ชื่อสามัญ
วัดพระแก้ว
ประเภท
พระอารามหลวงชั้นพิเศษ
ที่ตั้ง
ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๐๐
พระประธาน
พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร
พระพุทธรูปสำคัญ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระสัมพุทธพรรณี พระชัยหลังช้าง พระคันธารราษฎร์ พระนาก

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

Wat Phrasriratana Sasdaram (Wat Phra Kaeo) or the Temple of the Emerald Buddha

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่เรียกกันอย่างสั้นๆ ว่า “วัดพระแก้ว” เป็นวัดที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ “พระแก้วมรกต” เป็นพระอารามหลวงที่สร้างขึ้นพร้อมพระบรมมหาราชวัง ใน พ.ศ.๒๓๒๖ แล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๓๒๘ เมื่อวัดคู่บ้านคู่เมืองนี้สร้างเสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ จึงได้ทรงประกอบพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณีอีกครั้งหนึ่งภายในพระ อารามหลวงแห่งนี้ในปี พ.ศ. ๒๓๒๘

วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นวัดที่มีเฉพาะเขตพุทธาวาส ไม่มีเขตสังฆาวาสให้พระสงฆ์อยู่จำพรรษา ทั้งนี้เป็นการสร้างตามธรรมเนียมปฏิบัติมาแต่โบราณ ซึ่งอาจมีมาแล้วตั้งแต่เมื่อครั้งกรุงสุโขทัย เช่นที่วัดมหาธาตุ สันนิษฐานว่าเป็นวัดที่อยู่ในเขตพระราชวัง ส่วนที่พบหลักฐานชัดเจนได้แก่ วัดพระศรีสรรเพชญที่อยู่ในเขตพระราชวังในสมัยกรุงศรีอยุธยา ทั้งนี้เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระคู่บ้านคู่เมือง ในกรณีของกรุงรัตนโกสินทร์จึงเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร

วัดพระศรีรัตนศาสดารามตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของพระบรมมหาราช วังมีการแบ่งเขตระหว่างพระราชวังกับวัดโดยส่วนของวัดนั้นมีระเบียงคดล้อมรอบ ซึ่งตั้งแต่เมื่อแรกสร้างในรัชกาลที่ ๑-๓ มีพระอุโบสถเป็นประธานของวัด ด้านหน้าพระอุโบสถมีเจดีย์ทอง ๒ องค์ ประดิษฐานอยู่ มีระเบียงคดล้อมรอบ ต่อมาได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ โดยมีการสร้างอาคารเพิ่มเติมใหม่ทั้งแถว ได้แก่ สุวรรณเจดีย์ มณฑป และปราสาทพระเทพบิดร และโปรดเกล้าฯ ให้ชะลอเจดีย์ทองทั้งคู่นั้นมาประดิษฐานด้านหน้าของปราสาทพระเทพบิดรแทน และได้มีการขยายแนวระเบียงคดใหม่ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต)

พระแก้วมรกตหรือพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) มีประวัติความเป็นมาจากตำนานและพงศาวดารกล่าวถึงที่มาไว้หลายกระแส ส่วนใหญ่แล้วกล่าวถึงทางด้านปาฏิหาริย์เป็นสำคัญ ในส่วนที่ปรากฏในตำนานของชาวล้านนากล่าวว่าพระแก้วมรกตนั้นสร้างขึ้นที่ เมืองปาตลีบุตร ประเทศอินเดีย และได้อัญเชิญไปยังเกาะลังกาและอาณาจักรต่างๆ ได้แก่ พุกาม กัมพูชา ต่อมาได้เข้ามายังดินแดนไทยยังเมืองต่างๆ คือ ละโว้ อยุธยา กำแพงเพชร จนกระทั่งมาถึงอาณาจักรล้านนา เท่าที่พบพระแก้วมรกตในปี พ.ศ. ๑๙๑๗ ตรงกับสมัยของพระเจ้าสามฝั่งแกนพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนา โดยพบในเจดีย์องค์หนึ่งในเมืองเชียงรายเมื่อเจดีย์ถูกฟ้าผ่าทลายลงมา (ชื่อว่าวัดป่าเฮียะ ปัจจุบันคือวัดพระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย)

หลังจากพบแล้วได้มีการอัญเชิญเพื่อจะมาประดิษฐานยังเมืองเชียงใหม่ แต่ก็เกิดปาฏิหาริย์ทำให้พระแก้วมรกตนั้นต้องมาประดิษฐานอยู่ที่วัดพระแก้ว ดอนเต้า เมืองลำปาง จนมาถึงรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. ๑๙๙๘-๒๐๓๐) เมื่อคราวที่สร้างวัดเจดีย์หลวงเสร็จแล้วจึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตจากนคร ลำปางมาประดิษฐานในจระนำซุ้มด้านทิศตะวันออกของเจดีย์หลวงเมืองเชียงใหม่ จนมาถึงเมื่อคราวพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช พระอุปราชแห่งอาณาจักรล้านช้างมาปกครองล้านนาเป็นเวลา ๒ ปี (ระหว่างปี พ.ศ. ๒๐๙๘-๒๐๙๐) พระราชบิดาได้เสด็จสวรรคต พระเจ้าไชยเชษฐาจึงเสด็จกลับไปครองอาณาจักรล้านช้างพร้อมกับอัญเชิญพระแก้ว มรกตไปยังหลวงพระบาง และภายหลังได้ย้ายไปประดิษฐานยังวัดพระแก้วในนครเวียงจันทน์ จนกระทั่งถึงสมัยพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรีจึงได้ไปอัญเชิญพระแก้ว มรกตจากเวียงจันทร์มายังกรุงธนบุรีโดยสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และเมื่อย้ายเมืองหลวงมาเป็นกรุงเทพมหานครแล้วจึงได้สร้างพระอุโบสถวัดพระ ศรีรัตนศาสดารามเพื่อประดิษฐานมาจนถึงทุกวันนี้

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต)
พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต)

ระเบียงคดรอบวัดทั้ง ๔ ด้าน มีประตูทางเข้าวัดทั้งหมด ๗ ประตู ทิศตะวันออกมี ๒ ประตู ได้แก่ ประตูเกยเสด็จ (หน้า) และประตูหน้าวัว ประตูเกยเสด็จ (หน้า) เป็นประตูที่งดงามมาก มีเกยซึ่งเป็นธรรมเนียมโบราณไว้สำหรับเวลาเสด็จประพาสโดยทรงม้าหรือทรงช้าง และมีพลับพลาเปลื้องเครื่องอยู่ติดกัน ประตูเกยเสด็จ (หน้า) มียอดประตูทรงมงกุฏประดับด้วยกระเบื้องหลากสี งดงามยิ่งนักในยามที่แสงอาทิตย์สาดส่อง

ทิศเหนือ มี ๑ ประตู คือประตูวิหารยอด เป็นประตูเข้าออกวัดที่ตรงกับประตูพระบรมมหาราชวังที่ชื่อว่า “ประตูมณีนพรัตน์)

ทิศตะวันตก มี ๓ ประตู ได้แก่ ประตูพระฤาษี ประตูเกยเสด็จ (หลัง) และประตูสนามไชยที่ประตูเกยเสด็จ (หลัง) มีเกยและพลับพลาเปลื้องเครื่อง

ทิศใต้มี ๑ ประตู คือประตูศรีรัตนศาสดาราม เป็นประตูสู่เขตพระราชฐานชั้นกลาง เป็นทางสำหรับฝ่ายในพระบรมมหาราชวังออกมาทำบุญฟังเทศน์ ฟังธรรม ในปัจจุบันนี้เป็นประตูทางออกของนักท่องเที่ยว

ระเบียงคดรอบวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ระเบียงคดรอบวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

ประตูทั้งเจ็ดในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มียักษ์เป็นทวารบาลอยู่คู่หนึ่งยกเว้นแต่ประตูวิหารยอดไม่มียักษ์ทวารบาล โดยประตูหน้าวัวมียักษ์มักรกัณฐ์ เป็นยักษ์กายสีเขียว กับยักษ์วิรุฬหก เป็นยักษ์กายสีขาบหรือสีน้ำเงินแก่

ประตูวัดพระศรีรัตนศาสดารามมียักษ์ฝาแฝดเป็นทวารบาล ด้านซ้ายชื่อทศคีรีธร ด้านขวาชื่อทศคีรีวัน ทั้งสองเป็นลูกทศกัณฐ์กับนางช้างจึงมีปลายจมูกเป็นงวงช้างขนาดเล็กพอเป็น เครื่องหมาย

ภายในบริเวณวัดพระศรีรัตนศาสดารามประกอบด้วยศาสนสถานและศาสนวัตถุต่างๆ ที่นับเป็นยอดของฝีมือช่างในเวลาที่จัดสร้าง เช่น พระอุโบสถ ซึ่งมีพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) เป็นพระประธาน และมีพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่ ๒ องค์ ซึ่งฉลองพระองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

ศาลารายรอบพระอุโบสถ ๑๒ หลัง เป็นศาลาโถงไม่มีฝา ในสมัยก่อนศาลารายเป็นที่มรรคทายกอ่านหนังสือธรรมะให้ประชาชนฟังเวลามีงาน จนเกิดประเพณีสวดโอ้เอ้วิหารรายขึ้นในวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นที่แรก ต่อมาจึงมีการปฏิบัติอย่างเดียวกันในวัดอื่นๆ ในปัจจุบันศาลารายเป็นที่นั่งพักของนักท่องเที่ยวแต่ไม่ใช่ศาลารายที่สร้าง ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๑ เพราะว่ารัชกาลที่ ๗ ได้โปรดเกล้าฯ ให้รื้อศาลารายของเก่าลงทั้งหมด แล้วสร้างขึ้นใหม่ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ยักษ์ทวารบาลประจำประตู
ยักษ์ทวารบาลประจำประตู

พระอุโบสถ

พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามรัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นในปี พ.ศ. ๒๓๒๖ เพื่อประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรและเป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง ลักษณะของพระอุโบสถจัดเป็นแบบประเพณีนิยมที่สืบทอดมาจากกรุงศรีอยุธยาและมี ระเบียบเดียวกับวัดโดยทั่วไปในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ได้แก่ การมีพระอุโบสถเป็นประธานหลักของวัด มีระเบียงคดล้อมรอบ มีสิ่งปลูกสร้างสำคัญอื่นๆ ได้แก่ เจดีย์ มณฑป หอระฆัง หอพระมณเฑียรธรรม ศาลาราย เป็นต้น

พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

รูปแบบของพระอุโบสถเป็นอาคารแบบประเพณีนิยมได้แก่ การมีหลังคาซ้อนชั้นหลังคาเป็นเครื่องลำยอง ประกอบด้วย ป้านลมที่เป็นนาคลำยอง ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ส่วนหน้าบันเป็นงานไม้แกะสลักเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ ส่วนเสาเป็นเสาย่อมุม มีบัวหัวเสาเป็นบัวแวง มีคันทวยรองรับชายคา ลักษณะโดยรวมแล้วเหมือนกับอาคารแบบประเพณีนิยมที่น่าจะสืบทอดมาจากกรุง ศรีอยุธยา และได้พบอยู่ในกลุ่มวัดสำคัญในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่มีประวัติว่าเป็น วัดที่มีมาแล้วตั้งแต่เมื่อครั้งกรุงศรีอุยธยา เช่น วัดสุวรรณาราม เขตบางกอกน้อย เป็นต้น

อย่างไรก็ตามเนื่องจากวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นวัดสำคัญในเขตพระบรม มหาราชวัง จึงมีงานศิลปกรรมที่มีลักษณะพิเศษต่างจากวัดโดยทั่วๆ ไปหลายประการ ในส่วนของงานประดับตกแต่ง ตัวอย่างเช่น ส่วนฐานอาคารที่เรียกว่าเชิงบาตรหรือเอวขันธ์ ประดับด้วยแถวครุฑแบก ซึ่งเป็นครุฑยุคนาคเรียงล้อมรอบฐาน การประดับแนวครุฑแบกนี้โดยทั่วไปพบอยู่ในงานประดับเจดีย์ ส่วนที่เป็นงานประดับฐานอาคารพบเฉพาะที่เป็นปราสาทที่ประทับของพระมหา กษัตริย์เป็นสำคัญ ซึ่งพบหลักฐานแล้วตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากเขมร การที่อาคารมีครุฑแบกเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงสวรรค์ หรืออีกนัยหนึ่งอาจตีความได้ว่าผู้อยู่ในอาคารนั้นเป็นเชื้อสายของพระ นารายณ์

พระทวารและพระบัญชร (ซุ้มประตูและหน้าต่าง)

เป็นซุ้มยอดปราสาท ประกอบด้วยพระทวาร ด้านหน้า ๓ ทาง ด้านหลัง ๓ ทาง พระทวารกลางมีขนาดใหญ่กว่าด้านข้าง ส่วนพระบัญชรมีขนาดเล็กกว่าพระทวารแต่มีรูปแบบเดียวกันทั้งหมด การสร้างพระทวารและพระบัญชรที่เป็นยอดปราสาทแสดงถึงฐานันดรสูงสุดในบรรดาพระ อุโบสถอื่นนอกพระราชวัง กล่าวคือลักษณะของปราสาทยอดของพระทวารและพระบัญชรนี้ มีระบบของหลังคาชั้นซ้อนลดหลั่นกันแบบเสาตั้งคานทับซึ่งต่างจากยอดปราสาทโดย ทั่วไปที่จะเป็นแบบหลังคาลดชั้น

หน้าบัน

เป็นงานเครื่องไม้แกะสลักลงรักปิดทองประดับกระจก ศิลปกรรมแบบประเพณีนิยมเป็นลายพระนารายณ์ทรงครุฑตรงกลาง ล้อมรอบด้วยลายเครือก้านขด ลักษณะลวดลายดังกล่าวนิยมอยู่ในสมัยอยุธยาตอนปลาย ซึ่งสัญลักษณ์ของพระนารายณ์ทรงครุฑถือเป็นแบบแผนการสร้างวัดอย่างหนึ่งใน สมัยโบราณซึ่งสันนิษฐานว่าใช้เป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าแผ่นดิน

งานจิตรกรรมภายในพระอุโบสถ

ตามประวัติกล่าวว่าแต่เดิมเป็นงานเขียนในสมัยรัชกาลที่ ๑ มีการซ่อมแซมในสมัยรัชกาลที่ ๓ และการบูรณะครั้งสำคัญในสมัยรัชกาลที่ ๔ กล่าวว่ามีการเขียนภาพจิตรกรรมใหม่ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีการบูรณะเพิ่มเติมในสมัยรัชกาลที่ ๖ อีกด้วย อย่างไรก็ตามงานเขียนทั้งหมดยังเป็นงานจิตรกรรมแบบไทยประเพณีที่มีมาแต่ ครั้งโบราณ ทั้งเรื่องราวและรูปแบบที่เขียน กล่าวคือ ผนังสกัดด้านหลักพระประธานเขียนเรื่อง ไตรภูมิโลกสัณฐาน ด้านหน้าเป็นพุทธประวัติตอนมารผจญ ผนังด้านข้างเหนือกรอบหน้าต่างทั้ง ๒ ผนังเขียนภาพพุทธประวัติตอนต่างๆ เต็มพื้นที่และผนังระหว่างช่องหน้าต่างเป็นภาพทศชาติ

ซุ้มสีมา

มีลักษณะสำคัญคือเป็นทรงเรือนที่มีหลังคาเป็นปราสาทห้ายอด เป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอด มียอดประธานตรงกลางเป็นหลักที่มีขนาดใหญ่กว่า ส่วนองค์อื่นเป็นบริวารประดับเหนือสันหลังคา กล่าวกันว่าซุ้มสีมาวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นซุ้มสีมาที่มีความงามมาก ที่สุด ซุ้มสีมานี้น่าจะมีมาแล้วตั้งแต่เมื่อแรกสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ และน่าจะเป็นงานที่สืบต่อมาจากสมัยอยุธยาตอนปลาย

พระระเบียงคด

พระระเบียงคดที่รายล้อมพระราชวังทั้ง ๔ ด้านเป็นห้องยาวรายล้อมพระอารามแบบแผนเดียวกับพระระเบียงที่ปรากฏมาแล้ว ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น ในสมัยรัชกาลที่ ๑ นั้น พระระเบียงเป็นแนวตรงทั้งหมด ส่วนรูปแบบที่ปรากฏในปัจจุบันนี้เป็นงานที่ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาล ที่ ๔ จึงมีแนวระเบียงคดที่ขยายและหักมุมเพิ่มขึ้นเพราะมีการสร้างอาคารขึ้นใหม่ หลายหลัง ที่ผนังของพระระเบียงคดมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ตั้งแต่ต้นจนจบ รวม ๑๗๘ ภาพ พร้อมคำบรรยายใต้ภาพ

จิตรกรรมฝาผนังแห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้โปรดเกล้าฯ ให้ช่างเขียนภาพเล่าเรื่องรามเกียรติ์ตามที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ไว้เป็น บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งนับเป็นพระราชนิพนธ์ที่สำคัญที่สุดของพระองค์ ภาพเขียนทั้ง ๑๗๘ ภาพได้ซ่อมแซมหลายครั้ง คือในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และครั้งสุดท้ายในรัชกาลปัจจุบัน เมื่อครั้งฉลองกรุงเทพฯ ครบ ๒๐๐ ปี ใน พ.ศ. ๒๕๒๕

พระเจดีย์ทอง ๒ องค์

แต่เดิมตั้งอยู่ด้านหน้าพระอุโบสถ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ชะลอเจดีย์ทั้ง ๒ องค์นี้มาตั้งอยู่ในตำแหน่งปัจจุบัน ด้านข้างเหนือและใต้ของปราสาทพระเทพบิดร ลักษณะทางศิลปกรรมของเจดีย์ทองเป็นเจดีย์ทรงเครื่อง ประกอบด้วยฐานที่มียักษ์แบกชุดฐานสิงห์ ๓ ฐาน มีบัวทรงคลุ่มรองรับองค์ระฆัง ตั้งแต่ฐานถึงองค์ระฆังอยู่ในผังย่อมุมไม้ ๒๐ ส่วนยอดเป็นบัวทรงคลุ่มเถาและปลีตามลำดับ เจดีย์ทองจัดเป็นงานศิลปกรรมที่ทำสืบต่อมาจากสมัยอยุธยาตอนปลายและเป็นแบบ อย่างให้กับงานศิลปกรรมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่ ๑-๓)

พระเจดีย์ทอง
พระเจดีย์ทอง

พระอัษฏามหาเจดีย์

หรือพระปรางค์แปดองค์ ตามประวัติกล่าวว่าจะเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก อย่างไรไม่ปรากฏหลักฐาน แต่ปรากฏในหมายรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระปรางค์แปดองค์ใน จ.ศ. ๑๑๙๖ (พ.ศ. ๒๓๗๗) โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างที่ชัดเจน เพื่อให้เป็นตัวแทนของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระสาวก พระภิกษุณี พระโพธิสัตว์ และพระยาจักร และมีหมายรับสั่งในพิธีบรรจุพระบรมธาตุไว้ภายใน

รูปแบบศิลปกรรม เจดีย์ทรงปรางค์มีลักษณะทางศิลปกรรมเหมือนกันทุกองค์ จะแตกต่างกันเฉพาะการประดับกระเบื้องที่มีสีต่างกันเท่านั้น

พระอัษฏามหาเจดีย์
พระอัษฏามหาเจดีย์

พระศรีรัตนเจดีย์

เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัวได้มาจากลังกา พระศรีรันเจดีย์สร้างขึ้นใน พ.ศ. ๒๓๙๘ โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นโดยถ่ายแบบมาจากเจดีย์ประธานวัดพระศรีสรรเพชญ พระนครศรีอยุธยา เป็นเจดีย์ที่ก่ออิฐ ถือปูน ประดับกระเบื้องโมเสกทอง ภายในประดิษฐานเจดีย์ขนาดเล็กที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

พระศรีรัตนเจดีย์
พระศรีรัตนเจดีย์

พระมณฑป

ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างประสาทพระเทพบิดรและพระศรีรัตนเจดีย์ สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ ๑ แทนที่หอไตรที่ถูกไฟไหม้ สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระไตรปิฏกฉบับทองที่โปรดเกล้าฯ ให้สังคนา พระมณฑปนี้ได้รับการซ่อมครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖ มีการเปลี่ยนเครื่องบนลงรักปิดทอง ประดับกระจกสีเหลือง

พระมณฑป วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
พระมณฑป วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

ประสาทพระเทพบิดร

เดิมชื่อ พระพุทธปรางค์ปราสาท ต่อมานิยมเรียกกันว่าปราสาทพระเทพบิดรมากกว่าสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๘ และมาแล้วเสร็จในรัชกาลที่ ๕ พุทธปรางค์ปราสาทเป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๘ เป็นสถานที่สำคัญที่เปิดแต่เฉพาะวันสำคัญของชาติ คือวันจักรี วันฉัตรมงคล วันสงกรานต์ วันปิยมหาราช และวันเฉลิมพระชนมพรรษาในรัชกาลปัจจุบัน

หอระฆัง

ตั้งอยู่ชิดพระระเบียงด้านทิศใต้ของพระอุโบสถ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ อาจสร้างขึ้นในที่เดิมที่เคยมีมาแล้วตั้งแต่เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๑ และมีงานบูรณะซ่อมแซมในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยการลงรัก ปิดทอง ประดับกระจก และส่วนล่างประดับกระเบื้องเคลือบสี ภายในแขวนระฆังที่นำมาจากวัดสระเกศ

ที่มา พระอารามหลวงในกรุงเทพมหานคร--นครปฐม:มหาวิทยาลัยมหิดล ๒๕๕๐