกรรมประเภทหนึ่งที่สงฆ์จะพึงกระทำ
ซึ่งในปัจจุบันนี้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งการอยู่
ปริวาสเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า “การอยู่กรรม”จึงนิยมเรียก
รวมกันว่า “ปริวาสกรรม”

"ปริวาส” หมายถึง “การอยู่ใช้” หรือ “การอยู่รอบ”
หรือเรียกสามัญว่า “การอยู่กรรม”(วุฏฐานวิธี) คือ อยูู่่ให้ครบ
กระบวนการ สิ้นสุดกรรมวิธีทุกขั้นตอนของการอยู่ปริวาสกรรม
ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้อยู่ใช้กรรมหรือความผิดที่ได้ล่วงละเมิดพระวินัย
ต้องอาบัติ  “สังฆาทิเสส” ซึ่งอาจจะล่วงละเมิดโดยความตั้งใจ
หรือไม่ได้ตั้งใจ หรืออาจล่วงละเมิดโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ดีนั้น
ให้พ้นมลทิน หมดจดบริสุทธิ์ไม่มีเหลือเครื่องเศร้าหมอง
อันจะเป็นอุปสรรคในการประพฤติปฏิบัติบำเพ็ญในทางจิต
ของพระภิกษุสงฆ์

ปริวาสกรรมมีเพื่อสำหรับบุคคล ๒ ประเภท คือ

๐  ปริวาสกรรมสำหรับคฤหัสถ์ หรือพวกเดียรถีย์
๐  ปริวาสกรรมสำหรับพระภิกษุสงฆ์ที่บวชอยู่แล้วในพระพุทธศาสนาแต่ต้องครุกาบัติ

ความเป็นมาของการอยู่ปริวาส




ปริวาสกรรมสำหรับคฤหัสถ์ หรือพวกเดียรถีย์

“ปริวาส” คำนี้มีมาแต่สมัยพุทธกาล เนื่องด้วยมีคฤหัสถ์มากมายที่ไม่ใช่ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา หรือ ไม่ได้นับถือ
พระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือเป็นผู้ที่นับถือศาสนาอื่นหรือลัทธิอื่น ๆ มาก่อน ซึ่งคนจำพวกนี้เรียก
ว่าเดียรถีย์ ซึ่งเดียรถีย์เหล่านี้เมื่อได้ฟังพระธรรมจากพระพุทธเจ้าบ้าง หรือพระอัครสาวกบ้างก็เกิดมีความเลื่อมใส
ศรัทธาในพระพุทธศาสนา คิดจะเข้ามานับถือพระพุทธศาสนา โดยจะยังครองเพศเป็นคฤหัสถ์เช่นเดิมหรือจะขอบวช
ก็ตามพระพุทธเจ้าทรงพิจารณาเห็นว่าควรจะให้คนเหล่านี้ได้อบรมตนให้เข้าใจในหลักพระพุทธศาสนาเสียก่อนเป็น
เวลา ๔ เดือน จึงได้ทรงอนุญาตให้อยู่ประพฤติตนเรียกว่า “ติตถิยปริวาส” ไว้

คนที่ถูกกำหนดว่าเป็นเดียรถีย์ต้องอยู่ ติตถิยปริวาส ๔ เดือนนั้น ตามพระบาลีท่านกล่าวว่า ติตถิยปริวาสในพระี
บาลีนั้น พึงให้แก่อัญเดียรถีย์ชาตินิครนถ์เท่านั้น; ไม่ควรให้แก่ชนเหล่าอื่นฯ ซึ่งในข้อนี้พระอรรถกถาจารย์ท่านแก้ไว้ว่า
ติตถิยปริวาสนี้ ควรให้แก่อาชีวกหรืออเจลกะผู้เป็นปริพาชกเปลือยเท่านั้นฯ ความอีกตอนหนึ่งว่า ส่วนเดียรถีย์แม้คนอื่น
ใดไม่เคยบวชในพระศาสนานี้ มา...ควรให้ปริวาส ๔ เดือนแก่เธอนั้น..ขึ้นชื่อว่า ติตถิยปริวาสนี้ ท่านเรียกว่า
อัปปฏิจฉันนปริวาสฯ(สมนต.๓/๕๓-๕๔) ในฏีกาสารัตถทีปนี ซึ่งเป็นฏีกาของสมันตปาสาทิกาอีกทีหนึ่ง แต่งโดยพระ
สารีบุตรชาวลังกา (ไม่ใช่สารัตถทีปนี อรรถกถาสังยุตตนิกาย ของพระพุทธโฆษาจารย์) ท่านแก้อรรถคำว่า อาชีวก
และ อเจลกะ ไว้ว่า อาชีวก ได้แก่ คนที่นุ่งผ้าสไบเฉียงข้างบนผืนเดียว ส่วนข้างล่างเปลือย อเจลกะ ได้แก่คนที่
เปลือยกายทั้งหมด

คนสองประเภทนี้เท่านั้น คือ คนเปลือยครึ่งท่อนกับคนเปลือยทั้งหมด ส่วนที่เป็นดาบสชีปะขาวอื่นมี ปริพาชก
เป็นต้น ที่ยังมีผ้าขนสัตว์หรือผ้าพันกายเป็นเครื่องหมายของลัทธิอยู่ ถือว่าได้รับสิทธิพิเศษไม่ต้องอยู่ปริวาสก่อน
๔ เดือน อย่างเช่น อัครสาวกทั้ง ๒ ซึ่งเป็นปริพาชกและเคยอยู่กับปริพาชกมาก่อนก็ดี สีหเสนาบดีชาวเมืองเวสาลี
ซึ่งเป็นศิิษย์เอกของนิครนถ์นาฏบุตรพาวรีพราหมณ์ทั้ง ๑๖ คน ชานุสโสณีพราหมณ์  ติมพรุกขปริพาชก วัปปศากย
สาวกนิครนถ์ สุลิมปริพาชก กาปทกมาณพ และโลกายติกพราหมณ์ก็ดี ท่านเหล่านี้ไม่ต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือน
เพราะท่านเหล่านี้ท่านเรียกว่า สันสกถติสัทธา ได่แก่ผู้ที่มุ่งหน้าเข้ามาหา มาถามปัญหาโดยมีศรัทธาเป็นประธาน
ซึ่งก็ได้แก่ผู้ที่เป็นสาวกบารมีญาณแก่กล้าเต็มที่แล้วนั่นเอง

ในทางคัมภีร์ชั้นบาลีนั้น ผู้ที่ไม่ได้เป็นชีเปลือยก็เคยมีปรากฏว่าอยู่ติตถิยปริวาสมาบ้างแล้ว ในตอนที่พระพุทธเจ้า
ทรงอนุญาตติตถิยปริวาส ๔ เดือน นี้ ได้แก่พวกเดียรถีย์(วินย.๔/๘๖/๑๐๑-๒) ท่านหมายเอาคนนอกศาสนาผู้มี
ความเห็นผิดเป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิเข้าด้วย เช่นสภิยพราหมณ์ ผู้นึกดูหมิ่นพระพุทธเจ้า(สภิยสูตร ๒๕/๕๔๘) และ
ปสุรปริพาชก ผู้ไปเข้ารีตเดียรถีย์ เป็นต้น คนเหล่านี้ก็ยังมีเสื้อผ้าอยู่ และการอนุญาตติยถิยปริวาส ให้แก่
อเจลกกัสสปะ ชาวเมืองอุชุญญนคร  ซึ่งทั้งสามท่านที่ยกตัวอย่างมานี้ ภายหลังเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก
จึงขออยู่ปริวาสถึง ๔ ปี

ปริวาสสำหรับพระภิกษุสงฆ์

ปริวาสกรรมสำหรับพระภิกษุสงฆ์นี้ เป็นปริวาสตามปกติสำหรับภิกษุผู้บวชอยู่แล้วในพระพุทธศาสนา
แต่ไปต้อง “ครุกาบัติ” จึงจำเป็นต้องประพฤติปริวาสเพื่อนำตนให้พ้นจากอาบัติ ตามเงื่อนไขทาง
พระวินัยและเงื่อนไขของสงฆ์  เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “การประพฤติวุฏฐานวิธี”

“การประพฤติวุฏฐานวิธี”

วุฏฐานวิธี คือ กฎระเบียบเป็นเครื่องออกจากอาบัติ หมายถึง ระเบียบวิธีปฏิบัติสำหรับภิกษุผู้จะเปลื้องตนออกจาก
ครุกาบัติสังฆาทิเสส มีทั้งหมด ๔ ขั้นตอน คือ

๑.  ปริวาส หรือ อยู่ประพฤติปริวาส หรือ อยู่กรรม (โดยสงฆ์เห็นชอบที่ ๓ ราตรี)
๒.  มานัต ประพฤติมานัต  ๖ ราตรี หรือ นับราตรี ๖ ราตรีแล้วสงฆ์สวดระงับอาบัติ
๓.  อัพภาน หรือ การเรียกเข้าหมู่ โดยพระสงฆ์  ๒๐  รูป สวดให้อัพภาน
๔.  ปฏิกัสสนา ประพฤติมูลายปฏิกัสสนา (ถ้าต้องอันตราบัติในระหว่างหรือการชักเข้าหาอาบัติเดิม)

ทั้ง  ๔  ขั้นตอนนี้รวมกันเข้าเรียกว่า “การประพฤติวุฎฐานวิธี” แปลว่าระเบียบหรือขั้นตอนปฏิบัติตน
เพื่อออกจากอาบัติ อันได้แก่ “สังฆาทิเสส”

ส่วนประกอบของการประพฤติวุฏฐานวิธีประกอบด้วยสงฆ์ ๒ ฝ่าย

ขั้นตอนการ ประพฤติวุฎฐานวิธี นั้น จะต้องประกอบด้วยสงฆ์ที่ทำสังฆกรรม คือ ประกอบด้วยคณะสงฆ์ ๒ ฝ่าย
ซึ่งคณะสงฆ์ทั้งสองฝ่ายนั้นมีหน้าที่ดังนี้ คือ

๐  พระภิกษุผู้ประพฤติปริวาส หรือ ภิกษุผู้อยู่กรรม หรือ พระลูกกรรม คือ สงฆ์ที่ต้องอาบัติ แล้วประสงค์
ที่จะออกจากอาบัตินั้น จึงไปขอปริวาสเพื่อ ประพฤติวุฏฐานวิธี ตามขั้นตอนที่พระวินัยกำหนด
๐  พระปกตัตตะภิกษุ หรือคณะสงฆ์พระอาจารย์กรรม (หรือพระพี่เลี้ยง)ซึ่งเป็นสงฆ์ฝ่ายที่พระวินัย
กำหนดให้เป็นผู้ควบคุมดูแลความประพฤติของสงฆ์ฝ่ายแรกผู้ขอปริวาส ซึ่งสงฆ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแล
อนุเคราะห์เกื้อกูลนี้ ทำหน้าที่เป็น พระปกตัตตะภิกษุ หรือ ภิกษุโดยปกติพระภิกษุผู้มีศีลไม่ด่างพร้อย

ปริวาสมีทั้งหมด ๔  อย่าง คือ

๑.  อัปปฏิจฉันนปริวาส คือ ปริวาสสำหรับผู้ต้องครุกาบัติแล้วไม่ปิดไว้
๒.  ปฏิจฉันนปริวาส  คือ ปริวาสสำหรับผู้ต้องครุกาบัติแล้วปิดไว้ ซึ่งนับวันได้
๓.  สุทธันตปริวาส คือ ปริวาสสำหรับผู้ต้องอาบัติแล้วปิดไว้ มีส่วนเท่ากันบ้าง  ไม่เท่ากันบ้าง
๔.  สโมธานปริวาส คือ ปริวาสสำหรับผู้ครุกาบัติแล้วปิดไว้ ต่างวันที่ปิดบ้าง ต่างวัตถุที่ต้องบ้าง

ขั้นตอนการอยู่ประพฤติปริวาส  คือ การอยู่ใช้ การอยู่กรรม หรือ การอยู่รอบ นี้มีการนับ
ราตรีมีอยู่หลายแบบ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของปริวาสนั้นๆ ว่าสงฆ์ผู้ต้องอาบัติขอปริวาสอะไร
ซึ่งลักษณะและเงื่อนไขของปริวาสแต่ละประเภทนั้นพอจะสังเขปได้ คือ

 


ลักษณะและเงื่อนไขของปริวาสแต่ละประเภท


อัปปฏิฉันนปริวาส

อัปปฏิฉันนปริวาส ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาว่า ถูกจัดให้เป็นปริวาส
สำหรับพวกเดียรถีย์ตั้งแต่สมัยพุทธกาล ซึ่งเมื่อพวกเดียรถีย์
มีศรัทธาเลื่อมใสและมีความประสงค์ที่จะเข้ามาบวชในพระพุทธ
ศาสนาพระพุทธองค์ก็อนุญาตให้คนเหล่านี้ต้องอยู่ประพฤติ
อัปปฏิฉันนปริวาสนี้เป็นเวลา ๔ เดือน และการอยู่ประพฤติ
อัปปฏิฉันนปริวาสของพวกเดียรถีย์นี้ จะไม่มีการบอกวัตร
จึงทำให้อัปปฏิฉันนปริวาสนำไปใช้ในสมัยพระพุทธองค์เท่านั้น
และถูกยกเลิกไป

ปฏิจฉันนปริวาส

ปฏิจฉันนปริวาส แปลว่า  อาบัติที่ต้องครุกาบัติเข้าแล้วปิดไว้ เมื่อ
ขอปริวาสประเภทนี้ จะต้องอยู่ประพฤติให้ครบตามจำนวนราตรีที่ตนปิดไว้นั้นโดยไม่มีการประมวลอาบัติ
ใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งจำนวนราตรีที่ปิดไว้นานเท่าใดก็ต้องประพฤติปริวาสนานเท่านั้น  ดังในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา
กล่าวถึงการปิดอาบัติไว้นานถึง ๖๐ ปี(สมนต.๓/๓๐๓) ในคัมภีร์ จุลวรรคยังได้กล่าวถึงพระอุทายี
ที่ต้องอาบัติสัญเจตนิกาสุกกวิสัฏฐิแล้วปิดไว้หนึ่ง วัน เมื่อท่านประสงค์จะประพฤติปริวาส พระพุทธองค์
จึงมีพระดำรัสให้สงฆ์จตุวรรคให้ปริวาสแก่ท่านเพียงวันเดียว ซึ่งเรียกว่า เอกาหัปปฏิจฉันนาบัติ
ซึ่งเท่ากับท่านอยู่ปริวาสเพียงวันเดียวเท่านั้น(วิ.จุล.๖/๑๐๒/๒๒๘)

สโมธานปริวาส

สโมธานปริวาส คือ ปริวาสที่ประมวลอาบัติที่ต้องแต่ละคราวเข้าด้วยกัน แล้วอยู่ประพฤติปริวาสตามจำนวนราตรี
ที่ปิดไว้นานที่สุด
ซึ่งในขณะที่กำลังอยู่ประพฤติปริวาส ประพฤติวุฏฐานวิธีอยู่นั้น ภิกษุนั้นต้องครุกาบัติซ้ำเข้าอีก
ไม่ว่าจะเป็นอาบัติเดิม หรืออาบัติใหม่ที่ต้องเพิ่มขึ้น(ต้องโทษเพิ่ม)  ซึ่งทางวินัยเรียกว่า มูลายปฏิกัสสนา หรือ
ปฏิกัสสนา แปลว่า การชักเข้าหาอาบัติเดิม หรือ กิริยาที่ชักเข้าหาอาบัติเดิม ซึ่ง มูลายปฏิกัสสนา นั้น
ถึงต้องในระหว่างก็ไม่ได้ทำให้การอยู่ปริวาสเสียหายแต่ประการใดเพียงแต่ทำให้การประพฤติปริวาสล่าช้าไป
เท่านั้นเอง จึงทำให้ภิกษุนั้นต้องขอ ปฏิกัสสนา กับสงฆ์ ๔ รูป ซึ่งปริวาสในครั้งที่ ๒ ที่ต้องซ้ำเข้ามานี้จะเป็น
ปริวาสชนิดใดขึ้นอยู่กับเงื่อนไขดังนี้ คือ

๐  ใน ขณะกำลังประพฤติวุฏฐานวิธีอยู่ แล้วต้องอาบัติตัวเดิมหรือตัวใหม่ซ้ำเข้าแล้วปกปิดไว้
ถ้าปิดไว้เช่นนี้ ต้องขอปฏิกัสสนาแล้ว   ต้องขอสโมธานปริวาสเพื่อที่จะประมวลอาบัติที่ต้อง
ในระหว่างเข้าปริวาสกับอาบัติตัวเดิมที่เคยต้องมาแล้ว อยู่ประพฤติปริวาสจนครบกับจำนวนราตรี
ที่ภิกษุท่านปกปิดไว้
เหตุที่ต้องขอ สโมธานปริวาส เท่านั้น ก็เพราะสโมธานปริวาสเหมาะสำหรับอาบัติที่ปิดไว้
เพื่อให้รู้ว่าปิดไว้กี่วันซึ่งคณะสงฆ์จะได้ประมวลเข้ากับอาบัติเดิมที่อยู่มาก่อน เช่น  ภิกษุที่
ต้องอาบัติขอปริวาสไว้ ๑๕ ราตรี พออยู่ไปได้ ๕ ราตรี ภิกษุท่านต้องอาบัติซ้ำหรือเพิ่มขึ้นอีก
แล้วท่านปิดไว้ไม่ได้บอกใครพอถึงราตรีที่ ๑๒ ก็นับว่าท่านปิดอาบัติที่ต้องครุกาบัติซ้ำเข้าไป
นั้นแล้ว (๑๒-๕)เท่ากับ ๗ ราตรี และการที่ท่านอยู่ปริวาสมาจนถึงราตรี ีที่ ๑๒ ในจำนวน
๑๕ ราตรีที่ขอนั้น ก็เท่ากับท่านได้เพียงแค่ ๕ ราตรีเท่านั้นที่ไม่เกิดอาบัติซ้ำ ส่วนอีก ๗
ราตรีีที่ประพฤติปริวาสไปแล้วนั้นถือเป็นโมฆะนับราตรีไม่ได้ คณะสงฆ์ก็ต้องให้สโมธานปริวาส
ประมวลอาบัติที่ปิดไว้ ๗ ราตรีรวมกับส่วนที่ต้องครุกาบัติก่อนแล้วเท่ากับต้องอยู่ประพฤติ
ปริวาสรวมทั้งหมดเป็น ๒๒ วันนับแต่ราตรี  ที่ ๑ หรือหากนับจากราตรีที่ ๖ ไปอีก ๑๗ วัน
๐  ถ้าต้องอันตราบัติแล้วภิกษุท่านนั้นมิได้ปกปิดไว้ ก็ขอปฏิกัสสนากับสงฆ์ แล้วก็ขอมานัตได้เลย
๐  ถ้าไม่ต้องอาบัติตัวใดซ้ำหรือเพิ่มเติมในขณะอยู่ประพฤติปริวาสก็ให้ประพฤติปริวาสนั้นตาม
เงื่อนไขของการอยู่ประพฤติปริวาสตามปกติ

สุทธันตปริวาส

สุทธันตปริวาส เป็นปริวาสที่ไม่มีกำหนดแน่นอน นับราตรีไม่ได้
ในปัจจุบันนี้นิยมจัดแต่ สุทธันตปริวาส ทั้งนี้ก็เพราะเป็นปริวาสที่จัดว่าอยู่ในดุลยพินิจของสงฆ์อยู่ในอำนาจ
ของสงฆ์ คือให้สงฆ์เป็นใหญ่ หากคณะสงฆ์จะให้อยู่ถึง ๕ ปี ก็ต้องยอมปฏิบัติตาม โดยไม่มีทางเลือกและ
ถ้าสงฆ์ให้อยู่ราตรีหนึ่งหรือสองราตรีแล้ว ขอมานัตได้ก็ถือว่าเป็นสิทธิของคณะสงฆ์ และทั้งนี้ก็เพราะ
สุทธันตปริวาสนี้มีเงื่อนไขน้อยที่สุดแต่ให้้ความมั่นใจแก่ผู้ปฏิบัติมากที่สุด ซึ่งภิกษุที่ท่านขอปริวาสดังคำว่า
“ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว ไม่รู้ที่สุดแห่งอาบัติ ๑ ไม่รู้ที่สุดแห่งราตรี ๑
ระลึกที่สุดแห่งอาบัติไม่ได้ ๑ ระลึกที่สุดแห่งราตรีไม่ได้ ๑ สงสัยในที่สุดแห่งอาบัติ ๑ สงสัยในที่สุดแห่งราตรี ๑
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอปริวาส จนกว่าจะบริสุทธิ์เพื่ออาบัติ เหล่านั้น กะสงฆ์(วิ.จุล.๖/๑๕๖/๑๘๒)

ซึ่งก็ยังมีข้อกำหนดว่า อยู่ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะบริสุทธิ์ ดังนั้นจึงได้แบ่ง สุทธันตปริวาส ออกเป็น ๒ ลักษณะ
ดังนี้ คือ

๐  จุฬสุทธันตปริวาส แปลว่า สุทธันตปริวาสอย่างย่อย คือ ปริวาสของภิกษุผู้ต้องครุกาบัติ
หลายคราวด้วยกัน แต่ละคราวก็ปิดไว้ แต่ก็ยังพอจำจำนวนอาบัติได้ จำจำนวนวัน
และจำจำนวนครั้งได้บ้าง จึงขอจุฬสุทธันตปริวาส และอยู่ประพฤติปริวาสจนกว่าจะเห็นว่าบริสุทธิ์
แต่โดยทั่วไปในปัจจุบันนี้คณะสงฆ์ก็นิยมสมมติให้อยู่ ๓ ราตรีเป็นเกณฑ์ น้อยกว่านี้ไม่ได้
แต่ถ้ามากกว่านี้ไม่เป็นไร

๐  มหาสุทธันตปริวาส คือ สุทธันตปริวาสอย่างใหญ่ คือ ปริวาสของภิกษุผู้ต้องครุกาบัติ
หลายคราวด้วยกัน แต่ละคราวก็ปิดไว้ จำจำนวนอาบัติไม่ได้ จำจำนวนวัน และจำจำนวนครั้ง
ไม่ได้ จึงขอจุฬสุทธันตปริวาสและอยู่ประพฤติปริวาสจนกว่าจะเห็นว่าบริสุทธิ์โดยการ
กะประมาณว่าตั้งแต่บวชมาจนถึงเวลาใดที่ยังไม่ต้องครุกาบัติเลยเช่น อาจบวชมาได้ ๑ เดือน
แต่ต้องครุกาบัติจนเวลาล่วงผ่านไปแล้ว ๕ เดือน ๑๐ เดือนหรือ ๑ ปี แต่จำจำนวน
ที่แน่นอนไม่ได้เลย จึงต้องขอปริวาสและกะประมาณว่าประมาณ ๑ เดือนนั้นในความรู้สึก
ก็ถือว่าบริสุทธิ์และใช้ได้ ซึ่งมหาสุทธันตปริวาสนี้ ไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบันเพราะยุ่งยาก
และกำหนดเวลาแน่นอนไม่ได้


รัตติเฉท

เหตุที่ทำให้ขาดราตรี นับราตรีไม่ได้ หรือ “รัตติเฉท” ในการประพฤติปริวาส
การอยู่ประพฤติปริวาสทุกประเภท มีเงื่อนไขที่จะต้องปฏิบัติขณะที่อยู่ประพฤติปริวาส ๓  กรณี
ด้วยกัน ซึ่งเรียกว่า “รัตติเฉท” คือ เหตุที่ทำให้ขาดราตรีของปริวาสิกภิกษุผู้ประพฤติปริวาส  มีดังนี้

๑.  สหวาโส  แปลว่า  การอยู่ร่วม
๒.  วิปวาโส  แปลว่า  การอยู่ปราศ
๓.  อนาโรจนา แปลว่า  การไม่บอกวัตรที่ประพฤติ

ทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นเงื่อนไขที่ทำให้การอยู่ประพฤติปริวาสของภิกษุนั้นเป็นโมฆะ นับราตรีไม่ได้ หรือทางวินัย
เรียกว่า “รัตติเฉท” แปลว่า การขาดแห่งราตรี นับราตรีไม่ได้ เมื่อราตรีขาด ก็ต้องเสียเวลาในการประพฤติปริวาสไป
โดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้นภิกษุผู้อยู่ประพฤติปริวาส ควรต้องทำตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดเพื่อประโยชน์แก่ตนเอง
ซึ่งเงื่อนไขทั้ง ๓ ประการมีรายละเอียดต่อไป

ส่วนในอีกกรณีหนึ่งก็คือ เรื่อง “วัตตเภท” แปลความว่า ความแตกต่างแห่งวัตร หรือ ความแตกต่างแห่งข้อ
ปฏิบัติในขณะอยู่ประพฤติปริวาส คือ ทำให้วัตรมัีวหมองด่างพร้อย ซึ่งเป็นการละเลยวัตร ละเลยหน้าที่ ไม่เอื้อเฟื้อ
ต่อวัตรที่กำลังประพฤติอยู่ และกระทำผิดต่อพุทธบัญญัติโดยตรง เช่น หาอุปัฎฐากเข้ามารับใช้ในขณะอยู่ประพฤติ
ปริวาส เข้านอนร่วมชายคาเดียวกันกับภิกษุผู้อยู่ปริวาสหรือคณะสงฆ์ซึ่งเป็นอาจารย์กรรม มีการนั่งบนอาสนะที่สูงกว่า
อาสนะของคณะสงฆ์อาจารย์กรรม เหล่านี้ถือว่าเป็น “วัตตเภท

สิ่งไหนเป็น รัตติเฉท หรือ วัตตเภท ดังตัวอย่างเช่น ภิกษุหนึ่ง และภิกษุสอง เป็นเพื่อนสหธรรมิกไปอยู่ประพฤติ
ปริวาสร่วมกัน เมื่อปฏิบัติกิจทางสังฆกรรมเสร็จแล้ว ภิกษุ หนึ่งก็เข้ากลดแล้วนอนหลับไป ส่วนภิกษุสองนอนไม่หลับ
ก็เข้าไปนอนเล่นในกลดของภิกษุหนึ่ง แล้วก็เผลอหลับไปจนสว่าง ซึ่งในกรณีนี้ ภิกษุหนึ่ง ผิดในส่วนของ รัตติเฉท
อย่างเดียว ส่วนภิกษุสองผิดทั้ง รัตติเฉท และวัตตเภท ซึ่งกรณีเช่นนี้ถือเจตนาเป็นใหญ่ ฝ่ายใดก่อเจตนาฝ่ายนั้นเป็น
ทั้ง รัตติเฉท และ วัตตเภท ส่วนฝ่ายที่ไม่มีเจตนา ฝ่ายนั้นเป็นเพียง รัตติเฉท แตถ้าจะให้ละเอียดว่าทำไม ภิกษุหนึ่ง
ซึ่งไม่ได้มีเจตนาทำไมถึงเป็น รัตติเฉท คำตอบก็เพราะว่า เป็นการอยู่ร่วมในที่มุงบังอันเดียวกัน ถือว่าเป็น รัตติเฉท
ทั้งสิ้นไม่มี กรณียกเว้นถ้าไม่เก็บวัตร เพราะเงื่อนไขเป็น อจิตตกะ

สหวาโส

“สหวาโส”แปลว่า“การอยู่ร่วม”ซึ่ง ในความหมายนี้หมายเอาพระภิกษุผู้อยู่ประพฤติปริวาสอยู่ร่วมกับภิกษุ
ผู้อยู่ปริวาสด้วยกัน หรืออยู่ร่วมกับคณะสงฆ์ผู้เป็นพระอาจารย์กรรมในที่มุงบังเดียวกัน


การออกไปรับอรุณ


การอยู่ร่วม”
นั้นมีขอบเขต คือ ท่านหมายเอาการนอนอยู่ร่วมกันในที่มุงอันเดียวกันในทางสถานที่ นั่นหมายถึง
มีการทอดกายนอน ดังมีอรรถกถาบาลีว่า “สตคพฺ ภา จตุสฺสาลา เอกา เสยฺยาอิจฺเจว สงฺขยํ คจฺฉติ, เยปิ
เอกสาลทฺวิสาลตฺติสาลจตุสฺสาลสนฺนิเวสา มหาปาสาทา เอกสฺมึ โอกาเส ปาเท โธวิตฺวา ปวิฏฺเฐนสกฺกา
โหติ สพฺพตฺถ อนุปริคนฺตํ เตสุปิ สหเสยฺยาปตฺติยา น มุจฺจติฯ
แปลความว่า ศาลา ๔ มุข มีห้องตั้งร้อย 
แต่อุปจาระเดียวกันก็ถึงอันนับว่าที่นอนอันเดียวกันแท้, แม้มหาปราสาทใด ที่มีทรวดทรงเป็นศาลาหลังเดียว
สอง สาม และสี่หลัง ภิกษุล้างเท้าในโอกาสหนึ่งแล้วเข้าไป อาจเพื่อจะเดินเวียนรอบได้ในที่ทุกแห่ง
แม้ในมหาปราสาทเหล่านั้น (ถ้านอนร่วมกัน) ภิกษุย่อมไม่พ้นสหเสยยาบัติ คือ อาบัติเพราะการนอนร่วม
(มนฺต.๒/๒๙๙)
ซึ่งจะเห็นว่า การอยู่ร่วม คือ นอนร่วมกันและท่านก็เพ่งเอาการทอดกายนอนเฉพาะตอน
กลางคืนนั้น ในที่มุงบังอันเดียวกันหลังคาเดียวกัน ก็ไม่พ้นจากอาบัติเพราะการนอน คือมีการทอดกายนอน
และคำว่าที่มุงบังอันเดียวกันนั้น ท่านก็หมายเอาแต่วัตถุที่เกิดขึ้นโดยวิทยาศาสตร์ เช่น ศาลาการเปรียญ
กุฏิ โบสถ์ วิหาร ที่มนุษย์ใช้เครื่องมือสร้างขึ้น แต่ไม่รวมถึงที่มุงบังโดยธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ หากมีการ
กางกลดภายใต้ร่มไม้เดียวกันก็ไม่ถือว่าเป็นการอยู่ร่วมกัน ดังนั้นจึงชี้ให้เห็นข้อแตกต่างของที่มุงบังเดียวกัน
ซึ่งหากภิกษุสองรูปขึ้นไปอยู่ร่วมกับภิกษุรูปหนึ่งนั่งแต่ภิกษุอีกรูปหนึ่งนอน หรือภิกษุทั้งสองต่างนั่งอยู่ด้วยกัน
โดยไม่มีการทอดกายนอนก็ถือว่าไม่เป็นอาบัติหรือรัตติเฉท ทั้งนี้ก็มีข้อแม้ว่าในศาลาที่ทำสังฆกรรมนั้นเป็นที่
มุงบังหลังคาเดียวกัน แต่หากในขณะเมื่ออยู่ปริวาสนั้นเกิดภัยทาง ธรรมชาติคุกคามแปรปรวน เช่นฝนตก
น้ำท่วม ลมแรง หรือมีการปฏิบัติธรรมร่วมกันก็อนุญาตให้อยู่ร่วมในศาลามุงบังนั้นได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่มีการ
ทอดกายนอน พอใกล้จวนสว่างแล้วก็ให้ลุกออกไปเสียที่อื่นให้พ้นจากที่มุงนั้นให้ได้อรุณ ซึ่งกิริยาเช่นนี้เรียก
อีกอย่างหนึ่งว่า “ออกไปรับอรุณ”

ดังนั้นคำว่า “สหวาโส” นั้นขึ้นอยู่กับการ นอน อย่างเดียวเท่านั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการนอน ไม่มีการเอนกาย
ไม่ถือว่าเป็น สหวาโส จึงสรุปว่า แม้การร่วมทำสังฆกรรม ทำวัตรเช้าสวดมนต์เย็น ร่วมปฏิบัติธรรมภายใต้
ศาลาเดียวกันโดยมีที่มุงบังก็ดีโดยไม่ได้เก็บวัตรก็ดี ทำกิจทุกอย่างร่วมกันภายในเต็นท์หรือปะรำที่สร้างขึ้น
เพื่องานนั้นโดยไม่เก็บวัตรก็ดี เข้าห้องน้ำห้องสุขาที่มีเครื่องมุงบังพร้อมกันแม้จะเป็นหลังเดียวกันกับอาจารย์กรรม
โดยไม่เก็บวัตรก็ดี ทั้งหมดนี้ไม่ถือเป็น สหวาโส ไม่มีผลกระทบแม้แต่น้อย และไม่เป็นอาบัติทุกกฎเพราะ
วัตตเภทก็ไม่มี ทั้งนี้เพราะ กิจ ที่ทำนั้นไม่ถือว่าเป็นการอยู่ร่วมกัน แต่เป็นการ ทำธุระ ร่วมกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน
ซึ่งต่างกับการ “อยู่ร่วม หรือ “สหวาโส”

ขอบเขตของ “สหวาโส” การ “อยู่ร่วม”

๐  เรื่องของสถานะ

ภิกษุ ทุกรูปที่เข้าอยู่ประพฤติปริวาสนั้น เป็นผู้ตกอยู่ในข้อหาละเมิดสิกขาบท สังฆาทิเสส
ซึ่งการอยู่ปริวาสนั้นเปรียบเหมือนกำลังพยายามออกจากสิกขาบทที่ละเมิด ดังนั้น ภิกษุผู้อยู่ประพฤติปริวาสนั้น
แม้จะมีพรรษามากเท่าใดก็ตาม มีสมณะศักดิ์สูงเพียงใดก็ตาม ก็จะต้องเคารพและให้เกียรติต่อ คณะสงฆ์
อาจารย์กรรม ในเรื่องที่เป็นธรรมเป็นวินัย แม้สงฆ์ท่านนั้นจะเพิ่งบวชใหม่แม้ในวันนั้นทุกรูปก็ตาม จะทำการ
คลุกคลีด้วยการฉันร่วม นั่งร่วมในอาสนะเดียวกันเกินขอบเขต ซึ่งทำให้เป็น วัตตเภทบ้าง รัตติเฉทบ้างไม่ได้
ซึ่งในส่วนนี้ก็ต้องยอมลดทิฎฐิ และสถานะ สมณศักดิ์ลงต่อคณะสงฆ์และอาจารย์กรรม แต่สำหรับพระภิกษุ
ผู้อยู่ ประพฤติปริวาสด้วยกันแล้วก็ยังคงรักษาพรรษาไว้และยังคงต้องนั่งตามลำดับพรรษาดังเดิม และพระ
เถระที่เคยมีอุปัฐากอยู่ที่วัด พอมาอยู่ปริวาสท่านจะมีอุปัฏฐากเช่นนั้นไม่ได้ ซึ่งในข้อนี้มีพระบาลีว่า
สทฺธิวิหาริกาทีนํ สาทิยนฺตสฺส  ทุกฺกฎเมวฯ อหํ วนยกมฺมํ กโรมิ มยฺหํ วตฺตํ มา กโรถ มา มํ คามปฺปเวสนํ
อาปุจฺฉถ, วาริตกาลโต ปฏฺฐาย อนาปตฺติฯ
ความว่า เป็นอาบัติทุกกฎแก่ภิกษุผู้ยินดีแม้ของสัทธิวหาริก
เป็นต้น พึงห้ามเขาว่าเรากำลังทำวินัยกรรมอยู่ พวกท่านอย่าทำวัตรแก่เราเลย อย่าบอกลาเข้าบ้านกะเรา
เลย, จำเดิมแต่กาลที่ห้ามแล้วไม่เป็นอาบัต (สมนฺต.๓/๒๘๒) ยกเว้นแต่ว่าเป็นกรณีพิเศษคือ ท่านอาจจะ
ไหว้วานชั่วคราว เช่น ฝากซื้อของเครื่องใช้ที่จำเป็นต้องใช้ในขณะอยู่ประพฤติปริวาส


๐  เรื่องของสถานที่ เช่น

-  ที่ฉันภัตตาหาร                  -  ที่ทำธุระส่วนตัว เช่น ห้องน้ำ ห้องสุขา 
-  ที่เดินจงกรม                     -  ที่ปฏิบัติธรรม 
-  ที่ทำสังฆกรรม                  -  ที่นอน

ทั้งหมดนี้ ควรแยกสัดส่วนออกจากกัน คือ ส่วนไหนเป็นของคณะสงฆ์อาจารย์กรรม ส่วนไหนเป็นของพระภิกษุ
ผู้อยู่ประพฤติปริวาส ก็ต้องแยกจากกันให้เหมาะสม ทั้งนี้เพื่อให้เกียรติแก่คณะสงฆ์อาจารย์กรรมและ
เพื่อความนอบน้อมสำหรับภิกษุผู้อยู่ประพฤติปริวาส

วิปวาโส

“วิปวาโส” หรือ การอยู่ปราศ หมายถึง การอยู่ปราศจากคณะสงฆ์อาจารย์กรรม การอยู่ประพฤติปริวาสนั้นจะอยู่
กันเองตามลำพังโดยปราศจากอาจารย์กรรมไม่ได้ เด็ดขาด อย่างน้อยก็ต้องมีอาจารย์กรรม นั่นคือ ต้องใช้คณะสงฆ์
อาจารย์กรรม ๑ รูป สำหรับการอยู่ประพฤติปริวาส และ ๔ รูป สำหรับมานัต ทั้งนี้เพื่อจะได้คุ้มกรรมไว้ ส่วนเหตุอื่น
ที่จะเป็น วิปวาโส ได้นั้น ก็คือ ถึงแม้จะมีคณะสงฆอาจารย์กรรมอยู่ด้วย แต่มีกำหนดขอบเขตของ วิปวาโส ไว้ว่า
ถ้าหากพระลูกกรรมผู้อยู่ประพฤติปริวาสนั้นอยู่ไกลเกินกำหนด ซึ่งกำหนดของวิปวาโส นี้ ท่านบอกว่า ๒ ชั่ว
เลฑฑุบาตร คือ เอาคนมีอายุปานกลางและมีกำลังขว้างก้อนดินตกลง ๒ ชั่ว คือ ขว้างก้อนดินต่อกัน ๒ ครั้ง
นั่นเอง
(เท่ากับขว้างครั้งแรกตกลงที่ใดแล้วก็ยืนตรงจุดที่ดินตกแล้วก็ขว้างครั้งที่สองไกลออกไปเท่าใดก็ถือเอา
จุดนั้นเป็นเขต กำหนด) ซึ่งจุดศูนย์กลางของ ๒ เลฑฑุบาตรนี้ ให้ยึดเอาจุดที่คณะสงฆ์พระอาจารย์กรรมอยู่กัน
แล้วก็ให้วัดขอบเขตไปที่ภิกษุผู้ปักกลดองค์แรกที่อยู่ใกล้อาจารย์กรรมที่สุด นั้นเป็นเกณฑ์ ส่วนภิกษุท่านอื่น ๆ
ก็ถือว่า ปักกลดอยู่ต่อ ๆ กันไปเหมือนดั่งยังอยู่ในหัตถบาสเหมือนที่ลงสวดพระปาติโมกข์ในโบสถ์ซึ่งองค์แรกอยู่ใน
หัตถบาส องค์ต่อไปก็นั่งเรียงลำดับกันไป ซึ่งการกำหนดขอบเขตนี้ก็ขึ้นอยู่ที่คณะสงฆ์อาจารย์กรรมท่านเป็นผู้ชี้เขต
และอนุญาต ให้อยู่ได ซึ่งการอยู่ปราศ นั้น ก็คือห้ามอยู่โดยปราศจากอาจารย์กรรม ถึงแม้ภิกษุท่านจะเจ็บไข้ได้ป่วย
มีเหตุให้ต้องไปนอน โรงพยาบาล ตราบใดที่ภิกษุยังนอนรักษาตัวอยู่ก็ต้องมีอาจารย์กรรมไปเฝ้าไข้้ตลอดเวลา
อย่าให้เกินสองเลฑฑุบาตรไป

อนาโรจนา

“อนาโรจนา” แปลว่า การไม่บอก หมายถึง การไม่บอกวัตร หรือ บอกอาการที่ตนประพฤติแก่คณะสงฆ์
อาจารย์กรรมในสำนักที่ตนอยู่ประพฤติปริวาส นั้น การบอกวัตรของปริวาส ตามหลักพระวินัยเมื่อขอปริวาสแล้ว
จะต้องบอกวัตรแก่คณะสงฆ์อาจารย์กรรมเพียงครั้งเดียวก็อยู่ไปจนครบ ๓ ราตรีก็ได้

๐  สมาทานวัตร หรือ ขึ้นวัตร
๐  การบอกวัตร 
๐  การเก็บวัตร

การสมาทานวัตร

การสมาทานวัตร หรือ ขึ้นวัตร เป็นวินัยกรรมเกี่ยวกับวุฎฐานวิธีอย่างหนึ่ง คือ เมื่อภิกษุต้องครุกาบัติแล้ว อยู่ปริวาส
ยังไม่ครบเวลาที่ปกปิดไว้ หรือ ประพฤติมานัตอยู่ยังไม่ครบ ๖ ราตรี พักปริวาสหรือมานัตเสียเนื่องจากมีเหตุอันจำเป็น
อันควร เมื่อจะสมาทานวัตรใหม่เพื่อประพฤติปริวาสหรือมานัตที่เหลือนั้น เรียกว่า ขึ้นวัตร คือ การสมาทานวัตร

การสมาทานวัตร นิยมสมาทานหลังจากที่เสร็จสิ้นการปฏิบัติธรรมประจำวัน จากนั้นก็แยกย้ายกันเข้าปรก พอได้
เวลา ตีสามหรือตามเวลาที่คณะสงฆ์กำหนด ก่อนทำวัตรเช้าก็สมาทานครั้งหนึ่ง ซึ่งการสมาทานวัตรเช่นนี้ไม่จำเป็น
ต้อง สมาทานทั้งเช้าและเย็น เพราะการสมาทานวัตรนั้นตราบใดที่ยังไม่มีการเก็บวัตรแล้วก็ห้ามสมาทานซ้ำอีก
ส่วนการ บอกวัตรนั้นจะบอกวันละกี่ครั้งก็ได้ ซึ่งพระอรรถกถาจารย์ท่านได้กล่าวไว้ว่า“อนิกฺชิตฺตวตฺตสฺส  ปุน 
วตฺตสมาทานกิจฺจํ  นตฺถิ
ฯ” ความว่า “กิจที่จะต้องสมาทานวัตรอีกย่อมไม่มี แก่ผู้มิได้เก็บวัตร หรือ
สำหรับผู้มิได้เก็บวัตรไม่มีกิจที่จะต้องสมาทานวัตรอีก”
หมายความว่า ห้ามสมาทานวัตรซ้อนวัตรนั่นเอง



การบอกวัตร” นั้น ขณะประพฤติปริวาสไม่จำเป็นต้องบอกวัตรทุกวันก็ได้แต่การบอกทุกวันก็ไม่ได้มี ข้อจำกัดอะไร
และการบอกวัตรต้องบอกแก่คณะสงฆ์ที่เป็นอาจารย์กรรมหมดทุกรูปตราบใดที่ยังไม่ ได้เก็บวัตร เมื่อเห็นพระอาคันตุกะ
มาก็ต้องบอกวัตรเช่นกันไม่ว่าเวลาไหนถ้าไม่บอกก็เป็นรัตติเฉท ถ้ามีเจตนาไม่บอกก็เป็นอาบัติทุกกฎและในเวลาที่
พระอาคันตุกะผ่านมาและบอกวัตรนั้น มีขอบเขตเช่นไร ซึ่งมีมติของพระสังฆเสนาภยเถระว่า “วิสเย กิร
อนาโรเจนฺคสฺส
รตฺติจฺเฉทโท เจว วตฺตเภเท ทุกฺกฏญฺจ โหติ อวิสเย ปน อุภยํปิ ตนฺถิฯ” ความว่า
“ได้ยินว่าเมื่อไม่บอกในวิสัยเป็นรัตติเฉทด้วยเป็นทุกกฎเพราะวัตตเภทด้วย แต่ในเหตุสุดวิสัยไม่เป็น
ทั้งสองอย่างฯ(สมนต.๓/๒๘๙) ซึ่งเป็นมติที่เหมาะสม ดังพุทธพจน์ที่ว่า “ภิกฺขเว อาสา อสฺสาทนเจตนา
อตฺถิ สา จ โข อวิสเย อุปฺปนฺนตฺตา อพฺโพหาริกา อาปตฺติยา องฺคํ น โหติฯ “
ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย
เจตนาเป็นเหตุยินดีมีอยู่ แต่เจตนานั้นแลชื่อว่าเป็นอัพโพหาริก คือ"ไม่เป็นองค์แห่งอาบัติ เพราะเกิดขึ้น
ในเหตุสุดวิสัยฯ” (สมนต.๒/๓)

ซึ่งการบอกวัตรนี้จะบอกใคร นิกายไหน หรือมีความแตกต่างไหนนั้น ซึ่งในคัมภีร์บาลีเดิมหรือชั้นอรรถกถาไม่ได้ใช้
คำว่า นิกาย แต่ดูความแตกต่างที่ลัทธิปฏิบัติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะมีนิยามเกี่ยวกับ นานาสังวาส และ สมานสังวาส
เช่น สงฆ์ฝ่ายธรรมยุต และสงฆ์ฝ่ายมหานิกายจะเป็น นานาสังวาส หรือ สมานสังวาส นั้นจะได้นำความเห็นของพระ
อรรถกถาจารย์ เป็นดังนี้ “เยน สทฺธึ อุโปสถาทิโก สํวาโส อตฺถิ อยํ สมานสํวาสโก อิตโร นานาสํวาสโกฯ”
ความว่า “ธรรมเป็นที่อยู่ร่วมกันมีอุโบสถเป็นต้น กับบุคคลใดมีอยู่ บุคคลนั้นชื่อว่า สังวาสเสมอกันฯ บุคคลนอกนั้น
ชื่อว่าผู้เป็นนานาสังวาสกันฯ” (สมนต.๓/๔๙๑)

ส่วนเรื่องเวลาบอกวัตรนั้น ก็ขึ้นอยู่ที่มติของคณะสงฆ์อาจารย์กรรมเป็นผู้กำหนด เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย
แห่งสงฆ์ ซึ่งการบอกวัตรนี้สามารถกำหนดตั้งแต่ได้อรุณจนถึง ๙ โมงเช้า ส่วนการบอกวัตรแก่พระอาคันตุกะ
ก็สุดแท้แต่สงฆ์จะเป็นผู้กำหนด จะบอกเป็นรายบุคคลหากมารูปเดียว หรือมาสองรูปบอกสองรูป หรือสามรูป
หรือสี่รูป ซึ่งถ้าสี่รูปจึงบอกเป็นสงฆ์ ซึ่งหากเป็นรายบุคคล

มารูปเดียว   ใช้คำว่า   มํ  อายสมา  ธาเรตุ
มาสองรูป    ใช้คำว่า   มํ  อายสฺมนตา  ธาเรนตุ
มาสามรูป    ใช้คำว่า   มํ  อายสฺมนฺโต  ธาเรนฺตุ
ส่วนสี่รูป      ใช้คำว่า  มํ  สงฺโฆ  ธาเรตุ

แต่เพื่อป้องกันความผิดพลาดและรัดกุมนั้น ควรบอกเป็นสงฆ์ดีที่สุด ไม่ว่าพระอาคันตุกะท่านจะมา หนึ่งรูป
สองรูป สามรูป หรือสี่รูป หรือเกินนั้นก็ตาม เพราะถ้าบอกเป็นรายบุคคลก็ต้องนับพรรษาด้วย ดังนั้นจึงบอก
เป็นสงฆ์ดีที่สุด เพราะทุกอย่างเป็นสังฆกรรมที่กระทำโดยสงฆ์ รับรองโดยสงฆ์ จึงใช้ มํ สงฺโฆ ธาเรตุ ดีที่สุด


การเก็บวัตร


การเก็บวัตร”  ก็คือ การพักวัตรไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งที่นิยมนั้นก็จะเก็บวัตรในเวลากลางวัน ทั้งนี้ก็เพราะ
เหตุที่ในเวลากลางวันนั้นอาจมีพระอาคันตุกะแวะเวียนผ่านมาบ่อย เมื่อเก็บวัตรแล้วก็ไม่จำเป็นต้องบอกวัตร
ซึ่งประโยชน์ของการเก็บวัตรนั้น ก็คือ การไม่ต้องบอกวัตรบ่อย ๆ และประโยชน์ในการที่คณะสงฆ์ทำสังฆกรรม
เช่น ในวันออกอัพภาน ซึ่งอาจจะมีสงฆ์ไม่ครบองค์ตามพระวินัยกำหนด ซึ่งในกรณีนี้ท่านอนุญาตให้
พระอัพภานารหภิกษ
(ภิกษุผู้ควรเรียก เข้าหมู่) ผู้เก็บวัตรแล้ว เข้าเป็นองค์นั่งในหัตถบาสเป็น ปูรกะภิกษุ
ให้ครบองค์สงฆ์ตามพระวินัยกำหนด ดังมีอรรถกถา ว่า“คเณ ปน อปฺปโหนฺเต วตตํ นิกฺปิปาเปตฺวา  
คณปูรโก กาตพฺโพฯ” ความว่า “ก็เมื่อคณะไม่ครบพึงให้ ปริวาสิกภิกษุ เก็บวัตร แล้วทำให้เป็นคณะ
ปูรกะก็ควรฯ”
ทั้งนี้เพราะ ภิกษุผู้เก็บวัตรแล้ว ก็คือ ปกตัตตภิกษุ(สงฆ์ปกติ) ที่ไม่ได้เข้ากรรม หรือ
อยํ หิ นิกฺขิปิตตฺวตฺตตฺตา ปกตตฺตฏฺฐาเน ฐิโตฯ” ความว่า “จริงอยู่ภิกษุนี้ ชื่อว่าตั้งอยู่ในฐานะ
ปกตัตตภิกษุเพราะเธอเก็บวัตรเสียแล้วฯ”
ดังนั้น ในวันออกอัพภาน จึงไม่ต้องเก็บวัตร เพราะต้องเสียเวลา
ในการสมาทานวัตรและ บอกวัตร และประโยชน์ของการไม่เก็บวัตรในวันออกอัพภาน ก็เพราะถ้าเก็บวัตรแล้ว
ไม่สมาทานวัตรใหม่ คณะสงฆ์ก็ไม่สามารถสวดอัพภานให้ได้ เพราะสงฆ์จะทำกรรมกับผู้เก็บวัตรไม่ได้ทั้งนี้เพราะ
ผู้เก็บวัตรเป็นปกตัตตภิกษ ดังบาลีว่า “ปกตฺตตสฺส จ อพฺภานํ กาตุ น วฏฺฏติ ตสฺมา วตฺตํ สมาทเปตพฺพํฯ
วตฺเต สมาทินฺเน อพฺภานารโห โหติฯ เตน วตฺตํ สมาทิยิตฺวา อาโรเจตฺวา อพฺภานํ ยาจิตพฺพํฯ”

ความว่า “และสงฆ์จะทำอัพภานแก่ปกตัตตภิกษุ ย่อมไม่ควร เพราะฉะนั้น พึงให้เธอสมาทานวัตร(ก่อน)ฯ
เธอย่อมเป็นผู้ควรแก่อัพภานในเมื่อสมาทานวัตรแล้ว แม้เธอสมาทานวัตรแล้วก็ให้บอก(ก่อน) แล้วจึงขออัพภานฯ”

นอกจาก นี้ก็มีการเก็บวัตรเพื่อเป็นอุปัชฌาย์ในท่านที่เป็นอุปัชฌาย์ หรือเป็นอาจารย์สวดในท่านที่เป็นพระกรรมวาจา
ดังบาลีว่า “อุปชฺฌา เยน หุตฺวา น อุปสมฺปาเทตพฺพํ วตฺตํ นิกฺขิปิตฺวา ปน อุปสมฺปาเหตํ วฏฺฏติฯ อาจริเยน
หุตฺวา กมฺมวาจาปิ น สาเวตพฺพา อญฺญสฺมึ สกติ วตฺตํ นิกฺขิปิตฺวา สาเวตํ วฏฺฏติฯ”
ความว่า ป็นอุปัชฌาย์
ไม่พึงให้อุปสมบท แต่จะเก็บวัตรแล้วให้อุปสมบทควรอยู่ฯ เป็นพระกรรมวาจาแล้ว แม้กรรมวาจาแล้ว แม้กรรมวาจา
ก็ไม่ควรสวด เมื่อภิกษุอื่นไม่มีจะเก็บวัตรแล้วสวด สมควรอยู่ฯ”
แต่ทั้งนี้ก็ควรจะเอาไว้เป็นทางเลือกสุดท้ายตราบที่ยัง
มีสงฆ์ทำสังฆกรรมอยู่ ทั้งนี้ด้วยมีพระบาลีว่า “วิหารเชฏฺฐกฏฺฐานํ น กาตพฺพํ ปาฏิโมกฺขุทฺเทศเกน วา ธมฺมชฺเฌสเกน
วา น ภวิตพฺพํฯ” ความว่า (ภิกษุ ผู้ประพฤติวุฏฐานวิธี) ไม่พึงรับตำแหน่งหัวหน้าในวิหาร คือไม่พึงเป็นผู้สวดปาฏิโมกข์
หรือ เชิญแสดงธรรมฯ สมดังพระพุทธพจน์ที่ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้อยู่ปริวาสพึงประพฤติชอบ
ด้วยการประพฤติดังต่อไปนี้.. พึงพอใจด้วยอาสนะสุดท้าย ที่นอนสุดท้ายที่สงฆ์จะพึงให้แก่เธอดังนี้ฯ
(วิ.จุล.๖/๗๖/๑๐๑)

พระภิกษุสงฆ์ออกรับบิณฑบาตรยามเช้า


มานัต


พระภิกษุสงฆ์ปฏิบัติเดินจงกรม

มานัต
คือ ระเบียบปฏิบัติในการออกจากครุกาบัติ หมายถึง
นับราตรี  การนับราตรี การนับราตรี หรือ มานัต นั้น เป็นเงื่อนไข
ต่อจากการประพฤติปริวาสของภิกษุผู้อยู่กรรม เมื่ออยู่ปริวาส
๓ ราตรี หรือตามที่คณะสงฆ์กำหนดแล้ว เมื่อคณะสงฆ์พิจารณาว่า
ปริวาส ที่ภิกษุประพฤตินั้นบริสุทธิ์ในการพิจารณาของสงฆ์แล้ว
สงฆ์ก็จะเรียกผู้ประประพฤติปริวาสนั้นว่า “มานัตตารหภิกษุ”
แปลว่า “ภิกษุผู้ควรแก่มานัต” มานัต หรือการนับราตรีนั้น
ได้แก่การ นับราตรี ๖ ราตรีเป็นอย่างน้อย ซึ่งเกินกว่านี้ไม่เป็นไร
แต่ถ้าน้อยกว่า ๖ ราตรีไม่ได้ ซึ่งเป็นพระวินัยกำหนดไว้เช่นนั้น
ซึ่งการนับราตรีของ มานัต นั้นก็มีเงื่อนไขที่ทำให้นับราตรี
ไม่ได้เช่นกัน เรียกว่าการขาดแห่งราตรี หรือ การนับราตรี
เป็นโมฆะ ซึ่งการนับราตรีไม่ได้นี้เรียกว่า "รัตติเฉท"

เงื่อนไขแห่ง “รัตติเฉท” ของมานัต

เงื่อนไขที่ทำให้นับราตรีไม่ได้ สำหรับ มานัต มีด้วยกัน ๔ อย่าง คือ

๐  สหวาโส คือ   การอยู่ร่วม
วิปปวาโส คือ  การอยู่ปราศ
อนาโรจนา คือ  การไม่บอกวัตรที่ประพฤติ
๐  อูเน คเณ จรณํ คือ การประพฤติวัตรในคณะอันพร่อง

สหวาโส คือ การอยู่ร่วม มีข้อกำหนดเหมือนปริวาส ไม่มีข้อแตกต่างกัน

วิปปวาโส คือ การอยู่ปราศ หรือ อยู่ในถิ่นอาวาสที่ไม่มีสงฆ์อยู่เป็นเพื่อน
ในส่วนข้อนี้มีความแตกต่างตรงที่ การประพฤติปริวาสนั้นจะสมาทานประพฤติวัตรกับคณะสงฆ์อาจารย์กรรม
รูปเดียวก็ได แต่ มานัต นั้น ต้องสมาทานกับสงฆ์ตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป หรือ ในกรณีที่ภิกษุผู้ประพฤติปริวาสเกิด
เจ็บไข้ได้ป่วย อาพาธขึ้นในระหว่าง มานัต จำต้องไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลก็ต้องมีสงฆ์อย่างน้อย ๔ รูป
ไปเฝ้าไข้ ซึ่งถ้าไม่ทำเช่นนั้นก็ต้องอนุญาตให้ไปรักษาอาพาธนั้นให้หายเป็นปกติก่อน เมื่อหายเป็นปกติแล้ว
ให้ภิกษุนั้น กลับมาสมาทานวัตรเพียงรูปเดียวในภายหลัง(แต่ถ้าเก็บวัตรแล้วก็ไม่เป็นไร) ส่วนการบอกวัตรนั้น
ถ้าบอกเป็นครั้งแรกในวันนั้นต้องบอกกับสงฆ์หมดทุกรูป แต่ถ้าการบอกวัตรนั้นเป็นการบอกครั้งที่สองไม่ต้อง
บอกหมด ทุกรูป ยกเว้นเมื่อบอกวัตร ไปแล้วในขณะนั้น แต่ชั่วครู่นั้นมีพระอาคันตุกะแวะเวียนเข้ามา การบอก
วัตรครั้งที่สองนี้จะบอกเดี่ยวสำหรับ พระอาคันตุกะ หรือจะบอกเป็นสงฆ์ก็ได้ขึ้นอยู่ที่คณะสงฆ์ พระอาจารย์กรรม
กำหนด ซึ่งถ้าบอกเป็นสงฆ์ก็ต้องหาพระอาจารย์กรรมรวมทั้งพระอาคันตุกะนั้นให้ครบองค์สงฆ์คือ ๔ รูป
แต่ส่วนมากจะบอกเดี่ยวเพื่อความสะดวกรวดเร็ว

อนาโรจนา
คือ การไม่บอกวัตรที่ประพฤติ ซึ่งการประพฤติ มานัต นั้น จะต้องบอกวัตรทุกวัน ไม่บอกไม่ได้
แตกต่างกับปริวาสซึ่งจะบอกก็ได้ไม่บอกก็ได้ เพราะอยู่ปริวาสนั้นบอกวัตรครั้งเดียวแล้วอยู่ต่อไปอีกสามวันโดยที่
ไม่บอกอีกก็ได้ ทั้งนี้หมายความว่าจะต้องไม่ทำผิดกฏข้ออื่น ๆ อีก

อูเน คเณ จรณํ คือ การประพฤติวัตรในคณะอันพร่อง
หมายถึง การประพฤติวัตรของพระมานัตในที่ที่มีสงฆ์ไม่ครบ ๔ รูปตามพระวินัยกำหนด เช่นนี้ถือว่า
ประพฤติวัตรในคณะอันพร่อง ซึ่งจะทำให้การนับราตรีเป็นโมฆะ นับราตรีไม่ได้

มานัต หรือการนับราตรี นั้น มีอยู่ ๔ อย่าง คือ

๐  อัปปฏิจฉันนมานัต คือ เป็นมานัตที่ภิกษุไม่ต้องอยู่ปริวาส สามารถขอมานัตได้เลย
ยกเว้นพวกเดียรถีย์ต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือน
๐  ปฏิฉันนมานัต คือ มานัตที่ให้แก่ภิกษุผู้ปิดอาบัติไว้ หรือมิได้ปิดไว้ก็ตาม
ปักขมานัต คือ มานัตที่ให้แก่ภิกษุณี ๑๕ ราตรีเท่านั้น(ครึ่งปักษ์) จะปิดอาบัติไว้หรือมิได้ปิดไว้ก็ตาม
สโมธานมานัต คือ มานัตที่มีไว้เพื่ออาบัติที่ประมวลเข้าด้วยกันอันเนื่องมาจากสโมธานปริวาส นั้น
ซึ่ง สโมธานมานัต นี้เป็นมานัตที่สงฆ์นิยมใช้กันมากที่สุดในปัจจุบัน

อัพภาน

พระภิกษุสงฆ์รอการสวดออกอัพภาน

อัพภาน คือ การที่สงฆ์เรียกเข้าหมู่ หรือ การที่ภิกษุท่านได้ชำระสิกขาบทที่ได้ทำให้ตนมัวหมอง
จนผ่านขั้นตอนการอยู่ประพฤติปริวาส การขอมานัต นับราตรีจนครบกระบวนการขั้นตอนของการประพฤติวุฏฐานวิธี 
ตามที่พระวินัยกำหนด จนมาถึงขั้นตอนสุดท้ายคือ สงฆ์เรียกภิกษุนั้นเข้าหมู่แห่งสงฆ์ เป็นสงฆ์ปกติไม่มีความมัวหมอง
ด่างพร้อยติดตัวแล้ว จึงเป็นการให้ อัพภาน

ซึ่งการให้ อัพภาน นี้ พระวินัยกำหนดให้สงฆ์สวดเรียกเข้าหมู่โดยต้องใช้สงฆ์สวดจำนวน ๒๐ รูป ขึ้นไป เมื่อสงฆ์
๒๐ รูป ทำสังฆกรรมสวดเรียกเข้าหมู่ให้แล้ว ก็ถือเป็นสิ้นสุดกระบวนการประพฤติวุฏฐานวีธี ในทางพระวินัย ภิกษุ
นั้น ๆ ก็ เป็นภิกษุผู้บริสุทธิ์ เป็น “ปริสุทโธ”

การกำหนดองค์สงฆ์ที่ต้องทำกรรมในการประพฤติวุฏฐานวิธี มี ๒ ประเภท คือ

๑.  จตุวรรคสงฆ์ มีจำนวน ๔ รูป (หรือ ๕ รูปรวมองค์สวด) ให้ปริวาส ให้มานัต ให้ปฏิกัสสนาฯ
๒.  วีสติวรรคสงฆ์ มีจำนวน ๒๐ รูป (๒๑ รวมองค์สวด) ให้อัพภาน

วิธีการสวดให้ปริวาส และ อัพภาน มีอยู่ ๓ วิธี คือ

๑.  วิธีการขอหมู่  สวดหมู่ ซึ่ง การขอหมู่ สวดหมู่ ก็คือ ภิกษุผู้ประสงค์อยู่ประพฤติปริวาส ได้สวดขอปริวาส
มานัตและอัพภาน ซึ่งภิกษุที่ขอหมู่ก็คือ สงฆ์อนุญาตให้ภิกษุเข้าสวดขอปริวาสพร้อมกันครั้งละ ๓ รูป
ส่วนคณะสงฆ์อาจารย์กรรมนั้นต้องใช้จำนวนสงฆ์ทั้งหมด ๕ รูป รวมองค์สวด (และ ๒๑ รูป กรณีให้อัพภาน)
๒. วิธีการขอหมู่ สวดเดี่ยว ซึ่งก็คือ ภิกษุผู้ประสงค์อยู่ประพฤติปริวาส ได้สวดขอปริวาส มานัตและอัพภาน
ซึ่งสงฆ์อนุญาตให้ภิกษุเข้าขอปริวาสพร้อมกันครั้งละ ๓ รูป แต่ให้สวดครั้งละหนึ่งรูปคือสวดองค์เดียว
เดี่ยว ๆ ส่วนคณะสงฆ์อาจารย์กรรมนั้นต้องใช้จำนวนสงฆ์ทั้งหมด ๕ รูป รวมองค์สวด
(และ ๒๑ รูป กรณีให้อัพภาน)
๓. วิธีการขอเดี่ยว สวดเดี่ยว ก็คือ  สงฆ์อนุญาตให้ภิกษุเข้าขอปริวาสครั้งละ ๑ รูป และให้สวดครั้งละ
หนึ่งรูปคือสวดองค์เดียวเดี่ยว ๆ ส่วนคณะสงฆ์อาจารย์กรรมนั้นต้องใช้จำนวนสงฆ์ทั้งหมด ๕ รูป
รวมองค์สวด (และ ๒๑ รูป กรณีให้อัพภาน)



วิธีการขอปริวาสกรรม



ภิกษุผู้จะขอปริวาส พึงเตรียมดอกไม้ธูปเทียนให้พร้อม ห่มผ้า
เฉวียงบ่า (ห่มดองรัดอกแบบจีบจีวร) เข้าไปหาสงฆ์์อย่างน้อย
๔ รูป ในเขตพัทธสีมา แล้วถวายเครื่องสักการะ ครั้นถวาย
สักการะแล้ว กราบสามครั้ง ถอยห่างจากหัตถบาสสงฆ์ในระยะ
พอสมควรแล้ว กล่าวคำขอจุลสุทธันตปริวาสต่อสงฆ์ดังนี้

คำขอสุทธันตปริวาสอย่างจุลสุทธันตะ

อะหัง ภันเต สัมพะหุลา สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  ชานามิ 
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  ชานามิ 
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
อาปัตติปะริยันเต  เอกัจเจ  เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
โสหัง ภันเต สังฆัง ตาสัง อาปัตตีนัง สุทธันตะปริวาสัง ยาจามิ.
อะหัง ภันเต สัมพะหุลา สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
โสหัง ทุติยัมปิ ภันเต สังฆัง ตาสัง อาปัตตีนัง สุทธันตะปริวาสัง ยาจามิ.
อะหัง ภันเต สัมพะหุลา สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
โสหัง ตะติยัมปิ ภันเต สังฆัง ตาสัง อาปัตตีนัง สุทธันตะปริวาสัง ยาจามิฯ.

กรรมวาจาให้สุทธันตปริวาส
(คำที่ขีดเส้นใต้ให้ใสชื่อพระภิกษุที่ขอสุทธันตปริวาส)

สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ อะยัง อิตถันนาโม ภิกขุ สัมพะหุลา
สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานาติ  เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานาติ  เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
วัตตัง   นิกขิปามิ  ปะริวาสัง   นิกขิปามิ
ทุติยัมปิ   วัตตัง   นิกขิปามิ  ปะริวาสัง   นิกขิปามิ
ตะติยัมปิ  วัตตัง   นิกขิปามิ  ปะริวาสัง   นิกขิปามิ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานาติ  เอกัจจัง  นะ  สะราติ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานาติ  เอกัจจัง  นะ  สะราติ
อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
โส  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  ยาจะติ  ยะทิ
สังฆัสสะ  ปัตตะกัลลัง  สังโฆ  อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน  ตาสัง
อาปัตตีนัง  สุทธันตะปริวาสัง  ทะเทยยะ  เอสา  ญัตติ.
สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ อะยัง อิตถันนาโม ภิกขุ สัมพะหุลา
สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานาติ  เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานาติ  เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง   สะระติ  เอกัจจัง  นะ  สะระติ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง   สะระติ  เอกัจจัง  นะ  สะระติ
อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
โส  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  ยาจะติ  สังโฆ
อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน  ตาสัง อาปัตตีนัง  สุทธันตะปริวาสัง 
เทติ ยัสสายัสมะโต ขะมะติ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสัง อาปัตตีนัง
สุทธันตะปริวาสัสสะ ทานัง โน ตุณหัสสะ ยัสสะ นักขะมะติ โส ภาเสยยะ.
ทุติยัมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ
อะยัง อิตถันนาโม ภิกขุ สัมพะหุลา สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานาติ  เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานาติ  เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง   สะระติ  เอกัจจัง  นะ  สะระติ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง   สะระติ  เอกัจจัง  นะ  สะระติ
อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
โส  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  ยาจะติ  สังโฆ
อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน  ตาสัง อาปัตตีนัง  สุทธันตะปริวาสัง 
เทติ ยัสสายัสมะโต ขะมะติ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสัง อาปัตตีนัง
สุทธันตะปริวาสัสสะ ทานัง โส ตุณหัสสะ ยัสสะ นักขะมะติ โส ภาเสยยะ.
ตะติยัมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ
อะยัง อิตถันนาโม ภิกขุ สัมพะหุลา สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานาติ  เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
รัตติปะริยันตัง      เอกัจจัง  ชานาติ  เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง   สะระติ  เอกัจจัง  นะ  สะระติ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง   สะระติ  เอกัจจัง  นะ  สะระติ
อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
โส  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  ยาจะติ  สังโฆ
อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน  ตาสัง อาปัตตีนัง  สุทธันตะปริวาสัง  เทติ
ยัสสายัสมะโต ขะมะติ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสัง อาปัตตีนัง
สุทธันตะปริวาสัสสะ ทานัง โส ตุณหัสสะ ยัสสะ นักขะมะติ โส ภาเสยยะ.
ทินโน สังเฆนะ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสัง
อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาโส ขะมะติ สังฆัสสะ
ตัสมา ตุณหิ เอวะเมตัง ธาระยามิฯ

คำสมาทานปริวาส

ปริวาสัง  สะมาทิยามิ  วัตตัง  สะมาทิยามิ
ทุติยัมปิ  ปะริวาสัง  สะมาทิยามิ  วัตตัง  สะมาทิยามิ
ตะติยัมปิ  ปะริวาสัง  สะมาทิยามิ  วัตตัง  สะมาทิยามิฯ

คำบอกสุทธันตปริวาส

อะหัง ภันเต สัมพะหุลา สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง
อาปัตติปะริยันตัง   เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  ชานามิ 
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  สะรามิ 
รัตติปะริยันตัง      เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
รัตติปะริยันเต       เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
โสหัง  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปริวาสัง  ยาจิง  ตัสสะ  เม
สังโฆ  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  อะทาสิ  โสหัง
ปะริวาสามิ  เวทะยามะหัง  ภันเต  เวทะยะตีติ  มัง  สังโฆ  ธาเรตุฯ

การเก็บปริวาส

วัตตัง   นิกขิปามิ  ปะริวาสัง   นิกขิปามิ
ทุติยัมปิ   วัตตัง   นิกขิปามิ  ปะริวาสัง   นิกขิปามิ
ตะติยัมปิ  วัตตัง   นิกขิปามิ  ปะริวาสัง   นิกขิปามิ


วิธีการขอมานัต

ภิกษุผู้ประพฤติปริวาสพอสมควรและถูกต้องตามพระวินัยแล้ว ชื่อว่า
เป็น มานัตตารหะผู้ควรแก่มานัต เมื่อจะขอมานัตพึงเตรียม ดอกไม้
ธูปเทียนให้พร้อม ห่มผ้าเฉวียงบ่า (ห่มดองรัดอกแบบจีบจีวร)
เข้าไปหาสงฆ์อย่างน้อย ๔ รูป ในเขตพัทธสีมา แล้วถวายเครื่อง
สักการะดอกไม้ธูปเทียน ครั้นถวายสักการะแล้ว นั่งคุกเข่ากราบ
๓ หน ตั้งนะโม ๓ จบ   ถอยห่างจากหัตถบาสสงฆ์ในระยะพอ
สมควรแล้ว ่าวคำสมาทานปริวาสและบอกปริวาสต่อสงฆ์
(ดังคำสมาทานและคำบอก ที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว) เมื่อได้กล่าว
สมาทานปริวาสแล้วบอก ปริวาส ครั้นบอกแล้ว เข้าไป
หัตถบาสสงฆ์์ขอมานัตต่อสงฆ์ดังนี้

คำขอมานัต

อะหัง ภันเต สัมพะหุลา สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง                   
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานามิ   เอกัจจัง  นะ  ชานามิ 
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานามิ   เอกัจจัง  นะ  ชานามิ 
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  สะรามิ   เอกัจจัง  นะ  สะรามิ 
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  สะรามิ   เอกัจจัง  นะ  สะรามิ 
อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก 
รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก 
โสหัง  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปริวาสัง  ยาจิง  ตัสสะ  เม 
สังโฆ  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  อะทาสิ  โสหัง ภันเต 
ปะริวุตถะปะริวาโส  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง  ยาจามิ.
อะหัง ภันเต สัมพะหุลา สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานามิ   เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานามิ   เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  สะรามิ   เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  สะรามิ   เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
โสหัง  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปริวาสัง  ยาจิง  ตัสสะ  เม
สังโฆ  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  อะทาสิ  โสหัง
ปะริวุตถะปะริวาโส  ทุติยัมปิ  ภันเต  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง 
ฉารัตตัง  มานัตตัง  ยาจามิ. 
อะหัง ภันเต สัมพะหุลา สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง 
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานามิ   เอกัจจัง  นะ  ชานามิ 
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานามิ   เอกัจจัง  นะ  ชานามิ 
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  สะรามิ   เอกัจจัง  นะ  สะรามิ 
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  สะรามิ   เอกัจจัง  นะ  สะรามิ 
อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก 
รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก 
โสหัง  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปริวาสัง  ยาจิง  ตัสสะ  เม 
สังโฆ  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  อะทาสิ  โสหัง 
ปะริวุตถะปะริวาโส  ตะติยัมปิ  ภันเต  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง                
ฉารัตตัง  มานัตตัง  ยาจามิ.

กรรมวาจาให้มานัต

สุณาตุ  เม  ภันเต  สังโฆ  อะยัง  อิตถันนาโม ภิกขุ  สัมพะหุลา       
สังฆาทิเสสา  อาปัตติโย  อาปัชชิ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานาติ   เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานาติ   เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  สะระติ   เอกัจจัง  นะ  สะระติ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  สะระติ   เอกัจจัง  นะ  สะระติ
อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
โส  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  ยาจิ  ตัสสะ 
สังโฆ  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  อะทาสิ  โส
ปะริวุตถะปะริวาโส   สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง 
ยาจะติ  ยะทิ  สังฆัสสะ  ปัตตะกัลลัง  สังโฆ  อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน
ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง  ทะเทยะ  เอสา  ญัตติฯ 
สุณาตุ  เม  ภันเต  สังโฆ  อะยัง  อิตถันนาโม ภิกขุ  สัมพะหุลา
สังฆาทิเสสา  อาปัตติโย  อาปัชชิ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานาติ   เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานาติ   เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  สะระติ   เอกัจจัง  นะ  สะระติ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  สะระติ   เอกัจจัง  นะ  สะระติ
อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
โส  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  ยาจิ  ตัสสะ สังโฆ  
ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  อะทาสิ  โส ปะริวุตถะปะริวาโส  
สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง ยาจะติ  สังโฆ
อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง  เทติ 
ยัสสายัสมะโต  ขะมะติ  อิตถันนามัสสะ  ภิกขุโน  ตาสัง อาปัตตีนัง 
ฉารัตตัง  มานัตตัสสะ  ทานัง  โส  ตุณหัสสะ  ยัสสะ  นักขะมะติ  โส  ภาเสยยะฯ
ทุติยัมปิ  เอตะมัตถัง  วะทามิ  สุณาตุ  เม  ภันเต  สังโฆ  อะยัง
อิตถันนาโม ภิกขุ  สัมพะหุลา  สังฆาทิเสสา  อาปัตติโย  อาปัชชิ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานาติ   เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานาติ   เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  สะระติ   เอกัจจัง  นะ  สะระติ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  สะระติ   เอกัจจัง  นะ  สะระติ
อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
โส  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  ยาจิ  ตัสสะ สังโฆ 
ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  อะทาสิโส ปะริวุตถะปะริวาโส  
สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง ยาจะติ  สังโฆ 
อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง  เทติ 
ยัสสายัสมะโต  ขะมะติ  อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน  ตาสัง อาปัตตีนัง 
ฉารัตตัง  มานัตตัสสะ  ทานัง  โส  ตุณหัสสะ  ยัสสะ นักขะมะติ  โส  ภาเสยยะฯ
ตะติยัมปิ  เอตะมัตถัง  วะทามิ  สุณาตุ  เม  ภันเต  สังโฆ  อะยัง
อิตถันนาโม ภิกขุ  สัมพะหุลา  สังฆาทิเสสา  อาปัตติโย  อาปัชชิ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานาติ   เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานาติ   เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  สะระติ   เอกัจจัง  นะ  สะระติ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  สะระติ   เอกัจจัง  นะ  สะระติ    
อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
โส  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  ยาจิ  ตัสสะ สังโฆ 
ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  อะทาสิ  โส ปะริวุตถะปะริวาโส  
สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง ยาจะติ  สังโฆ 
อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง  เทติ 
ยัสสายัสมะโต  ขะมะติ  อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน  ตาสัง อาปัตตีนัง 
ฉารัตตัง  มานัตตัสสะ  ทานัง  โส  ตุณหัสสะ  ยัสสะ  นักขะมะติ  โส  ภาเสยยะฯ

ทินนัง  สังเฆนะ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน
ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง  ขะมะติ
สังฆัสสะ  ตัส?มา  ตุณ?หี เอวะเมตัง  ธาระยามิฯ

คำสมาทานมานัต

มานัตตัง  สมาทิยามิ    วัตตัง  สะมาทิยามิ
ทุติยัมปิ   มานัตตัง   สะมาทิยามิ  วัตตัง  สะมาทิยามิ
ตะติยัมปิ  มานัตตัง   สะมาทิยามิ   วัตตัง  สะมาทิยามิ

คำบอกมานัต

อะหัง ภันเต สัมพะหุลา สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง
อาปัตติปะริยันตัง   เอกัจจัง  ชานามิ   เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานามิ   เอกัจจัง  นะ  ชานามิ 
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  สะรามิ   เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  สะรามิ   เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
โสหัง  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปริวาสัง  ยาจิง  ตัสสะ  เม
สังโฆ  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  อะทาสิ  โสหัง
ปะริวุตถะปะริวาโส   สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง   ฉารัตตัง  มานัตตัง 
ยาจิง  ตัสสะ  เม  สังโฆ  ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง  อะทาสิ
โสหัง  มานัตตัง  จะรามิ  เวทะยามะหัง  ภันเต  เวทะยะตีติ  มัง  สังโฆ  ธาเรตุ.

คำเก็บมานัต

วัตตัง   นิกขิปามิ  มานัตตัง   นิกขิปามิ
ทุติยัมปิ   วัตตัง   นิกขิปามิ  มานัตตัง   นิกขิปามิ
ตะติยัมปิ  วัตตัง   นิกขิปามิ  มานัตตัง   นิกขิปามิ


วิธีการขออัพภาน

ภิกษุผู้ประพฤติปริวาสพอสมควรและถูกต้องตามพระวินัยแล้ว ชื่อว่า
เป็น มานัตตารหะผู้ควรแก่มานัต เมื่อมานัตตจาริกภิกษุประพฤติ
มานัต ๖ ราตรี โดยวินัยแล้วชื่อว่าเป็น "อัพภานารหะ ผู้ควร
อัพภาน"
เมื่อจะขออัพภานพึงเตรียม ดอกไม้ธูปเทียนให้พร้อม
ห่มผ้าเฉวียงบ่า (ห่มดองรัดอกแบบจีบจีวร) เข้าไปหาสงฆ์
อย่างน้อย ๒๐ รูป ในเขตพัทธสีมา แล้วถวายเครื่อง สักการะ
ดอกไม้ธูปเทียน ครั้นถวายสักการะแล้ว นั่งคุกเข่ากราบ ๓ หน
ตั้งนะโม ๓ จบ   ถอยห่างจากหัตถบาสสงฆ์ในระยะพอสมควร
แล้วกล่าวคำสมาทานมานัต (ดังคำสมาทานมานัตที่กล่าวไว้
ข้างต้นแล้ว)เมื่อกล่าวคำสมาทานมานัตแล้วจึงถอยห่างจาก
หัตถบาสสงฆ์ในระยะพอสมควร แล้วบอกมานัตต่อสงฆ์
(ดังคำสมาทานและ คำบอก ที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว) เมื่อได้
กล่าวมานัตแล้ว จึงเข้าไปในหัตถบาสสงฆ์ แล้วกล่าวคำขอ
อัพภานต่อสงฆ์วีสติวรรค คือ ๒๐ รูป(๒๑ รูป รวมองค์สวด)
เป็นอย่างน้อย ขออัพภานต่อสงฆ์ดังนี้์

คำขออัพภาน

อะหัง ภันเต สัมพะหุลา สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง                  
อาปัตติปะริยันตัง   เอกัจจัง  ชานามิ   เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานามิ   เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
อาปัตติปะริยันตัง   เอกัจจัง  สะรามิ   เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  สะรามิ   เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
รัตติปะริยันเต       เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
โสหัง  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปริวาสัง  ยาจิง  ตัสสะ  เม
สังโฆ  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  อะทาสิ  โสหัง
ปะริวุตถะปะริวาโส  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง  ยาจิง
ตัสสะ เม สังโฆ ตาสัง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง อะทาสิ โสหัง
ภันเต จิณณะมานัตโต สังฆัง อัพภานัง ยาจามิ
อะหัง ภันเต สัมพะหุลา สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานามิ   เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานามิ   เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  สะรามิ   เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  สะรามิ   เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
โสหัง  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปริวาสัง  ยาจิง  ตัสสะ  เม
สังโฆ  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  อะทาสิ  โสหัง
ปะริวุตถะปะริวาโส  สังฆัง ตาสัง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง ยาจิง
ตัสสะ เม สังโฆ ตาสัง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง อะทาสิ โสหัง
จิณณะมานัตโต ทุติยัมปิ  ภันเต  สังฆัง  อัพภานัง ยาจามิ 
อะหัง ภันเต สัมพะหุลา สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานามิ   เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานามิ   เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  สะรามิ   เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  สะรามิ   เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
โสหัง  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปริวาสัง  ยาจิง  ตัสสะ  เม
สังโฆ  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  อะทาสิ  โสหัง
ปะริวุตถะปะริวาโส  สังฆัง ตาสัง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง ยาจิง
ตัสสะ เม สังโฆ ตาสัง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง อะทาิสิ โสหัง
จิณณะมานัตโต ตะติยัมปิ  ภันเต  สังฆัง อัพภานัง ยาจามิฯ

กรรมวาจาให้อัพภาน

สุณาตุ  เม  ภันเต  สังโฆ  อะยัง  อิตถันนาโม ภิกขุ  สัมพะหุลา       
สังฆาทิเสสา  อาปัตติโย  อาปัชชิ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานาติ   เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานาติ   เอกัจจัง  นะ  ชานาติ 
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  สะระติ   เอกัจจัง  นะ  สะระติ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  สะระติ   เอกัจจัง  นะ  สะระติ
อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
โส  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  ยาจิ  ตัสสะ  สังโฆ
ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  อะทาสิโส ปะริวุตถะปะริวาโส
สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง ยาจิ ตัสสะ สังโฆ
ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง  อะทาสิ โส จิณณะมานัตโต
สังฆัง อัพภานัง ยาจะติ ยะทิ สังฆัสสะ ปัตตะกัลลัง สังโฆ
อิตถันนามัง ภิกขุง อัพเภยยะ เอสา ญัตติ.
สุณาตุ  เม  ภันเต  สังโฆ  อะยัง  อิตถันนาโม ภิกขุ  สัมพะหุลา 
สังฆาทิเสสา  อาปัตติโย  อาปัชชิ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานาติ  เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานาติ  เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  สะระติ   เอกัจจัง  นะ  สะระติ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  สะระติ   เอกัจจัง  นะ  สะระติ
อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
โส  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  ยาจิ  ตัสสะ  สังโฆ
ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  อะทาสิ  โส ปะริวุตถะปะริวาโส
สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง
ยาจิ  ตัสสะ สังโฆ ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง  อะทาสิ  โส 
จิณณะมานัตโต สังฆัง อัพภานัง ยาจะติ สังโฆ อิตถันนามัง ภิกขุง อัพเภติ
ยัสสายัสมะโต ขะมะติ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน อัพภานัง โส ตุณหัสสะ ยัสสะ 
นักขะมะติ  โส  ภาเสยยะฯ
ทุติยัมปิ  เอตะมัตถัง  วะทามิ  สุณาตุ  เม  ภันเต  สังโฆ  อะยัง
อิตถันนาโม ภิกขุ  สัมพะหุลา  สังฆาทิเสสา  อาปัตติโย  อาปัชชิ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานาติ   เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานาติ   เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  สะระติ   เอกัจจัง  นะ  สะระติ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  สะระติ   เอกัจจัง  นะ  สะระติ
อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
โส  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  ยาจิ  ตัสสะ  สังโฆ 
ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  อะทาสิ  โส ปะริวุตถะปะริวาโส 
สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง ยาจิ  ตัสสะ  สังโฆ ตาสัง 
อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง  อะทาสิ  โส จิณณะมานัตโต สังฆัง
อัพภานัง ยาจะติ สังโฆ อิตถันนามัง ภิกขุง อัพเภติ ยัสสายัสมะโต
ขะมะติ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน อัพภานัง โส ตุณหัสสะ ยัสสะ 
นักขะมะติ  โส  ภาเสยยะฯ
ตะติยัมปิ  เอตะมัตถัง  วะทามิ  สุณาตุ  เม  ภันเต  สังโฆ  อะยัง
อิตถันนาโม ภิกขุ  สัมพะหุลา  สังฆาทิเสสา  อาปัตติโย  อาปัชชิ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานาติ   เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานาติ   เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  สะระติ   เอกัจจัง  นะ  สะระติ
รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  สะระติ   เอกัจจัง  นะ  สะระติ    
อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
โส  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  ยาจิ  ตัสสะ สังโฆ  
ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  อะทาสิ  โส ปะริวุตถะปะริวาโส  
สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง ยาจิ  ตัสสะ  สังโฆ ตาสัง 
อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง  อะทาสิ  โส จิณณะมานัตโต สังฆัง
อัพภานัง ยาจะติ สังโฆ อิตถันนามัง ภิกขุง อัพเภติ ยัสสายัสมะโต 
ขะมะติ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน อัพภานัง โส ตุณหัสสะ ยัสสะ 
นักขะมะติ  โส  ภาเสยยะฯ

อัพภิโต สังเฆนะ อิตถันนาโม ภิกขุ ขะมะติ
สังฆัสสะ  ตัสมา  ตุณหี เอวะเมตัง  ธาระยามิฯ

 


แปลคำขอสุทธันตปริวาส

ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว ที่สุดแห่งอาบัติ
บางอย่างข้าพเจ้ารู้ บางอย่างข้าพเจ้าไม่รู้ ที่สุดแห่งราตรีบางอย่างรู้
บางอย่างไม่รู้ ที่สุดแห่งอาบัติ บางอย่างระลึกได้ บางอย่างระลีก
ไม่ได้ ที่สุดแห่งอาบัติ บางอย่างสงสัยบางอย่างไม่สงสัย ข้าพเจ้า
ขอปริวาสเพื่อความบริสุทธิ์ของอาบัติเหล่านั้นกะสงฆ์
เป็นครั้งที่ ๑ เป็นครั้งที่ ๒ เป็นครั้งที่ ๓

แปลกรรมวาจาให้สุทธันตปริวาส

ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุรูปนี้ ชื่อนี้ ได้ต้องอาบัติ
สังฆาทิเสสหลายตัว ที่สุดแห่งอาบัติที่สุดแห่งราตรี บางอย่าง
เธอรู้ บางอย่างเธอไม่รู้ บางอย่างเธอระลึกได้บางอย่างเธอ
ระลึกไม่ได้ บางอย่างเธอสงสัย บางอย่างเธอไม่สงสัย เธอขอ
ปริวาส เพื่อความบริสุทธิ์พ้นจากอาบัติเหล่านั้นกะสงฆ์ ถ้าความ
พร้อมเพรียงของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้ปริวาสเพื่อความบริสุทธิ์
จากอาบัติเหล่านั้นแก่เธอ นี่เป็นการปรึกษาของสงฆ์

เธอขอปริวาสเพื่อความบริสุทธิ์จากอาบัติเหล่านั้นกะสงฆ์ สงฆ์พร้อมใจให้ปริวาส
เพื่อความบริสุทธิ์จากอาบัติเหล่านั้นแก่ภิกษุรูปนี้ การให้ปริวาสเพื่อความบริสุทธิ์
จากอาบัติแก่ภิกษุชื่อนี้ ชอบแก่ท่านผู้ใด ผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง หากไม่ชอบแก่ผู้ใด
ผู้นั้นพึงทักท้วงขึ้น ข้าพเจ้ากล่าวคำนี้ ๑ ครั้ง ๒ ครั้ง ๓ ครั้งแล้ว เมื่อสงฆ์ให้ปริวาส
เพื่อความบริสุทธิ์แก่ภิกษุรูปนี้ชอบแล้วจึงเป็นผู้นิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้
ด้วยประการนี้แลฯ
(คำสมาทานปริวาส) ข้าพเจ้าสมาทานปริวาส ข้าพเจ้าขึ้นวัตร

แปลคำบอกสุทธันตปริวาส

ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าต้องอาบัติสังฆาทิเสส ที่สุดแห่งอาบัติที่สุดแห่งราตรี บางอย่างรู้
บางอย่างไม่รู้บางอย่างสงสัย บางอย่างไม่สงสัย ข้าพเจ้าขอปริวาสเพื่อความบริสุทธิ์
ของอาบัติกะสงฆ์  สงฆ์ให้ปริวาสเพื่อความบริสุทธิ์จากอาบัติเหล่านั้นแก่ข้าพเจ้าแล้ว
ข้าพเจ้ากำลังอยู่ปริวาส ข้าพเจ้าบอกให้รู้ ขอสงฆ์จงทรงข้าพเจ้าไว้ว่า
ได้บอกให้รู้แล้ว เทอญฯ

 


แปลคำขอมานัต

ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว ที่สุดแห่ง
อาบัติ ที่สุดแห่งราตรีบางอย่างรู้ บางอย่างไม่รู้ บางอย่างสงสัย
บางอย่างไม่สงสัย ข้าพเจ้าขอปริวาสกะสงฆ์แล้ว เพื่อความ
บริสุทธิ์สงฆ์ได้ให้ปริวาสเพื่อความบริสุทธิ์จากอาบัติเหล่านั้นแก่
ข้าพเจ้า ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าอยู่ปริวาสแล้ว จึงขอมานัต ๖ ราตรี
กะสงฆ์เพื่ออาบัติเหล่านั้นข้าพเจ้าขอเป็นครั้งที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ฯ

แปลกรรมวาจาให้มานัต

เธอได้ขอปริวาสเพื่อความบริสุทธิ์จากอาบัติเหล่านั้นกะสงฆ์
สงฆ์ได้ให้ปริวาสเพื่อความบริสุทธิ์จากอาบัติเหล่านั้นแก่ภิกษุ
ชื่อนี้ เธออยู่ปริวาสแล้วขอมานัต ๖ ราตรี เพื่ออาบัติเหล่านั้น
กะสงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้มานัต
๖ ราตรี เพื่ออาบัติเหล่านั้นแก่ภิกษุชื่อนี้ นี่เป็นการปรึกษาของสงฆ์

ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุรูปนี้ ชื่อนี้ ได้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว
เธอขอปริวาสแล้ว สงฆ์ได้ให้ปริวาสแล้ว เธออยู่ปริวาสแล้วขอมานัต เพื่ออาบัติ
เหล่านั้นกะสงฆ์แล้ว สงฆ์ให้มานัตเพื่อความบริสุทธิ์จากอาบัติเหล่านั้นแก่ภิกษุชื่อนี้
ชอบแก่ท่านผู้ใด ผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง หากไม่ชอบแก่ผู้ใดผู้นั้นพึงทักท้วงขึ้น
ข้าพเจ้ากล่าวคำนี้ ๑ ครั้ง ๒ ครั้ง ๓ ครั้งแล้วแลฯ เป็นอันว่าสงฆ์ได้ให้มานัต
ชอบแก่สงฆ์แล้ว เพราะเหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้แลฯ 
(คำสมาทานมานัต) ข้าพเจ้าสมาทานมานัต ข้าพเจ้าขึ้นวัตร

แปลคำบอกมานัต

ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว ที่สุดแห่งอาบัติที่สุดแห่งราตรี
บางอย่างรู้บางอย่างไม่รู้ บางอย่างระลึกได้ บางอย่างระลึกไม่ได้ บางอย่างสงสัย
บางอย่างไม่สงสัย  ข้าพเจ้าได้ขอปริวาสกะสงฆ์ สงฆ์ได้ให้ปริวาสแล้ว ข้าพเจ้า
กำลังประพฤติวุฏฐานวิธีแล้ว ได้ขอมานัต ๖ ราตรี เพื่ออาบัติเหล่านั้นกะสงฆ์ สงฆ์ได้
ให้มานัตแล้ว ข้าพเจ้ากำลังปฏิบัติอยู่ ข้าพเจ้าบอกให้รู้แล้ว ขอสงฆ์จงทรงไว้ว่า
บอกให้รู้เทอญฯ
(คำเก็บมานัต)  วัตตัง นิกขิปามิ, มานัตตัง นิกขิปามิ
คำแปล : ข้าพเจ้าเก็บวัตร ข้าพเจ้าเก็บมานัต

แปลคำขออัพภาน

ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว(ต่อไปนี้นัยเหมือนหนหลัง)..
ข้าพเจ้าได้ขอปริวาสกะสงฆ์ สงฆ์ได้ให้ปริวาสแล้ว จึงได้ขอมานัต ๖ ราตรี
เพื่ออาบัติเหล่านั้นกะสงฆ์ สงฆ์ได้ให้มานัตแล้ว เพื่อความบริสุทธิ์ของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าประพฤติมานัติ ๖ ราตรีแล้ว จึงขออัพภานแก่สงฆ์ ดังนี้ ขอสงฆ์จง
กรุณาให้อัพภานแก่ข้าพเจ้าเทอญฯ

แปลกรรมวาจาให้อัพภาน

ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุรูปนี้ ชื่อนี้ ได้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว
ที่สุดแห่งอาบัติที่สุดแห่งราตรี บางอย่างรู้บางอย่างไม่รู้ บางอย่างระลึกได้
บางอย่างระลึกไม่ได้ บางอย่างสงสัย บางอย่างไม่สงสัย เธอขอปริวาสกะสงฆ์แล้ว
สงฆ์ได้ให้ปริวาสแก่เธอแล้ว เธอได้ประพฤติวุฏฐานวิธีพอสมควรแล้ว จึงขอมานัต
๖ ราตรีกะสงฆ์ สงฆ์ให้มานัต เพื่อความบริสุทธิ์จากอาบัติเหล่านั้นแล้ว เธอขออัพภาน
กะสงฆ์ สงฆ์ให้อัพภาน (คือ เรียกเข้าหมู่มีสังวาสเสมอกับสงฆ์) การให้อัพภานแก่ภิกษุ
ชื่อนี้ชอบแก่ท่านผู้ใด ผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง หากไม่ชอบแก่ผู้ใดผู้นั้นพึงทักท้วงขึ้น
ข้าพเจ้ากล่าวคำนี้ ๑ ครั้ง ๒ ครั้ง ๓ ครั้งแล้วแลฯ จึงถือว่าภิกษุรูปนี้อันสงฆ์อัพภาน
แล้ว ชอบแก่สงฆ์เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยประกานนี้แลฯ


๐๐เสร็จสิ้นพิธีกรรมการประพฤติวุฏฐานวิธี๐๐

สถานที่ปักกลดวัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ


อ่านเพิ่มเติม ...

วันอังคาร, ที่ ๐๙ มิถุนายน ๒๕๕๒ ๑๖:๓๓ น.

พระวินัย

พระวินัย หมายถึง กฎระเบียบข้อบังคับ หรือขนมธรรมเนียมประเพณีที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไป

ในทางเดียวกันของหมู่ภิกษุสงฆ์ เพื่อให้เกิดความเลื่อมใสแก่ผู้พบเห็น เพื่อมีอาจาระอันงามเป็น
ระเบียบเรียบร้อย อันจะนำไปสู่การประพฤติปฏิบัติชอบ เป็นการเอื้อเฟื้อต่อการประพฤติธรรมทางจิตต่อไป

หากจะเปรียบเทียบให้เด่นชัดขึ้นมา พระวินัยนี้ก็เปรียบกับกฎระเบียบหรือกฎเกณฑ์กติกาของ
สังคมหนึ่ง ๆ ที่อยู่ร่วมกันโดยมีกติกาตกลงกันไว้ ถ้าใครฝ่าฝืน ต้องถูกลงโทษตามกติกาที่ตั้งไว้นั้น
หรือจะเปรียบเทียบกับกฏหมายบ้านเมืองของประเทศหนึ่ง ๆ ที่มีกฎหมายตราไว้สำหรับพลเมือง
ของประเทศนั้น ๆ ได้ปฏิบัติร่วมกัน ถ้าใครฝ่าฝืนก็มีความผิด

พระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติพระวินัย(สิกขาบท) ไว้ เป็นกฎข้อบังคับสำหรับพระสาวกได้ปฏิบัติ
ซึ่งพระวินัยที่ทรงบัญญัตินั้นมีลักษณะใหญ่ ๆ  ๒  ประการ คือ

๑.   พุทธบัญญัติ คือ ข้อที่พระองค์บัญญัติไว้ห้ามมิให้ประพฤติ ถ้าภิกษุรูปใดฝ่าฝืนพุทธบัญญัตินี้
จะมีโทษปรับอาบัติตั้งแต่เบา ๆ จนถึงมีโทษหนักที่สุด คือ ขาดจากความเป็นภิกษุเลยทีเดียว

๒.   อภิสมาจาร คือ ข้อปฏิบัติหรือขนมธรรมเนียมที่พระสงฆ์จะต้องประพฤติตามเพื่อให้มีอาจาระ
เป็นที่น่าเลื่อมใสแก่ผู้พบเห็น เป็นระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติตน เกี่ยวกับความประพฤติเล็ก ๆ
น้อย ๆ เช่น การตัดผม การตัดเล็บ การอาบน้ำ การนุ่งห่ม การยืน การเดิน การนั่ง การนอน
การฉันขบเคี้ยว เป็นต้น ซึ่งพระวินัยในส่วนนี้ไม่มีการปรับอาบัติไว้โดยตรง แต่ถ้าใครไม่เอื้อเฟื้อ
ตามวิธีปฏิบัตินี้ก็ปรับโทษเพียงอาบัติเบา ๆ คือ ทุกกฏเท่านั้น

ลักษณะการบัญญัติพระวินัย หรือสิกขาบท

จากการที่มีพระภิกษุสงฆ์สาวกจำนวนมากที่มีศรัทธามาอุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา
ซึ่งภิกษุสงฆ์เหล่านี้ต่างก็มาจากตระกูลที่ต่างกัน มีความประพฤติที่ต่างกัน และมีความเชื่อที่ต่างกัน
เมื่อมาอยู่รวมกันยากนักที่จะให้มีความเป็นระเบียบได้ การบัญญัติพระวินัยก็เพื่อวางกรอบระเบียบ
ให้พระสงฆ์สาวกทั้งหลายได้ปฏิบัติเป็นแนวเดียวกัน เพื่อป้องกันความยุ่งยากวุ่นวายอันอาจจะเกิดขึ้น
ซึ่งการบัญญัติพระวินัยนี้มีด้วยกัน ๒  ประเภทคือ

๑.  มูลบัญญัติ
๒.  อนุบัญญัติ

มูลบัญญัติ : ข้อที่ทรงบัญญัติไว้เดิม (เหตุเกิดครั้งแรก)

มูลบัญญัติ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มาติกา คือสิกขาบทที่ตั้งไว้เป็นบทแม่ การบัญญัติพระวินัยนี้
พระพุทธองค์มิได้ทรงบัญญัติไว้ล่วงหน้า ต่อเมื่อมีเหตุการณ์ความเสียหายน่าติเตียนของภิกษุบางรูปเกิดขึ้น พระพุทธองค์จึงประชุมพระสงฆ์สาวกทั้งหมด ไต่สวนมูลความผิดที่เกิดขึ้นว่าเกิดขึ้นจริงตามนั้นหรือไม่ และชี้แจงให้เห็นโทษความเสียหายที่เกิดจากความประพฤติของภิกษุบางรูปนั้นแล้ว ทรงถือเอาข้อความผิดนั้นเป็นต้นเหตุซึ่งเรียกว่า อาทิกัมมิกะ ทรงบัญญัติห้ามภิกษุรูปอื่นประพฤติเช่นนั้นอีก ถ้าใครฝ่าฝืนประพฤติเช่นนั้นอีกจะต้องอาบัติ คือ ต้องโทษ และแม้สิกขาบทอื่น ๆ ก็ตาม พระพุทธองค์ก็ทรงอาศัยเหตุเช่นนั้นเป็นมูลบัญญัติในการบัญญัติสิกขาบทแก่พระสาวกเช่นกัน

อนุบัญญัติ :  ข้อที่ทรงบัญญัติซ้ำเพิ่มเติมในภายหลัง

จากการที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระวินัยเป็นมูลบัญญัตินั้น อาจจะไม่ครอบคลุมความประพฤติในด้านอื่น ๆ ด้วย ซึ่งต่อมาภายหลังได้มีภิกษุที่หลีกเลี่ยงการต้องพระวินัยเช่นนั้นหันไปประพฤติอาจาระที่ใกล้เคียงกันให้เกิดความเสียหายขึ้นอีก พระพุทธองค์ก็ทรงประชุมสงฆ์อีกครั้ง และทรงชี้แจงให้เห็นโทษของการประพฤติเช่นนั้นแล้ว จึงได้ทรงบัญญัติสิกขาบทนั้นเพิ่มเติมขึ้นอีก หรือบางครั้งพระพุทธบัญญัติเดิมอาจมีความเคร่งตึงเกินไปก็ทรงบัญญัติเพิ่มเติมผ่อนผันลดหย่อนลงมาได้เพื่อให้ง่ายต่อการประพฤติ

ซึ่งการบัญญัติสิกขาบทเพิ่มเติมภายหลังนี้เรียกว่า อนุบัญญัติ คือ พระบัญญัติที่ทรงบัญญัติซ้ำสิกขาบทเดิมที่เคยบัญญัติไว้ก่อนแล้ว เพื่อเพิ่มเติมให้มีผลครอบคลุมมากกว่าเดิม

อานิสงส์แห่งการบัญญัติพระวินัย  ๑๐  ประการ

พระพุทธองค์ได้ทรงชี้แจงต่อที่ประชุมพระสงฆ์สาวกว่า การบัญญัติพระวินัยนั้นมีประโยชน์ต่อพระสงฆ์จำนวนมาก ต่อพระศาสนาและต่อพระสาวกที่มีศีลเป็นที่รัก พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นประโยชน์ ๑๐ ประการ ที่เกิดจากการบัญญัติพระวินัยไว้ดังนี้

๑.   เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์
๒.   เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์
๓.   เพื่อข่มบุคคลผู้แก้ยาก
๔.   เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก
๕.   พื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน
๖.   เพื่อกำจัดอาสวะอันจักมีในอนาคต
๗.   เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส
๘.   เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว
๙.   เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม
๑๐.  เพื่อถือเอาตามพระวินัย (ยึดหลักพระวินัยเป็นปทัฏฐาน)

อาบัติ

อาบัติ หมายถึง การต้องโทษทางพระวินัย เพราะทำความผิดต่อพระพุทธบัญญัติ หรืออภิสมาจารที่พระพุทธเจ้าบัญญัติห้ามมิให้ประพฤติ ผู้ฝ่าฝืนต้องมีโทษตามที่กำหนดไว้ในพระวินัยแต่ละสิกขาบท ซึ่งมีการกำหนดโทษไว้ลดหลั่นกันไปจากโทษ หรืออาบัติที่หนักที่สุดคือขาดจากความเป็นภิกษุ โทษอย่างกลางต้องอยู่กรรมประพฤติมานัตจึงจะพ้นได้ และโทษอย่างเบาต้องประจานตนเองต่อหน้าภิกษุอื่นจึงจะพ้นได้

ซึ่งการลงโทษในทางพระวินัยไม่มีความยุ่งยาก ไม่ต้องสอบสวนหาผู้กระทำความผิด ยกเว้นอาบัติปาราชิกและอาบัติสังฆาทิเสส เช่น การลักทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้ เป็นต้น

อ่านเพิ่มเติม ...

วิดิทัศน์ธรรม

ธรรมประพันธ์

เสียงอ่านธรรม

พระธรรมเทศนา