วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม

วัด ราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม เป็นพระอารามหลวงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเล้าฯ ให้สร้างขึ้นในรัชกาลของพระองค์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๒ การสร้างวัดนี้ทรงนำเอาหลักเดิมแต่โบราณมาใช้ ดังเช่นวัดราชประดิษฐ์ฯกล่าวคือ ทรงสถาปนาพระมหาเจดีย์เป็นหล
ชื่อสามัญ
วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม
ประเภท
พระอารามหลวง ชั้นเอก วัดประจำรัชกาลที่ ๗
ที่ตั้ง
ถนนเฟื่องนคร แขวงวัดราชบพิตร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
( ที่อยู่ : ถนนเฟื่องนคร แขวงวัดราชบพิตร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร )
พระประธาน

พระพุทธรูปสำคัญ

ประวัติความเป็นมา

วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม เป็นพระอารามหลวงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเล้าฯ ให้สร้างขึ้นในรัชกาลของพระองค์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๒

มูลเหตุที่ทรงสร้างนั้นสืบเนื่องมาจากพระราชศรัทธาอันยิ่งใหญ่ และเป็นไปตามโบราณประเพณีนิยม ที่สมเด็จพระบรมราชบุพการีได้ทรงบำเพ็ญมา กล่าวคือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสร้างวัดพระเชตุพนฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล่านภาลัย ทรงสร้างวัดอรุณฯ พระบาสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างวัดราชโอรสาราม และพระบาทสมเด็จพระจอดเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาศรีมาราม

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงค์เธอพระองค์เจ้าประดิษฐวรการ ซึ่งกำกับราชการกรมช่างสิบหมู่ ทรงอำนวยการสร้างเป็นพระองค์แรก องค์ต่อมาคือพระเจ้าวรวงค์เธอชั้น๔ กรมหลวงสรรพศาสตร์ศุภกิจ และเมื่อผู้อำนวยการสร้างองค์ที่ ๒ สิ้นพระชนลงอีกจึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (ม.ร.ว.ปุ้ม มาลากุล) เป็นผู้อำนวยการจนเสร็จการ

การสร้างวัดนี้ทรงนำเอาหลักเดิมแต่โบราณมาใช้ ดังเช่นวัดราชประดิษฐ์ฯกล่าวคือ ทรงสถาปนาพระมหาเจดีย์เป็นหลัก ห้อมล้อมด้วยระเบียงวารทิศสองวิหารคือ ด้านเหนือและด้านใต้ สำหรับวิหารด้านเหนือนั้น ทรงสถาปนาเป็นพระอุโบสถ ภายในพระอุโบสถ ภายในพระอุโบสถพระวิหารตกแต่งออกแบบตามอย่างตะวันตกส่วนภายนอกออกแบบเป็น ศิลปะไทย

พระเจดีย์ใหญ่ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม

พระเจดีย์ใหญ่ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม

พระเจดีย์ใหญ่ เป็นพระเจดีย์ทรงกลมตั้งอยู่บนประฐานทักษิณ สูงระดับแนวหลังคาพระระเบียง ยอดพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่ฐานประทักษิณนั้นเจาะเป็นซุ้มไว้หลายซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปและรูปปั้น พระเถระสำคัญ ๆ

ด้านทิศตันตกของวัดจัดเป็นสุสานหลวงมีอนุสาวรีย์ก่อสร้างเป็นรูปเจดีญื และปรางค์แบบไทย แบบฝรั่งต่าง ๆ กันหลายแบบล้วนแต่งดงามประณีต

ส่วนทางด้านใต้อันเป็นเขตสังฆาวาสนั้น กุฏิล้วนก่อสร้างแบบตะวันตกทั้งสิ้น

การที่พระบาทพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานที่ให้สร้างวัดราชบพิตนี้ ได้โปรดให้มีบรมราชโองการพระราชทานวิสุงคามสีมา ลงวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๑๒ ปีมะเมีย โทศก จ.ศ. ๑๒๓๒ และยังได้พระราชทานที่อื่น ๆ อีกเป็นอุปจารของวัด รวมทั้งพระราชทานตึกแถวถนนเฟื่องนครอีกด้วย

วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม มีนามวัดแบ่งออกเป็น ๒ ตอนคือ ราชบพิธ แปลว่า พระเจ้าแผ่นดินทรงสร้าง และสถิตมหาสีมาราม แปลว่า เป็นวัดที่มีมหาสีมาหรือสีมาใหญ่ตั้งอยู่ เรื่องชื่อสร้อยของวัดนี้ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายว่า "เมื่อสร้างวัดราชบพิธเจริญรอยวัดราชประดิษฐ์หมดทุกอย่างจนกระทั่งทำมหาสีมา และชื่อวัดให้คล้ายกัน ชะรอยจะคิดเปลี่ยนสร้อยชื่อวัดราชประดิษฐ์เป็นสถิตย์ธรรมยุติการาม เอาสร้อยเดิมของวัดราชประดิษฐ์ไปใช้ วัดราชบพิธว่า สถิตย์มหาสีมาราม จะเป็นด้วยเหตุนี้ดอกระมัง"

นอกจากรายการสำคัญดังกล่าวแล้ว พระเจ้าวรวงค์เธอกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้ายังได้ทรงนิพนธ์ถึงถาวรวัตถุที่สร้างในระยะต่อมาแยกออก ได้เป็นส่วน ๆ ดังนี้

เขตพุทธาวาสคือ ด้านเหนือของวัด บนพื้นที่ที่ยกสูงกว่าระดับพื้นที่วัดโดยทั่วไปมี

    พระอุโบสถ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม

    พระอุโบสถ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม

  1. ๑. พระอุโบสถ ๕ ห้อง ข้างขวาและข้างซ้ายพระอุโบสถ มีวิหาร ๔ ห้อง ข้างหลังมีพระหาร ๕ ห้อง หลังคาลด มุขเด็ดทั้ง ๔ หลัง ระหว่าง ๔ ตอน แห่งพระอุโบสถและวิหาร ทิศมีวิหารคตต่อกันเห็นข้างนอก ๙ ห้อง เห็นข้างใน ๕ ห้องทุกตอน
  2. ๒.พระเจดีย์ใหญ่อยู่ระหว่างถาวรวัตถุที่กล่าวมาแล้วในข้อ ๑
  3. ๓.ศาลาเล็ก ๒ ห้อง บนกำแพงเก้าทิศละคู่รวม ๘ ห้อง

ตามระดับพื้นที่โดยทั่วไป

  1. ๑. ศาลาใหญ่ติดกำแพงวัดหน้าพระอุโบสถ ๕ ห้อง ระเบียง ๓ ด้าน ๒ หลัง
  2. ๒. ศาลาใหญ่ตดกำแพงวัดทั้ง ๒ ข้างพระอุโบสถ ๓ ห้องระเบียง ๓ ด้านข้างละ ๑ หลัง
  3. ๓. กำแพงรอบวัดและสีมาหินที่ตอนบนทำเป็นรูปเสมาธรรมจักร ประกอบกับกำแพงวัดทั้ง ๘ ทิศ
  4. ๔. ซุ้มประตูตามกำแพงวัดทั้ง ๔ ด้าน ด้านหน้า ๒ ประตู รวมเป็น ๘ ประตู
  5. ๕. กำแพงกั้นเขตพุทธาวาสและสังฆวาส อันเป็นที่จำพรรษาของพระภิกษุและสามเณร ๑ สาย มีซุ้มประตู ๔ ประตู
  6. ๖. มุมด้านตะวันออกตอนเหนือมีพลับพลาเปลื้องเครื่องและเกย ๑ หลัง

เขตสังฆาวาสอยู่ด้านใต้ของวัด ในบริเวณนี้มีถาวรวัตถุแบ่งออกเป็นคณะดังนี้คือ

  1. ๑. คณะนอกมีกุฏิ ๔ ห้อง ๒ หลัง ๑๐ ห้องห้อง ๒ หลัง มีผนังกั้นห้องระหว่าง ๒ ห้องทุกระยะ กุฏิเหล่านี้มีระเบียงข้างหน้าด้วย และมีหอฉัน ๓ ห้อง ระเบียงรอบ ๑ หลัง หน้าคณะมีศาลาทำบุญมีสระน้ำ หอระฆังข้างหน้ามีกุฏิ ๒ ห้อง มีระเบียงหน้าและหันเข้าหากันข้างละ ๑ หลัง ถาวรวัตถุในคณะนี้เป็น ๒ ชั้นทั้งนั้น
  2. ๒. คณะใน มีถาวรวัตถุเหมือนคณะนอก แปลกกันแต่คณะนี้มีหอกลอง ไม่มีหอระฆัง
  3. ๓. คณะกลาง มีกุฏิหลังใหญ่ ๕ ห้อง ๓ ชั้น ระเบียงรอบสำหรับเจ้าอาวาสอยู่ มีกุฏิ ๒ ห้อง ๒ ชั้น ระเบียงหน้าข้างละ ๒ หลัง และกุฏิ ๓ ห้อง ๒ ชั้น ระเบียงหน้าอีกข้างละ ๑ หลัง ภายหลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้รื้อพระที่นั่งสีตลาภิรมย์มาสร้างในคณะนี้ เป็นกุฏิเก๋ง ๓ ห้อง ๓ ชั้น ต่อมากุฏิหลังหใญ่อันเป็นกุฏิเจ้าอาวาสและกุฏิเก๋ง ๒ ชั้นข้างละ ๑ หลัง

การก่อสร้างเสนาสนะและถาวรวัตถุต่าง ๆ ในวัดนี้ใช้เวลาอยู่ประมาณ ๒๐ ปี เพราะหยุดบ้างทำบ้าง ซึ่งระหว่างเวลานี้เองที่ปรากฏว่ามีสิ่งชำรดทรุดโทรมไปบ้าง จำต้องปฏิสังขรณ์เท่าที่เห็นควรตามทุนทรัพย์ของทางวัดบ้าง พระราชทรัพย์ และเงินของพระบรมวงค์บ้าง รวมทั้งเงินของผู้มีจิตกุศลอื่น ๆ ด้วย

พระวรวงค์เธอพระองค์เจ้าอรุณนิภาคุณากร ทรงปกครองวัดตั้งแต่เริ่มสร้าง พ.ศ. ๒๔๑๒ ถึง พ.ศ. ๒๔๔๔ รวม ๓๒ ปี ได้ทรงปฏิสังขรณ์สิ่งก่อสร้างและสิ่งต่าง ๆ อีกมากมาย รายการที่สำคัญคือ ซ่อมพระอุโบสถ พระวิหาร กุฏิ ศาลาการเปรียญ โรงเรียน ฯลฯ

ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๕ เป็นต้นมาถึง พ.ศ.๒๔๘๒ พระเจ้าวรวงค์เธอกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้ทรงปฏิสังขรณ์สิ่งต่าง ๆ ภายในวัดอีกเป็นจำนวนมาก รายการที่สำคัญ คือ ซ่อมพระอุโบสถมีเพดาน ช่อฟ้า ใบระกา หางหงษ์ เชิงกลอน พื้นหน้าต่าง ผนังเสา ซุ้มประตู ซ่อมวิหารทิศ พระเจดีย์องค์ใหญ่ ศาลารอบนอก ฯลฯ

การปฏิสังขรณ์ในช่วงเวลาที่พระสานสนโสภณปกครองวัด ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๐ ถึง พ.ศ. ๒๔๘๙นั้น ได้เน้นหนักในการก่อสร้างซ่อมและเปลี่ยนเสนาสนะ และสถานที่ภายในวัดให้ดีขึ้น

สำหรับในปัจจุบันนี้ สมเด็จพระอิริยวงศาคตญาณ (วาสน์ วาสโน) สมเด็จพระสังฆราชทรงปกครองวัดมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๐ ขณะนั้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้ทำการปฏิสังขรณ์ สิ่งต่าง ๆ ภายในวัดเป็นคราว ๆ ไปเท่าที่จำเป็น

ในยุคของเจ้าคุณสมเด็จฯ เป็นเจ้าอาวาสนี้ ได้ทำการบูรณะในเขตพุทธาวาสให้คงสภาพเรียบร้อยไปแล้ว ที่ปรากฏในปัจจุบันเช่น องค์พระเจดีย์ใหญ่ ซุ้มประตูพระอุโบสถทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พื้นและฐานชุกชีในพระเจดีย์ใหญ่ ซุ้มประตูพระวิหารคตทั้ง ๒ ด้านตลอดถึงในเขตสังฆาวาสก็ได้ซ่อมแซมตามกำลังเงิน

ในดิถีครบ ๑๐๐ ปีวัดราชบพิธเมื่อเดือนมกราคม ๒๕๑๓ วัดราชบพิธร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ได้จัดให้มีพุทธาภิเษกปูชนียวัตถุต่าง ๆ และได้กราบบังคมทูลอันเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินใน งานได้มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายเงินเพื่อเป็นทุนในการปฏิสังขรณ์วัด จึงได้นำเงินจำนวนนี้ตั้งเป็นทุน “พระจอมเกล้าฯ” สำหรับจัดหาผลประโยชน์ปฏิสังขรณ์วัดราชบพิธโดยไม่ใช้ต้นทุน ปัจจุบันนี้มีทุนอยู่แล้วจำนวน ๑๑ ล้านเศษ

เฉพาะในปี พ.ศ. ๒๕๑๔-๒๕๒๓ ได้จัดการบูรณะพระอารามไปแล้วถึง ๒๖ รายการ เป็นเงินทั้งสิ้น ๔๕,๐๙๐,๗๕๑.๒๙ บาท

วัดราชบพิธได้รับงบประมาณในการบูรณะปฏิสังขรณ์พระอุโบสถโดยกรมศิลปากรดำเนินการเพื่อให้เสร็จทันการสมโภช กรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปีด้วย

ปูชนียวัตถุของวัด

บนไพทีที่ยกพื้นสูงกว่าพื้นปกติ มีปูชนียวัตถุคือ พระอุโบสถ พระเจดีย์ พระวิหาร วิหารมุข วิหารคด และศาลาราย ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ภายในวงล้อมของกำแพงสูงประมาณ ๑ เมตร ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบลายเบญจรงค์ต่าง ๆ ที่ใช้ประดับปุชนียวัตถุและถาวรวัตถุต่าง ๆ ในวัดนี้ โดยเฉพาะเขตพุทธาวาส สมเด็จฯกรมพระยานริศรานุวัตติวงค์ ทรงกล่าวไว้ว่าเป็นฝีมือพระอาจารย์แดง ช่างเขียนมีชื่อเกิดในรัชกาลที่ ๓ ซึ่งมามีชื่อเสียงขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นผู้ออกแบบลายแล้วส่งไปทำเป็นกระเบื้องเคลือบ ณ เมืองจีน นำเข้ามาประดับ

บานประตูแสดงลวดลายจำลองเครื่องราชอิสริยาภรณ์

บานประตูแสดงลวดลายจำลองเครื่องราชอิสริยาภรณ์

พระอุโบสถ มี ๗ ห้อง กว้าง ๑๗.๗๐ เมตร ยาว ๒๑.๖๕ เมตร สูงถึงขื่อ ๙.๘๐ เมตร หลังคาด้านหน้ามุขเด็ด มุงด้วยกระเบื้องเคลือบสี ติดช่อฟ้า ใบระกา หน้าบันมุขเป็นรูปช้าง ๗ เศียร เทิดพานทองรองรับใส่มงกุฏ หน้าบันมุขเด็ดเป็นรูปพระเกี้ยวอยู่กลางลานกระหนก ประตูและหน้าต่างมีซุ้มยอดมณฑปครึ่งซีกติดลวดลายปูนปั้นปิดทอง บานประตู ๑๐ บาน บานหน้าต่าง ๒๘ บาน ด้านในเป็นลายรดน้ำพุ่มข้าวบิณฑ์ ด้านนอกประดับด้วยมกเป็นลวดลายจำลองเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เฉพาะตราชั้นหนึ่ง รวม ๕ ดวง นับแต่ดวงบนลงมาคือ

  1. ๑. นพรัตน์ราชวราภรณ์
  2. ๒. มหาจักรีบรมราชวงค์
  3. ๓. ปฐมจุลจอมเกล้า
  4. ๔. ประถมาภรณ์ช้างเผือก
  5. ๕. ประถมมาภรณ์มงกูฏไทย

เฉพาะที่บานประตู เครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้ง ๕ นี้ มีสายสะพายล้อมวงกลมและสร้อยทับอยู่บนสายสะพาย กับมีโบร์ห้อยดวงตราลงมาตามลำดับดังนี้ ได้ดวงที่ ๑ เป็นภาพเทวดาพนมมือ ใต้ดวงที่ ๒ เป็นภาพเทพธิดาฟ้อน ใต้ดวงที่ ๓ เป็นภาพกินนรรำ ใต้ดวงที่ ๔ เป็นภาพหนุมานเหาะ ใต้ดวงที่ ๕ เป็นภาพอินทรชิตเหาะ ระหว่างภาพและตราเป็นลายกะหนกและประจำยามก้ามปู อนึ่ง การประดับมุขชิ้นเล็ก ๆ ยังทำเป็นสร้อยทับลงบนแพรแถบ มีอักษร จปร ไขว้ และมีตราจักกรีคั่นไปเป็นระยะ โดยมีสร้อยลูกโซ่ร้อยทั้งสองข้างชายแถบแพรผูกหูกระต่ายมีตราห้อยตรงกลางแบบ ของจริง ยกย่องกันว่าลายประดับมุขที่บานประตูและหน้าต่างพระอุโบสถนี้ เป็นศิลปะชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ด้านข้างของซุ้ม ประตูแต่ละด้านเป็นรูปเซี่ยวกางถือง้าว ยืนอยู่บนหลังสิงห์ส่วนด้านข้างของซุ้มหน้าต่างแต่ละด้านเป็นเทวดาถือพระ ขรรค์ยืนอยู่กลางลายกระหนก

ฝีมือประดับมุขดังกล่าวนี้มานี้ ตามหลักฐานกล่าวว่าเป็นฝีพระหัตถ์ของพระบรมวงค์เธอกรมหมื่นทิวากรวงค์ ประวัติ พระราชโอรสองค์ที่ ๓๐ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ และเป็นพระองค์ที่ 5 ในเจ้าจอมมารดาจันทร์

บานหน้าต่างพระอุโบสถ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม

บานหน้าต่างพระอุโบสถ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม

บานมุขประตูและหน้าต่างพระอุโบสถมีประวัติว่า เดิมเป็นบานพระทวารและบานพระแกพระพุทธรูปปรางค์ปราสาทในพระบรมมหาราชวัง เมื่อเกิดเพลิงไหม้พระพุทธปรางค์ปราสาทถูกไฟไหม้มาก เพราะเป็นเครื่องไม้เป็นส่วนใหญ่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบัญชาการ ดับเพลิงอยู่ด้วย ได้โปรดให้ถอดบานมุกที่ยังไม่ไหม้ออกทัน พร้อมกันนั้นได้ทรงโปรดให้ถอดบานมุกที่พระมณฑปซึ่งอยู่ใกล้กับพระพุทธปรางค์ ปราสาทออกด้วย

และต่อมาได้มีการปฏิสังขรณ์พระพุทธปรางค์ปราสาทใหม่ แต่ยังไม่ทันเสร็จก็พอดีสิ้นรัชกาลที่ ๕ ครั้นถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้ปฏิสังขรณ์ต่อจนแล้วเสร็จ แต่บานพระทวารและพระแกลได้เปลี่ยนเป็นลายทรงพุ่มข้าวบิณฑ์อย่างในปัจจุบัน เหตุที่ยังไม่โปรดให้นำเอาบานมุกมาติดไว้ตามเดิม คงจะเป็นเพราะว่า บานมุกไม่ครบ คงถูกไฟไหม้เสียหายไปบ้าง จะซ่อมใหม่ก็ทำให้สิ้นเปลืองพระราชทรัพย์มาก ยิ่งกว่านั้นก็คือกรมช่างมุกในระยะยั้นเสื่อมจนหมดตัวช่างฝีมือดีเสียแล้ว เมื่อปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จ พระราชทานนามใหม่ว่า ปราสาทพระเทพบิดร เปิดเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๔๖๑

บานมุกทั้งหมดที่นำมาติดที่พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรนี้มีรวมด้วยกัน ทั้งหมดที่บานประตูและบานหน้าต่างรวม ๓๘ บาน (เมื่ออยู่พระพุทธปรางค์ปราสาทหรือปราสาทเทพบิดรมีมากกว่านี้) เป็นประตูหน้าและหลัง ๕ คู่ ๑๐ บาน และเป็นหน้าต่าง ๑๔ คู่ ๒๘ บาน ส่วนบานประตูและหน้าต่างเดิมของพระอุโบสถซึ่งเป็นไม้แกะสลักนั้นนำไปติดไว้ เป็นประตูและหน้าต่างของพระวิหาร

พระอุโบสถหลังนี้ ทรงนอกเป็นแบบไทยตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ส่วนทรงในเป็นแบบฝรั่ง กล่าวกันว่าคล้ายพระที่นั่งแห่งหนึ่งในพระราชวังแวร์ซายของฝรั่งเศส แต่ก็มีศิลปะไทยปนอยู่ด้วย ที่ผนังระหว่างช่องหน้าต่างเป็นรูปอุณาโลมและมีอักษร จ สลับ เหนือซุ้มประตูกลางด้านในปั้นเป็นรูปพระราชลัญจกรประจำรัชกาลของพระองค์ อันประกอบด้วยที่หมายสำคัญต่าง ๆ รวมกัน คือพระมหาวิชัยมงกุฎ จักร ตรี โล่ ช้างไอราพต ช้างเผือก กฤช พระมหาสังวารย์ นพรัตน์ พระสายสร้อยเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าฯ ฉัตรตั้งมีราชสีหาคชสีห์ประคองฉลองพระองค์ครุยและเครื่องหมายเบญจราชกุล ภัณฑ์ กับมีภาษิตกำกับว่า “สพเพสํ สงฆภูตานํ สามคคี วุฑฒิสาธิกา” ประกอบอยู่ด้วย นอกจากนั้นการให้สีในพระอุโบสถประณีตงดงาม ปิดทองบางแห่งทำให้แลดูเจริญตา การตกแต่งภายในพระอุโบสถนี้ เป็นฝีพระหัตถ์ของหม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย เช่นเดียวกัน (แต่ลวดลายที่ปรากฏอยู่บัดนี้ได้เปลี่ยนแปลงสมัยรัชกาลที่ ๗ ทรงปฏิสังขรณ์ พ.ศ.๒๔๗๒)

พระพุทธอังคีรส พระประธานในพระอุโบสถ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม

พระพุทธอังคีรส พระประธานในพระอุโบสถ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม

พระพุทธอังคีรส พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปหล่อปางสมาธิ ทรงผ้ามีกลีบ หน้าตักกว้าง ๒ ศอกคืบ พระฉวีวรรณเป็นทองคำทั้งองค์ประดิษฐานอยู่บนชุกชีหินอ่อนที่สั่งจากประเทศ อิตาลี พระพุทธอังคีรสเป็นพระนามของพระพุทธเจ้าพระนามหนึ่ง แปลว่า มีพระรัศมีซ่านออกจากพระวรกาย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าประวัติพระพุทธรูปสำคัญพระองค์นี้ไว้ว่า หล่อเมื่อสถาปนาวัดราชบพิธ แต่พระเจ้าวรวงค์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงนิพนธ์ไว้ว่า หล่อในรัชกาลที่ ๔ ถึงรัชกาลที่ ๕ การหล่อทำเป็นพระราชพิธี กะไหล่ทองคำทั้งองค์ สิ้นเนื้อทองแปดหนัก ๑๘๐ บาท เป็นทองคำที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงนำเอาไปไว้ที่พระปฐม เจดีย์ แต่มาสิ้นรัชกาลเสียก่อน ต่อมาโปรดให้หล่อฐานบัลลังก์กะไหล่ทองเนื้อหก หนัก ๔๘บาท ขึ้นเป็นรองรับองค์พระพุทธรูปเศวตฉัตรที่กั้นอยู่เหนือองค์พระ เดิมเป็นเศวตฉัตรกั้นพระโกฐ พระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระจลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้นำไปทรงพระประธาน และได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงชักเชือกเศวตฉัตรนี้เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๕๗ ใต้ฐานชุกชีที่ประดิษฐานพระพุทธอังคีรสบรรจุพระบรมราชสรีรังคารพระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗

พระนิรันตราย เป็นพระพุทธรูปทองคำเช่นเดียวกัน ประดิษฐานอยู่บนชุกชีเป็นเบญจาด้านหน้าและต่ำกว่าพระพุทธอังคีรสลงมา พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิเพชร หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์กะไหล่ทอง มีเรือนแก้วเป็นพุ่มมหาโพธิ์ ยอดเรือนแก้วมีรูปพระมหามงกุฎและเรือนแก้วนี้ติดกับฐานชั้นล่างขององค์ พระพุทธรูป มีอักษรขอมจารึกพระคุณนามแสดงพระพุทธคุณลงบนกลีบบัวเบื้องหน้า ๙ เบื้องหลัง ๙ คือ ตั้งแต่ อรหํ สมมาสมพุทโธ ถึง ภควา และฐานล่างของฐานพระมีที่สำหรับรองน้ำสรงพระ มีท่อเป็นรูปศรีษะโค อันมีความหมายถึงพระพุทธองค์ว่า เป็นโคตมโคตร พระนิรันตราย เป็นพระพุทธรูปที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริแบบอย่างสร้างขึ้นแล้วหล่อจำลองพระราชทานอารามต่าง ๆ ในคณะสงฆ์ธรรมยุตินิกาย ปัจจุบันพระนิครันตรายเป็นองค์ที่ทำขึ้นใหม่ เพราะองค์ที่พระราชทานมานั้นถูกโขมยลักไป ชุกชีที่ประดิษฐานเป็นเบญจาซีกเล็ก เคยเป็นที่ทรงพระโกฐสามเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรรณาภรณ์เพชรรัตน์

พระวิหาร อยู่ด้านใต้พระเจดีย์ ใหญ่ รูปทรงเป็นแบบเดียวกับพระอุโบสถทั้งภายนอกและภายใน ต่างแต่ว่าบานประตูและบานหน้าต่างสลักด้วยไม้ เป็นลวดลายเครื่องราชอิสริยาภรณ์เท่านั้น กล่าวกันว่า เดิมประตูและหน้าต่างของพระวิหารนี้เป็นของพระอุโบสถ แต่เมื่อนำเอาบานมุกมาติดที่พระอุโบสถแล้ว จึงได้เอามาไว้ที่พระวิหารและข้อแตกต่างจากพระอุโบสถอีกอย่างหนึ่งภายในพระ วิหารก็คือ ลวดลายมีเฉพาะที่เพดาน บัวกั้นผนังชั้นล่างและชั้นบน และกรอบประตูหน้าต่างเท่านั้น นอกจากผนังเป็นสีขาว ไม่มีลวดลาย

ภายในพระอุโบสถ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม

ภายในพระอุโบสถ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม

ในพระวิหารมีพระประธานนามว่า พระประทีปวโรทัย ประดิษฐานอยู่บนชุกชี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยของเก่าที่ซ่อมขึ้นใหม่ หลังพระประธานเป็นตู้พระไตรปิฎก ๓ ตู้ขนาดใหญ่ เป็นพระไตรปิฎกฉบับใบลาน บรรจุอยู่ในกล่องไม้สัก ทาน้ำมันบ้าง ทาสีบ้าง และมีลวดลายทำด้วยเส้นทองเหลืองฝังลงไปในเนื้อไม้มีตราของหลวง พระไตรปิฎกเหล่านี้กล่าวกันว่า อาจเป็นพระไตรปิฎกสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่ยังเหลืออยู่ ตู้พระไตรปิฎกเป็นของสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าบรวงค์เธอ กรมหลวงชินวรสิริรัตน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าครองวัด

วิหารทิศ หรือวิหารมุข อยู่ทางทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ตรงกับพระเจดีย์ ใหญ่ เป็นทางเข้าสู่บริเวณภายในพระระเบียงรอบพระเจดีย์ ที่หน้าบันมุข ชั้นบนเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ หน้ามุขชั้นล่างเป็นรูปช้างสามเศียรเทิดบุษบก และซุ้มประตูเข้าเป็นทรงมณฑปครึ่งซีก แต่บานประตูเป็นภาพเขียนสีรูปเซี่ยวกาง พระระเบียงหรือวิหารคด มีผนังประดับกระเบื้องเคลือบลายเบญจรงค์ เชื่อมพระอุโบสถกับพระวิหารทิศ และพระวิหารล้อมองค์พระเจดีย์ใหญ่ ด้านนอกมีทางเดินปูด้วยหินอ่อน และมีเสาหินรับเชิงชาย ส่วนด้านในเป็นพื้นสองชั้น มีเสาก่ออิฐถือปูนย่อเหลี่ยมรับเครื่องบนเชิงชาย

ศาลาราย เป็นศาลาหลังเล็ก ๆ ๒ ห้อง รอบไพทีมีทั้งหมดด้วยกัน ๘ หลัง ทางด้านหน้าพระอุโบสถ ๒ หลัง หน้าพระวิหารทิศทั้งด้านตะวันออกและด้านตะวันตก ด้านละ ๒ หลัง ที่หน้าบันของศาลาเป็นรูปเทพพนมอยู่ท่ามกลางลายกนก

ชั้นล่างหรือบนพื้นธรรมดาของวัด มีสิ่งที่น่าชมดังต่อไปนี้

หอระฆัง อยู่ทางด้านทิศตะวันออก เป็นหอระฆัง ๒ ชั้น ชั้นล่างก่ออิฐถือปูน ชั้นบนทำเป็นซุ้มโปร่งทั้ง ๔ ด้าน ตรงมุมย่อเหลี่ยมไม้สิบสอง ยอดเป็นรูปพระเกี้ยวประดับด้วยกระเบื้องลายเบญจรงค์ อยู่ในบริเวณที่จัดเป็นรูปเทพพนมอยู่ท่ามกลางลายกระหนก

หอกลอง แบบเดียวกันกับหอระฆัง แต่มีกระจกสี ๓ ด้าน อยู่ใกล้ ๆ กับศาลาทำบุญคณะใน

อนุสาวรีย์ มี ๒ อนุสาวรีย์ คือ ใกล้ ๆ กับหอระฆังแต่อยู่ในเขตพุทธาวาสเป็นอนุสาวรีย์หินอ่อนยอดปรางบรรจุพระสรีรัง คารและจารึกพระประวัติของพระวรวงค์เธอ พระองค์เจ้าอรุณนิภาคุณากร เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดนี้กับใกล้ ๆ หอกลองเป็นอนุสาวรีย์ยอดปรางค์เช่นเดียวกัน บรรจุพระศรีอังคารของพระเจ้าวรวงค์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เจ้าอาวาสองค์ที่ ๒ มีแผ่นหินอ่อนจารึกพระประวัติ ๓ ด้าน และมีจารึกพระโอวาทที่น่าจับใจอยู่ทางด้านตะวันตก

ที่มา