ศาสนสถาน (25)
ประเภทพระอารามหลวง ชั้นเอก ชนิดราชวรวิหารที่ตั้งถ.สราญรมย์ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ( ที่อยู่ : เลขที่ ๒ ถ.สราญรมย์ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ )พระประธานพระพุทธสิหงค์ปฏิมากรพระพุทธรูปสำคัญ
เป็นพระรามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร
พระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแดรพะสงฆ์คณะธรรมยุติกนิกาย บริเวณที่่สร้างวัดนี้แต่เดิมในรัชกาลที่ ๑ ทรงพระราชทานแก่ข้าราชการที่ต้องพระราชประสงค์จะเรียกใช้ใกล้ชิดใ้ห้เป็นที่ อยู่อาศัย และมีผู้สร้างโรงธรรมการเปรียญเพื่อใช้เป็นที่ฟังธรรม และถวายทานแก่พระสงฆ์เหมือนกับเป็นศาลาการเปรียญในวัดทั่วไป ต่อมาในรัชกาลที่ ๔ บริเวณสวนนี้รกร้างขาดการดูแล ทรงมีพระราชดำริที่จะสร้างวัดธรรมยุติขึ้น ณ สถานที่นี้ โดยทรงมีเหตุผลในการสร้างวัด ๓ ประการ ดังที่โปรดให้จารึกไว้บนแผ่นศิลาที่ประดิษฐานไว้ด้านหลังพระวิหาร คือ
๑. ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้มีวัดธรรมยุติกนิกายใกล้กับพระบรมมหาราชวัง ทั้งนี้เพื่อให้ข้าราชบริหารผู้ประสงค์จะทำบุญตามคติอย่างธรรมยุติกนิกายไม่ ต้องเดินทางไปไกลนัก
๒. ทรงมีพระราชประสงค์จะได้คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายอยู่ใกล้ เพื่อจะได้ทรงปรึกษาสอบสวนข้อปฏิบัติต่างๆ ของสงฆ์ธรรมยุติกนิกายที่ทรงตั้งขึ้นด้วยพระองค์เอง
๓. เพื่อให้ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี คือภายในเมืองหลวงจะมีวัดที่สำคัญประจำอยู่ ๓ วัด คือ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดราชประดิษฐ์
ในการสร้างวัดราชประดิษฐ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทาน พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ตั้งแต่ซื้อที่ดินจากกรมพระนครบาทตามราคาขายที่ดิน ในสมัยนั้น ที่ดินแปลงนี้คิดเป็นเงิน ๑๘ ชั่ง ตำลึงกึ่ง หรือ ๑,๐๙๘ บาท ทั้งนี้เนื่องจากทรงเกรงจะเกิดข้อครหาต่อมาภายหลังได้ ดังโปรดให้จารึกไว้ว่า
"ที่นี้เป็นสวนกาแฟของหลวงของ แผ่นดิน เป็นของกลางอยู่ ไม่ควรจะยกเอามาถวายเฉพาะเป็นของพระสงฆ์คณะธรรมยุติกนิกายเป็นพิเศษได้ เห็นว่าจะกระทำให้เสียประโยชน์แก่แผ่นดินไป"
เมื่อทรงได้ที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์แล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ประกาศสร้างวัดธรรมยุตขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๗ และทรงพระราชทานนามวัดไว้ตั้งแต่กำลังทำการก่อสร้างว่า "วัดราชประดิษฐ์สถิตธรรมยุติการาม" นับเป็นวัดของคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายแห่งแรก
ด้วยทรงเป็นห่วงใยพระอาราม และคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายที่โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้น ในตอนท้ายของจารึกจึงโปรดเกล้าฯ ให้ระบุไว้อย่างชัดแจ้ง ดังนี้
"ที่นี้ใกล้พระราชวังถ้าพระเจ้าแ่ผ่นดินในอนาคตไม่โปรดจะต้องประสงค์ที่ นี้ใช้ในราชการแผ่นดินก็ขอให้ซื้อที่อื่นเท่าที่นี้หรือใหญ่เกว่านี้ด้วย ราคาเท่านี้ในที่ใกล้บ้านคนที่นับถือพระพุทธศาสนาไม่เกลียดชังพระสงฆ์คณะ ธรรมยุติกนิกายขอเป็นที่ภิกขาจารได้แลไม่ใกล้เคียงชิดติดกับวัดอื่นเปลี่ยน ก่อนจึงได้ของอะไรของข้าผู้ที่เขียนชื่อนไว้ท้ายหนังสือนี้ได้สร้างสถาปนา การลงไว้ในที่นี้ก็ต้องสร้างใช้ให้ดีงามเหมือนกันจึงควรจะเอาที่นี้เป็นที่ หลวงใช้ในราชการได้"
ในการก่อสร้างพระอาราม โปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชสงคราม (ทองสุก) เป็นแม่กองดำเนินการก่
อ สร้าง ในวันศุกร์ แรม ๒ ค่ำเดือน ๘ ปีชวด จุลศักราช ๑๒๒๖ ตรงกับวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๐๗ ใช้เวลาในการก่อสร้างเป็นพื้นที่ต่ำ โดยเฉพาะบริเวณที่จะทำการสร้างพระวิหารหลวง ทรงมีพระราชประสงค์จะถมพื้นที่ให้สูงขึ้น จึงทรงมีพระราชดำริใช้ไหกระเทียมที่นำมาจากเมืองจีนหรือเศษเครื่องกระเบื้อง ถ้วย ชาม ที่แตกหักมาถมที่แทนดินและทรายที่อาจจะทำให้พื้นทรุดตัวในภายหลังได้ (วัสดุดังกล่าวมีเนื้อแกร่งไม่ผุ ไม่หดตัว และมีน้ำหนักเบาจึงเท่ากับการใช้เสาเข็ม ที่สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กในปัจจุบันนั่นเอง)
ส่วนวิธีการหาไหกระเทียม และเครื่องถ้วยกระเบื้องทั้งหลายเป็นจำนวนมากๆ นั้น ทรงใช้วิธีออกประกาศบอกบุญให้ประชาชนนำไหกระเทียมมาร่วมพระราชกุศลหรือขาย ให้กับพระองค์ พร้อมกันนั้นยังโปรดเกล้าฯ ให้จัดละครการกุศลโดยเก็ค่าผ่านประตูเป็นไหกระเทียม ไหขนาดเล็ก ขวด ถ้วยชาและเครื่องกระเบื้องอื่นๆ และทรงอนุญาตให้ประชาชนไปดูการนำไหลงฝัง เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดว่าพระองค์จะทรงใช้ไหกระเทียมเหล่านั้นบรรจุเงิน ทองฝังไว้ในวัด
ครั้นเมื่อสร้างพระอารามเสร็จ โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนามวัดเป็น "วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม" ทั้งนี้อาจจะทรงพิจารณาเห็นว่า นามวัดที่พระราชทานไว้เดิมเป็นการเจาะจงต่อพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตมากเกินไป หรืออาจจุเพื่อไปเป็นที่เหมาะสมกับที่โปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานหลักศิลา หรือสีมาใหญ่ ๑๐ หลัก เพื่อเป็นขอบเขตของพระอารามและโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีผูกพัทธสีมาถึง ๓ วัน คือวันที่ ๗-๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๐๘
ครั้นต่อมาในรัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์สิ่งที่ชำรุดทรุดโทรมทั่วทั้งพระอาราม และยังโปรดเกล้าฯ ให้บรรจุพระบรมอิฐของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (บางส่วน) ไว้ในกล่องศิลา และประดิษฐานไว้ในพระพุทธอาสน์พระประธานในพระวิหารหลวงตามพระกระแสรับสั่ง ของพระบรมราชชนก ในรัชกาลที่ ๖ โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะวัดราชประดิษฐ์อีกครั้งหนึ่งใน พ.ศ. ๒๔๕๖ โดยโปรดเกล้าฯ ให้สร้างปราสาทยอมปรางค์ขึ้นใหม่ ๒ หลัง แทนเรือนไม้ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก เป็นปราสาทยอดปรางค์แบบขอม ปราสาทที่อยู่ทางด้านตะวันออก หรือทางด้านขวาของพระวิหารใช้เป็นที่เก็บพระไตรปิฏกจึงเรียกว่า "หอไตร" ส่วนหลังที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตก เป็นที่ประดิษฐานพระรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเรียกกันว่า "หอพระจอม"
สถาปัตยกรรมศิลปกรรมและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัด
พระวิหารหลวง วัดราชประดิษฐ์เป็นวัดที่มีมหาสีมาล้อมรอบพระอารามภายในวัดจึงไม่มีพระ อุโบสถ หน้าบันด้านหน้าและด้านหลังเป็นตราพระราชลัญจกรประจำพระองค์รัชกาลที่ ๔ คือเป็นรูป "พระมหาพิไชยมงกุฏอยู่เหนือพระแสงขรรค์คู่ มีพานแว่นฟ้ารองรับ วางบนหลังช้าง ๖ เชือก กระหนาบด้วยฉัตร ๕ ชั้น"
ซุ้มประตูหน้าต่าง ทุก บานเป็นลายปูนปั้นลงรักปิดทอง ประดับกระจกสีเป็นรูปมงกุฏ ส่วนบานประตูและหน้าต่างสลักด้วยไม้สักเป็นลายก้านแย่งซ้อนกัน ๒ ชั้น ปิดทองประดับกระจก
ผนังด้านหลักพระวิหาร มีซุ้มศิลาจารึกประกาศใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวถึงการสร้างวัด ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เป็นภาพเขียนด้วยสีผุ่น เขียนในรัชกาลที่ ๕ โดยแบ่งภาพเป็นสองตอน ตอนบนเป็นรูปเทวดาและนางฟ้าเหาะอยู่ตามกลีบเมฆ และทิพย์วิมาน ส่วนตอนล่างเป็นภาพพิธีสิบสองเดือน
พระพุทธสิหิงค์ปฏิมากร พระประธานประจำพระวิหารหลวง
ปาสาณเจดีย์ อยู่ด้านหลังพระวิหารหลวง เป็นเจดีย์ทรงกลมฐานสี่เหลี่ยม ก่ออิฐถือปูนภายนอกประดับด้วยกระเบื้องหินอ่อนทั้งองค์ เป็นที่มาของคำว่า "ปาสาณเจดีย์" ซึ่งหมายถึง "เจดีย์หิน"
ที่มา
วัดราชนัดดารามวรวิหาร
โลหะปราสาท "วัดราชนัดดารามวรวิหาร" สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3
ชื่อสามัญ วัดราชนัดดารามวรวิหารประเภทพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดวรวิหารที่ตั้งที่ตั้ง ถ. มหาไชย แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ( ที่อยู่ : ที่ตั้ง ถ. มหาไชย แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ )พระประธานพระพุทธรูปสำคัญ
วัด ราชนัดดาราม อยู่ที่ถนนมหาไชย สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๙ เป็นวัดที่รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแด่พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี มีเจ้าพระยายมราชเป็นแม่กองออกแบบ เจ้าพระยาศรีพิพัฒน์เป็นแม่กองสร้างโลหะปราสาท วัดนี้แปลกกว่าวัดอื่น คือ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างธรรมเจดีย์ปราสาทแทนการสร้างพระเจดีย์ (นับเป็นแห่งที่ ๓ ของโลก) มีความสูง ๓๖เมตร ประกอบด้วย เจดีย์ล้อมรอบ ๓๗ องค์ เพื่อให้เท่ากับ “โพธิปักขียธรรม ๓๗ ประการ” ปัจจุบันโลหะปราสาทแห่งนี้เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในโลก เนื่องจากโลหะปราสาทที่ประเทศอินเดียและศรีลังกาได้ปรักหักพังไปหมดแล้ว
ที่มา
วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก พระอารามหลวงประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้กำเนิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๓๘
ชื่อสามัญ ประเภท
ที่ตั้งเลขที่ ๙๙๙ ภนนพระราม ๙ ซอย ๑๙ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร( ที่อยู่ : เลขที่ ๙๙๙ ภนนพระราม ๙ ซอย ๑๙ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร )พระประธานพระพุทธกาญจนธรรมสถิตพระพุทธรูปสำคัญ
ที่ตั้ง
วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ตั้งอยู่ เลขที่ ๙๙๙ ภนนพระราม ๙ ซอย ๑๙ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร เดิมเป็นที่ลุ่มว่างเปล่า ขอบเขตที่ดินเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เนื้อที่ทั้งหมด ๘ – ๒ – ๕๔ ไร่ด้านทิศเหนือ ยาว ๒๓๔ เมตร ติดกับโรงเรียนสมาคมไทย – ญี่ปุ่น และที่ว่างเปล่าของเอกชน ด้านทิศตะวันออก ยาว ๖๑.๕ เมตร ติดคลองลาดพร้าว ด้านทิศใต้ ยาว ๒๑๗ เมตร ติดกับที่ดินที่กันไว้เป็นถนนทางเข้า ด้านทิศตะวันตก ยาว ๖๕ เมตร ติดกับโรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ของกรุงเทพมหานครวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ตั้งอยู่ เลขที่ ๙๙๙ ถนนพระราม ๙ ซอย ๑๙ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร เดิมเป็นที่ลุ่มว่างเปล่า ขอบเขตที่ดินเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เนื้อที่ทั้งหมด ๘ – ๒ – ๕๔ ไร่ด้านทิศเหนือ ยาว ๒๓๔ เมตร ติดกับโรงเรียนสมาคมไทย – ญี่ปุ่น และที่ว่างเปล่าของเอกชน ด้านทิศตะวันออก ยาว ๖๑.๕ เมตร ติดคลองลาดพร้าว ด้านทิศใต้ ยาว ๒๑๗ เมตร ติดกับที่ดินที่กันไว้เป็นถนนทางเข้า ด้านทิศตะวันตก ยาว ๖๕ เมตร ติดกับโรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ของกรุงเทพมหานคร
ได้รับการอนุญาตให้สร้างวัดจากกรมการศาสนา เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๓๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามวัดแห่งนี้ว่า “ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ” โดยมีสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายกเป็นองค์อุปถัมภ์ ฝ่ายสงฆ์ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเป็นองค์อุปถัมภ์ฝ่ายฆารวาสในการนี้ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรม การดำเนินงานก่อสร้างวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกขึ้น โดยมีนายจริย์ ตุลยานนท์ กรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธานคณะอนุกรรมการดำเนินการก่อสร้างวัด ทำหน้าที่ในการรับผิดชอบในการดำเนินการก่อสร้างวัดให้เป็นไปตามพระราช ประสงค์ ในลักษณะวัดขนาดเล็กที่มีลักษณะเรียบง่าย ประหยัดและทันสมัย เป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจและศรัทธา เป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ทั้งทางศาสนา สังคมและจริยธรรม แก่เยาวชนและประชาชนในชุมชน เพื่อขัดเกลาจิตใจของชุมชนให้มีจิตสำนึกต่อสังคมโดยส่วนรวมอันจะเป็น ประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป
ในส่วนของพระอุโบสถจะเป็นลักษณะผสมผสานกลมกลืนระหว่างสถาปัตยกรรมสมัย โบราณ ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ซึ่งให้เกิดความเป็นเอกลักษณ์ โดยคำนึงถึงประโยชน์แห่งการใช้สอยเป็นสำคัญ และเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ประกาศตั้งวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เป็นวัดในพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์
ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ยกฐานะวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกเป็นพระอารามหลวงเป็นกรณีพิเศษ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ ซึ่งได้ผ่านมติของมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๒ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
พระอุโบสถ : ปฐมเหตุแห่งความประหยัด
แรกเริ่ม การออกแบบพระอุโบสถ นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสถาปัตยกรรม สถาปนิก ๑๐ กรมศิลปากร (อดีตอธิบดีกรมศิลปากร) ผู้ออกแบบสถาปัตยกรรมในวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ได้นำแบบพระอุโบสถขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตร มีรับสั่งให้ย่อลง ให้มีขนาดกระทัดรัด สอดคล้องกับลักษณะของชุมชน ด้วยไม่โปรดสิ่งที่ใหญ่โตเกินความจำเป็น มีพระราชประสงค์ให้วัดนี้เป็นวัดของชุมชนพระราม ๙ เพื่อให้ประกอบศาสนกิจ จากเดิมที่ออกแบบให้ภายในพระอุโบสถจุคนได้ ๑๐๐ คนเศษ ทรงให้ลดเหลือเพียง ๓๐ – ๔๐ คน ลดงบประมาณจากที่ตั้งไว้ ดิม ๕๗ ล้านบาท เป็นไม่เกิน ๓ ล้านบาท เหล่านี้ ชี้ให้เห็นพระราชนิยมที่ประหยัด เรียบง่าย เน้นเพียงการใช้ประโยชน์สูงสุดที่สำคัญและมีพระราชประสงค์ให้เป็นตัวอย่าง ของการสร้างวัดสำหรับชุมชนอีกด้วย
นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น จึงน้อมรับพระราชกระแสมาออกแบบพระอุโบสถใหม่ โดยเน้นประโยชน์ในอาคารอย่างคุ้มค่า วัสดุก่อสร้างทั้งหมดเป็นของที่ผลิตในประเทศ ส่วนรูปแบบทางศิลปกรรมเป็นการผสมผสานรูปแบบอย่างสถาปัตยกรรมปัจจุบัน โดยได้ต้นเค้าจากพระอุโบสถวัดต่างๆ ดังนี้
พระอุโบสถวัดราชาธิวาส กรุงเทพมหานคร เช้น รูปทรงเสาของเสาอุโบสถ พระอุโบสถวัดพระปฐมเจดีย์จังหวัดนครปฐม เช่น ความเรียบง่ายและมุขประเจิด พระอุโบสถวัดเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นต้นแบบในการผูกลายปูนปั้นประดับหน้าบันโครงสร้างอุโบสถวันพระราม ๙ เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กหลังคมมุงกระเบื้องทำด้วยแผ่นเหล็กสีขาว องค์ประกอบเครื่องบนหลังคาเป็นปูนปั้นลายดอกพุดตาน ประดับหน้าบันด้วยลายปูนปั้นปิดทองเฉพาะที่ตราพระราชลัญจกร ประจำพระองค์รัชกาลที่ ๙ ช่อฟ้า ใบระกาเป็นลวดลายปูนปั้นไม่ปิดทองประดับกระจก ผนังและเสาก่ออิฐฉาบปูนเรียบทาสีขาว บานประตูหน้าต่างใช้กรอบอะลูมิเนียม ลูกฟักเป็นกระจก เพดานพระอุโบสถเป็นเพดานไม้เรียบ แต่ได้มีผู้มีจิตศรัทธาถวายโคมระย้าเป็นพุทธบูชาประดับไว้แทนรวม ๔ ช่อ
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดให้จารึกคาถาเยธมมาฯ ณ ที่นี้ ใช้อักษรอริยกะ ซึ่งเป็นอักษรที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงประดิษฐ์ขึ้น แบบเดียวกับที่พระอุโบสถวัดพระปฐมเจดีย์
ที่มา หนังสือประวัติวัดพระราม ๙ กาญจนภิเษก
ประเภท
ที่ตั้งต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่( ที่อยู่ : )พระประธาน
พระพุทธรูปสำคัญ
ตำนานพระพุทธบาทสี่รอย (ฉบับล้านนา)
พระครูพุทธบทเจติยารักษ์ (พระครูบาพรชัย ปิยะวัณโณ)
วัดพระพุทธบาทสี่รอย อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่
ความเป็นมาของมหาศิลาเปรต
ย้อนไปในอดีตกาลอันไกลโพ้น นับได้ ๙๒ กัป ที่ล่วงมาแล้ว ได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง สมัยนั้นนั่นแล ทรงพระนามว่า “พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า” เสด็จอุบัติขึ้นในโลก เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ ให้ล่วงพ้นวัฏฏสงสาร เฉกเช่นเดียวกับพระสมณโคดมพุทธเจ้าของเราในปัจจุบันสมัยนี้
ในครั้งนั้นบังเกิดมีพระสาวกองค์หนึ่งในพระวิปัสสีพุทธเจ้า มีฐานะเป็นพระสังฆนายก ปกครองพระภิกษุเถรานุเถระเป็นอันมาก แต่พระสังฆนายกองค์นี้ กลับแสวงหาปัจจัยทั้งสี่ อันได้แก่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัย มากเกินสมควร ได้มีคำสั่งออกไปทั่วสังฆมณฑลว่า
“วัดของเรานี้ไม่เหมือนวัดอื่นๆ ด้วยเป็นที่ชุมนุมของพระมหาเถระเจ้าทั้งหลายอยู่เป็นเนืองนิตย์ ฉะนั้นขอให้พระภิกษุทั้งหลาย จงนำเอาปัจจัยสี่อันเป็นของสงฆ์ทั้งหลาย อันได้แก่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย รวมทั้งแก้วแหวนเงินทองทั้งปวงมาให้แก่วัดของเรา เพื่อว่าเราจะได้นำมาถวายทาน แก่พระมหาเถระเจ้าทั้งหลายต่อไป”
เมื่อพระภิกษุทั้งหลายได้รับคำสั่งของพระสังฆนายกดังนี้แล้ว ต่างก็ล้วนลำบากใจ แต่ไม่กล้าทักท้วงคัดค้าน ด้วยเกรงจะมีความผิด คงได้แต่จำใจนำของมามอบให้ที่วัดของพระสังฆนายก จนเต็มโบสถ์เต็มวิหารไปหมดท้ายที่สุดเมื่อพระสังฆนายกองค์นั้นได้มรณภาพลงไป แล้ว ก็ได้ตกนรก จมลงไปหมกไหม้อยู่ในอบายภูมิทั้ง ๔ ตลอดกาลนาน ด้วยผลกรรมที่ได้เบียดเบียนพระสงฆ์ทั้งหลายให้ต้องได้รับความลำบาก เมื่อชดใช้กรรมในนรกแล้ว อดีตพระสังฆนายกองค์นั้น ก็ได้เกิดมาเป็นเปรต มีนามว่า “มหาศิลาลวงใหญ่” (เปรตหิน) พูดวาจาใดใดไม่ได้ ด้วยสรีระกลายเป็นหินพระพุทธเจ้ากกุสันโธ เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต และทรงเมตตาประทับรอยพระพุทธบาทไว้ เหนือหินมหาศิลาเปรตเป็นรอยแรก โดยทรงเมตตาประทานให้เอง
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนกาลเวลาได้ล่วงเลยมาถึง ๙๒ กัป ลุถึงสมัย “พระพุทธเจ้ากกุสันโธ” ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๑ ในมหาภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็ได้เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรตแล้ว จึงทรงประทับรอยพระบาทไว้เหนือก้อนหินมหาศิลาเปรตนั้นเป็นรอยแรก
และทรงมีพระมหากรุณาตรัสสอนมหาศิลาเปรต และให้ภาวนาบริกรรมคาถาว่า “อัปปะกิจโจ อัปปะกิจโจ” ซึ่งหมายถึง เป็นนักบวชควรทำตนเป็นผู้มีภาระน้อย เพราะการมีภาระมากไม่ใช่ทางบรรลุมรรคผลนิพพาน จะกลายมาเป็นมารมาผูกมัดจิตใจ ทำให้ตนต้องได้ตกอยู่ในอบายภูมิ
พระพุทธเจ้าโกนาคมโน เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต และทรงเมตตาประทับรอยพระพุทธบาทเป็นรอยที่ ๒ โดยทรงประทานให้เอง ซ้อนรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันโธ
ภายหลังที่พระพุทธเจ้ากกุสันโธได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ก็มาถึงสมัยของ พระพุทธเจ้าโกนาคมโน พระองค์ก็ได้เสด็จมาที่มหาศิลาเปรต ให้ภาวนาบริกรรมคาถาว่า “สัลละหุกะวุตติ” ไปตลอด จะได้หลุดพ้นจากความเป็นเปรตในภายภาคหน้า จากนั้นพระพุทธเจ้าโกนาคมโนก็ได้ประทับรอยพระบาทซ้อนไว้ ในรอยพระบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันโธเป็นรอยที่ ๒ (ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ารอยที่ ๑)
พระพุทธเจ้ากัสสโป เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต และทรงเมตตาประทับรอยพระพุทธบาท เป็นรอยที่ ๓ โดยประทานให้เอง ซ้อนรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง ๒ พระองค์ ในมหาภัทรกัปนี้
ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าโกนาคมโน ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ก็มาถึงสมัย พระพุทธเจ้ากัสสโป ซึ่งพระองค์ก็ได้เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต ด้วยเหตุผล ๒ ประการ คือ
เพื่อทรงชี้แนวทางตรงไปสู่พระนิพานหนึ่ง และเพื่อให้มหาศิลาเปรตนั้น พ้นจากปิติวิสัย (ภูมิแห่งเปรต) อีกประการหนึ่ง
พระพุทธเจ้ากัสสโป จึงเสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรตเป็นพระองค์ที่ ๓ และได้ทรงมีระพุทธดำรัสตรัสชี้แนะให้มหาศิลาเปรตนั้น ภาวนาบริกรรมคาถาว่า “อัปปะคัพโภ อัปปะคัพโภ” ด้วยทรงมีพระมหากรุณาให้พ้นจากความเป็นหิน แล้วจึงได้ทรงประทับรอยพระบาท ซ้อนไว้ในรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้งสองพระองค์ ปรากฏเป็นรอยที่ ๓ ขึ้นมา (ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ารอยพระพุทธบาททั้ง ๒ รอย)พระพุทธเจ้าโคตโม (พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน) เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต ณ เวภารบรรพต (วัดพระพุทธบาทสี่รอย ในปัจจุบันนี้) และทรงเมตตาประทับรอยพระพุทธบาทเป็นรอยที่ ๔ โดยประทานให้เอง ซ้อนรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ ในมหาภัทรกัปนี้
ภายหลังจากที่พระพุทธเจ้ากัสสโป ได้เสด็จดับขันธปรินิพานไปแล้ว ก็มาถึงพุทธสมัยแห่งพระศาสนาของ พระพุทธเจ้าโคตโม (พระสมณโคดม) ได้เสด็จจาริกประกาศธรรมโปรดเวไนยสัตว์ ไปตามสถานที่ต่างๆ พร้อมด้วยพุทธสาวก ๕๐๐ องค์ อันมี พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ และพระอานนท์ เป็นต้น จนกระทั่งเสด็จมายัง ปัจจันตยประเทศ (ประเทศไทยในปัจจุบัน)
ถึงเทือกเขาตอนเหนือของประเทศชื่อ เวภารบรรพต (สถานที่แห่งนี้) และได้แวะเสวยจังหันอยู่บนเขาเวภารบรรพตแห่งนี้ เมื่อพระพุทธองค์เสวยจังหันสร็จ ขณะประทับอยู่ที่นั่น ก็ได้ทรงทราบด้วยพระญาณสมบัติว่า ในเทือกเขาแห่งนี้ ได้มีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า ที่มาตรัสรู้ก่อนในภัทรกัปนี้ประทับอยุ่บนก้อนหินก้อนใหญ่ พระองค์ก็ทรงเล็งดูรอยพระพุทธบาทแห่งพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันโธ พระพุทธเจ้าโกคมโน พระพุทธเจ้ากัสสโป
ในวาระนั้น พระพุทธเจ้าโคตโม ได้มีพระพุทธดำรัสกับพระอานนท์ว่า “ดูกร อานนท์ ก้อนศิลาอันงามวิเศษ ที่เป็นเหตุแห่งการโปรดสัตว์ทั้งหลายยังปรากฏมีอยู่ฤา”
พระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก จึงกราบทูลว่า
“ภันเต ภะคะวา ก้อนหินนี้มีรอยพระพุทธบาทใหญ่ ๓ รอย งดงามยิ่งนัก เหมือนรอยพระพุทธบาทของพระศาสดาพระพุทธเจ้าข้า”
จากนั้น พระพุทธเจ้าโคตโม จึงได้ตรัสถึงอดีตกาลที่ได้ผ่านมาแล้วแต่ปางบรรพ์ แก่พระอานนท์และพุทธสาวกว่า
“ดูกรอานนท์ ก้อนศิลานี้มิใช่ศิลาแท้จริงดอก แต่เป็นก้อนอสุราที่กลับกลายเป็นก้อนศิลา (เป็นศิลาเปรต) ศิลานี้เคยเป็นพุทธสาวกในพระพุทธเจ้า วิปัสสี
สมัยนั้นท่านเป็นพระสังฆนายก ถืออำนาจบาตรใหญ่ บังคับเอาของของคนอื่นมาเป็นของตน ตนเองเป็นพระภิกษุ แต่มักมาก ถือว่าตนเองฉลาด คิดว่าตนเองได้ของมาโดยบริสุทธิ์ โดยมิได้คำนึงถึงความผิดถูกตามพระธรรมวินัย ถือว่าตนเองเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า และเป็นใหญ่ เอาของของสงฆ์มาใช้ตามอำเภอใจ จึงทำให้เป็นศิลาเปรตอยู่ในบัดนี้
พระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ที่ล่วงมาแล้วในอดีตกาล ได้ทรงประทับรอยพระพุทธบาทไว้ ณ ที่นี้ ทุกพระองค์
และแม้ พระศรีอริยเมตไตรย ก็จะเสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาทไว้ ณ ที่นี้ และจักประทับรอยพระพุทธบาทสี่รอยนี้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว (คือ ประทับลบทั้งสี่รอยให้เหลือรอยเดียว)”
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสแก่สาวกทั้งหลายเสร็จแล้วพระองค์ก็เสด็จประทับพระบาทซ้อนรอยพระบาท ของพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ แล้วก็ทรงอธิษฐานว่า
ในเมื่อกูตถาคตนิพพานไปแล้ว เทวดาทั้งหลายก็จักนำเอาพระธาตุของกูตถาคต มาบรรจุไว้ที่รอยพระพุทธบาทนี้
ในเมื่อกูตถาคตนิพพานไปแล้ว ๒,๐๐๐ ปี พระพุทธบาทสี่รอยนี้ ก็จักปรากฏแก่ปวงมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เพื่อมนุษย์และเทวดาทั้งหลายจักได้มากราบไหว้และสักการะบูชา เมื่อทรงอธิษฐานและทำนายไว้ดังนี้แล้ว จึงมีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ จึงกำเนิดเป็นพระพุทธบาทสี่รอย
เมื่อพระพุทธองค์ทรงประทับรอยพระพุทธบาทแล้ว ก็เสด็จไปเขตวันอาราม อันมีในเมืองสาวัตถีนั้นแล
เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว เทวดาทั้งหลายก็นำเอาพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์ มาบรรจุไว้ที่พระพุทธบาทสี่รอย
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสแก่สาวกทั้งหลายเสร็จแล้ว พระองค์ก็เสด็จประทับพระบาทซ้อนรอยพระบาท ของพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ แล้วก็ทรงอธิษฐานว่า
ในเมื่อกูตถาคตนิพพานไปแล้ว เทวดาทั้งหลายก็จักนำเอาพระธาตุของกูตถาคต มาบรรจุไว้ที่รอยพระพุทธบาทนี้
ในเมื่อกูตถาคตนิพพานไปแล้ว ๒,๐๐๐ ปี พระพุทธบาทสี่รอยนี้ ก็จักปรากฏแก่ปวงมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เพื่อมนุษย์และเทวดาทั้งหลายจักได้มากราบไหว้และสักการะบูชา เมื่อทรงอธิษฐานและทำนายไว้ดังนี้แล้ว จึงมีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ จึงกำเนิดเป็นพระพุทธบาทสี่รอย
เมื่อพระพุทธองค์ทรงประทับรอยพระพุทธบาทแล้ว ก็เสด็จไปเขตวันอาราม อันมีในเมืองสาวัตถีนั้นแล เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว เทวดาทั้งหลายก็นำเอาพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์ มาบรรจุไว้ที่พระพุทธบาทสี่รอย
และเมื่อพระพุทธองค์ปรินิพพานล่วงมาแล้ว ๒,๐๐๐ วัสสา (ปี) เทวดาทั้งหลายต้องการให้พระพุทธบาทสี่รอยปรากฏแก่คนทั้งหลาย ตามที่พระองค์ทรงอธิษฐานไว้
ก็จึงเนรมิตเป็นรุ้ง (เหยี่ยว) ตัวใหญ่ บินลงมาจาก เวภารบรรพต อันเป็นที่ตั้งแห่งพระพุทธบาทสี่รอยในปัจจุบันนี้ ไปจับลูกไก่ของชาวบ้าน (พรานป่า) ที่อาศัยอยู่เชิงเขา เวภารบรรพต แล้วบินกลับขึ้นไปสู่ยอดเขา พรานป่าโกรธมากจึงติดตามขึ้นไป คิดว่าจะยิงเสียให้ตาย มันก็ติดตามไปค้นหาดู แต่ก็ไม่เห็นรุ้งตัวนั้นอีก เห็นแต่รอยพระพุทธบาทสี่รอย อันอยู่บนพื้นใต้ต้นไม้และเถาวัลย์
พรานป่าผู้นั้นจึงทำการสักการะบูชา เสร็จแล้วก็ลงจากภูเขา พอมาถึงหมู่บ้านก็บอกเล่าแก่ชาวบ้านทั้งหลาย คนทั้งหลายที่ทราบก็พากันไปสักการะบูชา และเรียกขานพระพุทธบาทนั้นว่า “พระบาทรังรุ้ง (รังเหยี่ยว)” บูรพมหากษัตริย์ในอดีตของล้านนา และเชื้อพระวงศ์ และบูรพมหากษัตริย์ของไทย ที่เคยเสด็จไปกราบไหว้ และสักการบูชารอยพระพุทธบาทสี่รอย
ในสมัยนั้นมีพระยาตนหนึ่งชื่อว่า พระยาเม็งราย เสวยราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่ ได้ทราบข่าวจึงมีพระราชศรัทธาประสงค์ จะเสด็จขึ้นไปกราบบูชาพระพุทธบาทสี่รอย
ครั้นแล้วได้เสด็จพร้อมด้วยพระราชเทวี และเสนาอำมาตย์พร้อมกับบริวารทั้งหลาย และเมื่อทรงกราบนมัสการเสร็จแล้ว พระองค์พร้อมด้วยพระราชเทวี และบริวารทั้งหลายจึงเสด็จกลับสู่ชียงใหม่ เสวยราชสมบัติตราบเมี้ยน (สิ้น) อายุขัยแล้ว
พระโอรสและพระนัดดาที่สืบราชสมบัติต่อมา ก็เจริญตามรอยพระยุคลบาทก็ได้ขึ้นมากราบพระพุทธบาทสี่รอบทุกพระองค์
หลังจากนั้นมา พระบาทรังรุ้ง หรือ รังเหยี่ยว นี้ ก็เปลี่ยนชื่อเป็น “พระพุทธบาทสี่รอย”
มาในสมัยยุคหลัง คนทั้งหลายจึงเรียกขานกันว่า พระพุทธบาทสี่รอย เพราะมีรอยพระพุทธบาทประทับซ้อนกันถึงสี่รอยคือมีรอยพระพุทธบาทของ พระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ที่ล่วงมาแล้ว ในภัทรกัป นี้คือ
๑. รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันโธซึ่งเป็นรอยแรก เป็นรอยใหญ่ยาว ๑๒ ศอก ๒. รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโกนาคมโน ซึ่งเป็นรอยที่ ๒ ยาว ๙ ศอก ๓. รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากัสสโป ซึ่งเป็นรอยที่ ๓ ยาว ๗ ศอก ๔. รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโคตโม (องค์ปัจจุบัน) ซึ่งเป็นรอยที่ ๔ ยาว ๔ ศอกเมื่อมาถึง พระยาธรรมช้างเผือก ผู้ครองนครเชียงใหม่ พร้อมด้วยบริวาร ๕๐๐ คน ก็เสด็จขึ้นไปกราบสักการบูชารอยพระพุทธบาทสี่รอย และได้สร้างครอบพระวิหารรอบพระพุทธบาทสี่รอยไว้ชั่วคราว
โดยแต่เดิม ถ้าใครจะดูรอยพระพุทธบาทสี่รอยจะต้องใช้บันไดพาดขึ้นไปดู ซึ่งก็คงขึ้นได้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น
ดังนั้น พระยาธรรมช้างเผือก จึงรับสั่งให้สร้างแท่นยืนคล้ายๆ นั่งร้าน รอบก้อนหินที่มีพระพุทธบาทสี่รอย เพื่อที่ผู้หญิงจะได้เห็นรอยพระพุทธบาทด้วย และได้สร้างหลังคาชั่วคาราวมุงไว้ต่อมา พระชายาเจ้าดารารัศมี ได้เสด็จขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย และได้มีศรัทธาสร้างวิหารเพื่อเป็นการสักการบูชารอยพระพุทธบาทไว้ ๑ หลัง หลังเล็กถวายเป็นพุทธบูชา
ปัจจุบันได้บูรณะปฏิสังขรณ์แล้วทั้งหลัง จะเหลือไว้แต่ผนังวิหาร พื้นวิหาร และแท่นพระ ซึ่งยังเป็นของเดิมอยู่ ถ้าหากท่านมีโอกาสขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย ก็จะเห็นวิหารแห่งนี้ นอกจากนี้ หลักฐานในกาลวัตถุที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่ง ได้ปรากฏอยู่ในหนังสือโบราณ “คำให้การของขุนหลวงหาวัด” ซึ่งเป็นหนังสือบันทึกเรื่องราวของกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่ต้นจนอวสาน
ที่ พระเจ้ามังระ กษัตริย์พม่ามีพระบัญชา ให้อาลักษณ์บันทึกจากถ้อยรับสั่งของ เจ้าฟ้าอุทุมพร (ขุนหลวงหาวัด) ภายหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ไว้อย่างละเอียด
โดยตอนหนึ่ง ได้กล่าวถึงเมื่อคราวที่ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เสด็จไปทรงนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย (สมัยโบราณเรียก รอยพระบาทรังรุ้ง หรือ รอบพระบาทเขารังรุ้ง) ไว้อย่างชัดเจนว่า
“สมัยสมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปรบที่เมืองหาง พระองค์ทรงทราบว่ามีรอยพระพุทธบาทอยู่บนยอดเขา เรียกว่า เขารังรุ้ง จึงได้เสด็จขึ้นไปนมัสการ ทรงเปลื้องเครื่องทรง ทั้งสังวาลย์และภูษาแล้ว ทรงถวายไว้ในรอยพระพุทธบาท และทำสักการบูชาด้วย ธง ธูป เทียน ข้าวตอกดอกไม้ มีเครื่องทั้งปวงเป็นอันมาก แล้วจึงทำการพิธีสมโภชอยู่ถึง เจ็ดราตรี”
จากข้อความประวัติศาสตร์ดังกล่าวนี้เอง ทำให้เราได้ทราบข้อเท็จจริงในทางโบราณคดี เพิ่มเติมอีกประการหนึ่งว่า โดยแท้จริงแล้ว รอยพระพุทธบาทในประเทศไทยรอยแรก ที่คนไทยได้รู้จักและมักคุ้นนั้นก็คือ พระพุทธบาทสี่รอย อันประดิษฐานอยู่ ณ เขต อำเภอแม่ริม จ.เชียงใหม่ ในปัจจุบันนี่เอง
ในขณะที่ รอยพระพุทธบาท ที่ สระบุรี เขาสัจจพันธุ์ นั้น ได้รับการค้นพบเจอในรัชสมัย พระเจ้าทรงธรรม ซึ่งเป็นยุคหลังรัชสมัยแห่ง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ถึงกว่า ๕ ทศวรรษ จากสาส์น ของ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทยทรงบันทึกไว้ว่า พระพุทธบาทสี่รอย แห่งนี้ เป็นพระพุทธบาทเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย แม้กรุงศรีอยุธยาก็ยังจำลองรอยพระพุทธบาท ไปไว้ที่ ปราสาทนครหลวง (วัดจันทร์ลอย) จ.พระนครศรีอยุธยา
พระอริยสงฆ์ที่สำคัญของล้านนาและของประเทศไทย ที่เคยธุดงค์เพื่อไปกราบสักการบูชารอยพระพุทธบาทสี่รอย
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย ก็ได้ขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย และได้รื้อพระวิหารที่ เจ้าพระยาธรรมช้างเผือก สร้างไว้ชั่วคราวนั้นเสีย แล้วได้สร้างวิหารใหม่ครอบรอยพระพุทธบาทไว้ และได้ฉาบปูนครอบรอยพระพุทธบาทสี่รอย เพื่อรักษาให้อยู่ค้ำชูพระศาสนาสืบไปตลอดกาลนาน
ด้วยวัดพระพุทธบาทสี่รอย เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึง ๔ พระองค์ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันโธ พระพุทธเจ้าโกนาคมโน พระพุทธเจ้ากัสสโป พระพุทธเจ้าโคตโม (องค์ปัจจุบัน) จึงนับได้ว่า เป็นปูชนียสถานที่มีความสำคัญมาก เป็นที่สักการบูชาของทั้งมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย
พระพุทธบาทสี่รอยนี้ ครูบาอาจารย์ พระธุดงค์กรรมฐาน สาย ครูบาเจ้าศรีวิชัย หลายองค์ อาทิเช่น ครูบาหน้อย ชยวํโส วัดบ้านปง, ครูบาอิน อินฺโท วัดฟ้าหลั่ง, ครูบาอินแก้ว ครูบาดวงดี วัดท่าจำปี, ครูบาบุญปั๋น ธมฺมปญฺโญ วัดร้องขุ้ม, ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ฯลฯ พระอาจารย์ทอง สิริมงฺคโล วัดพระธาตุศรีจอมทอง, ครูบาเทือง นาถสีโล วัดบ้านเด่น, ครูบาน้อย วัดศรีดอนมูล เป็นต้น
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต วัดป่าสุทธาวาส สกลนคร และพระธุดงค์กรรมฐานในสายหลวงปู่มั่น ได้แก่ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่, หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม วัดป่าอรัญญวิเวก นครพนม, หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี วัดหินหมากเป้ง หนองคาย, หลวงปู่หล้า ตาทิพย์ วัดป่าตึง เชียงใหม่, หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ เลย, หลวงปู่สิม พุทธจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง เชียงใหม่, หลวงปู่จาม, พระอาจารย์เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป และอีกหลายองค์ ในสายพระอาจารย์มั่น
นอกจากนี้ยังมี หลวงปู่สี ฉนทสิริ วัดเขาถ้ำบุญนาค นครสวรรค์ (ได้ยาอายุวัฒนะจากบริเวณป่าใกล้วัดพระพุทธบาทสี่รอย), หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวณฺโณ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพมหานคร,
หลวงพ่ออุตตมะ อุตฺตมรมฺโภ วัดวังก์วิเวการาม (ไปธุดงค์ไปองค์เดียวเพื่อไปกราบนมัสการ เมื่อ ๕๐ กว่าปีมาแล้ว ราว พ.ศ. ๒๔๙๐) และหลวงพ่อสมควร วัดถือน้ำ นครสวรรค์, หลวงปู่เมฆ วัดป่าขวางพระเลไลย์ สงขลา ได้เคยเดินธุดงค์ ขึ้นไปนมัสการมาแล้ว และได้รับรองว่าเป็นรอยพระพุทธบาทที่แท้จริง
นอกจากนี้ยังได้รับคำยืนยันรับรองของ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม วัดอรัญญวิเวก จ.นครพนม ว่ารอยพระพุทธบาทดังกล่าวเป็นรอยพระพุทธบาทสี่รอย ของพระพุทธเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ในมหาภัทรกัปนี้จริง
และเป็นสัญญลักษณ์แห่งมหาภัทรกัปที่สำคัญสูงสุดในจักรวาล และรอยพระพุทธบาทสี่รอยนี้ประดิษฐานอยู่ที่ วัดพระพุทธบาทสี่รอย ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
นอกจากนี้ หลวงปู่สิม พุทธจาโร ซึ่งเคยเดินขึ้นไปนมัสการมาแล้วเช่นกัน ดังธรรมเทศนาของท่านตอนหนึ่ง (คัดลอกมาจาก หนังสือพุทธาจารานุสรณ์ ที่แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่สิม พุทธจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ พุทธศักราช ๒๕๓๖)
“ในเขตเชียงใหม่นี้ ยังมีพระบาทสี่รอยอยูในเขตอำเภอแม่ริม แต่ว่าลึกเข้าไปในภูเขา หลวงปู่ผู้เทศน์ปูแล้วกราบไหว้ มันเป็นก้อนหินก้อนใหญ่ เป็นก้อนสี่เหลี่ยมขึ้นไปอยู่ข้างริมแม่น้ำ
พระพุทธเจ้ากกุสันโธได้มาตรัสรู้ในโลก ท่านก็มาเหยียบรอยพระพุทธบาทไว้ ในยอดหินก้อนนั้น ยาวขนาด ๑๒ ศอก
เมื่อหมดศาสนาพระพุทธเจ้ากกุสันโธแล้ว พระพุทธเจ้าโกนาคมโน ก็มาตรัสรื้อขนสัตว์ไปอีก ก็นิพพานท่านก็มาเหยียบไว้ที่พระบาทแม่ริมนี้ เป็นรอยที่สอง (ขนาดลดลงมา)
มาถึงพระสัมสัมพุทธเจ้ากัสสโปมาตรัสรู้ ท่านก็มาเหยียบไว้ได้ ๓ รอย
แลพระพุทธเจ้าโคดมมาตรัสรู้ ก่อนที่ท่านจะนิพพานก็เหยียบรอยพระบาทไว้ในหินก้อนเดียวกัน จึงให้ชื่อว่าพระพุทธบาทสี่รอย
ยังมีพระศรีอริยเมตไตรยโพธิสัตว์ จะมาตรัสรู้แล้วมาโปรดเวไนยสัตว์ ก็มาเหยียบไว้อีก
เรียกว่าแผ่นดินที่เราเกิดนี้ นับว่าเป็นแผ่นดินที่ร่ำรวยที่สุด แผ่นดินนี้เรียกว่า ภัทรกัป มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ได้ห้าพระองค์
พระพุทธเจ้าองค์ใดมาตรัสสอนก็ตาม ก็สอนให้มนุษย์และเทวดาทั้งหลายบำเพ็ญทาน รักษาศีล ภาวนา ละกิเลส ความโกรธ ความโลภ ความหลง อันเก่านี้แหละ
เมื่อใดปฏิบัติภาวนาบารมีเต็มแล้ว ก็รู้แจ้งพระนิพพาน เมื่อรูปนามแตกดับแล้วไปสู่พระนิพพาน ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดในโลกอันแสนทุรกันดารนี้อีกต่อไป”
สถานที่ประดิษฐานของพระพุทธบาทสี่รอยดั้งเดิม ที่มีผู้รู้บางท่านสันนิษฐานไว้
มีผู้รู้บางท่านสันนิษฐานว่า ความจริงแล้ว หินก้อนนี้อยู่ที่ป่าหิมพานต์ แต่นักปราชญ์บางท่านกล่าวว่า
หินนั้นได้ตั้งอยู่ ณ ที่นี้ ส่วนผู้ที่จะกล่าวแก้ ก็ควรที่จะบอกว่า
ป่าก็ดี เขาก็ดีที่มีเมฆหมอกปกคลุมอยู่ไม่ขาดทั้งกลางวันกลางคืน ที่แห่งนั้น จึงได้ชื่อว่า ป่าหิมพานต์ ธรรมชาติของเปรตทั้งหลายไม่เคยมีตัวตนในเมืองมนุษย์ แต่ธรรมชาติของเปรตทั้งหลาย ย่อมเกิดเป็นตัวเป็นตนในป่าหิมพานต์เท่านั้น
หากแต่พระอริยสาวกที่มีอิทธิปาฏิหาริย์ ได้อัญเชิญมาด้วยกำลังฤทธิ์ เพื่อที่จักให้เป็นที่กราบไหว้ และสักการะบูชาแก่ชาว “ตามิละ” (ลัวะ)
พวกชาวเขา ลัวะ และคนยาง หากมารักษาและสักการะรอยพระพุทธบาทแล้ว ฝนฟ้าก็จะตกต้องตามฤดูกาลเป็นอันดี ด้วยพุทธานุภาพ
และแม้ในกาลอนาคต พระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า ก็จักเสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาท ไว้ที่หินก้อนนี้อีกเป็นรอยที่ ๕
จนล่วงไปอีกราว ๒๐๐๐ ปี หินก้อนนี้ก็จะแตกสลายลง บังเกิดเป็นมนุษย์ขึ้น ซึ่งมนุษย์คนนี้จะได้บวชในพระพุทธศาสนา สำเร็จมรรคผลนิพพานในสมัยพระศาสนา แห่งพระศรีอริยเมตไตรยพระพุทธเจ้านั่นแลฯ
ยังมีพระผู้รอบรู้พระไตรปิฎกองค์หนึ่ง ถามว่า
“พระบาท ๔ รอยนี้จะเจริญรุ่งเรืองเมื่อใด”
ผู้ที่จะกล่าวแก้ปัญหาควรกล่าวว่า
“ดูกรท่านทั้งหลาย อันบาลีแห่งพระพุทธเจ้า กล่าวไว้ว่า ปฐมเบื้องต้น มัชฌิมะเบื้องกลาง ปัจฉิมะเบื้องปลาย เหตุบาลีว่า อาทิ กัลยาณัง งามในเบื้องต้น มัชเฌกัลยาณัง งามในท่ามกลาง ปริโยสานกัลยาณัง งามในที่สุด งามในที่แล้ว (ที่สุด) แห่งศาสนาพระพุทธเจ้า พระพุทธบาท ๔ รอย จะเจริญรุ่งเรืองงามในท่ามกลางศาสนาจริงแลฯ”
ดังนั้น ก็นับว่า พระพุทธบาทสี่รอยนี้ เป็นปูชนียสถานที่สำคัญ เป็นที่สักการบูชามาช้านาน ถ้าหากว่าผู้ใดมีจิตศรัทธาที่จะขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย ก็ควรมีจิตศรัทธาเลื่อมใสศรัทธาในองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมื่อไปถึงแล้วก็ควรที่จะสำรวม กาย วาจา ใจ ให้เป็นปกติ ก็ชื่อว่า รักษาศีล ก็ทำให้เกิดสมาธิ มีจิตใจที่ตั้งมั่น ทำให้เกิดปัญญา และจักได้ชื่อว่าเจริญตามรอยพระพุทธบาทของพระพุทธองค์อย่างแท้จริง
การที่มีคนศรัทธาเดินทางขึ้นไปกราบรอยพระพุทธบาท ก็เหมือนกับว่ามีดวงจิตดวงใจอยู่ในสมาธิภาวนา มีพุทธานุสติเกิดขึ้นในจิตใจ
และประกอบไปด้วย ความศรัทธา และความเพียร ขันติ ความอดทน การที่ขึ้นไปกราบนมัสการรอยพระพุทธบาท ถนนหนทางไม่สู้จะสะดวกเท่าไร เป็นทางขึ้นเขาทางเดินแคบ ขึ้นได้สะดวกก็ช่วงฤดูแล้ง ช่วงฤดูฝนก็ลำบาก
จึงเป็นการวัดถึงจิตใจของพุทธศาสนิกชนว่า จะมีคนที่ศรัทธาและวิริยะที่จะขึ้นไปกราบไหว้ และสักการะเพียงใด ถ้าหากว่าใครได้ไปกราบนมัสการรอยพระพุทธบาทแล้ว ก็นับว่าเป็นสิริมงคล และจะได้รับผลานิสงส์เป็นอย่างมาก
ดังนั้นขอให้พุทธบริษัททั้งหลาย ที่ได้มากราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย หรือผู้ที่อ่านหนังสือเกี่ยวกับ ประวัติความเป็นมา ของพระพุทธบาทสี่รอยแล้ว
ก็ใคร่จะกล่าวกับท่านทั้งหลายว่า การที่พระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ เสด็จมาประทับรอยพระบาทในที่นี้ เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งหลาย เพื่อเป็นหนทางไปสู่พระนิพพาน
ดังนั้นการที่เราได้กราบนมัสการรอยพระพุทธบาท ด้วยเครื่องสักการะบูชา มีดอกไม้ ธูปเทียน ก็ยังไม่ได้เจริญตามรอยพระบาทของพระพุทธองค์ เพราะพระพุทธองค์ทรงมุ่งหวังให้เราทั้งหลาย เจริญรอยตามพระพุทธองค์ด้วยการให้ทาน ถือศีล เจริญสมาธิภาวนา ก็ได้ชื่อว่าเป็นคนหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงโปรดให้พ้นจากกองทุกข์ทั้งหลาย
โดยเฉพาะการเจริญสมาธินั้น พระพุทธองค์เคยตรัสว่ามีอานิสงส์กว่าการให้ทาน ซึ่งเป็นหนทางสู่มรรคผลนิพพานโดยแท้จริง
วาระสุดท้ายนี้ ท่านผู้ใดได้อ่านประวัติความเป็นมาของพระพุทธบาทสี่รอยนี้แล้ว กรุณาใช้ปัญญาพิจารณาให้ถ่องแท้ และให้ถึงศรัทธาในดวงจิตดวงใจ ให้ระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ก็หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ที่เดินทางขึ้นมากราบพระพุทธบาทสี่รอย อาตมาขอให้ท่านทั้งหลายที่ได้เดินทางขึ้นมากราบพระพุทธบาทสี่รอยนี้ หรือได้อ่านประวัติพระพุทธบาทสี่รอย
จงประสบแต่ความสุขความเจริญ ก้าวหน้าใน ทาน ศีล ภาวนา มีปัญญารู้แจ้งใน อริยสัจสี่ พ้นจากกิเลสกองทุกข์ทั้งหลาย จงมีแด่ทุกท่านด้วยเทอญ....สาธุ
เจริญกุศลด้วยความนับถือ
ธรรมะ พร และ เมตตา
พระครูพุทธบทเจติยารักษ์
(พระครูบาพรชัย ปิยะวัณโณ)
เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทสี่รอย
พระครูพุทธบทเจติยารักษ์ (พระครูบาพรชัย ปิยะวัณโณ)
ที่มา หนังสือ “พระพุทธบาทสี่รอย” วัดพระพุทธบาทสี่รอย จ.เชียงใหม่
วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม
วัด เบญจมบพิตรดุสิตวนาราม (Wat Benchamabopitr Dusitvanaram or the Marble Temple) เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ระหว่างถนนสายใหญ่คือ ถนนพระรามที่ ๕ ถนนศรีอยุธยา ถนนราชดำเนินนอก และถนนพิษณุโลก
ชื่อสามัญ วัดแหลม หรือ วัดไทรทองประเภทพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหารที่ตั้งแขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร( ที่อยู่ : ตั้งอยู่แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ระหว่างถนนสายใหญ่คือ ถนนพระรามที่ ๕ ถนนศรีอยุธยา )พระประธานพระพุทธรูปสำคัญ
Wat Benchamabopitr Dusitvanaram (The Marble Temple)
วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม
วัดเบญจมบพิตร เดิมเป็นวัดโบราณ มีชื่อว่า "วัดแหลม" หรือ "วัดไทรทอง" ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างในสมัยใด จนถึงปี พ.ศ.๒๓๖๙ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ จึงปรากฏชื่อขึ้นในประวัติศาสตร์ เมื่อเจ้าอนุวงศ์ผู้ครองนครเวียงจันทน์ ประเทศราชของไทย ได้ก่อการกบฎยกทัพมาตีไทย
พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ (พระองค์เจ้าพนมวัน พระเจ้าลูกยาเธอ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหน้านภาลัย กับเจ้าจอมศิลา ต้นราชสกุล พนมวัน) เป็นผู้บัญชาการกองทัพในส่วนการรักษาพระนคร โดยทรงตั้งกองบัญชาการอยู่ในบริเวณ "วัดแหลม" หรือ "วัดไทรทอง" นี้
เมื่อเสร็จสิ้นการปราบกบฏแล้ว พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ พร้อมด้วยพระเชษฐภคินี พระขนิษฐภคินี และพระกนิษฐภาดา ร่วมเจ้าจอมมารดาอีก ๔ พระองค์ ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้น ประมาณปี พ.ศ.๒๓๗๐-๒๓๗๑ แล้วทรงสร้างพระเจดีย์ ๕ องค์ รายด้านหน้าวัดเป็นอนุสรณ์
ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ ปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า "วัดเบญจบพิตร" ซึ่งมีความหมายว่าเป็นวัดของเจ้านาย ๕ พระองค์ หรือวัดที่เจ้านาย ๕ พระองค์ทรงปฏิสังขรณ์ขึ้น
เริ่มสถาปนา
ในปีพุทธศักราช ๒๔๔๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ มีพระราชประสงค์จะทรงสร้างพระราชอุทยาน เป็นที่ประทับแรมสำราญพระราชอิริยาบถในวันสุดสัปดาห์ จึงโปรดเกล้าฯให้จัดซื้อที่บริเวณด้านทิศเหนือของพระบรมมหาราชวัง ระหว่างคลองสามเสนกับคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งเป็นที่สวนและทุ่งนา ตามราคาจากราษฎร ด้วยพระราชทรัพย์สำหรับใช้จ่ายการในพระองค์ พระราชทานนามว่า "สวนดุสิต"
โปรดเกล้าฯให้เริ่มลงมือตัดไม้ ปรับพื้นที่เพื่อสร้างสวนดุสิต เมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๔๑ และได้ทำการสืบมาจนกระทั่งถึงวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ.๒๔๔๒ จึงได้เสด็จเถลิงพลับพลาเป็นครั้งแรก
การสร้างสวนดุสิต ได้ใช้พื้นที่ของวัดดุสิต หรือวัดดุสิดาราม ที่อยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม มีภิกษุอยู่เพียง ๑ รูป เป็นที่สร้างพลับพลา และที่วัดร้างอีกวัดหนึ่งตัดเป็นถนนภายในสวนดุสิตด้วย ประกอบกับมี "วัดเบญจบพิตร" ที่ชำรุดทรุดโทรมอยู่ใกล้เขตพระราชฐานด้านทิศใต้ด้วย จึงมีพระราชดำริที่จะทรงทำ "ผาติกรรม" สถาปนาวัดขึ้นใหม่ โดยมีพระราชประสงค์สำคัญคือ
๑. เพื่อแสดงว่าพระองค์ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก เมื่อทรงใช้ที่วัดสร้างพระราชอุทยาน ก็ทรงทำ "ผาติกรรม" สร้างวัดขึ้นทดแทนตามประเพณี โดยสร้างเพียงวัดเดียว แต่ทำให้เป็นพิเศษ วิจิตรงดงาม สมควรที่จะเป็นวัดอยู่ใกล้เขตพระราชฐาน
๒. เป็นที่แสดงแบบอย่างทางการช่างของสยามประเทศ โดยโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ออกแบบก่อสร้างพระอุโบสถพร้อมพระระเบียงอย่างวิจิตรงดงามด้วยแบบอย่างศิลปะ และสถาปัตยกรรมไทยโบราณ
๓. เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมพระพุทธรูปโบราณสมัยและปางต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นทั้งในและต่างประเทศ แสดงให้ประชาชนเห็นเป็นแบบอย่าง ภายในพระระเบียง ซุ้มมุขหลังพระอุโบสถ และซุ้มมุขด้านนอกพระระเบียง
๔. เป็นที่เล่าเรียนพระปริยัติธรรมและวิชาชั้นสูงซึ่งทรงเรียกว่า "คอเลซ" (College) เป็นการเกื้อกูลแก่คณะสงฆ์มหานิกาย
๕. เป็นพระบรมราชานุสาวรีย์แห่งพระองค์ โดยเมื่อสถาปนาขึ้นแล้วพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดเบญจมบพิตร" ซึ่งหมายถึงวัดของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ ๕ กับได้ทรงแสดงพระราชประสงค์ไว้ว่า เมื่อพระองค์สวรรคตและถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว ให้นำพระสรีรางคารไปบรรจุไว้ใต้รัตนบัลลังก์พระพุทธชินราช ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้โปรดเกล้าฯให้จัดพระราชพิธีบรรจุพระสรีรางคารตามพระราชประสงค์
เมื่อเริ่มการสถาปนา โปรดเกล้าฯให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างในวัดเดิมทั้งหมด ปรับพื้นที่ก่อสร้าง สังฆเสนาสน์สำหรับพระสงฆ์สามเณรอยู่อาศัยได้ ๓๓ รูป เท่ากับปีที่ทรงครองราชสมบัติ โดยทรงมอบหมายให้ เจ้าพระยาวรพงษ์พิพัฒน์ (ม.ร.ว.เย็น อิศรเสนา เมื่อครั้งเป็น เจ้าหมื่นเสมอใจราช) เป็นผู้รับผิดชอบ กับโปรดเกล้าฯให้สร้างพระอุโบสถชั่วคราว เป็นอาคารไม้หลังคามุงจาก เพื่อทำสังฆกรรมไปพลางก่อน
วันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ.๒๔๔๒ ซึ่งเป็นวันเสด็จเถลิงพลับพลาประทับแรมที่สวนดุสิตครั้งแรก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดเบญจมบพิตร ทรงประเคนประกาศพระบรมราชูทิศถวายที่วิสุงคามสีมา แก่สมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑฺฒโน) วัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งเป็นประธานสงฆ์ สมเด็จพระวันรัต อ่านประกาศพระบรมราชูทิศในที่ประชุมสงฆ์ ซึ่งปรากฏข้อความในประกาศพระบรมราชูทิศตอนหนึ่งว่า
"....ทรงพระราชทานนามวัด วัดเบญจมบพิตร แสดงลำดับรัชกาลในมหาจักรีบรมราชวงศ์…."
จึงถือได้ว่า วันที่ ๑ มีนาคม ๒๔๔๒ เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศสถาปนาวัดเบญจมบพิตรขึ้น แล้วได้ดำเนินการก่อสร้างเป็นลำดับมา
ถึงปี พ.ศ. ๒๔๔๓ เมื่อการก่อสร้างสังฆเสนาสน์แล้วเสร็จตามพระราชประสงค์ในขั้นแรก จึงโปรดให้แห่พระสงฆ์สามเณร ๓๓ รูป ซึ่งโปรดให้คัดเลือกได้แล้ว และให้รวมฝึกอบรมอยู่ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ ไปอยู่วัดเบญจมบพิตร เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๔๔๓ และในคราวนี้เองได้พระราชทานที่วัดเพิ่มเติม และสร้อยนามต่อท้ายชื่อวัดว่า "ดุสิตวนาราม" เรียกรวมกันว่า "วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม"
ในส่วนพระอุโบสถถาวร และพระระเบียง โปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (พระองค์เจ้าจิตรเจริญ ต้นราชสกุล จิตรพงศ์) เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ เป็นสถาปนิกเขียนแบบแปลนแผนผัง และเริ่มการก่อสร้างต่อไปพร้อม ๆ กับการก่อสร้างเสนาสนะอื่น ๆ
พระยาราชสงคราม (กร หงสกุล บุตรพระยาราชสงคราม ทัด) ช่างก่อสร้างฝีมือดีที่สุดในขณะนั้น ได้ดำเนินการก่อสร้างมาตามลำดับ จนถึงวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จสวรรคต การก่อสร้างสังฆเสนาสน์อื่น ๆ ยังไม่แล้วเสร็จครบถ้วนตามแผนผัง ที่ทรงวางไว้ การประดับตกแต่งพระอุโบสถบางส่วนและสังฆเสนาสน์บางแห่ง ยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ตามพระราชประสงค์
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงดำเนินการต่อมา โดยโปรดเกล้าฯให้ยกช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ขึ้น และเมื่อหินอ่อนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้สั่งซื้อจากประเทศอิตาลีเข้ามาถึงแล้ว ก็โปรดเกล้าฯให้ประดับในส่วนที่ยังค้างอยู่จนเรียบร้อย กับให้ช่างกรมศิลปากรเขียนผนังภายในพระอุโบสถด้วยสีน้ำมัน เป็นลายไทยเทพนมพุ่มข้าวบิณฑ์สีเหลืองบนพื้นขาว ดังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรและพระระเบียงที่ประดับตกแต่งแล้ว จึงวิจิตรงดงามสมบูรณ์แบบด้วยศิลปะและสถาปัตยกรรมไทยโบราณอย่างน่าอัศจรรย์ ยิ่ง
ส่วนพระอุโบสถไม้ชั่วคราวหลังเดิม โปรดเกล้าฯให้รื้อไปสร้างเป็นพระอุโบสถวัดวิเวกวายุพัด บางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
พระอุโบสถ
ลักษณะทั่วไปของพระอุโบสถ เป็นแบบจตุรมุข มุขด้านตะวันออกขยายยาว ด้านเหนือและใต้มีมุขกระสันต่อกับพระระเบียง หลังคา ๔ ชั้น ด้านมุขกระสันทิศเหนือและทิศใต้ ๕ ชั้น มีพระระเบียงโอบรอบด้านหลัง
ด้านหน้าพระอุโบสถ มีกำแพงแก้ว บนมุมกำแพงแก้วซ้าย-ขวา มีเสาคอนกรีตหัวเสาเป็นศิลาสลักรูปดอกบัวตูม คือเครื่องหมาย "สีมา" สำหรับด้านหน้า ส่วนสีมาด้านหลังพระอุโบสถ สลักรูปเสมาธรรมจักรที่แผ่นหินแกรนิตปูพื้น
ภายในกำแพงแก้ว ปูหินแกรนิตสีชมพูอ่อนและสีเทา
มุขตะวันออกมีเสากลมหินอ่อน ๔ ต้น ข้างบันไดหินอ่อนมีสิงห์สลักหินอ่อน ๒ ตัว ซึ่งโปรดเกล้าฯให้ ขุนสกลประดิษฐ์ ช่างในกรมช่างสิบหมู่ เป็นผู้ปั้นแบบ ตามภาพที่สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเขียน
ผนังรอบพระอุโบสถด้านนอกประดับด้วยแผ่นหินอ่อน ๔ เหลี่ยมสีขาวบริสุทธิ์ หนา ๓ เซนติเมตร
มุขตะวันตกด้านนอก มีเสาและสิงห์เช่นเดียวกับด้านหน้า และที่ซุ้มจรนำ ประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณ เป็นพระยืนทรงเครื่องสมัยลพบุรี ปางห้ามญาติ ถวายพระนามว่า "พระธรรมจักร" เพราะที่ฝ่าพระหัตถ์สลักเป็นรูปพระธรรมจักร กับโปรดเกล้าฯให้บรรจุพระอังคารสมเด็จพระเจ้ามไหยิกาเธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร (พระเจ้าราชวงศ์เธอ พระองค์เจ้าละม่อม ซึ่งทรงอภิบาลเลี้ยงดูพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่พระเยาว์มา ประหนึ่งสมเด็จพระราชชนนี) ใต้ฐานพระด้วย
ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ลำยอง ลงรักปิดทองทึบ อ่อนช้อยรับกันทุกชิ้นมีคันทวยรับเชิงชายเป็นระยะ ๆ
หลังคาพระอุโบสถมุงกระเบื้องเคลือบสีเหลือง เรียกว่ากระเบื้องกาบู ซึ่งมีลักษณะเป็นกาบโค้งครอบแผ่นรอง เชิงชายเป็นแผ่นเทพนม ซึ่งโปรดเกล้าฯให้นำกระเบื้องวัดกัลยาณมิตร ส่งไปเป็นตัวอย่างทำสีจากเมืองจีน
หน้าบันพระอุโบสถโปรดเกล้าฯให้ผูกลายประกอบพระราชลัญจกรต่าง ๆ คือ
หน้า บันมุขตะวันออก จำหลักไม้ ผูกลายประกอบตราเป็นพระนารายณ์ทรงครุฑ ซึ่งถอดจากพระราชลัญจกร "พระครุฑพาห์" ในลายมีหมู่เทวดาอัญเชิญเครื่องสูงประกอบซ้ายขวาด้วย มุขตะวันตก จำหลักไม้ ผูกลายประกอบตราเป็นอุณาโลมในบุษบก ซึ่งถอดจากพระราชลัญจกร "มหาอุณาโลม" หรือ "มหาโองการ" มุขเหนือ ปั้นปูน ผูกลายประกอบตราเป็นช้างสามเศียร บนหลังมีบุษบก ซึ่งถอดจากพระราชลัญจกร "ไอยราพต" มุข ใต้ ปั้นปูน ผูกลายประกอบตราเป็นรูปจักรรถ ซึ่งถอดมาจากพระราชลัญจกร "จักรรถ" แต่เพราะพระราชลัญจกรจักรรถเหมือนกับ "พระธรรมจักร" จึงเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า "พระธรรมจักร"ในการผูกลายประกอบพระราชลัญจกร นอกจากสมเด็จฯเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์แล้ว ส่วนหนึ่งพระเจ้าบวรวงศ์เธอ กรมหมื่นวรวัฒน์ศุภากร (พระองค์เจ้าเฉลิมลักษณวงศ์ ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) ช่วยเขียนแบบ ในกำกับของสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ด้วย
บานประตูด้านนอกติดแผ่นโลหะนูน ภาพเทวดารักษาประตู (ทวารบาล) ด้านในเขียนลายรดน้ำภาพเหมือนกับด้านนอก บานหน้าต่างด้านนอกติดแผ่นโลหะนูนภาพมาร (ยักษ์) แบก ด้านในเขียนลายรดน้ำภาพเหมือนด้านนอก
ภายในพระอุโบสถ มุขตะวันตก ประดิษฐานพระพุทธชินราช ด้านหน้าพระพุทธชินราชเป็นรั้วหินอ่อนกลมสีเขียวหยก
พระแท่นรัตนบัลลังก์พระพุทธชินราช ผนังเสมอกรอบหน้าต่าง และพื้นพระอุโบสถ ประดับหินอ่อนหลากสี
ณ พระแท่นรัตนบัลลังก์นั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้บรรจุพระสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ผู้ทรงสถาปนาวัด
ผนังเหนือกรอบหน้าต่างขึ้นไปซึ่งเป็นส่วนถือปูน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้ช่างกรมศิลปาากรเขียนลายไทยเทพนมทรงพุ่มข้าวบิณฑ์สีเหลืองบน พื้นขาวอมเหลืองอ่อน ตลอดถึงเพดาน เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗
เหนือหน้าต่าง ๑๐ ช่อง เป็นช่องกระจกรับแสง เขียนสีลายไทยเทพนม โดยช่างกรมศิลปากร ออกแบบสั่งทำจากเมืองฟลอเรนซ์ (Florence) ประเทศอิตาลี ในปี พ.ศ.๒๔๙๗ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงรับเป็นเจ้าภาพ
ด้านบน ขื่อในและขื่อนอก ๓ ชั้น ลงรักปิดทองลายรดน้ำ เพดานในล่องชาด ประดับดาวกระจาย ๒๓๒ ดวง ดาวใหญ่ ๑๑ ดวง มีโคมไฟระย้าแก้วขาวอย่างดี ตราเลข ๕ ซึ่งเป็นตราวัดเบญจมบพิตร ๖ โคม พร้อมสายบรอนซ์ ซึ่งสั่งทำจากประเทศเยอรมนี
ช่องคูหาทั้ง ๘ เขียนภาพสถูปเจดีย์ที่สำคัญทุกภาค จัดเป็น "จอมเจดีย์" ในประเทศไทย โดยว่าจ้างให้กรมศิลปากรออกแบบและเขียน แล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ คือ พระมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี, พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม, พระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช, พระเจดีย์ชัยมงคล จังหวัดนครศรีอยุธยา, พระมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย, พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม, พระมหาธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน และ พระศรีรัตนธาตุ จังหวัดสุโขทัย
เฉพาะช่อง "พระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช" พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงรับเป็นเจ้าภาพ ช่อง "พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม" พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงรับเป็นเจ้าภาพ นอกจากนี้มีพระบรมวงศานุวงศ์ และผู้มีจิตศรัทธารับเป็นเจ้าภาพ
สำหรับหินอ่อนที่ประดับตกแต่งพระอุโบสถ พระระเบียง ตลอดจนสถานที่อื่น ๆ สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงวัดขนาดทำแบบส่งไปเป็นตัวอย่าง เรียกประกวดราคาโดยตรงจากบริษัทขายหินอ่อน ประเทศอิตาลี
ในการออกแบบประดับหินอ่อน มีวิศวกรและสถาปนิกชาวอิตาเลียน จากกรมโยธาธิการ ร่วมดำเนินการด้วยคือ วิศวกร อัลเลกริ (Carlo Allegri) ประสานงานสั่งซื้อหินอ่อน, สถาปนิก ตะมาโย (Mario Tamagno) เป็นผู้ช่วยเขียนแบบบางส่วน
หินอ่อนทั้งหมดได้มีการสั่งซื้อและเรียกประกวดราคาไปหลายแห่ง ส่วนหนึ่งเป็นหินอ่อนจากห้างโนวี ยัวเสปเป้ (Novi Guiseppe) เมืองเยนัว กับหินอ่อนจากเมืองคาร์รารา (Carrara) ประเทศอิตาลี ที่ถือว่าเป็นเมืองที่มีหินอ่อนมากและดีที่สุด มีเอกสารหลักฐานการสั่งซื้อมากมายเป็นหลักฐาน มิใช่เป็นหินอ่อนที่เหลือจากสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมตามที่นักเขียนหลาย ๆ คนเข้าใจและเขียนเผยแพร่อยู่ในหนังสือต่าง ๆ แต่อย่างใด ในช่วงแรกมีมิสเตอร์ มูโซ่ (Mr. L. Mosso) ซึ่งเป็นช่างจากบริษัทขายหินอ่อน เป็นนายช่างประดับหินอ่อน มีช่างคนไทยเป็นลูกมือ
พระพุทธชินราช
พระพุทธชินราช เป็นพระพุทธรูปนั่งสมาธิราบ ปางมารวิชัย สมัยสุโขทัย มีเรือนแก้ว ประทับนั่งเหนือรัตนบัลลังก์หินอ่อน (เรือนแก้วนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ โปรดเกล้าฯให้ทำถวาย เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๕ แต่ช่างทำไม่งาม รัชกาลที่ ๗ จึงโปรดเกล้าฯ ให้แก้ไขใหม่สวยงามตามที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน)
พระพุทธชินราช มีขนาดหน้าตัก ๕ ศอกคืบ ๕ นิ้ว มีเศษ น้ำหนักทองที่ใช้หล่อ ๓,๙๔๐ ชั่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯให้พระประสิทธิปฏิมา (ม.ร.ว.เหมาะ ดวงจักร เมื่อครั้งเป็น หลวงประสิทธิปฏิมา) จางวางช่างหล่อขวา ซึ่งเป็นช่างหล่อฝีมือดีที่สุด ขึ้นไปปั้นหุ่นถ่ายแบบจากพระพุทธชินราชองค์เดิม ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก แล้วเสด็จพระราชดำเนินทรงเททองหล่อเป็นส่วน ๆ เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๔๔๔ อัญเชิญล่องเรือมาคุมองค์และแต่งที่กรมทหารเรือ โดยพระยาชลยุทธโยธิน (Andre du Plessis de Richelieu ชาวเดนมาร์ก เข้ามารับราชการเป็นทหารเรือ มียศเป็นพลเรือโท ตำแหน่งผู้บัญชาการกรมทหารเรือ) เป็นผู้ควบคุมการแต่งองค์พระ เสร็จแล้วเชิญลงเรือมณฑปแห่ไปประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัด เบญจมบพิตร เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๔๔๔
การทั้งปวงตั้งแต่ปั้นหุ่น หล่อ ตกแต่ง และอัญเชิญขึ้นประดิษฐานในพระอุโบสถ สำเร็จเรียบร้อยดี ทรงปีติโสมนัสอย่างยิ่ง จึง "ทรงเปลื้องสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ นพรัตน์ราชวราภรณ์ ซึ่งกำลังทรงอยู่นั้น ถวายพระพุทธชินราชเป็นพุทธบูชา" เมื่อเชิญพระพุทธชินราชขึ้นประดิษฐานในพระอุโบสถ เครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้ เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับราชตระกูล ซึ่งทางวัดได้เก็บรักษาไว้อย่างดี และอัญเชิญมาคล้องถวายที่พระหัตถ์พระพุทธชินราช ในวันปิยมหาราช ๒๓ ตุลาคม ทุกปี
เมื่ออัญเชิญพระพุทธชินราชขึ้นประดิษฐานแล้ว ต่อมาถึงปลายปี พ.ศ.๒๔๕๒ จึงโปรดเกล้าฯให้จ้าง มร.จุรุหระ (Mr. Tsuruhara) ครูช่างในโรงเรียนวิชาช่างกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เข้ามาทำการปิดทองจนแล้วเสร็จ และโปรดเกล้าฯให้จัดงานสมโภชในวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๔๕๓
พระระเบียง
สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบพระระเบียง ให้เชื่อมต่อมุขกระสันพระอุโบสถ ทั้งด้านทิศเหนือและทิศใต้ โอบอ้อมไปบรรจบด้านหลังพระอุโบสถ โดยเว้นเนื้อที่เป็นลานกว้าง มีประตูด้านทิศตะวันตก ตรงกับมุขตะวันตกของพระอุโบสถ ด้านใต้และด้านเหนือ มีด้านละ ๒ ประตู บานประตูด้านนอกติดแผ่นโลหะนูนภาพเสี้ยวกาง ด้านในเขียนลายรดน้ำภาพเหมือนกับด้านนอก
บริเวณหลังพระอุโบสถ เป็นลานกว้าง ปูด้วยหินแกรนิตสีชมพูอ่อนและสีเทา พื้นพระระเบียงปูหินอ่อนสีเหลืองอ่อนและสีขาวตลอด
เสาพระระเบียงเป็นเสากลมหินอ่อนทั้งแท่ง ๖๔ ต้น เสาเหลี่ยมประกบแผ่นหินอ่อน ๒๘ ต้น ปลายเสาปั้นบัวประดับกระจกทั้งหมด
ผนังด้านในถือปูน ด้านนอกประดับแผ่นหินอ่อนสีขาว และทำเป็นหน้าต่างทึบ มีหินอ่อนเป็นลูกกรง รอบพระระเบียง รวม ๔๘ ช่อง
ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ลำยอง ลงรักปิดทองทึบ
หน้าบัน เป็นภาพจำหลักลายไทยประกอบตราประจำกระทรวงต่าง ๆ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตามที่ได้ทรงปรับปรุงการบริหารราชการแผ่นดินเป็น ๑๐ กระทรวง
ดูจากด้านทิศใต้ (ริมคลอง) มุขตะวันออกวนไปทิศใต้และทิศตะวันตก ตามลำดับ ดังนี้
ตราราชสีห์ ประจำกระทรวงมหาดไทย ตราพระยมทรงสิงห์ ประจำกระทรวงนครบาล ตราพระสุริยมณฑล (ใหญ่) มีนกยูงรำแพนอยู่ท้ายรถที่เทียมราชสีห์ ประจำกระทรวงคลังมหาสมบัติ ตราพระเพลิงทรงระมาด ประจำกระทรวงธรรมการ ตราบัวแก้ว (อยู่หน้าบันซุ้มประตูหลังด้านนอก) ประจำกระทรวงต่างประเทศ ตราพระพิรุณทรงนาค (อยู่หน้าบันซุ้มประตูหลังด้านใน) ประจำกระทรวงเกษตราธิการ ตราพระรามทรงรถ ประจำกระทรวงโยธาธิการ (ต่อมาเป็นกระทรวงคมนาคม) ตราจันทรมณฑล (มีกระต่ายนั่งท้ายรถ) ประจำกระทรวงยุติธรรม ตรา พระราม (?) ทรงยักษ์ ตรานี้น่าจะประจำกระทรวงวังที่เหลืออยู่เพียงกระทรวงเดียว (เพราะกระทรวงที่ ๑๐ ต่อไปก็ทราบแน่ชัดแล้ว) แต่ตามเอกสารยืนยันว่า กระทรวงวังใช้ตราพระมหาเทพทรงนนทิกร (พระโคเผือก) จึงอาจเป็นไปได้ว่า เป็นตราประจำกระทรวงวังเดิม) ตราคชสีห์ ประจำกระทรวงกลาโหมภายในพระระเบียง ขื่อลงรักปิดทองลายรดน้ำ เพดานล่องชาด ประดับดาวทอง ๖๑๐ ดวง ประดิษฐานพุทธรูปต่าง ๆ จำนวน ๕๒ องค์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปหล่อสัมฤทธิ์มีทั้งพระพุทธรูปโบราณ และหล่อขยายหรือย่อส่วนจากพระพุทธรูปโบราณ โดยโปรดเกล้าฯให้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พระองค์เจ้า ดิศวรกุมาร ต้นราชสกุล ดิศกุล) ทรงเสาะหามาทั้งในกรุงเทพฯและหัวเมือง ตลอดจนถึงต่างประเทศ เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น พม่า ลังกา
พระพุทธรูปทั้ง ๕๒ องค์นี้ บางองค์ที่ควรกล่าวถึงเป็นการเฉพาะ เนื่องจากมีผู้สนใจเป็นพิเศษ คือ
องค์แรก เป็นพระพุทธรูปปาง "ทุกรกิริยา" (ลำดับที่ ๗) เป็นพุทธจริยาตอนที่พระพุทธองค์ ทรงบำเพ็ญเพียรทุกรกิริยา จนพระวรกายซูบผอม แสดงถึงจินตนาการและสุนทรีย์ทางศิลปะอย่างเอกของช่าง พระพุทธรูปองค์นี้หล่อขยายจากพระพุทธรูปปูนพลาสเตอร์ ที่เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์เมืองละฮอร์ ประเทศอินเดีย(ปัจจุบันอยู่ในประเทศปากีสถาน) จำลองจากพระพุทธรูปศิลาโบราณ สมัยคันธาระ โดยช่างชาวโยนก ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๗-๘ ส่งเข้ามาถวายสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
องค์ที่สอง คือพระพุทธรูป "ปางลีลา" (ลำดับที่ ๒๖) แสดงถึงพุทธจริยาหรือพุทธลีลาตอนที่พระพุทธองค์เสด็จลงจากดาวดึงส์ หรือเสด็จโปรดเวไนยสัตว์ เป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะลีลางามเป็นเลิศ เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของผู้ชม ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงเขียนไว้ในหนังสือศิลปะในประเทศไทยว่า "งดงามไม่แพ้ประติมากรรมชิ้นเอกอื่น ๆ ในโลก"
นอกจากพระพุทธรูปภายในพระระเบียงแล้ว ด้านนอกใต้หน้าบันด้านตะวันตก มุมทิศเหนือและทิศใต้ เป็นมุขซุ้ม ประดิษฐานพระพุทธรูปศิลาโบราณในพระอริยายถยืน ๔ องค์คือ พระศิลาสมัยทวาราวดี ประทับยืนบนฐานบัว มีจารึกอักษรปัลลวะ ภาษามอญโบราณ ซึ่งแปลได้ความว่า "เจ้าปู่ (พร้อมกับ) ลูกหลานได้กระทำองค์พระพุทธรูปให้เปล่งปลั่ง" ได้มาจากวัดข่อย จังหวัดลพบุรี, พระศิลาสมัยทวาราวดี ได้มาจากจังหวัดลพบุรี, พระศิลาสมัยอมราวดี ได้มาจากเมืองลังกา (ศรีลังกา) และพระศิลาสมัยอยุธยา ได้มาจากจังหวัดลพบุรี
วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
วัดอรุณราชวราราม Wat Arun Rajvararam or Wat Arun or The Temple of Dawn วัดอรุณราชวราราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๓๔ แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ในสมัยกรุงศรีอยุธยาวัดนี้เดิมเรียกว่า "วัดมะกอก" ภายหลังเป
ชื่อสามัญ วัดแจ้งประเภทราชวรมหาวิหารที่ตั้งตั้งอยู่เลขที่ ๓๔ แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร( ที่อยู่ : ตั้งอยู่เลขที่ ๓๔ แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร )พระประธานพระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลกพระพุทธรูปสำคัญWat Arun Rajvararam or Wat Arun or The Temple of Dawn
ชั้นและตำบลที่ตั้งวัด
วัดอรุณราชวราราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา และฟากตะวันออกของถนนอรุณอมรินทร์ ระหว่างคลองนครบาล หรือคลองวัดแจ้ง กับพระราชวังเดิม ตำบลวัดอรุณอำเภอบางกอกใหญ่ จังหวัดธนบุรี
เขตวัด และธรณีสงฆ์
เขตวัดอรุณราชวราราม เฉพาะตอนที่เป็นเขตพุทธาวาส และเขตสังฆาวาส มีดังนี้
ทิศเหนือ ติดโรงเรียนประถมทวีธาภิเศก ทิศใต้ ติดกำแพงพระราชวังเดิม ทิศตะวันออก ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ทิศตะวันตก ติดถนนอรุณอมรินทร์มีเนื้อที่ ๒๗ ไร่ ๒ งาน ตารางวา ส่วนที่ธรณีสงฆ์ซึ่งทางวัดให้เอกชนเช่า มีอยู่ทางด้านเหนือตอนที่ติดกับกำแพงวัดหลังโรงเรียนประถมทวีธาภิเศก ริมคลองนครบาลหรือคลองวัดแจ้ง เนื้อที่ประมาณ ๒ งาน ๗๗ ตารางวาเศษ กับที่ทางตะวันตกของถนนอรุณอมรินทร์ออกไป มีเนื้อที่ ๓๓ ไร่ ๒ งาน ๒๕ ตารางวา
ชื่อวัด
วัดอรุณราชวราราม เป็นวัดโบราณ สร้างมาแต่ครั้งสมัยอยุธยา เดิมเรียกว่า "วัดมะกอก" ภายหลังเปลี่ยนเป็น "วัดมะกอกนอก" แล้วเปลี่ยนเป็น "วัดแจ้ง","วัดอรุณราชธาราม" และ "วัดอรุณราชวราราม" โดยลำดับ ปัจจุบันเรียก "วัดอรุณราชวราราม" มูลเหตุที่เรียกชื่อวัดนี้มาแต่เดิมว่า "วัดมะกอก" นั้น สันนิษฐานว่า คงจะเรียกคล้ายตามชื่อตำบลที่ตั้งวัด ซึ่งสมัยก่อนมี ชื่อเรียกว่า "บางมะกอก" เมื่อนำมาเรียกรวมกับคำว่า "วัด" ในตอนแรก ๆ คงเรียกว่า "วัดบางมะกอก" ภายหลังเสียงหดลง คงเรียกสั้น ๆ ว่า "วัดมะกอก" ตามคติเรียกชื่อวัดไทยในสมัยโบราณ เพราะชื่อวัดที่แท้จริงมักจะไม่มี จึงเรียกชื่อวัดตามตำบลที่ตั้ง เช่น วัดบางลำพู, วัดปากน้ำ เป็นต้น ต่อมาเมื่อได้สร้างวัดขึ้นอีกวัดหนึ่งในตำบลเดียวกันนี้ แต่อยู่ลึกเข้าไปในคลองบางกอกใหญ่ ชาวบ้านเรียกชื่อวัดที่สร้างใหม่ว่า "วัดมะกอกใน" แล้วเลยเรียกวัดมะกอกเดิม ซึ่งอยู่ปากคลองบางกอกใหญ่ว่า "วัดมะกอกนอก" เพื่อให้ทราบว่าเป็นคนละวัดกัน
ส่วนที่เปลี่ยนเป็นเรียกว่า "วัดแจ้ง" นั้น เล่ากันว่า เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงกอบกู้ กรุงศรีอยุธยาสำเร็จเรียบร้อยในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ แล้ว มีพระราชประสงค์จะย้ายราชธานีมาตั้ง ณ กรุงธนบุรีจึงเสด็จกรีฑาพลล่องมาทางชลมารคพอถึงหน้าวัดนี้ก็ได้เวลาอรุณ หรือรุ่งแจ้งพอดี ทรงพระราชดำริเห็นเป็นอุดมมหามงคลฤกษ์ จึงโปรดให้เทียบเรือพระที่นั่งที่ท่าน้ำ เสด็จขึ้นไปทรงสักการะบูชาพระมหาธาตุ ขณะนั้นสูงประมาณ ๘ วา ซึ่งประดิษฐานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำหน้าวัด แล้วเลยเสด็จประทับแรมที่ศาลาการเปรียญใกล้ร่มโพธิ์ ต่อมาได้โปรดให้บูรณะปฏิสังขรณ์วัด แล้วเปลี่ยนชื่อเสียใหม่เป็น"วัดแจ้ง" เพื่อให้เหมาะสมกับเหตุการณ์
ชื่อ "วัดแจ้ง" นี้ มีเรื่องสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทูลสมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ไว้ว่า "หม่อมฉันเคยเห็นแผนที่เมืองธนบุรีที่ฝรั่งเศสทำเมื่อรัชกาลสมเด็จพระ นารายณ์ ในแผนที่นั้นมีแต่วัดเลียบกับวัดแจ้ง เวลานั้นยังเป็นชานป้อมใหญ่ ซึ่งอยู่ราวโรงเรียนราชินี เพราะฉะนั้นวัดโพธิ์เป็นวัดสร้างเมื่อล่วงรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มาแล้ว"
จากหลักฐานนี้ อาจสันนิษฐานได้ว่า วัดแจ้งมีมาก่อนที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจะทรงย้ายราชธานีมายังกรุงธนบุรี ตามเรื่องที่ได้กล่าวมาแล้วและชาวฝรั่งเศสผู้ได้ทำแผนที่เมืองธนบุรีในสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราชคือ เรือเอก เดอ ฟอร์ปัง กับนายช่าง เดอ ลามาร์ การปฏิสังขรณ์วัดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงกระทำมาตั้งแต่ครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร และยังทรงประทับอยู่ที่พระราชวังเดิมนั้น ได้สำเร็จลงไปต้นปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๖๓ สมัยรัชกาลที่ ๒ จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีการฉลองแล้วพระราชทานชื่อวัดใหม่ ่ว่า "วัดอรุณราชธาราม" ถึงรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าให้บูรณะปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมอีก แล้วทรงเปลี่ยนชื่อวัดเป็น "วัดอรุณราชวราราม" ดังที่เรียกกันจนถึงปัจจุบัน
ลักษณะทางสถาปัตยกรรม
พระอุโบสถ
พระประธานในพระอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ถวายพระนามว่า "พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก" หล่อในรัชกาลที่ ๒ กล่าวกันว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงปั้นหุ่นพระพักตร์ด้วยพระองค์เอง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๓ ศอกคืบ ประดิษฐานเหนือแท่นไพที่ บนฐานชุกชี ที่พระพุทธอาสน์พระประธาน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้อัญเชิญพระบรมอัฐิรัชกาลที่ ๒ มาบรรจุได้ เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๔๓๘ เวลา ๑๖.๐๐ น. เกิดอัคคีภัยไหม้พระอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้รีบเสด็จพระราชดำเนินมาอำนวยการ ดับเพลงด้วยพระองค์เอง และอัญเชิญพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมอัยกาธิราชออกไปได้ทัน เพลิงไหม้หลังคาพระอุโบสถหมด จึงโปรดให้พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นปราบปรปักษ์เป็นแม่กองปฏิสังขรณ์พระอุโบสถให้คือดีดังเดิมและสมเด็จ เจ้าฟ้ากรมพระบานริศรานุวัดติวงศ์ก็ประทานความเห็นในการซ่อมภาพจิตรกรรมฝา ผนังในพระอุโบสถ ให้รักษาของเก่าไว้อย่างดีที่สุด และภาพที่จะเขียนซ่อมใหม่ก็ให้กลมกลืนกับภาพเดิม กลับมาที่บริเวณพระอุโบสถอีกครั้ง โดยรอบพระอุโบสถมีซุ้มใบเสมา ๘ ซุ้ม ในเสมาเป็นใบคู่ทำด้วยหินสลักลวดลายงดงามประดิษฐานอยู่ในซุ้มหินอ่อน ทำเป็นรูปบุษบกยอดเจดีย์ย่อเหลี่ยมไม้สิบสอง สูง ๒ วา ๑ ศอก ระหว่างซุ้มใบเสมามีสิงโตหินแบบจีนตัวเล็ก ๑๑๒ ตัว ตั้งอยู่บนแท่น มีเหล็กยึดแท่นให้ติดกันโดยตลอด เว้นแต่ช่องตรงกับบันไดพระอุโบสถ ริมช่องว่างนั้นมีตุ๊กตาหินรูปคนจีนนั่งบนเก้าอี้หน้าสิงโตจีนอีกช่องละ๒ ตัว ๘ ช่อง รวมเป็น ๑๖ ตัว
หน้าพระระเบียงโดยรอบ มีตุ๊กตาหินรูปทหารจีนตั้งเรียงเป็นแถวจำนวน ๑๔๔ ตัว และมุมพระอุโบสถทั้ง ๔ มี พระเจดีย์จีนทำด้วยหิน มีซุ้มคูหาตั้งรูปผู้วิเศษ ๘ คน หรือ ที่เรียกว่าโป๊ยเซียน พระเจดีย์มียอดเป็นปล้อง ๆ เรียวเล็กขึ้นไปตามลำดับ คล้ายปล้อง ไฉนแบบพระเจดีย์ไทย มุมละองค์ นอกจากนั้นยังมีช้างหล่อด้วยโลหะ ๘ ตัว สูงขนาด ๑ เมตรเศษ ตั้งอยู่บนแท่นตรง ประตูเข้าออกหน้าพระระเบียง แนวเดียวกับตุ๊กตาทหารจีน ด้านละ ๒ ตัว หันหน้าเข้าพระอุโบสถ ช้างโลหะทั้ง ๘ ตัวนี้ มีอิริยาบถไม่เหมือนกัน บางตัวชูงวงบางตัวปล่อยงวง ลง เป็นต้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้หล่อขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๙ โดยรอบพระอุโบสถมีพระระเบียงหรือพระวิหารคด มีประตูเข้าออกอยู่กึ่งกลาง พระระเบียงทั้ง ๔ ทิศ หน้าบัน ประตูทำเป็นรูปนารายณ์ ทรงครุฑ ประดับด้วยลาย กระหนกลงรักปิดทองงามมาก พระระเบียงเป็นของสร้าง ในรัชกาลที่ ๒ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระบานริศรานุวัดติวงศ์ศิลปินเอกของชาติไทยทรงชมเชยไว้ว่า "พระระเบียงมีอยู่ให้ดูได้บริบูรณ์ ทรวดทรงงามกว่าพระระเบียงที่ไหนหมด เป็นศรีแห่งฝีมือในรัชกาลที่ ๒ ควรชมอย่างยิ่ง แต่ลายเขียนผนังนั้นเป็นฝีมือในรัชกาลที่ ๓ ทำเพิ่มเติม" ลายเขียนที่ผนังที่ทรงกล่าวถึงนั้น เขียนเป็นรูปซุ้มเรือนแก้วลายดอกไม้ใบไม้ มีนกยูงแบบจีนคาบอยู่ ตรงกลาง พระพุทธรูปในพระระเบียงทั้งหมด เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีรวม ๑๒๐ องค์
ตรงด้านหลังทิศตะวันออกทางที่จะเข้าสู่ พระอุโบสถ มีประตูซุ้มยอดมงกุฎสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ เป็นประตูจตุรมุข หลังคา ๓ ชั้น เฉลียงรอบมียอดเป็นทรงมงกุฎ ประดับด้วยกระเบื้องถ้วยสลับสี หลังคามุงกระเบื้องเคลือบ ช่อฟ้า ใบระกา หัวนาคและหางหงส์ เป็นปูนประดับกระเบื้องถ้วย หน้าบันเป็นปูนประดับกระเบื้องถ้วย มีลวดลายเป็นใบไม้ดอกไม้ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘
ประตูซุ้มยอดมงกุฎนี้ชำรุดทรุดโทรมมากพระยาราชสงครามได้กราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า ถ้าจะโปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมใหม่ก็ต้องใช้เงินถึง ๑๖,๐๐๐ บาท หรือไม่ก็ต้องรื้อเพราะเกรงจะเป็นอันตรายเมื่อเวลาเสด็จพระราชดำเนิน พระราชทานผ้าพระกฐินวัดนี้ มีพระราชกระแสตอบว่า "ซุ้มประตูนี้อยากจะให้คงรูปเดิม เพราะปรากฏแก่คนว่า เป็นหลักของบางกอกมาช้านานแล้ว" อีกตอนหนึ่งทรงว่า "ขอให้ถ่ายรูปเดิมไว้ให้ มั่นคง เวลาทำอย่าให้แปลกกว่าเก่าเลยเป็นอันขาด อย่าเพิ่งให้รื้อจะไปถ่ายรูปไว้เป็นพยาน…" เพราะพระมหากรุณาธิคุณในการทรงอนุรักษ์ศิลปกรรมชิ้นยอดเยี่ยมของชาติชิ้นนี้ ไว้ ลูกหลานไทยจึงได้ชื่นชมต่ออัจฉริยะของช่างรุ่นก่อนมาจนทุกวันนี้ และรัฐบาลก็เคยนำภาพซุ้มประตูยอดมงกุฎมีรูปยักษ์ยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้า ๒ ตน ลงพิมพ์ในธนบัตรอยู่สมัยหนึ่งที่หน้าประตูซุ้มยอดมงกุฏดังกล่าว มีพญายักษ์ยืนอยู่ ๒ คน มือทั้งสองกุมกระบองยืนอยู่บนแท่น ยักษ์ด้านเหนือสีขาวชื่อ สหัสเดชะ ด้านใต้สีเขียวชื่อทศกัณฐ์ ปั้นด้วยปูน ประดับกระเบื้องเคลือบสีเป็นลวดลายรูปลักษณะและเครื่องแต่งตัว สร้างแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ตรัศว่าเป็นฝีมือปั้นของหลวงเทพรจนา (กัน) และเป็นเหตุให้เกิดการปั้นรูปยักษ์ยืนในวัดพระศรีรัตนศาสดารามในเวลาต่อมา
พระวิหาร
ปูชนียสถานสำคัญของวัดอรุณราชวรารามอีกหลังหนึ่งคือพระวิหาร เป็นอาคารยกพื้นสูงเช่นเดียวกับพระอุโบสถ หลังคาลด ๓ ชั้น มุงด้วยกระเบื้องเคลือบสี หน้าบันมีรูปเทวดาถือพระขรรค์ยืนอยู่บนแท่น ประดับด้วยลายกระหนกลงรักปิดทองประดับกระจก มีมุขทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหน้ามีประตูเข้า ๓ ประตู ด้านหลังมี ๒ ประตู ผนังด้านนอกประดับด้วยกระเบื้องเคลือบลายก้านแย่งกระบวนไทย เป็นกระเบื้องที่รัชกาลที่ ๓ ทรงสั่งมาจากเมืองจีน ปัจจุบันได้ใช้พระวิหารนี้เป็นการเปรียญของวัดด้วย
พระประธานในพระวิหาร คือ พระพุทธชัมภูนุทมหาบุรุษลักขณาอสีตยานุบพิตรเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๖ ศอก หล่อด้วยทองแดงปิดทองพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้หล่อขึ้นพร้อมกับพระประธานในพระอุโบสถวัดสุทัศเทพวราราม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖ ทางวัดได้พบพระบรมธาตุ ๔ องค์ บรรจุอยู่ในโกศ ๓ ชั้น อยู่ในพระเศียร ที่ฐานชุกชีด้านหน้าพระชุมภูนุท มีพระอรุณหรือพระแจ้งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย องค์พระและผ้าทรงครองหล่อด้วยทองต่างสีกัน หน้าตักกว้าง ๕๐ เซนติเมตร
มีประวัติว่าได้อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๑ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เดิมประดิษฐานอยู่ในพระบรมมหาราชวัง และมีพระราชดำริว่านามพระพุทธรูปพ้องกันกับวัดอรุณ จึงโปรดให้อัญเชิญมา ณ วิหารนี้ และที่แท่นหน้าพระอรุณในพระวิหาร มีพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๗๐ เซนติเมตร มีพุทธลักษณะงดงามยิ่ง ประดิษฐานอยู่ เดิมพระพุทธรูปองค์นี้อยู่ที่ศาลาการเปรียญที่รื้อไปแล้ว มีปูนพอกทั้งองค์โดยไม่มีใครทราบ ภายหลังปูนกระเทาะตัวออกจึงเห็นองค์พระเป็นสำริดสมัยสุโขทัย ทางวัดจึงอัญเชิญมาประดิษฐานในวัดแห่งนี้
มลฑปพระพุทธบาทจำลอง
เป็นพระเจดีย์ย่อเหลี่ยม ไม้ยี่สิบ ๔ องค์
หอไตร
มี ๒ หอ อยู่ทางด้านหน้าของหมู่กุฏิคณะ ๑ ใกล้กับสระเล็กๆ และรั้วด้านตะวันตกของพระปรางค์ ๑ หลัง ไม่มีช่อฟ้าใบระกา ทำเป็นปูนปั้นประดับกระเบื้องถ้วยเป็นชิ้นๆ หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสี กรอบหน้าต่างเป็นปูนปั้นลายดอกไม้ลงรักปิดทอง และอีกหลังหนึ่งอยู่มุมด้านเหนือหน้าคณะ ๗ มีช่อฟ้าใบระกาลงรักปิดทองประดับกระจกบานหน้าต่างเป็นลายรดน้ำรูปต้นไม้ คติเกี่ยวกับที่มีหอไตร ๒ หอ พระเถระผู้ใหญ่ในวัดนี้เล่าว่า เป็นเพราะวัดนี้แต่เดิมมีพระราชาคณะได้ ๒ รูป
ศาลาท่าน้ำรูปเก๋งจีน
มี ๖ หลัง อยู่ที่เขื่อนหน้าวัด ตรงมุมเหนือสุดที่ปากคลองวัดแจ้งหลัง ๑ ตรงกับประตูซุ้มยอดมงกุฎ ๓ หลัง ตรงกับต้าพระศรีมหาโพธิ์หลัง ๑ และตรงกับทางเข้าพระปรางค์อีกหลัง ๑ ที่ศาลาเก๋งจีนมีสะพานยื่นลงไปในแม่น้ำ เว้นแต่ด้านเหนือสุด ส่วนหลังที่ตรงกับทางเข้าพระปรางค์นั้น มีรูปจระเข้หินอยู่ด้านหน้าข้างละตัว ศาลาเหล่านี้สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๓ เหมือนกันหมด คือ หลังคาเป็นรูปเก๋งจีน มียกพื้นสำหรับนั่งพักทำด้วยหินทรายสีเขียว โดยเฉพาะ ๓ หลังตรงประตูซุ่มยอดมงกุฎนั้น หลังเหนือและใต้มีแท่นหินสีเขียวตั้งอยู่ตรงกลาง เข้าใจว่าจะเป็นที่สำหรับวางของ และหลังศาลาเก๋งจีน ๓ หลังนี้มีรูปกินรีแบบจีนทำด้วยหินทรายสีเขียวตั้งอยู่ ๒ ตัว
ภูเขาจำลอง
อยู่หน้าวัดทางด้านเหนือ หลังศาลาน้ำรูปเก๋งจีน ๓ หลัง กล่าวกันว่า เดิมเป็นภูเขาจำลองที่โปรดให้สร้างขึ้นในพระบรมมหาราชวังในรัชกาลที่ ๑ ต่อมาในรัชกาลที่ ๓ โปรดให้นำมาไว้ที่วัดนี้ ภูเขาจำลองนี้มีรั้วล้อมไว้เป็นส่วนหนึ่งโดยเฉพาะ มีตุ๊กตาจีน ๒ ตัวนั่งบนแท่นอยู่นอกรั้วด้านหน้า ตรงประตูเข้าทำเป็นรูปทหารเรือเฝ้าอยู่ ๒ คน
อนุสาวรีย์ธรรมเจดีย์
อยู่ด้านใต้ของภูเขาจำลอง มีถนนที่ขึ้นจากศาลาท่าน้ำเก๋งจีน ๓ หลังไปพระอุโบสถคั่นกลางอนุสาวรีย์แห่งนี้มีกำแพงเตี้ยๆเป็นรั้วล้อมรอบ ภายในรั้ว นอกจากจะมีโกศหินทรายสีเขียวแบบจีนบรรจุอัฐิของพระธรรมเจดีย์แล้ว ยังมีประตูและมีภูเขาจำลองเตี้ยๆ กับปราศาทแบบจีนเล็กๆ มีตุ๊กตาหินนอนอยู่ภายใน มีภาษาจีนกำกับซึ่งชาวจีนอ่านว่า ฮก ลก ซิ่ว
ที่มา http://www.watarun.org
วัดสุทัศนเทพวราราม
วัด สุทัศนเทพวรารามตั้งอยู่เลขที่ ๑๔๖ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร แต่เดิมเมื่อครั้งแรกสร้างวัดในสมัยรัชกาลที่ ๑ วัดนี้ได้รับพระราชทานนามว่า “วัดมหาสุทธาวาส” แต่ก็เรียกกันทั่วไปว่า “วัดพระโต” (ดังปรากฏในพระราชพงศวดารรัชกาลที่๓) หรือ “วัดพระใหญ่” หรือ “วัดเสาชิ
ชื่อสามัญ ประเภทราชวรมหาวิหารที่ตั้งตั้งอยู่เลขที่ ๑๔๖ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร( ที่อยู่ : ตั้งอยู่เลขที่ ๑๔๖ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร )พระประธาน
พระพุทธรูปสำคัญ
ใน ปีพุทธศักราช ๒๓๒๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชรัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดขึ้นกลางพระนครในที่ที่เคยเป็นหนองบึง โดยถมอิฐและหินบึงนั้นลงไปถึงเจ็ด-แปดชั้น จึงได้สถานที่กว้างใหญ่พอที่จะสร้างวัดและพระวิหารขนาดใหญ่ พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้ยกพื้นพระวิหารขึ้นสูงสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่เป็น พระพุทธรูปหล่อที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ หล่อเมื่อครั้งกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงครองกรุงสุโขทัย และประดิษฐานอยู่ที่พระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัยต่อมาพระวิหารหลวงทรุดโทรดหักพังลงเหลือเพียงพระประธาน รัชกาลที่ ๑ จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญลงมาที่กรุงเทพฯ เพื่อประดิษฐานอยู่ที่พระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัย ต่อมาพระวิหารหลวงทรุดโทรมหักพังลงเหลือเพียงพระประธาน รัชกาลที่ ๑ จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญลงมาที่กรุงเทพฯ เพื่อประดิษฐานเป็นพระประธานในพระวิหารหลวงที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใหม่นี้ เพื่อให้เป็นมิ่งขวัญพระนคร ชนะภัยมิแพ้พ่าย พระพุทธรูปดังกล่าวเรียกกันง่ายๆ ในสมัยนั้นว่า พระโต ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้โปรดเกล้าฯ ถวายพระนามว่าพระศรีศากยมุนี
พระศรีศากยมุนี (Phra Sri Sakayamuni)
การย้ายพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวมาจากกรุงสุโขทัยในครั้งนั้นปรากฏอยู่ใน หนังสือความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชวิจารณ์ไว้ดังนี้ “...พระราชโองการรับสั่งให้สร้างวัดขึ้นกลางพระนครให้สูงเท่าวัดพนัญเชิง ให้พระพิเรนทรเทพขึ้นไปรับพระใหญ่ ณ เมืองสุทัย ชะลอเลื่อนลงมากรุงเทพฯ ประทับท่าสมโภช ๗ วัน ณ วันเดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ทรงยกเลื่อนชักตามทางสถลมารคพระโองการตรัสให้แต่งที่นมัสการพระทุกหน้าวัง หน้าร้านตลาดจนถึงที่ ประชวรอยู่แล้ว แต่ทรงพระอุตสาหะ เพิ่มพระบารมี หวังที่หน่วงโพธิญาณ จะโปรดสัตว์ ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เสด็จพระราชดำเนินตามขบวนแห่พระ หาฉลองพระบาทไม่ จนถึงพลับพลาเสด็จขึ้น เซพลาด เจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรารับพระองค์ไว้ ยกพระขึ้น แล้วเสด็จกลับ ออกโอษฐ์เป็นที่สุด เพียงได้ยกพระขึ้นถึงที่ สิ้นธุระเท่านั้น..”
พระระเบียงคดวิหาร
การตั้งวัดสุทัศน์ฯ โดยเฉพาะวิหารพระโตนี้ แม้จะเริ่มสร้างมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ ๑ และสร้างต่อมาในสมัยรัชกาลที่๒ แต่ก็ยังไม่เสร็จเรียบร้อย พระบาทสมเด็จพระสนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ จึงได้สร้างต่อ ดังความปรากฏในรพะราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๓ ว่า “ทรงพระราชดำริว่าวัดพระโตเสาชิงช้า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อปลายแผ่นดินก็โปรดฯ ให้ทำวิหารใหญ่ขึ้น การยังไม่ทันแล้วเสร็จเชิญเสด็จพระศรีศากยมุนีขึ้นประดิษฐานไว้ การอื่นยังมิได้ทำก็พอสิ้นแผ่นดินไป ครั้งนี้จะต้องทำเสียให้เป็นวัดขึ้นให้ได้ จึงโปรดให้พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาเป็นแม่กองดูทั่วไปทั้งวัด ให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นพิทักษเทเวศรทำการพระอุโบสถใหญ่ และระเบียงล้อมพระวิหาร การนั้นก็แล้วเสร็จทั่วทุกแห่งทั้งกุฏิสงฆ์ด้วย จึ่งให้อาราธนาพระธรรมไตรโลกอยู่วัดเกาะแก้ว ตั้งเป็นพระพิมลธรรมเป็นเจ้าอธิการเป็นอันดับ พระราชทานชื่อวัดสุทัศน์เทพธาราม” ในสมัยรัชกาลที่ ๓ นี้นอกจากจะโปรดฯให้สร้างวัดขึ้นจนเสร็จแล้ว ยังได้โปรดเกล้าฯ ให้หล่อพระประธานในศาลาการเปรียญในปี พ.ศ. ๒๓๘๒ และโปรดเกล้าฯให้ผูกพัทธสีมา รพะอุโบสถ พร้อมทั้งหล่อพระประธานพระอุโบสถใหม่ ในปี พ.ศ. ๒๓๘๖ ด้วย โดยมีกรมหมื่นณรงค์หริรักษ์เป็นช่างหล่อ
แต่เดิมเมื่อครั้งแรกสร้างวัดในสมัยรัชกาลที่ ๑ วัดนี้ได้รับพระราชทานนามว่า “วัดมหาสุทธาวาส” แต่ก็เรียกกันทั่วไปว่า “วัดพระโต” (ดังปรากฏในพระราชพงศวดารรัชกาลที่๓) หรือ “วัดพระใหญ่” หรือ “วัดเสาชิงช้า” ต่อมาได้รับนามใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ดังได้กล่าวมาแล้วว่า “วัดสุทัศเทพธาราม” และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงแปลงนามใหม่เป็น “วัดสุทัศนเทพวราราม” หมายถึงเมือง สุทัสสนคร ศูนย์กลางของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเป็นที่ประทับของพระอินทร์ ดังปรากฏบนหน้าบันชั้นบนของพระวิหารวัดสุทัศน์ฯ ได้ทำเป็นรูปพระอินทร์ประทับอยู่ในเทพวิมาน ซึ่งตั้งอยู่บนกระพองช้างเอราวัณไว้เป็นสัญลักษณ์ หรือภาพจิตรกรรมสวรรค์ชั้นดาวดึงส์บนผนังด้านบนพระวิหาร เป็นต้น
พระอุโบสถ วัดสุทัศน์เทพวราราม
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลได้เสร็จมาสักการะพระศรี ศากยมุนีที่วัดนี้ และมีพระราชดำรัชว่า เมื่อเวลาทรงผนวชจะเสด็จมาทรงผนวชที่วัดนี้ ดังนั้นวัดสุทัศนเทพวรารามจึงเป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชสรีรังคาร และถือกันว่าเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๘ ในปัจจุบันมูลนิธิอัฐมราชานุสรณ์ก็มีที่ทำการที่วัดนี้ และบริเวณมุม่ลานทักษิณชั้นล่างพระวิหารด้านตะวันตกเฉียงเหนือเป็นที่ ประดิษฐานพระบรมรูปของรัชกาลที่ ๘ ซึ่งทางวัดได้จัดงานในวันที่คล้ายวันสวรรคตคือวันที่ ๙ มิถุนายน เป็นประจำทุกปี
วัดสุทัศน์เทพวรารามนี้มีพระพุทธรูปสำคัญอยู่ ๓ องค์ ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระวิหาร พระอุโบสถ และศาลาการเปรียญ คือ พระศรีศากยมุนี พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ และพระพุทธเสฏฐมุนี พระนามของพระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์นี้ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โดยทรงตั้งชื่อจากคำภาษาบาลีในพุทธประวัติ ที่พระสิทธัตถะกุมารเมื่อแรกประสูติทรงพระดำเนินเจ็ดก้าวและเปล่งพระวาจาว่า
“อัคโคหมัสมิ โลกัสสะ เชษโธโลหะมัสมิ โลกัสสะ เสฏโฐหัสมิ โลกัสสะ”แผนผังวัด
พระพุทธรูปรอบพระระเบียงคดพระวิหาร
วัดสุทัศนเทพวรารามตั้งอยู่เลขที่ ๑๔๖ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร ภายในประกอบด้วยพระวิหารหลวงที่ประดิษฐานพระศรีศากยมุนีเป็นประธานของวัด ตั้งหันหน้าไปทางทิศเหนือ ล้อมรอบด้วยพระระเบียงคด พระอุโบสถตั้งอยู่ด้านหลังพระวิหารหลวง วางตัวตามแนวทิศตะวันออก-ตก ภายในประดิษฐานพระพุทธตรีโลกเชษฐ์ นอกระเบียงคดด้านทิศตะวันออกของพระวิหารหลวงเป็นสถานที่ตั้งของสัตตมหาสถาน คือสถานที่ทั้ง ๗ สัปดาห์หลังการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ด้านอื่นๆ ระหว่างระเบียงคดกับกำแพงแล้วมีศาลารายตั้งล้อมรอบเป็นระยะๆ ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพระอุโบสถมีศาลาการเปรียญเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธ เสฏฐมุนี ด้านทิศใต้ของพระอุโบสถเป็นเขตสังฆาวาส เป็นที่ตั้งของหมู่กุฏิสงฆ์ หอไตร หอระฆัง เป็นต้น
พระพุทธรูปรอบพระระเบียงคดพระวิหาร
พระวิหารหลวงมีขนาดใหญ่มาก ตั้งอยู่บนฐานทักษิณ ๒ ชั้น เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจที่สมัยก่อนยังไม่มีปูนซีเมนต์และเสาเข็ม แต่ก็สามารถสร้างได้มั่นคงแข็งแรง พระวิหารหลวงล้อมรอบด้วยพระวิหารคด พระวิหารทั้งสี่ เจดีย์ถะ ๖ ชั้น รายพระวิหารรวมมีจำนวน ๒๘ องค์ (เท่ากับจำนวนพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตถึงปัจจุบัน) บริเวณมุมฐานพระวิหารหลวงมีม้าสำริดตั้งประจำอยู่มุมละ ๑ ตัว (ม้ายืนหันหน้าออก) ทั้งชั้นบนและชั้นล่าง รวม ๒ ชั้น ๘ ตัว ตามประวัติกล่าวว่าม้าสำริดหล่อในสมัยรัชกาลที่ ๓
วิหารคด หรือพระระเบียงที่ล้อมรอบพระวิหารพระศรีศากยมุนีสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทองรวม ๑๕๖ องค์ มีลักษณะของพระพุทธรูปสมัยรัชกาลที่ ๓
พระอุโบสถ
พระอุโบสถ วัดสุทัศน์เทพวราราม
เรียกกันว่า “พระอุโสถทิวาราตรี” เพราะหน้าบันมุขด้านหน้าทิศตะวันออกเป็นไม้แกะสลักประดับกระจกสีเป็นรูป พระอาทิตย์ทรงราชรถเทียมราชสีห์ ด้านหลังทิศตะวันตก เป็ฯรูปพระจันทร์เทพบุตรทรงราชรถเทียมม้า
พระอุโบสถวัดสุทัศน์เทพวรารามมีขนาดใหญ่ยาวที่สุดในประเทศไทย พระอุโบสถมีกำแพงแก้วล้อมรอบ ด้านในกำแพงแก้วมีช่องสำหรับจุดประทีปในวันสำคัญทางศาสนา ลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งคือมีเกยสำหรับโปรยทาน ๘ แห่ง
เกย สำหรับโปรยทาน วัดสุทัศน์เทพวราราม
ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธตรีโลกเชษฐ์เป็นพระประธาน พระอสีติมหาสาวก ๘๐ รูปอยู่เบื้องหน้า มีภาพจิตกรรมงดงามเป็นภาพพุทธประวัติ ภาพพระปัจเจกพุทธเจ้า ภูเขาคันธมาศ
พระศรีศากยมุนี
พระศรีศากยมุนี วัดสุทัศน์เทพวราราม
ประดิษฐานอยู่ที่พระวิหารหลวง เดิมเป็นพระประธานในพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุกลางเมืองสุโขทัย สร้างขึ้นในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท พ.ศ. ๑๙๐๙ สร้างโดยโลหะสำริด (ดีบุกผสมทองแดง) ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นปางมารวิชัยพุทธลักษณะที่ต่างจากทั่วไปคือมีอุณาโลมเด่นมากอยู่ระหว่าง พระขนง ที่พระศอกข้างขวามีหมือนรองเพื่อรับน้ำหนัก)
เนื่องจากพระศรีศากยมุนีแต่เดิมนั้นเชื่อว่าประดิษฐานอยู่ภายในวิหารหลวง วัดมหาธาตุสุโขทัย น่าจะหมายถึงพระพุทธรูปที่กล่าวถึงในศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง ซึ่งมีใจความกล่าวว่า “ ..เมื่อแล้วออกพรรษาจึงกระทำมหาทานฉลองพระสัมฤทธิ์อันหล.. ตนพระพุทธเจ้าเราอันประดิษฐานกลางเมืองสุโขทัย ซึ่งลวงตะวันออก พระศรีหมาธาตุนั้น ฉลองสดับธรรมทุกวันถ้วนร้อยวัน...”
พระพุทธตรีโลกเชษฐ์
พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ พระประธาน วัดสุทัศน์เทพวราราม
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงหล่อขึ้น ปางมารวิชัย เบื้องหน้าพระพุทธตรีโลกเชษฐ์ประดิษฐานพระอสีติมหาสาวก ๘๐ รูป นั่งประณมมือฟังพระโอวาท สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๔ ด้วยปูนปั้น ลงสีโดยสร้างขึ้นแทนที่พระศรีศาสดาที่อัญเชิญไประดิษฐาน ณ วัดบวรนิเวศวิหาร
ที่มา หนังสือพระอารามหลวง ในกรุงเทพมหานคร วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
วัด สระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ตั้งอยู่ในแขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย แต่มีสร้อยว่าวรมหาวิหาร มีอีกวัดเดียวที่มีสถานภาพเช่นนี้ คือวัดชนะสงคราม เดิมวัดสระเกศไม่ได้มีชื่อเช่นนี้ แต่เดิมชื่อวัดสะแก สร้างมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
ชื่อสามัญ วัดสะแกประเภทพระอารามหลวงชั้นโทที่ตั้งแขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร( ที่อยู่ : แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร โทร. 0 2225 5873 )พระประธานพระพุทธรูปสำคัญ
วัด สระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ตั้งอยู่ในแขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย แต่มีสร้อยว่าวรมหาวิหาร มีอีกวัดเดียวที่มีสถานภาพเช่นนี้ คือวัดชนะสงคราม เดิมวัดสระเกศไม่ได้มีชื่อเช่นนี้ แต่เดิมชื่อวัดสะแก สร้างมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา หน้าต่างและลวดลายที่หอไตรบ่งบอกว่าเป็นของที่สร้างตั้งแต่สมัยกรุง ศรีอยุธยาตอนปลาย ใน พ.ศ. ๒๓๒๕ เกิดจลาจลในกรุงธนบุรี สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ เสด็จยกทัพกลับจากประเทศเขมรทรงกระทำพิธีเข้าโขลนทวารที่วัดนี้ซึ่งในขณะ นั้นเป็นวัดป่าประทับที่ริมสระใหญ่ ทรงให้พักไพร่พลและลงสรงในสระ ทรงสระพระเกศา แล้วนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีมุรธาภิเษกได้ประทับอยู่ที่นี่สามวันเพื่อสืบสาว ราวเรื่อง อาจจะได้ทรงตั้งสัตยาธิษฐานที่วัดนี้ แล้วเคลื่อนพลไปยังวัดโพธิ์แล้วจึงข้ามน้ำไปปราบจลาจลที่กรุงธนบุรี ต่อมาทรงปราบดาภิเษก แล้วมีพระราชดำริให้ตั้งพระนครที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นฝั่งที่กระแสน้ำไม่พุ่งเข้าหา ทำให้ตลิ่งพังเหมือนฝั่งกรุงธนบุรี
ใน พ.ศ. ๒๓๒๕ หลังจากสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงปราบดาภิเษกแล้ว ทรงย้ายพระนครมาอีกฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา สร้างเป็นกรุงเทพฯ พร้อมทั้งโปรดเกล้าให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) เพื่อประดิษฐานพระแก้วมรกต เมื่อสร้างวัดพระแก้วอยู่นั้น ได้ทรงพระราชปรารภถึงวัดสะแก และทรงระลึกถึงเสียงระฆังของวัดนี้ว่าเสียงดังเพราะมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายระฆังวัดสะแกไปแขวนไว้ที่หอระฆังวัดพระแก้ว ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๒๘ พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองรอบวัดสะแกได้ชื่อว่าคลองมหานาคและคลองโอ่งอ่าง วัดสระเกศในเวลานั้นจึงมีสภาพเหมือนเกาะมีน้ำล้อมรอบ (คลองต่างๆ นี้ถูกถมไปเมื่อครั้งมีการสร้างถนนในสมัยรัชกาลที่ ๕) เมื่อทรงสร้างพระบรมมหาราชวังแล้ว ใน พ.ศ. ๒๓๒๖ จึงทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดสะแก โดยโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระอุโบสถวัดสะแกใหม่ ใช้เชลยศึกถึง ๑๐,๐๐๐ คนในการสร้าง เมื่อสร้างพระอุโบสถใหม่ฐานซุกซีสูงกว่าเดิมมาก ทำให้ดูเหมือนว่าพระประธานเดิมที่สร้างด้วยศิลาสลักเป็นปางสมาธินั้นดูเล็ก ลงไม่สมกับขนาดของพระอุโบสถที่สร้างขึ้นใหม่ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระประธานใหม่ด้วยการเอาปูนปั้นพอกองค์พระประธานเดิม แล้วลงรักปิดทอง จึงเหมือนว่ามีองค์พระประธานซ้อนกันอยู่สององค์ องค์ใหม่อยู่นอกองค์เก่า ด้วยเหตุนี้จึงไม่พระราชทานซื่อพระประธานประจำพระอุโบสถเพราะเป็นพระที่มีมา แต่เดิมซ้อนอยู่ แต่พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดสระเกศ” คนทั่วไปจึงเรียกพระประธานประจำพระอุโบสถว่า “พระประธาน”
พระพุทธรูปประธาน
พระประธาน พระอุโบสถ วัดสระเกศ
ลักษณะของพระพุทธรูปประธานเป็นพระพุทธรูปางสมาธิซึ่งไม่ค่อยพบมากนักใน งานช่างไทย ลักษณะโดยรวมแล้วใกล้เคียงกับพระพุทธรูปในสมัยอยุธยา จึงแสดงให้เห็นงานที่สืบต่อมาจากสมัยก่อน ตรงตามประวัติที่กล่าว่ารัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพอกทับพระประธานองค์เดิม ลักษณะดังกล่าวเป็นงานช่างในสมัยนี้ซึ่งต่างจากงานช่างในสมัยรัชกาลที่ ๓ ที่จะมีพระพักตร์อย่างหุ่นอันเป็นลักษณะเฉพาะที่เกิดขึ้นในภายหลัง ลักษณะของพระพุทธรูปประธานมีลัพระพักตร์ค่อนข้างสี่เหลี่ยมแบบอยุธยา ขมวดพระเกศาเล็ก พระรัศมีเป็นเปลวสูง พระโอษฐ์กว้างแบบอยุธยา ลักษณะชายสังฆาฏิที่ซ้อนทับกันแบบเดียวกับพระพุทธรูปอยุธยาตอนปลายในสมัยของ พระเจ้าปราสาททอง มีส่วนที่แตกต่างคือในสมัยรัตนโกสินทร์นิยมทำสังฆาฏิพาดกึ่งกลางพระวรกาย ในขณะที่พระพุทธรูปสมัยอื่นๆ นั้นชายสังฆาฏิจะอยู่ทางเบื้องซ้าย
พระอุโบสถ
พระอุโบสถ วัดสระเกศ
พระอุโบสถตั้งอยู่ภายในกำแพงแก้ว เนื่องกันกับพระวิหารพระอัฏฐารส มีพระระเบียงรอบพระอุโบสถระหว่างกำแพงแก้วกับพระระเบียงนั้น มีพระเจดีย์รายรอบ เป็นเจดีย์เหลี่ยมไม้ย่อมุมสิบสอง จำนวน ๑๒ องค์ เจดีย์ดังกล่าวเป็นเจดีย์ทรงเครื่อง กล่าวคือมีชุดฐานสิงห์ ๓ ฐาน มีบังทรงคลุ่มรองรับองค์ระฆัง ส่วนยอดเป็นบัวทรงคลุ่มเถาและปลียอด ทั้งรูปแบบและคติการสร้างเจดีย์รอบพระอุโบสถเป็นระบบของเจดีย์บริวารนี้เกิด ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ เช่นเดียวกับที่พบที่วัดราชโอรสาราม วัดพระเชตุพนฯ วัดเทพธิดาราม เป็นต้น
พระอุโบสถประดิษฐานตั้งอยู่ตรงกลางลานทักษิณ มีพระระเบียงล้อมรอบ พัทธสีมากำหนดเขตพระอุโบสถตั้งรายรอบอยู่ ๘ ทิศ ประดิษฐานอยู่ในซุ้มทรงกูบช้าง ประดับด้วยกระเบื้องที่สั่งมาจากเมืองจีนวิจิตรสวยงาม ใบสีมาแต่ละซุ้มนั้นสลักด้วยศิลาประดับกระจกสีซุ้มละ ๒ ใบ ซุ้มพัทธสีมาวัดสระเกศนี้มีชื่อเสียงมาก ซึ่งสมเด็จพระมหาสมาณเจ้า กรมพระยาวิชรญาณวโรรส ทรงสรรเสริญไว้ว่า “ซุ้มพัทธสีมาวัดสระเกศวิจิตรสวยงามมาก ควรถือเป็นแบบอย่างได้”
ซุ้มสีมา วัดสระเกศ
ลักษณะของซุ้มสีมาที่กล่าวกันว่างามนี้ประกอบด้วยฐานสิงห์รองรับเรือน สีมาทรงกูบและมียอดมงกุฏ พัฒนามาจากศิลปะในสมัยอยุธยาตอนปลาย แต่ทรงกูบที่พัฒนามาเป็นการเจาะช่องทั้ง ๔ ด้านแล้วอันเป็นงานในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่ ๑-๓) และที่สำคัญคือเป็นสีมาที่มียอดเป็นมงกุฏ น่าจะเป็นงานที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ มีการประดับกระเบื้องสีสวยงาม ด้วยเหตุที่สีมาเป็นทรงกูบยอดมงกุฏและมีการประดับกระเบื้องสีนี้เองที่ทำให้ เกิดรูปแบบที่ดูแลวมีความงามอย่างมาก
หลังคาพระอุโบสถมุงด้วยกระเบื้องเคลือบรับกันกับคลังคาพระระเบียง มีลักษณะเป็นมุขลด ๓ ชั้น ประกอบด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงศ์ หน้าบันทั้งสองด้านเป็นไม้แก่สลักประดับกระจกสี มีรูปพระนารายณ์ทรงครุฑอยู่ตรงกลาง
ประตูหน้าต่าง วัดสระเกศ
ประตูหน้าต่างพระอุโบสถนั้นประดับด้วยซุ้มวอเป็นช่อชั้นลายรูปปั้นปิดทอง บานประตูหน้าต่างด้านนอกเขียนลายรดน้ำเป็นลายกนกเครือเถา บานหน้าต่างด้านในเป็นรูปเทวดาประทับบนแท่น เพดานเขียนเป็นรูปดาวราย
จิตรกรรม
ภาพจิตรกรรมฝาผนัง วัดสระเกศ
พระอุโบสถหลังนี้สร้างมาแต่รัชกาลที่ ๑ โดยโปรดให้พวกเขมรจำนวนตั้งหมื่นคนช่วยกันขุดวางฐานรากเมื่อคราวขุดคลอง มหานาค แล้วสร้างพระอุโบสถ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๓ ได้โปรดให้ปฏิสังขรณ์เขียนภาพฝาผนัง ในการปฏิสังขรณ์ใหญ่เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๗ ทางวัดสระเกศจึงให้เขียนภาพฝาผนังด้านในใหม่
ผนังระหว่างช่องหน้าต่างเขียนภาพ “ทศชาติ วัดสระเกศ
เรื่องที่เขียนคือที่ผนังสกัดด้านหลังพระประธานเขียนเรื่องไตรภูมิโลกสัน ฐานที่แสดงรายละเอียดได้อย่างครบถ้วนตามที่ปรากฏหลักฐานในเรื่องไตรภูมิ เช่นการแสดงเขาพระสุเมรุที่ล้อมรอบด้วยเขาสัตตบริภัณฑ์ทั้ง ๗ ชั้น การแสดงสวรรค์ชั้นต่างๆ วิมานของเทวดาที่ล่องลอยอยู่เต็มพื้นที่ ในฉากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้แทรกเรื่องประวัติของพระอินทร์ไว้ด้วยและฉากที่ สำคัญอีกฉากหนึ่งคือฉากนรก ที่มีเรื่องของพระมาลัยที่เสด็จไปยังสวรรค์ และลงมายังนรกแทรกอยู่ด้วยเช่นกัน ที่ผนังสกัดด้านหนาเขียนภาพมารวิชัยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งขัด สมาธิอยู่ตรงกลาง พญามาราธิราชผู้มีพระนามว่า วัสวดีมาร นฤมิตที่มีแขนตั้งพันแขน ถืออาวุธครอบมือกำลังขี่ช้างครีเมขล์ พร้อมด้วยเสนามาร ผจญพระพุทธองค์เพื่อแย่งชิงรัตนโพธิบัลลังค์ด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งเป็นรูปพญามารกำลังพ่ายแพ้แก่พระศากยมุนีศรีสรรเพชญ์พุทธเจ้า มีภาพพระนางธรณีนามว่าพสุนธรีกำลังบีบมวลผมอยู่ใต้พระพุทธบัลลังก์เพื่อเป็น สักขีพยานในการที่พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ยพระบารมี เหล่าเสนามารกำลังแหวกว่ายไปตามกระแสธาราที่หลั่งออกจากมวยผมพระนางธรณี เป็นภาพมารผจญ
ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ในพระอุโบสถ
ภาพบนผนังสองด้านในพระอุโบสถแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนตอนบนเขียนภาพเทพชุมนุม โดยแบ่งออกเป็น ๓ ชั้น และภาพเขียน ๒ ชั้นแรกเป็นเทวดา ชั้นที่ ๓ เป็นเทวดาสลับยักซ์ ผนังระหว่างช่องหน้าต่างเป็นรูปทศชาติ ตอนล่างเป็นภาพพุทธประวัติ และระหว่างช่องหน้าต่างเขียนภาพทศชาติ เหนือกรอบประตูเขียนเป็นรูปพระราหูสีเขียว
หลวงพ่อโต
พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปหล่อ ปิดทองในสมัยรัชกาลที่ ๓ หน้าตักกว้าง ๗ ศอก ๑ คืบ สูง ๑๐ ศอก นับว่าเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะที่ใหญ่มากองค์หนึ่ง พระพุทธรูปที่ใหญ่ขนดานี้ส่วนมากปั้นด้วยปูน ชาวบ้านเรียกกันว่า “หลวงพ่อโต” คงจะเนื่องจากเป็นพระพุทธรูปใหญ่นั้น
หลวงพ่อดำ
หลวงพ่อดำวัดสระเกศ
พระพุทธรูปองค์นี้ เป็นพระปั้นปิดทอง ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๔ ศอก ฝีมือปั้นสันนิษฐานว่าเป็นยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นพระพุทธรูปที่คู่กับบรมบรรพต (ภูเขาทอง) มาแต่ต้น เล่ากันว่า สร้างไว้ให้เพื่อเจ้านายและพุทธบริษัททั่วไปที่ไม่สามารถขึ้นไปบูชาบนองค์ บรมบรรพตได้บูชาที่พระพุทธรูปองค์นี้
บรมบรรพต (ภูเขาทอง)
บรมบรรพต (ภูเขาทอง)" วัดสระเกศ
สร้างขึ้นโดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวที่จะ สร้างพระปรางค์ใหญ่ในกรุงเทพฯ ให้เหมือนกับภูเขาทองที่อยุธยา ดังปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ ความว่า
“วัดสระเกศนั้น โปรดให้พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาเป็นแม่กองทำพระปรางค์ใหญ่องค์ ๑ ฐานไม้ ๑๒ เหลี่ยม ด้าน ๑ ยาว ๕๐ วา ขุดรากลึกลงไปถึงที่โคลน แล้วเอาหลักแพทั้งต้นเป็นเข็ม ห่มลงไปจนเต็มที่แล้วเอาไม้ซุงทำและปูเป็นตารางแล้ว เอาศิลาแลงก่อขึ้นมาเกือบเสมอดิน จึ่งก่อด้วยอิฐ ในระหว่างองค์พระนั้น เอาศิลาก้อนซึ่งราษฏรเก็บมาถวายบรรจุลงไปจนเต็ม ฐานก่อขึ้นไปได้ถึงชั้นทักษิณที่ ๒ ศิลาที่บรรจุข้างในกดหนักลงไปและหักทรุดลงไปถึง ๙ วา อิฐที่ก่อหุ้มข้างนอกนั้นก็แตกร้าวรวนไปทั้งองค์ ของนี้ไม่ทลายก็เพราะทรุดกลางกดกันลงไป จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ขอแรงพระราชวงศานุวงศ์และขุนนางข้าราชการที่ตาม สเด็จพระราชทานพระกฐิน ผู้คนยังพรักพร้อมอยู่ ให้ปักเสาหลักแพเป็นหลักมั่นกันแน่นหลายชั้น กันฐานพระไม่ให้ดินถีบออกไป สิ้นไม้หลักแพหลายพัน แล้วก็จัดการก่อแก้ไขที่ทรุดแตกร้าวนั้นเสียให้ดี องค์พระปรางค์ก็ทรดหนักลงมาอีก ๓ วา เห็นว่าจะแก้ไขไม่ได้แล้วก็เลิกการนั้นเสีย จึ่งทำแต่การต่อไป...”
งานสร้างพระปรางค์จึงต้องเลิกสร้างมาตลอดรัชกาลที่ ๓ อย่างไรก็ตามราษฏรยังคงเรียกเนินดินนั้นว่า “ภูเขาทอง” ตามอย่างชื่อภูเขาทองที่อยุธยาอยู่เช่นเดิม” ในสมัยรัชกาลที่ ๔ โปรดให้แก้ไขพระปรางค์ที่สร้างขึ้นครั้งรัชกาลที่ ๓ โดยทำเป็นภูเขา มีบันไดเวียน ๒ สายขึ้นถึงยอด บนยอดเขาก่อเป็นพระเจดีย์ และพระราชทานนามภูเขาว่า “บรมบรรพต” การก่อสร้างพระบรมบรรพตนี้สำเร็จลงในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำพระทันตธาตุจำลองมาตั้งในพระคูหาพระเจดีย์บนยอดบรมบรรพตแห่งนี้ และต่อมาเมื่อพระองค์ได้รับพระบรมธษตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ขุดพบ ที่เมืองกบิลพัสดุ์ ประเทศอินเดีย โดยรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งปกครองอินเดียอยู่ในขณะนั้นได้ทูลเกล้าถวาย และโปรดฯ ให้เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เมื่อยังดำรงตำแหน่งเป็นพระยาสุขุมนัยวินิต เป็นราชทูต ออกไปรับพระบรมธาตุอัญเชิญมายังพระนคร หลังจากที่ทรงแบ่งให้กับประเทศพุทธบริษัทต่างๆ แล้ว พระธาตุทีเหลืออยู่ โปรดให้แห่มาประดิษฐานไว้ในซุ้มพระเจดีย์ยอดบรมบรรพต และโปรดให้สร้างพระเจดีย์น้อยตั้งไว้ที่บรรจุพระบรมธาตุดังปรากฏอยู่จนทุก วันนี้
ที่มา หนังสือพระอารามหลวงในกรุงเทพมหานคร เล่ม ๑ วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม
วัด ราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม เป็นพระอารามหลวงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเล้าฯ ให้สร้างขึ้นในรัชกาลของพระองค์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๒ การสร้างวัดนี้ทรงนำเอาหลักเดิมแต่โบราณมาใช้ ดังเช่นวัดราชประดิษฐ์ฯกล่าวคือ ทรงสถาปนาพระมหาเจดีย์เป็นหล
ชื่อสามัญ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมารามประเภทพระอารามหลวง ชั้นเอก วัดประจำรัชกาลที่ ๗ที่ตั้งถนนเฟื่องนคร แขวงวัดราชบพิตร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร( ที่อยู่ : ถนนเฟื่องนคร แขวงวัดราชบพิตร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร )พระประธานพระพุทธรูปสำคัญ
ประวัติความเป็นมา
วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม เป็นพระอารามหลวงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเล้าฯ ให้สร้างขึ้นในรัชกาลของพระองค์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๒
มูลเหตุที่ทรงสร้างนั้นสืบเนื่องมาจากพระราชศรัทธาอันยิ่งใหญ่ และเป็นไปตามโบราณประเพณีนิยม ที่สมเด็จพระบรมราชบุพการีได้ทรงบำเพ็ญมา กล่าวคือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสร้างวัดพระเชตุพนฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล่านภาลัย ทรงสร้างวัดอรุณฯ พระบาสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างวัดราชโอรสาราม และพระบาทสมเด็จพระจอดเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาศรีมาราม
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงค์เธอพระองค์เจ้าประดิษฐวรการ ซึ่งกำกับราชการกรมช่างสิบหมู่ ทรงอำนวยการสร้างเป็นพระองค์แรก องค์ต่อมาคือพระเจ้าวรวงค์เธอชั้น๔ กรมหลวงสรรพศาสตร์ศุภกิจ และเมื่อผู้อำนวยการสร้างองค์ที่ ๒ สิ้นพระชนลงอีกจึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (ม.ร.ว.ปุ้ม มาลากุล) เป็นผู้อำนวยการจนเสร็จการ
การสร้างวัดนี้ทรงนำเอาหลักเดิมแต่โบราณมาใช้ ดังเช่นวัดราชประดิษฐ์ฯกล่าวคือ ทรงสถาปนาพระมหาเจดีย์เป็นหลัก ห้อมล้อมด้วยระเบียงวารทิศสองวิหารคือ ด้านเหนือและด้านใต้ สำหรับวิหารด้านเหนือนั้น ทรงสถาปนาเป็นพระอุโบสถ ภายในพระอุโบสถ ภายในพระอุโบสถพระวิหารตกแต่งออกแบบตามอย่างตะวันตกส่วนภายนอกออกแบบเป็น ศิลปะไทย
พระเจดีย์ใหญ่ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม
พระเจดีย์ใหญ่ เป็นพระเจดีย์ทรงกลมตั้งอยู่บนประฐานทักษิณ สูงระดับแนวหลังคาพระระเบียง ยอดพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่ฐานประทักษิณนั้นเจาะเป็นซุ้มไว้หลายซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปและรูปปั้น พระเถระสำคัญ ๆ
ด้านทิศตันตกของวัดจัดเป็นสุสานหลวงมีอนุสาวรีย์ก่อสร้างเป็นรูปเจดีญื และปรางค์แบบไทย แบบฝรั่งต่าง ๆ กันหลายแบบล้วนแต่งดงามประณีต
ส่วนทางด้านใต้อันเป็นเขตสังฆาวาสนั้น กุฏิล้วนก่อสร้างแบบตะวันตกทั้งสิ้น
การที่พระบาทพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานที่ให้สร้างวัดราชบพิตนี้ ได้โปรดให้มีบรมราชโองการพระราชทานวิสุงคามสีมา ลงวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๑๒ ปีมะเมีย โทศก จ.ศ. ๑๒๓๒ และยังได้พระราชทานที่อื่น ๆ อีกเป็นอุปจารของวัด รวมทั้งพระราชทานตึกแถวถนนเฟื่องนครอีกด้วย
วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม มีนามวัดแบ่งออกเป็น ๒ ตอนคือ ราชบพิธ แปลว่า พระเจ้าแผ่นดินทรงสร้าง และสถิตมหาสีมาราม แปลว่า เป็นวัดที่มีมหาสีมาหรือสีมาใหญ่ตั้งอยู่ เรื่องชื่อสร้อยของวัดนี้ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายว่า "เมื่อสร้างวัดราชบพิธเจริญรอยวัดราชประดิษฐ์หมดทุกอย่างจนกระทั่งทำมหาสีมา และชื่อวัดให้คล้ายกัน ชะรอยจะคิดเปลี่ยนสร้อยชื่อวัดราชประดิษฐ์เป็นสถิตย์ธรรมยุติการาม เอาสร้อยเดิมของวัดราชประดิษฐ์ไปใช้ วัดราชบพิธว่า สถิตย์มหาสีมาราม จะเป็นด้วยเหตุนี้ดอกระมัง"
นอกจากรายการสำคัญดังกล่าวแล้ว พระเจ้าวรวงค์เธอกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้ายังได้ทรงนิพนธ์ถึงถาวรวัตถุที่สร้างในระยะต่อมาแยกออก ได้เป็นส่วน ๆ ดังนี้
เขตพุทธาวาสคือ ด้านเหนือของวัด บนพื้นที่ที่ยกสูงกว่าระดับพื้นที่วัดโดยทั่วไปมี
พระอุโบสถ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม
๑. พระอุโบสถ ๕ ห้อง ข้างขวาและข้างซ้ายพระอุโบสถ มีวิหาร ๔ ห้อง ข้างหลังมีพระหาร ๕ ห้อง หลังคาลด มุขเด็ดทั้ง ๔ หลัง ระหว่าง ๔ ตอน แห่งพระอุโบสถและวิหาร ทิศมีวิหารคตต่อกันเห็นข้างนอก ๙ ห้อง เห็นข้างใน ๕ ห้องทุกตอน ๒.พระเจดีย์ใหญ่อยู่ระหว่างถาวรวัตถุที่กล่าวมาแล้วในข้อ ๑ ๓.ศาลาเล็ก ๒ ห้อง บนกำแพงเก้าทิศละคู่รวม ๘ ห้องตามระดับพื้นที่โดยทั่วไป
๑. ศาลาใหญ่ติดกำแพงวัดหน้าพระอุโบสถ ๕ ห้อง ระเบียง ๓ ด้าน ๒ หลัง ๒. ศาลาใหญ่ตดกำแพงวัดทั้ง ๒ ข้างพระอุโบสถ ๓ ห้องระเบียง ๓ ด้านข้างละ ๑ หลัง ๓. กำแพงรอบวัดและสีมาหินที่ตอนบนทำเป็นรูปเสมาธรรมจักร ประกอบกับกำแพงวัดทั้ง ๘ ทิศ ๔. ซุ้มประตูตามกำแพงวัดทั้ง ๔ ด้าน ด้านหน้า ๒ ประตู รวมเป็น ๘ ประตู ๕. กำแพงกั้นเขตพุทธาวาสและสังฆวาส อันเป็นที่จำพรรษาของพระภิกษุและสามเณร ๑ สาย มีซุ้มประตู ๔ ประตู ๖. มุมด้านตะวันออกตอนเหนือมีพลับพลาเปลื้องเครื่องและเกย ๑ หลังเขตสังฆาวาสอยู่ด้านใต้ของวัด ในบริเวณนี้มีถาวรวัตถุแบ่งออกเป็นคณะดังนี้คือ
๑. คณะนอกมีกุฏิ ๔ ห้อง ๒ หลัง ๑๐ ห้องห้อง ๒ หลัง มีผนังกั้นห้องระหว่าง ๒ ห้องทุกระยะ กุฏิเหล่านี้มีระเบียงข้างหน้าด้วย และมีหอฉัน ๓ ห้อง ระเบียงรอบ ๑ หลัง หน้าคณะมีศาลาทำบุญมีสระน้ำ หอระฆังข้างหน้ามีกุฏิ ๒ ห้อง มีระเบียงหน้าและหันเข้าหากันข้างละ ๑ หลัง ถาวรวัตถุในคณะนี้เป็น ๒ ชั้นทั้งนั้น ๒. คณะใน มีถาวรวัตถุเหมือนคณะนอก แปลกกันแต่คณะนี้มีหอกลอง ไม่มีหอระฆัง ๓. คณะกลาง มีกุฏิหลังใหญ่ ๕ ห้อง ๓ ชั้น ระเบียงรอบสำหรับเจ้าอาวาสอยู่ มีกุฏิ ๒ ห้อง ๒ ชั้น ระเบียงหน้าข้างละ ๒ หลัง และกุฏิ ๓ ห้อง ๒ ชั้น ระเบียงหน้าอีกข้างละ ๑ หลัง ภายหลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้รื้อพระที่นั่งสีตลาภิรมย์มาสร้างในคณะนี้ เป็นกุฏิเก๋ง ๓ ห้อง ๓ ชั้น ต่อมากุฏิหลังหใญ่อันเป็นกุฏิเจ้าอาวาสและกุฏิเก๋ง ๒ ชั้นข้างละ ๑ หลังการก่อสร้างเสนาสนะและถาวรวัตถุต่าง ๆ ในวัดนี้ใช้เวลาอยู่ประมาณ ๒๐ ปี เพราะหยุดบ้างทำบ้าง ซึ่งระหว่างเวลานี้เองที่ปรากฏว่ามีสิ่งชำรดทรุดโทรมไปบ้าง จำต้องปฏิสังขรณ์เท่าที่เห็นควรตามทุนทรัพย์ของทางวัดบ้าง พระราชทรัพย์ และเงินของพระบรมวงค์บ้าง รวมทั้งเงินของผู้มีจิตกุศลอื่น ๆ ด้วย
พระวรวงค์เธอพระองค์เจ้าอรุณนิภาคุณากร ทรงปกครองวัดตั้งแต่เริ่มสร้าง พ.ศ. ๒๔๑๒ ถึง พ.ศ. ๒๔๔๔ รวม ๓๒ ปี ได้ทรงปฏิสังขรณ์สิ่งก่อสร้างและสิ่งต่าง ๆ อีกมากมาย รายการที่สำคัญคือ ซ่อมพระอุโบสถ พระวิหาร กุฏิ ศาลาการเปรียญ โรงเรียน ฯลฯ
ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๕ เป็นต้นมาถึง พ.ศ.๒๔๘๒ พระเจ้าวรวงค์เธอกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้ทรงปฏิสังขรณ์สิ่งต่าง ๆ ภายในวัดอีกเป็นจำนวนมาก รายการที่สำคัญ คือ ซ่อมพระอุโบสถมีเพดาน ช่อฟ้า ใบระกา หางหงษ์ เชิงกลอน พื้นหน้าต่าง ผนังเสา ซุ้มประตู ซ่อมวิหารทิศ พระเจดีย์องค์ใหญ่ ศาลารอบนอก ฯลฯ
การปฏิสังขรณ์ในช่วงเวลาที่พระสานสนโสภณปกครองวัด ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๐ ถึง พ.ศ. ๒๔๘๙นั้น ได้เน้นหนักในการก่อสร้างซ่อมและเปลี่ยนเสนาสนะ และสถานที่ภายในวัดให้ดีขึ้น
สำหรับในปัจจุบันนี้ สมเด็จพระอิริยวงศาคตญาณ (วาสน์ วาสโน) สมเด็จพระสังฆราชทรงปกครองวัดมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๐ ขณะนั้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้ทำการปฏิสังขรณ์ สิ่งต่าง ๆ ภายในวัดเป็นคราว ๆ ไปเท่าที่จำเป็น
ในยุคของเจ้าคุณสมเด็จฯ เป็นเจ้าอาวาสนี้ ได้ทำการบูรณะในเขตพุทธาวาสให้คงสภาพเรียบร้อยไปแล้ว ที่ปรากฏในปัจจุบันเช่น องค์พระเจดีย์ใหญ่ ซุ้มประตูพระอุโบสถทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พื้นและฐานชุกชีในพระเจดีย์ใหญ่ ซุ้มประตูพระวิหารคตทั้ง ๒ ด้านตลอดถึงในเขตสังฆาวาสก็ได้ซ่อมแซมตามกำลังเงิน
ในดิถีครบ ๑๐๐ ปีวัดราชบพิธเมื่อเดือนมกราคม ๒๕๑๓ วัดราชบพิธร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ได้จัดให้มีพุทธาภิเษกปูชนียวัตถุต่าง ๆ และได้กราบบังคมทูลอันเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินใน งานได้มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายเงินเพื่อเป็นทุนในการปฏิสังขรณ์วัด จึงได้นำเงินจำนวนนี้ตั้งเป็นทุน “พระจอมเกล้าฯ” สำหรับจัดหาผลประโยชน์ปฏิสังขรณ์วัดราชบพิธโดยไม่ใช้ต้นทุน ปัจจุบันนี้มีทุนอยู่แล้วจำนวน ๑๑ ล้านเศษ
เฉพาะในปี พ.ศ. ๒๕๑๔-๒๕๒๓ ได้จัดการบูรณะพระอารามไปแล้วถึง ๒๖ รายการ เป็นเงินทั้งสิ้น ๔๕,๐๙๐,๗๕๑.๒๙ บาท
วัดราชบพิธได้รับงบประมาณในการบูรณะปฏิสังขรณ์พระอุโบสถโดยกรมศิลปากรดำเนินการเพื่อให้เสร็จทันการสมโภช กรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปีด้วย
ปูชนียวัตถุของวัด
บนไพทีที่ยกพื้นสูงกว่าพื้นปกติ มีปูชนียวัตถุคือ พระอุโบสถ พระเจดีย์ พระวิหาร วิหารมุข วิหารคด และศาลาราย ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ภายในวงล้อมของกำแพงสูงประมาณ ๑ เมตร ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบลายเบญจรงค์ต่าง ๆ ที่ใช้ประดับปุชนียวัตถุและถาวรวัตถุต่าง ๆ ในวัดนี้ โดยเฉพาะเขตพุทธาวาส สมเด็จฯกรมพระยานริศรานุวัตติวงค์ ทรงกล่าวไว้ว่าเป็นฝีมือพระอาจารย์แดง ช่างเขียนมีชื่อเกิดในรัชกาลที่ ๓ ซึ่งมามีชื่อเสียงขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นผู้ออกแบบลายแล้วส่งไปทำเป็นกระเบื้องเคลือบ ณ เมืองจีน นำเข้ามาประดับ
บานประตูแสดงลวดลายจำลองเครื่องราชอิสริยาภรณ์
พระอุโบสถ มี ๗ ห้อง กว้าง ๑๗.๗๐ เมตร ยาว ๒๑.๖๕ เมตร สูงถึงขื่อ ๙.๘๐ เมตร หลังคาด้านหน้ามุขเด็ด มุงด้วยกระเบื้องเคลือบสี ติดช่อฟ้า ใบระกา หน้าบันมุขเป็นรูปช้าง ๗ เศียร เทิดพานทองรองรับใส่มงกุฏ หน้าบันมุขเด็ดเป็นรูปพระเกี้ยวอยู่กลางลานกระหนก ประตูและหน้าต่างมีซุ้มยอดมณฑปครึ่งซีกติดลวดลายปูนปั้นปิดทอง บานประตู ๑๐ บาน บานหน้าต่าง ๒๘ บาน ด้านในเป็นลายรดน้ำพุ่มข้าวบิณฑ์ ด้านนอกประดับด้วยมกเป็นลวดลายจำลองเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เฉพาะตราชั้นหนึ่ง รวม ๕ ดวง นับแต่ดวงบนลงมาคือ
๑. นพรัตน์ราชวราภรณ์ ๒. มหาจักรีบรมราชวงค์ ๓. ปฐมจุลจอมเกล้า ๔. ประถมาภรณ์ช้างเผือก ๕. ประถมมาภรณ์มงกูฏไทยเฉพาะที่บานประตู เครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้ง ๕ นี้ มีสายสะพายล้อมวงกลมและสร้อยทับอยู่บนสายสะพาย กับมีโบร์ห้อยดวงตราลงมาตามลำดับดังนี้ ได้ดวงที่ ๑ เป็นภาพเทวดาพนมมือ ใต้ดวงที่ ๒ เป็นภาพเทพธิดาฟ้อน ใต้ดวงที่ ๓ เป็นภาพกินนรรำ ใต้ดวงที่ ๔ เป็นภาพหนุมานเหาะ ใต้ดวงที่ ๕ เป็นภาพอินทรชิตเหาะ ระหว่างภาพและตราเป็นลายกะหนกและประจำยามก้ามปู อนึ่ง การประดับมุขชิ้นเล็ก ๆ ยังทำเป็นสร้อยทับลงบนแพรแถบ มีอักษร จปร ไขว้ และมีตราจักกรีคั่นไปเป็นระยะ โดยมีสร้อยลูกโซ่ร้อยทั้งสองข้างชายแถบแพรผูกหูกระต่ายมีตราห้อยตรงกลางแบบ ของจริง ยกย่องกันว่าลายประดับมุขที่บานประตูและหน้าต่างพระอุโบสถนี้ เป็นศิลปะชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ด้านข้างของซุ้ม ประตูแต่ละด้านเป็นรูปเซี่ยวกางถือง้าว ยืนอยู่บนหลังสิงห์ส่วนด้านข้างของซุ้มหน้าต่างแต่ละด้านเป็นเทวดาถือพระ ขรรค์ยืนอยู่กลางลายกระหนก
ฝีมือประดับมุขดังกล่าวนี้มานี้ ตามหลักฐานกล่าวว่าเป็นฝีพระหัตถ์ของพระบรมวงค์เธอกรมหมื่นทิวากรวงค์ ประวัติ พระราชโอรสองค์ที่ ๓๐ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ และเป็นพระองค์ที่ 5 ในเจ้าจอมมารดาจันทร์
บานหน้าต่างพระอุโบสถ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม
บานมุขประตูและหน้าต่างพระอุโบสถมีประวัติว่า เดิมเป็นบานพระทวารและบานพระแกพระพุทธรูปปรางค์ปราสาทในพระบรมมหาราชวัง เมื่อเกิดเพลิงไหม้พระพุทธปรางค์ปราสาทถูกไฟไหม้มาก เพราะเป็นเครื่องไม้เป็นส่วนใหญ่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบัญชาการ ดับเพลิงอยู่ด้วย ได้โปรดให้ถอดบานมุกที่ยังไม่ไหม้ออกทัน พร้อมกันนั้นได้ทรงโปรดให้ถอดบานมุกที่พระมณฑปซึ่งอยู่ใกล้กับพระพุทธปรางค์ ปราสาทออกด้วย
และต่อมาได้มีการปฏิสังขรณ์พระพุทธปรางค์ปราสาทใหม่ แต่ยังไม่ทันเสร็จก็พอดีสิ้นรัชกาลที่ ๕ ครั้นถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้ปฏิสังขรณ์ต่อจนแล้วเสร็จ แต่บานพระทวารและพระแกลได้เปลี่ยนเป็นลายทรงพุ่มข้าวบิณฑ์อย่างในปัจจุบัน เหตุที่ยังไม่โปรดให้นำเอาบานมุกมาติดไว้ตามเดิม คงจะเป็นเพราะว่า บานมุกไม่ครบ คงถูกไฟไหม้เสียหายไปบ้าง จะซ่อมใหม่ก็ทำให้สิ้นเปลืองพระราชทรัพย์มาก ยิ่งกว่านั้นก็คือกรมช่างมุกในระยะยั้นเสื่อมจนหมดตัวช่างฝีมือดีเสียแล้ว เมื่อปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จ พระราชทานนามใหม่ว่า ปราสาทพระเทพบิดร เปิดเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๔๖๑
บานมุกทั้งหมดที่นำมาติดที่พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรนี้มีรวมด้วยกัน ทั้งหมดที่บานประตูและบานหน้าต่างรวม ๓๘ บาน (เมื่ออยู่พระพุทธปรางค์ปราสาทหรือปราสาทเทพบิดรมีมากกว่านี้) เป็นประตูหน้าและหลัง ๕ คู่ ๑๐ บาน และเป็นหน้าต่าง ๑๔ คู่ ๒๘ บาน ส่วนบานประตูและหน้าต่างเดิมของพระอุโบสถซึ่งเป็นไม้แกะสลักนั้นนำไปติดไว้ เป็นประตูและหน้าต่างของพระวิหาร
พระอุโบสถหลังนี้ ทรงนอกเป็นแบบไทยตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ส่วนทรงในเป็นแบบฝรั่ง กล่าวกันว่าคล้ายพระที่นั่งแห่งหนึ่งในพระราชวังแวร์ซายของฝรั่งเศส แต่ก็มีศิลปะไทยปนอยู่ด้วย ที่ผนังระหว่างช่องหน้าต่างเป็นรูปอุณาโลมและมีอักษร จ สลับ เหนือซุ้มประตูกลางด้านในปั้นเป็นรูปพระราชลัญจกรประจำรัชกาลของพระองค์ อันประกอบด้วยที่หมายสำคัญต่าง ๆ รวมกัน คือพระมหาวิชัยมงกุฎ จักร ตรี โล่ ช้างไอราพต ช้างเผือก กฤช พระมหาสังวารย์ นพรัตน์ พระสายสร้อยเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าฯ ฉัตรตั้งมีราชสีหาคชสีห์ประคองฉลองพระองค์ครุยและเครื่องหมายเบญจราชกุล ภัณฑ์ กับมีภาษิตกำกับว่า “สพเพสํ สงฆภูตานํ สามคคี วุฑฒิสาธิกา” ประกอบอยู่ด้วย นอกจากนั้นการให้สีในพระอุโบสถประณีตงดงาม ปิดทองบางแห่งทำให้แลดูเจริญตา การตกแต่งภายในพระอุโบสถนี้ เป็นฝีพระหัตถ์ของหม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย เช่นเดียวกัน (แต่ลวดลายที่ปรากฏอยู่บัดนี้ได้เปลี่ยนแปลงสมัยรัชกาลที่ ๗ ทรงปฏิสังขรณ์ พ.ศ.๒๔๗๒)
พระพุทธอังคีรส พระประธานในพระอุโบสถ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม
พระพุทธอังคีรส พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปหล่อปางสมาธิ ทรงผ้ามีกลีบ หน้าตักกว้าง ๒ ศอกคืบ พระฉวีวรรณเป็นทองคำทั้งองค์ประดิษฐานอยู่บนชุกชีหินอ่อนที่สั่งจากประเทศ อิตาลี พระพุทธอังคีรสเป็นพระนามของพระพุทธเจ้าพระนามหนึ่ง แปลว่า มีพระรัศมีซ่านออกจากพระวรกาย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าประวัติพระพุทธรูปสำคัญพระองค์นี้ไว้ว่า หล่อเมื่อสถาปนาวัดราชบพิธ แต่พระเจ้าวรวงค์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงนิพนธ์ไว้ว่า หล่อในรัชกาลที่ ๔ ถึงรัชกาลที่ ๕ การหล่อทำเป็นพระราชพิธี กะไหล่ทองคำทั้งองค์ สิ้นเนื้อทองแปดหนัก ๑๘๐ บาท เป็นทองคำที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงนำเอาไปไว้ที่พระปฐม เจดีย์ แต่มาสิ้นรัชกาลเสียก่อน ต่อมาโปรดให้หล่อฐานบัลลังก์กะไหล่ทองเนื้อหก หนัก ๔๘บาท ขึ้นเป็นรองรับองค์พระพุทธรูปเศวตฉัตรที่กั้นอยู่เหนือองค์พระ เดิมเป็นเศวตฉัตรกั้นพระโกฐ พระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระจลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้นำไปทรงพระประธาน และได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงชักเชือกเศวตฉัตรนี้เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๕๗ ใต้ฐานชุกชีที่ประดิษฐานพระพุทธอังคีรสบรรจุพระบรมราชสรีรังคารพระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗
พระนิรันตราย เป็นพระพุทธรูปทองคำเช่นเดียวกัน ประดิษฐานอยู่บนชุกชีเป็นเบญจาด้านหน้าและต่ำกว่าพระพุทธอังคีรสลงมา พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิเพชร หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์กะไหล่ทอง มีเรือนแก้วเป็นพุ่มมหาโพธิ์ ยอดเรือนแก้วมีรูปพระมหามงกุฎและเรือนแก้วนี้ติดกับฐานชั้นล่างขององค์ พระพุทธรูป มีอักษรขอมจารึกพระคุณนามแสดงพระพุทธคุณลงบนกลีบบัวเบื้องหน้า ๙ เบื้องหลัง ๙ คือ ตั้งแต่ อรหํ สมมาสมพุทโธ ถึง ภควา และฐานล่างของฐานพระมีที่สำหรับรองน้ำสรงพระ มีท่อเป็นรูปศรีษะโค อันมีความหมายถึงพระพุทธองค์ว่า เป็นโคตมโคตร พระนิรันตราย เป็นพระพุทธรูปที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริแบบอย่างสร้างขึ้นแล้วหล่อจำลองพระราชทานอารามต่าง ๆ ในคณะสงฆ์ธรรมยุตินิกาย ปัจจุบันพระนิครันตรายเป็นองค์ที่ทำขึ้นใหม่ เพราะองค์ที่พระราชทานมานั้นถูกโขมยลักไป ชุกชีที่ประดิษฐานเป็นเบญจาซีกเล็ก เคยเป็นที่ทรงพระโกฐสามเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรรณาภรณ์เพชรรัตน์
พระวิหาร อยู่ด้านใต้พระเจดีย์ ใหญ่ รูปทรงเป็นแบบเดียวกับพระอุโบสถทั้งภายนอกและภายใน ต่างแต่ว่าบานประตูและบานหน้าต่างสลักด้วยไม้ เป็นลวดลายเครื่องราชอิสริยาภรณ์เท่านั้น กล่าวกันว่า เดิมประตูและหน้าต่างของพระวิหารนี้เป็นของพระอุโบสถ แต่เมื่อนำเอาบานมุกมาติดที่พระอุโบสถแล้ว จึงได้เอามาไว้ที่พระวิหารและข้อแตกต่างจากพระอุโบสถอีกอย่างหนึ่งภายในพระ วิหารก็คือ ลวดลายมีเฉพาะที่เพดาน บัวกั้นผนังชั้นล่างและชั้นบน และกรอบประตูหน้าต่างเท่านั้น นอกจากผนังเป็นสีขาว ไม่มีลวดลาย
ภายในพระอุโบสถ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม
ในพระวิหารมีพระประธานนามว่า พระประทีปวโรทัย ประดิษฐานอยู่บนชุกชี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยของเก่าที่ซ่อมขึ้นใหม่ หลังพระประธานเป็นตู้พระไตรปิฎก ๓ ตู้ขนาดใหญ่ เป็นพระไตรปิฎกฉบับใบลาน บรรจุอยู่ในกล่องไม้สัก ทาน้ำมันบ้าง ทาสีบ้าง และมีลวดลายทำด้วยเส้นทองเหลืองฝังลงไปในเนื้อไม้มีตราของหลวง พระไตรปิฎกเหล่านี้กล่าวกันว่า อาจเป็นพระไตรปิฎกสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่ยังเหลืออยู่ ตู้พระไตรปิฎกเป็นของสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าบรวงค์เธอ กรมหลวงชินวรสิริรัตน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าครองวัด
วิหารทิศ หรือวิหารมุข อยู่ทางทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ตรงกับพระเจดีย์ ใหญ่ เป็นทางเข้าสู่บริเวณภายในพระระเบียงรอบพระเจดีย์ ที่หน้าบันมุข ชั้นบนเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ หน้ามุขชั้นล่างเป็นรูปช้างสามเศียรเทิดบุษบก และซุ้มประตูเข้าเป็นทรงมณฑปครึ่งซีก แต่บานประตูเป็นภาพเขียนสีรูปเซี่ยวกาง พระระเบียงหรือวิหารคด มีผนังประดับกระเบื้องเคลือบลายเบญจรงค์ เชื่อมพระอุโบสถกับพระวิหารทิศ และพระวิหารล้อมองค์พระเจดีย์ใหญ่ ด้านนอกมีทางเดินปูด้วยหินอ่อน และมีเสาหินรับเชิงชาย ส่วนด้านในเป็นพื้นสองชั้น มีเสาก่ออิฐถือปูนย่อเหลี่ยมรับเครื่องบนเชิงชาย
ศาลาราย เป็นศาลาหลังเล็ก ๆ ๒ ห้อง รอบไพทีมีทั้งหมดด้วยกัน ๘ หลัง ทางด้านหน้าพระอุโบสถ ๒ หลัง หน้าพระวิหารทิศทั้งด้านตะวันออกและด้านตะวันตก ด้านละ ๒ หลัง ที่หน้าบันของศาลาเป็นรูปเทพพนมอยู่ท่ามกลางลายกนก
ชั้นล่างหรือบนพื้นธรรมดาของวัด มีสิ่งที่น่าชมดังต่อไปนี้
หอระฆัง อยู่ทางด้านทิศตะวันออก เป็นหอระฆัง ๒ ชั้น ชั้นล่างก่ออิฐถือปูน ชั้นบนทำเป็นซุ้มโปร่งทั้ง ๔ ด้าน ตรงมุมย่อเหลี่ยมไม้สิบสอง ยอดเป็นรูปพระเกี้ยวประดับด้วยกระเบื้องลายเบญจรงค์ อยู่ในบริเวณที่จัดเป็นรูปเทพพนมอยู่ท่ามกลางลายกระหนก
หอกลอง แบบเดียวกันกับหอระฆัง แต่มีกระจกสี ๓ ด้าน อยู่ใกล้ ๆ กับศาลาทำบุญคณะใน
อนุสาวรีย์ มี ๒ อนุสาวรีย์ คือ ใกล้ ๆ กับหอระฆังแต่อยู่ในเขตพุทธาวาสเป็นอนุสาวรีย์หินอ่อนยอดปรางบรรจุพระสรีรัง คารและจารึกพระประวัติของพระวรวงค์เธอ พระองค์เจ้าอรุณนิภาคุณากร เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดนี้กับใกล้ ๆ หอกลองเป็นอนุสาวรีย์ยอดปรางค์เช่นเดียวกัน บรรจุพระศรีอังคารของพระเจ้าวรวงค์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เจ้าอาวาสองค์ที่ ๒ มีแผ่นหินอ่อนจารึกพระประวัติ ๓ ด้าน และมีจารึกพระโอวาทที่น่าจับใจอยู่ทางด้านตะวันตก
ที่มา
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
วัด พระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหารและเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๑ แห่งราชวงศ์จักรี ตั้งอยู่เลขที่ ๒ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เดิมเป็นวัดเก่าแก่ที่ราษฏรสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาในรัชกาลพระเพทราชา ระหว่าง พ.ศ. ๒๒๒๔
ชื่อสามัญ วัดโพธิ์ประเภทพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหารที่ตั้งเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร( ที่อยู่ : ตั้งอยู่เลขที่ ๒ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร )พระประธานพระพุทธเทวปฏิมากรพระพุทธรูปสำคัญพระพุทธ ไสยาส, พระพุทธโลกนาถ, พระพุทธศาสดามหากรุณาธิคุณ, พระพุทธมารวิชัยอภัยปรปักษ์, พระพุทธชินราชวโรวาท, พระพุทธชินสีห์มุนีนาถ, พระพุทธปาลิไลยภิรัติไตรวิเวก, พระศรีสรรเพชญุดาญาณ
แผนผังวัดโพธิ์
กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของราชอาณาจักรไทย ที่มีความหมาย เป็นนครแห่งทวยเทพ มีหัวใจอยู่ที่เกาะกรุงรัตนโกสินทร์ อันเป็นพื้นที่แรกสร้างพระนคร นับเป็นพื้นที่ ที่สั่งสมมรดกทางวัฒนธรรม และภูมิปัญญาไทย ไว้ให้เราชนรุ่นหลัง ได้เห็นได้เรียนรู้ได้รับรู้บังเกิดความ ภาคภูมิใจและนำความรู้ทั้งหลายทั้งปวง มาปฏิบัติตาม ประกอบอาชีพกันด้วย สัมมาอาชีวะจนถึงทุกวันนี้
วัดโพธิ์ หรือนามทางราชการว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร (Wat Phra Chetuphon Wimonmangalaram or Wat Pho) เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกและ เป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๑ แห่งราชวงศ์จักรี เนื่องจากพระ บาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดโพธารามวัดเก่า ที่เมืองบางกอก ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นวัดหลวง ข้างพระบรมมหาราชวัง และที่ใต้พระแท่นประดิษฐาน พระพุทธเทวปฏิมากร พระประ ธานในพระอุโบสถเป็นที่บรรจุ พระบรมอัฐิของพระองค์ท่านไว้ด้วย
พระมณฑป (หอไตรจตุรมุข)
พระอารามหลวงแห่งนี้มีเนื้อที่ ๕๐ ไร่ ๓๘ ตารางวาอยู่ ด้านทิศใต้ของพระบรมมหาราชวัง ทิศเหนือจดถนนท้ายวัง ทิศตะวันออกจดถนนสนามไชย ทิศใต้จดถนนเศรษฐการ ทิศตะวันตกจดถนนมหาราช มีถนนเชตุพน ขนาบด้วยกำ แพงสูงสีขาวแบ่งเขตพุทธาวาส และสังฆาวาสชัดเจน
มีหลักฐานปรากฏในศิลาจารึกไว้ว่า หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนาพระ บรมมหาราชวังแล้ว ทรงพระราชดำริว่า มีวัดเก่าขนาบพระบรมมหาราชวัง ๒ วัด ด้านเหนือ คือ วัดสลัก (วัดมหาธาตุฯ) ด้านใต้คือ วัดโพธาราม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ขุนนางเจ้าทรงกรม ช่างสิบหมู่อำนวยการบูรณะปฏิสังขรณ์ เริ่มเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๑
ใช้เวลา ๗ ปี ๕ เดือน ๒๘ วัน จึงแล้วเสร็จ และโปรดฯ ให้มีการฉลองเมื่อ ๒๓๔๔ พระราชทานนามใหม่ ว่า “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาศ” ต่อมารัชกาลที่ ๔ ได้โปรดฯ ให้เปลี่ยนท้าย นามวัดเป็น "วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม"
พระพุทธไสยาสน์
ครั้นรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ นานถึง ๑๖ ปี ๗ เดือน ขยายเขตพระอารามด้านใต้และตะวันตก คือ ส่วนที่เป็นพระ วิหารพระพุทธไสยาสน์สวน มิสกวัน สถาปนาขึ้นใหม่พระมณฑป ศาลาการเปรียญ และสระจระเข้บูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ เป็นโบราณสถาน ในพระอารามหลวง ที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ แม้การบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งล่าสุดเมื่อฉลองกรุงเทพฯ ๒๐๐ ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ เป็นเพียงซ่อมสร้างของเก่าให้ดีขึ้น มิได้สร้างเสริมสิ่งใดๆ
เกร็ดประวัติศาสตร์ ของการสถาปนาและการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์แห่งนี้ บันทึกไว้ว่า รัชกาลที่ ๑ และที่ ๓ ขุนนาง เจ้าทรงกรมช่างสิบหมู่ ได้ระดมช่างในราชสำนักช่างวังหลวง ช่างวังหน้า และช่างพระสงฆ์ที่อยู่ในวัดต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญงานศิลปกรรมสาขาต่างๆ ได้ทุ่มเทผลงานสร้าง สรรค์พุทธสถานและสรรพสิ่งที่ประดับอยู่ในวัดพระอารามหลวงด้วยพลังศรัทธาตามพ ระราชประสงค์ของพระองค์ท่านที่ให้เป็นแหล่งรวมสรรพศิลป์ สรรพศาสตร์ เปรียบเป็นมหาวิทยาลัยแห่งสรรพวิชาไทย (มหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรก) ที่รวมเอาภูมิปัญญาไทย ไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานไทยได้เรียนรู้กับอย่างไม่รู้จบสิ้น
สถานที่น่าสนใจ
พระอุโบสถ
พระอุโบสถ
สรรพศิลป์ สรรพศาสตร์ ในวัดโพธิ์พระอารามหลวงซึ่งบุรพมหากษัตริย์ แห่งราชวงศ์จักรี รัชสมัยรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะปฏิสังขรณ์รวมกาลสมัยของ ๒ พระองค์ นานถึง ๒๕ ปี ดังนั้นการเข้าไปเที่ยวชมแต่ละครั้งที่เรามีเวลาอย่างน้อยครั้งละ ๒ - ๓ ชั่งโมงนั้นนับเป็นการชมอย่างกวาดตา หากจะพินิจพิเคราะห์หยั่งลึกลงไปถึงแก่นแท้แห่งภูมิปัญญาช่างศิลป์ไทยกัน แล้วนับว่าชั่วชีวิตกันทีเดียว
พระอุโบสถ ตามคติความเชื่อของพุทธศาสนิกชน เขตวิสุงคามสีมาหรือพระอุโบสถ เป็นพุทธศาสนสถานที่สำคัญที่สุด ถ้าวัดใดไม่มีอุโบสถหรือมีอุโบสถแต่ยังไม่ได้ผูกพัทธสีมาจะเป็นวัดที่สำคัญ ยังไม่ได
พระอุโบสถ สร้างสมัยรัชกาลที่ ๑ ตามแบบศิลปะอยุธยาตอนปลายและขยายใหญ่ขึ้นเท่าที่เห็นในสมัยรัชกาลที่ ๓ ซุ้มจรณัมประจำประตูหน้าต่างฉลัก (สลัก) ด้วย ไม้แก่นยอดเป็นทรงมงกุฎลงรักปิดทองประดับกระจกบานประตูพระอุโบสถด้านนอกลาย ประดับมุกเป็นลายภาพเรื่องรามเกียรติ์ ด้านในเขียนลายรดน้ำรูปพัดยศพระราชาคณะพระครูสัญญาบัตรฐานานุกรมเปรียญทั้ง ฝ่ายคามวาสีและอรัญวาสีในกรุงและหัวเมือง
พระพุทธเทวปฏิมากร
พระประธาน เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ นามว่า พระพุทธเทวปฏิมากรที่ฐานชุกชี ก่อไว้ ๓ ชั้น ชั้นที่ ๑ บรรจุพระบรมอัฐิและพระราชสรีรังคารรัชกาลที่ ๑ ไว้ ชั้นที่ ๒ ประดิษฐานรูปพระอัครสาวกทั้งสององค์ฐานชุกชี ชั้นล่างสุดประดิษฐานพระมหาสาวก ๘ องค์ (พระอรหันต์ ๘ ทิศ) จิตรกรรมประดับผนังพระอุโบสถเหนือต่างขึ้นไปเขียนเรื่องมโหสถบัณฑิต (มหาบัณฑิตแห่งมิถิลานคร) คอสองในประธานทั้งสองข้างเขียนเรื่องเมืองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช ผนังประตูหน้าต่างเขียนเรื่องพระสาวกเอตทัคคะ ๔๑ องค์บานหน้าต่างด้านในเขียนลายรดน้ำเป็นรูปตราประจำตำแหน่งเจ้าคณะสงฆ์ใน กรุงและหัวเมือง สมัยรัชกาลที่ ๓ ด้านนอกแกะสลักเป็นลายแก้วชิงดวง
ซุ้มประตูทรงมงกุฏ
ซุ้มประตูทรงมงกุฏ
ซุ้มประตูทางเข้าวัดหากท่านเงยหน้ามองจะเห็นซุ้มประตูทรงมงกุฎประดับ กระเบื้องที่ตัดเป็น รูปกลีบดอกไม้เรียงกันลดหลั่นสีสันสดสวย งานกระเบื้องเครื่องถ้วยลวดลายสีสันต่างๆ นำมาตัดด้วยคีมเหล็กและเล็มจนมนเป็นกลีบดอกไม้แล้วนำมาเรียงเป็นลวดลาย ดอกไม้ ประดับอยู่ตามพุทธสถานต่างๆ ในวัดนี้นับเป็นประณีตศิลป์ที่เป็นอยู่ทั่วไปซุ้มประตูเข้าเขตพุทธาวาสมี ทั้งหมด ๑๖ ประตู เกร็ดประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่างานสถาปัตยกรรมเครื่องยอดทรงมงกุฎนี้เป็นรูป แบบที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงพอพระราชหฤทัยเป็นพิเศษ
เมื่อลอดซุ้มประตูทรงมงกุฎเข้าไปทุกประตู เมื่อท่านหันหลังกลับจะเห็นตุ๊กตารูปสลักศิลาหน้าตา เป็นจีน มือถือศาสตราวุธ ยืนเฝ้าด้านซ้ายขวาเรียกว่า “ลั่นถัน นายทวารบาล” ขอให้ยืนชมและถ่ายรูปก่อน รูปตุ๊กตาศิลปะจีนนั้นท่านจะเห็นตั้งประดับอยู่มากมายหลายแห่ง
พระมหาสถูป
พระมหาสถูป
พระมหาสถูปหรือพระปรางค์ประดิษฐานอยู่มุมลานพระอุโบสถชั้นนอกทั้ง ๔ ด้าน ๔ องค์พระปรางค์แบบนี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่า “พระอัคฆีย์เจดีย์” บุด้วยหินอ่อนมีเทวรูปท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ หล่อด้วยดีบุกลงรักปิดทองประดับกระจกประจำทั้งสี่ทิศขององค์พระปรางค์
องค์ที่ประดิษฐานด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ด้านหน้าพระอุโบสถนามว่า “พระพุทธมังคละกายพันธนามหาสถูป” ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ นามว่า “พระพุทธธรรมจักปวัตะนะปาทุกามหาสถูป” ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้หลังพระอุโบสถนามว่า “พระพุทธวิไนยปิฏกะสูจิฆรามหาสถูป”และด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือนามว่า “พระพุทธอภิธรรมธระวาสีปริกขาระมหาสถูป”
กำแพงแก้ว
กำแพงแก้ว
กำแพงแก้ว ล้อมลานพระอุโบสถ มีซุ้มประตู ๘ ซุ้มและซุ้มพัทธสีมา ๘ ซุ้ม ทำแปลกจากของเดิม กำแพงแก้วด้านนอกประดับศิลาลายฉลัก(สลัก) เป็นรูปภูเขาต้นไม้และรูปสัตว์ต่างๆ ซุ้มประตูทางเข้า ๘ ซุ้ม (ประตูทรงมงคล) สร้างด้วยหินแกรนิตแกะสลัก มีรูปหล่อสางแปลงเนื้อสำริดประตูละหนึ่งคู่
พนัก ระหว่างเสาเฉลียงพระอุโบสถด้านนอกประดับศิลาจำหลักภาพเรื่องรามเกียรติ์ ๑๕๒ ภาพมีโคลงจารึกบอกเนื้อเรื่องติดไว้ ภาพสลักศิลาเหล่านี้ มาจากภาพหนังใหญ่ รัชกาลที่ ๓ ทรงมีพระราชปรารภว่า “หนังใหญ่เป็นการเล่นมหรสพของไทยมาแต่อยุธยาตอนต้นถึงสมัยรัตนโกสินทร์ การเล่นหนังใหญ่ต้องใช้ศิลปะชั้นสูงหลายด้าน เพราะเหตุนี้ การเล่นหนังใหญ่จึงเป็นของเล่นให้ดีได้ยาก นับวันแต่จะโทรมลงไป เพื่อให้อนุชนได้ชมภาพตัวหนังดังกล่าวจึงให้เอาตัวหนังใหญ่มาแกะลงบนแผ่น ศิลาให้เหมือนหนังฉลุทุกส่วนติดไว้ให้ชม” ท่านจะเห็นฝีมือลวดลายจำหลักเหล่านี้ละเอียดประณีตวิจิตรงดงามยิ่งนักมีผู้ สนใจงานศิลปะมาของลอกภาพกันมาก ภาพรามเกียรติ์เหล่านี้เคยเป็นสินค้าของที่ระลึกสัญลักษณ์ของวัดโพธิ์ ต่อมาแรงกดลอกลายภาพซ้ำๆ นับแรมปี ทำให้ลวดลายจางลง จึงมีประกาศห้ามลอกลายภาพกัน
พระระเบียง
พระพุทธรูปปางนาคปรก
พระระเบียง สร้างรอบพระอุโบสถอยู่สองชั้น ทั้งสองชั้นเชื่อมต่อด้วยพระวิหารทิศ อยู่รอบพระอุโบสถทั้งสี่ทิศ พระระเบียงชั้นในประดิษฐานพระพุทธรูป ๑๕๐ องค์ พระระเบียงชั้นนอกประดิษฐานพระพุทธรูป ๒๔๔ องค์ เป็นพระพุทธรูปที่รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญมาจากหัวเมืองฝ่ายเหนือ
ปัจจุบัน ทางวัดได้บูรณะปฏิสังขรณ์ปิดทองพระพุทธรูปทุกองค์ล้วนแต่เป็นเนื้อสำริดทั้ง นั้น งดงามอร่ามตาแล้วติดกระจกล้อมไว้หมด เพื่อรักษาความสะอาดและป้องกันนกค้างคาว ไปเกาะจับทำสกปรกตามเสาพระระเบียง รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้จารึกเพลงยาวกลอักษร เพลงยาวกลบท และตำราฉันท์ต่างๆ อยู่ในกรอบศิลารวม ๑๐๐ แผ่น
พระพุทธโลกนาถพระพุทธชินศรีพระพุทธมารวิชัย
พระวิหารทิศตะวันออก ประดิษฐานพระ พุทธรูปปางมารวิชัย นามว่า “พระเจ้าตรัสในควงไม้พระมหาโพธิ์” (พระพุทธเจ้าตรัสรู้ประทับใต้ต้นโพธิ์) ต่อมารัชกาลที่ ๔ ถวายพระนามใหม่ว่า “พระพุทธมารวิชัยอภัยปรปักษ์อัครพฤกษ์โพธิภิรมย์อภิสมพุทธบพิตร” มุขหลังประดิษฐานพระพุทธรูปยืนสูง ๑๐ เมตร หล่อด้วยสำริดอัญเชิญมาจากวัดพระศรีสรรเพชญ์กรุงเก่ามานามว่า “พระพุทธโลกนาถศาสดาจารย์” และมีแผ่นศิลาจารึกการสถาปนาวัดโพธิ์ที่ผนังด้านตะวันตกซุ้มประตูหิน (แบบจีน) หน้าพระพุทธโลกนาถบางท่านเรียกว่า “โขลนทวาร” (ประตูป่าหรือประตูสวรรค์) เข้าใจว่านำมาจากประเทศจีน
พระวิหารทิศใต้ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา อัญเชิญมาจากกรุงเก่านามว่า “พระพุทธชินราช วโรวาทธรรมจักร อัครปฐมเทศนา นราศภบพิตร”
พระวิหารทิศตะวันตก ประดิษฐานพระพุทธรูปปางนาคปรก อัญเชิญมาจากลพบุรีนามว่า “พระพุทธชินศรีมุนีนาถ อุรคอาสนบัลลังก์ อุทธังทิศภาคนาคปรกดิลกภพบพิตร”
พระวิหารทิศเหนือ ประดิษฐานพระปางป่าเลไลยก์ นามว่า “ พระพุทธปาลิไลย ภิรัติไตรวิเวก เอกจาริกสมาจาร วิมุติญาณบพิตร “ เป็นพระพุทธรูปที่หล่อขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ ๑ เพียงองค์เดียวเท่านั้น
สำหรับ ผู้ที่สนใจพุทธศิลป์เกี่ยวกับพระพุทธรูปที่พระระเบียงแล้วเป็นส่วนที่เข้าไป เดินพินิจพุทธลักษณะ และศิลปะการสร้างสมัยต่างๆ ได้ เช่นเดียวกันกับผู้ที่สนใจโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน อาจใช้เวลาไปเดินอ่านรอบพระระเบียงนี้ เมื่อได้ไปเดินอ่านและชมย่อมได้รับความรู้ทั้งด้านพุทธศิลป์ และภาษาไทยชั้นยอดกว่าในตำราทีเดียว
พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล พระมหาเจดีย์ทั้งสี่องค์อยู่ในบริเวณกำแพงสีขาว ซุ้มประตูทางเข้าเป็นสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์แบบจีน ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ เครื่องถ้วยหลากสี มีตุ๊กตาหินจีนประตูละคู่ พระมหาเจดีย์แต่ละองค์เป็นเจดีย์ย่อไม้สิบสองเพิ่มมุมสูง ๔๒ เมตร ประดับกระเบื้องเคลือบและกระเบื้องเครื่องถ้วยลวดลายต่างๆ สังเกตได้ง่าย
องค์ประกอบด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียว นามว่า พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชดาญาณ สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ เพื่อครอบพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่สูง ๑๖ เมตร ได้ชะลอมาจากพระราชวังที่กรุงศรีอยุธยา ภายในบรรจุพระบรมธาตุ นับเป็นพระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ ๑
พระมหาเจดีย์องค์ที่ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีขาว นามว่า พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกรกนิทาน สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ ทรงพระราชอุทิศถวายแด่พระบรมราชชนก คือรัชกาลที่ ๒ นับเป็นพระมหารัชกาลที่ ๒
พระมหาเจดีย์องค์ที่ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีเหลือง นามว่า พระมหาเจดีย์มุนีบัตบริขาร สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ ทรงพระราชถวายอุทิศถวายเป็นพุทธบูชา นับเป็นพระมหาเจดีย์ประจำพระองค์
พระ มหาเจดีย์องค์ที่ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีขาบหรือน้ำเงินเข้ม เป็นพระมหาเจดีย์ที่รัชกาลที่ ๔ ทรงสร้างขึ้นตามแบบพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย กรุงศรีอยุธยา นามว่า พระมหาเจดีย์ทรงพระศรีสุริโยทัย เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา
สมัย รัชกาลที่ ๔ นั้นได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระมหาเจดีย์ทรงพระศรีสุริโยทัยไว้ ๑ องค์ แต่ยังไม่แล้วเสร็จ ครั้นใกล้จะเสด็จสวรรคตได้มีพระราชดำรัสเฉพาะกับรัชกาลที่ ๕ ว่า “พระเจดีย์วัดพระเชตุพนฯ นั้นกลายเป็นใส่คะแนนพระเจ้าแผ่นดินไป ถ้าจะใส่คะแนนอยู่เสมอจะไม่มีที่สร้าง ควรจะถือว่าพระเจ้าแผ่นดินทั้งสี่พระองค์นั้นท่านได้เคยเห็นกันทั้งสี่ พระองค์จึงควรมีพระเจดีย์อยู่ด้วยกัน ต่อไปอย่าให้ต้องสร้างทุกแผ่นดินเลย” (พระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ เรื่อง จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี)
พระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว ประดิษฐานอยู่ตรงมุมพระวิหารคดทั้งสี่ด้าน ประกอบด้วยพระเจดีย์ใหญ่ ตรงกลางล้อมรอบด้วยพระเจดีย์เล็กสี่องค์ รวมห้าองค์อยู่บนฐานเดียวกัน เป็นสถาปัตยกรรมเจดีย์ย่อไม้สิบสองและเจดีย์แบบไม้สิบสองเพิ่มมุม (มุมเจดีย์มีย่อสามมุมสี่ด้านโดยรอบ นับได้สิบสองเรียกย่อไม้สิบสอง ถ้ามากกว่าสิบสองก็เรียกว่าเจดีย์แบบไม้สิบสองเพิ่มมุม) ประดับกระเบื้องเครื่องถ้วยตัดประดิษฐ์ ลวดลายดอกไม้งามวิจิตร ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุทุกองค์ พระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียวนี้ สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑
พระเจดีย์ราย ประดิษฐานอยู่รายรอบพระระเบียงชั้นนอก เป็นสถาปัตยกรรมคล้ายเจดีย์หมู่ เจดีย์ย่อไม้สิบสอง มีทั้งหมด ๗๑ องค์ สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ เดิมนั้น รัชกาลที่ ๓ ทรงมีพระราชประสงค์ให้เป็นที่บรรจุอัฐิของเจ้านายเชื้อพระวงศ์
เขามอ
เขามอ
หรือ สวนหย่อม เป็นสวนหินปลูกไม้ประดับที่รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้รื้อขนก้อนศิลาใหญ่ และเล็กซึ่งก่อเป็นภูเขาในสวนขวาในพระบรมมหาราชวัง แต่ครั้งรัชกาลที่ ๒ มาก่อนเป็นภูเขาเป็นสวนประดับรอบวัด ปลูกต้นไม้ไว้ตามเชิงเขาและบนเขา มีทั้งสถูปและเสาโคมแบบจีน รูปตุ๊กตาจีนและรูปสัตว์จัตุบาท (สัตว์สี่เท้า) ต่างๆ เรียงรายอยู่ทั่วไปทั้งบนเขา และเชิงเขา เขามอมีทั้งหมด ๒๔ ลูก เช่น เขาประดู่ เขาสะเดา เขาอโศก เขาสมอ เขาฤษีดัดตน เขาศิวลึงค์ เป็นต้น พรรณไม้ที่ปลูกประดับส่วนใหญ่ตายลงทางวัดได้ปรับปรุงเป็นสวนหิน ประดับด้วยไม้ดอกไม้ใบนับเป็นมุมนั่งพักผ่อนที่เพลิดเพลินตาเย็นกายสบายใจ
เขาฤาษีดัดตน
เขาฤาษีดัดตน
คือ สวนสุขภาพแห่งหนึ่งอยู่ใกล้กับพระวิหารทิศใต้ เป็นพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ ๑ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมการแพทย์แผนโบราณและศิลปวิทยาการครั้งกรุงศรีอยุธยาไว้ ทรงพระราชดำริเอาท่าดัดตนอันเป็นการพักผ่อนอิริยาบถ แก้ปวดเมื่อยตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ประยุกต์รวมกับคติไทยที่ยกย่องฤษีเป็นครูผู้ประสิทธิ์ประสาทศิลปวิทยาการ ต่างๆ เป็นรูปปั้นฤษีดัดตนท่าต่างๆ สมัยแรกสร้างนั้นปั้นด้วยดิน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๓ หล่อเป็นเนื้อชินอยู่จนถึงปัจจุบันเดิมมีทั้งหมด ๘๐ ท่า แต่ปัจจุบันคงเหลืออยู่ ๒๔ ท่า
ปั้นฤษีดัดตน
เป็น ท่าตรงตามหลักโยคะของโยคีอินเดียเป็นการออกกำลังกายที่ใช้ศิลปะ เพื่อการมีสุขภาพที่แข็งแรง นอกจากนั้นยังมีโคลงสี่สุภาพ ซึ่งจารึกไว้ในแผ่นศิลาประดับอยู่ตามศาลาราย ปัจจุบันได้รวบรวมไว้ที่ศาลาราย เช่น ศาลาเปลื้องเครื่อง (โรงเรียนแพทย์แผนโบราณ) เป็นต้น โคลงภาพฤษีดัดตน เป็นตำรากายภาพบำบัดของแพทย์ไทย แผนโบราณอันเป็นพระราชประสงค์ ขององค์พระพุทธบุรพมหากษัตริย์ที่ทรงพระราชดำริให้วัดนี้เป็นแหล่งรวม วิชาการ
ศาลาราย
ศาลารายล้อมลานวัดทั้งข้างใน (รอบพระอุโบสถ ) และข้างนอก (แต่กำแพงสกัดออกไป) ของเดิมไม่มีเฉลียงลด ก่อล้อมเป็นช่องกุฎ (ช่องที่ทำเป็นเขาจำลอง) รื้อก่อใหม่ในรัชกาลที่ ๓ ต่อเฉลียงออกไปรอบตัวลดพื้นที่เป็นสองชั้นแต่สามด้าน (คือด้านหน้าและด้านสกัดทั้งสองด้าน) ศาลารายคู่หน้าพระมหาเจดีย์ ศาลาคู่นี้อยู่ระหว่างพระมหาเจดีย์และพระอุโบสถ ศาลารายหลังเหนือจารึกตำรานวดแผนโบราณ มีจิตรกรรมรายเส้นบอกตำแหน่งนวด จารึกอยู่ที่คอสองเฉลียงลดมีจำนวน ๓๒ แผ่น ด้านหลังจารึกสุภาษิตพระร่วง (ปฐมสุภาษิตของไทย) กฤษณาสองน้องคำฉันท์ และภาพเขียนขบวนแห่กฐินพยุหยาตราสถลมารค ศาลารายรอบวัด มีจำนวน ๑๖ หลัง คอสองเฉลียงและคอสองในประธาน มีจิตรกรรมฝาผนังเรื่องเอกนิบาตชาดก (พระเจ้าห้าร้อยห้าสิบชาติ) เขียนศาลาละ ๓๖ เรื่อง ศาลาทศชาติอยู่ด้านทิศใต้ของศาลาการเปรียญ ในศาลารายแต่ละหลัง นอกจากมีจิตรกรรมแล้วก็ยังมีภาพสลักไม้ในวรรณคดีพระอภัยมณี และชีวิตพื้นบ้านทั่วไป ส่วนฤษีดัดตนนั้นเคยอยู่ในช่องกุฎของศาลา ปัจจุบันนี้ยังอยู่ดูวิธีการจัดหินสวนเขาแบบย่อได้ที่ศาลาหมอนวดคู่หน้าวัด และที่โรงเรียนวัดพระเชตุพนตามช่องกุฎเล็กท้ายศาลา และหัวศาลา มีรูปปั้นคนต่างภาษา ๓๒ รูป ปัจจุบันเหลือ ๒ ภาษา คือ ญี่ปุ่นชาวโอกินาวาและชาวจีนซัวเถา
ที่มา http://www.watpho.com/