พระเจดีย์ : ชื่อเรียกสิ่งก่อสร้างในงานสถาปัตยกรรมไทยประเภทหนึ่ง มีรูปทรงสัณฐานคล้ายรูปกรวยแหลม นิยมใช้เป็นหลักประธานของวัด ในฐานะที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าหรือในฐานะสื่อสัญลักษณ์แทน พระสัพพัญญูเจ้า
คำว่าเจดีย์มีที่มาจากคำว่า “เจติยะ” ในภาษาบาลี หรือ “ไจตย” ในภาษาสันสกฤต ซึ่งจะมีความหมายที่กว้าง เพราะหมายถึงสิ่งที่ใช้เป็นอนุสรณ์ให้ระลึกถึง หรือสิ่งที่สร้างขึ้นเป็นเครื่องรำลึกทั้งนี้เฉพาะแต่เจดีย์ครั้งหลัง พุทธกาลที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนานั้น มีการกำหนดให้สร้างขึ้น ๔ อย่างได้แก่

 


  1. ๑. ธาตุเจดีย์ คือ สิ่งก่อสร้างอย่างที่เรียกว่า “พระสถูป” ที่สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า

  2. ๒. ธรรมเจดีย์ คือ พระธรรมคำสั่งสอนทั้งมวลของพระพุทธเจ้า ทั้งที่จารึกลงเป็นพระคัมภีร์หรือหนังสือ เช่น คัมภีร์พระไตรปิฎกหรือแผ่นจารึกอักษรธรรม เป็นต้น

  3. ๓. บริโภคเจดีย์ คือ สถานที่สำคัญ ๔ แห่ง ที่เคยเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธองค์เมื่อครั้งยังมีพระชนม์ชีพอยู่ ซึ่งทรงอนุญาตให้ใช้เป็นสังเวชนียสถานสำหรับพุทธศาสนิกชนใช้เป็นที่รำลึกถึง พระองค์ ได้แก่

    • ณ ป่าลุมพินีวัน เมืองกบิลพัสดุ์ สถานที่ทรงประสูติ

    • ณ ต้นโพธิ์ ตำบลพุทธคยา สถานที่ทรงตรัสรู้

    • ณ ตำบลอิสิปัตนะมฤคทายวัน เมืองพาราณสี สถานที่ทรงปฐมเทศนา

    • ณ ตำบลสาละวัน เมืองกุสินารา สถานที่ทรงเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน


  4. ๔. อุเทสิกะเจดีย์ คือ สิ่งที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศต่อพระพุทธองค์ เช่น พระพิมพ์ดินเผา พระพุทธบัลลังก์ เป็นต้น เชื่อกันว่ารูปแบบลักษณะเดิมของ “พระสถูป” นั้น มาจากการอิงแบบอย่างลักษณะของเนินดินที่พูนเป็นโคก ตรงที่ฝังอัฐิธาตุในวัฒนธรรมของชาวอินเดียที่นิยมให้มีการปักร่มหรือฉัตรบน โคกนั้นเพื่อแสดงเกียรติยศสำหรับบุคคลสำคัญซึ่งในเวลาต่อมาเมื่อมีการสร้าง เป็นพระสถูปก็อาศัยรูปแบบลักษณะนั้น โดยเฉพาะพระสถูปของพระพุทธองค์ นอกจากสร้างเป็นรูปโดมกลมใหญ่บนฐานสูงและทำเป็นเสาหินรับแผ่นหินกลมอย่าง ฉัตรแล้ว การทำเป็นบัลลังก์รูป ๔ เหลี่ยมเหนือยอดพระสถูปกลมเพื่อตั้งรับฉัตร ก็นับได้ว่าเป็นการสร้างสัญลักษณ์เพื่อให้หมายถึง “พระรัตนบัลลังก์” แห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง และองค์ประกอบดังกล่าวนี่เอง คือที่มาของการพัฒนารูปแบบพระสถูปเจดีย์ที่ให้อิทธิพลต่อกลุ่มประเทศต่างๆ ที่รับและนับถือพระพุทธศาสนาต่อจากอินเดียในเวลาต่อมา

 

ลักษณะและรูปแบบทางสถาปัตยกรรม

 

พระเจดีย์ในประเทศไทย จากหลักฐานที่ปรากฏที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบได้ในปัจจุบันคือสมัย ทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๘) ซึงส่วนใหญ่พังทลายเหลือแต่แนวฐาน จึงต้องสันนิษฐานรูปแบบจากพระสถูปจำลองขนาดเล็ก หรือจากภาพปูนปั้นเหนือผนังถ้ำบางแห่งหรือจากภาพสลักบนใบเสมาสมัยเดียวกัน ทำให้พอเห็นได้ว่ามีองค์ประกอบสำคัญ ๔ อย่าง คือ ฐาน องค์ระฆัง บัลลังก์ และยอด ซึ่งเป็นแบบแผนที่รับมาจากต้นแบบในอินเดีย สมัยต่อๆมาจึงได้พัฒนารูปแบบต่างๆไปตามยุคสมัยจวบจนถึงปัจจุบัน ภายใต้รูปแบบและลักษณะที่ตั้งอยู่บนกรอบโครงรูปทรงหลักที่มีอยู่ ๔ แบบคือ

 


  1. ๑. เจดีย์ทรงกลม หมายถึง พระเจดีย์ซึ่งมีโครงสร้างรูปทรงลักษณะโดยรวมเป็นอย่างรูปกรวยกลม พระเจดีย์ทรงกลมนี้ถือเป็นแบบแผนเฉพาะของพระเจดีย์ในประเทศไทยที่นิยมสร้าง กันมาแทบทุกสมัย
    เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ,วัดราชสิทธาราม ธนบุรี

  2. ๒. เจดีย์ ๘ เหลี่ยม หมายถึง พระเจดีย์ที่มีโครงสร้างรูปทรงลักษณะโดยรวมเป็นรูปกรวยแหลมแปดเหลี่ยม มีองค์ประกอบที่ใช้แบบแผนคล้ายกับพระเจดีย์ทรงกลมทั่วไป พระเจดีย์ทรงนี้มีพัฒนาการจากรูปแบบเจดีย์ทรงกลมอีกขั้นหนึ่ง โดยแทนที่จะเน้นตัวองค์ระฆังกลับเน้นที่ส่วนฐานแทนด้วยการยืดฐานขึ้นจนกลาย เป็นส่วนสำคัญไป
    เช่น วัดธรรมิกราช อยุธยา,วัดสุวรรณาวาส อยุธยา

  3. ๓. เจดีย์ ๔ เหลี่ยม หมายถึง พระเจดีย์ที่มีโครงสร้างรูปทรงลักษณะโดยรวมเป็นอย่างรูปกรวย ๔ เหลี่ยม แบ่งเป็น

    1. ๓.๑ เจดีย์ ๔ เหลี่ยมย่อมุม เป็นการนำองค์ประกอบและรูปทรงของเจดีย์ทรงกลมมาปรับเป็นเจดีย์ ๔ เหลี่ยมย่อมุม มีทั้งย่อเหลี่ยมไม้ ๑๒ ๑๖ และ ๒๐ ในเวลาต่อมาได้พัฒนารูปทรงเส้นกรอบนอกของโครงรูปให้เรียวแหลมยิ่งขึ้น เรียกรูปทรงอย่างนี้ว่า “ทรงจอมแห” หรือ “ไม้เรียวหวดฟ้า”

    2. ๓.๒ เจดีย์ ๔ เหลี่ยมฐานสูง เป็นแบบอย่างที่ใช้วิธียืดฐานปัทม์ชั้นบนให้สูงขึ้น เพื่อเป็นเรือนธาตุขององค์พระเจดีย์ ประดับซุ้มจรนำ นอกจากนี้ในบางสมัย อาทิ สมัยศรีวิชัยหรือล้านนายังนิยมทำเจดีย์จำลองขนาดเล็กประดับที่มุมทั้ง ๔ เหนือเรือนธาตุอีกด้วย เช่น เจดีย์ราย วัดเจดีย์เจ็ดแถว สุโขทัย, เจดีย์รายวัดพระราม อยุธยา ,พระบรมธาตุไชยา สุราษฎร์ธานี,พระเจดีย์เชียงยืน ลำพูน


  4. ๔. เจดีย์แบบเบ็ดเตล็ด หมายถึง พระเจดีย์ที่มีรูปแบบลักษณะเฉพาะที่ใช้กันในบางกลุ่มบางพื้นที่ ที่ไม่จัดให้อยู่ในรูปแบบทั้ง ๓ ลักษณะดังที่กล่าวมาแล้วเช่น
    - ทรงดอกบัวตูม คือ พระเจดีย์รูปทรงสูง มีฐานเขียงซ้อนลดหลั่นขึ้นไปรับเรือนธาตุ เทินปลายยอดด้วยรูปดอกบัวตูม
    - ทรงปราสาท คือ พระเจดีย์ทรง ๔ เหลี่ยม ที่มีรูปแบบของส่วนยอดอาคารทำเป็นชั้นคล้าหลังคาซ้อนกันหลายๆชั้น ก่อนรับองค์ระฆังกลมบนส่วนปลาย นิยมกันในกลุ่มพระเจดีย์แถบล้านนา
    เช่น เจดีย์ทรงดอกบัวตูม ,วัดสวนแก้วอุทยานน้อย สุโขทัย,เจดีย์ทรงดอกบัวตูม วัดมหาธาตุ สุโขทัย

 

ประเภทและตำแหน่งที่ตั้งของอาคาร

 

พระเจดีย์ที่ใช้ประกอบในผังเขตพุทธาวาส โดยทั่วไปแยกออกได้เป็น ๕ ประเภทตามตำแหน่งที่ตั้งและหน้าที่ คือ

 


  1. ๑. เจดีย์ประธาน หมายถึง พระเจดีย์ที่ถูกกำหนดให้เป็นอาคารหลักประธานของวัด จึงมักเป็นพระเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่สุดในผัง ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ ณ บริเวณกึ่งกลางผังหรือบนแนวแกนหลักด้านหลังพระอุโบสถหรือพระวิหาร ตำแหน่งเจดีย์ประธาน เช่น วัดกุฎีดาว อยุธยา, เจดีย์ประธาน วัดโสมนัสวิหาร

  2. ๒. เจดีย์ราย หมายถึง พระเจดีย์ขนาดย่อมที่ประกอบในผังในฐานะพระเจดีย์รอง โดยจะวางอยู่เรียงรายรอบอาคารประธาน เจดีย์ราย วัดพระศรีสรรเพชญ์ อยุธยา, เจดีย์ราย วัดพระเชตุพนฯ กรุงเทพฯ

  3. ๓. เจดีย์ทิศ หมายถึง พระเจดีย์รองสำคัญในผังที่ถูกกำหนดให้ตั้งประกอบในผังที่ทิศทั้ง ๔ หรือมุมทั้ง ๔ ของผัง อย่างที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “เจดีย์มุม” ,ตำแหน่งเจดีย์ทิศ วัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยา, เจดีย์ทิศวัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยา

  4. ๔. เจดีย์คู่ หมายถึง พระเจดีย์ที่ทำเป็นคู่ ตั้งอยู่ด้านหน้าอาคารสำคัญอย่างพระอุโบสถหรือพระวิหาร หรือพระปรางค์ เจดีย์คู่ วัดชิโนรส ธนบุรี เจดีย์คู่ วัดไชยวัฒนาราม อยุธยา

  5. ๕. เจดีย์หมู่ หมายถึง พระเจดีย์ที่สร้างเป็นกลุ่มหรือหมู่ในบริเวณเดียวกัน โดยเน้นความสำคัญของทั้งกลุ่ม ไม่ได้เน้นที่องค์ใดองค์หนึ่งโดยเฉพาะ