วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม วัดประจำรัชกาลที่ ๔ พระองค์ทรงพระราชทานนามวัดไว้ตั้งแต่กำลังทำการก่อสร้างว่า “วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม” นับเป็นวัดของคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายแห่งแรก

ชื่อสามัญ
วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม
ประเภท
พระอารามหลวง ชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร
ที่ตั้ง
ถ.สราญรมย์ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ
( ที่อยู่ : เลขที่ ๒ ถ.สราญรมย์ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ )
พระประธาน
พระพุทธสิหงค์ปฏิมากร

เป็นพระรามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่พระสงฆ์คณะธรรมยุติกนิกาย บริเวณที่่สร้างวัดนี้แต่เดิมในรัชกาลที่ ๑ ทรงพระราชทานแก่ข้าราชการที่ต้องพระราชประสงค์จะเรียกใช้ใกล้ชิดให้เป็นที่ อยู่อาศัย และมีผู้สร้างโรงธรรมการเปรียญเพื่อใช้เป็นที่ฟังธรรม และถวายทานแก่พระสงฆ์เหมือนกับเป็นศาลาการเปรียญในวัดทั่วไป ต่อมาในรัชกาลที่ ๔ บริเวณสวนนี้รกร้างขาดการดูแล ทรงมีพระราชดำริที่จะสร้างวัดธรรมยุติขึ้น ณ สถานที่นี้ โดยทรงมีเหตุผลในการสร้างวัด ๓ ประการ ดังที่โปรดให้จารึกไว้บนแผ่นศิลาที่ประดิษฐานไว้ด้านหลังพระวิหาร คือ

  1. ๑. ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้มีวัดธรรมยุติกนิกายใกล้กับพระบรมมหาราชวัง ทั้งนี้เพื่อให้ข้าราชบริหารผู้ประสงค์จะทำบุญตามคติอย่างธรรมยุติกนิกายไม่ ต้องเดินทางไปไกลนัก
  2. ๒. ทรงมีพระราชประสงค์จะได้คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายอยู่ใกล้ เพื่อจะได้ทรงปรึกษาสอบสวนข้อปฏิบัติต่างๆ ของสงฆ์ธรรมยุติกนิกายที่ทรงตั้งขึ้นด้วยพระองค์เอง
  3. ๓. เพื่อให้ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี คือภายในเมืองหลวงจะมีวัดที่สำคัญประจำอยู่ ๓ วัด คือ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม

ในการสร้างวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทาน พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ตั้งแต่ซื้อที่ดินจากกรมพระนครบาทตามราคาขายที่ดิน ในสมัยนั้น ที่ดินแปลงนี้คิดเป็นเงิน ๑๘ ชั่ง ตำลึงกึ่ง หรือ ๑,๐๙๘ บาท ทั้งนี้เนื่องจากทรงเกรงจะเกิดข้อครหาต่อมาภายหลังได้ ดังโปรดให้จารึกไว้ว่า

“ที่นี้เป็นสวนกาแฟของหลวงของ แผ่นดิน เป็นของกลางอยู่ ไม่ควรจะยกเอามาถวายเฉพาะเป็นของพระสงฆ์คณะธรรมยุติกนิกายเป็นพิเศษได้ เห็นว่าจะกระทำให้เสียประโยชน์แก่แผ่นดินไป”

เมื่อทรงได้ที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์แล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ประกาศสร้างวัดธรรมยุตขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๗ และทรงพระราชทานนามวัดไว้ตั้งแต่กำลังทำการก่อสร้างว่า “วัดราชประดิษฐสถิตธรรมยุติการาม” นับเป็นวัดของคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายแห่งแรก

ด้วยทรงเป็นห่วงใยพระอาราม และคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายที่โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้น ในตอนท้ายของจารึกจึงโปรดเกล้าฯ ให้ระบุไว้อย่างชัดแจ้ง ดังนี้

“ที่นี้ใกล้พระราชวัง ถ้าพระเจ้าแผ่นดินในอนาคตไม่โปรดจะต้องประสงค์ที่นี้ใช้ในราชการแผ่นดิน ก็ขอให้ซื้อที่อื่นเท่าที่นี้หรือใหญ่กว่านี้ด้วย ราคาเท่านี้ในที่ใกล้บ้านคนที่นับถือพระพุทธศาสนาไม่เกลียดชังพระสงฆ์คณะธรรมยุติกนิกาย ขอเป็นที่ภิกขาจารได้แลไม่ใกล้เคียงชิดติดกับวัดอื่น เปลี่ยนก่อนจึงได้ของอะไรของข้าผู้ที่เขียนชื่อไว้ท้ายหนังสือนี้ได้สร้างสถาปนา การลงไว้ในที่นี้ก็ต้องสร้างใช้ให้ดีงามเหมือนกันจึงควรจะเอาที่นี้เป็นที่ หลวงใช้ในราชการได้”

ในการก่อสร้างพระอาราม โปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชสงคราม (ทองสุก) เป็นแม่กองดำเนินการก่อ สร้าง ในวันศุกร์ แรม ๒ ค่ำเดือน ๘ ปีชวด จุลศักราช ๑๒๒๖ ตรงกับวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๐๗ ใช้เวลาในการก่อสร้างเป็นพื้นที่ต่ำ โดยเฉพาะบริเวณที่จะทำการสร้างพระวิหารหลวง ทรงมีพระราชประสงค์จะถมพื้นที่ให้สูงขึ้น จึงทรงมีพระราชดำริใช้ไหกระเทียมที่นำมาจากเมืองจีนหรือเศษเครื่องกระเบื้อง ถ้วย ชาม ที่แตกหักมาถมที่แทนดินและทรายที่อาจจะทำให้พื้นทรุดตัวในภายหลังได้ (วัสดุดังกล่าวมีเนื้อแกร่งไม่ผุ ไม่หดตัว และมีน้ำหนักเบาจึงเท่ากับการใช้เสาเข็ม ที่สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กในปัจจุบันนั่นเอง)

ส่วนวิธีการหาไหกระเทียม และเครื่องถ้วยกระเบื้องทั้งหลายเป็นจำนวนมากๆ นั้น ทรงใช้วิธีออกประกาศบอกบุญให้ประชาชนนำไหกระเทียมมาร่วมพระราชกุศลหรือขาย ให้กับพระองค์ พร้อมกันนั้นยังโปรดเกล้าฯ ให้จัดละครการกุศลโดยเก็ค่าผ่านประตูเป็นไหกระเทียม ไหขนาดเล็ก ขวด ถ้วยชาและเครื่องกระเบื้องอื่นๆ และทรงอนุญาตให้ประชาชนไปดูการนำไหลงฝัง เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดว่าพระองค์จะทรงใช้ไหกระเทียมเหล่านั้นบรรจุเงิน ทองฝังไว้ในวัด

ครั้นเมื่อสร้างพระอารามเสร็จ โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนามวัดเป็น “วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม” ทั้งนี้อาจจะทรงพิจารณาเห็นว่า นามวัดที่พระราชทานไว้เดิมเป็นการเจาะจงต่อพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตมากเกินไป หรืออาจจะเพื่อให้เป็นที่เหมาะสมกับที่โปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานหลักศิลา หรือสีมาใหญ่ ๑๐ หลัก เพื่อเป็นขอบเขตของพระอารามและโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีผูกพัทธสีมาถึง ๓ วัน คือวันที่ ๗ - ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๐๘

ครั้นต่อมาในรัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์สิ่งที่ชำรุดทรุดโทรมทั่วทั้งพระอาราม และยังโปรดเกล้าฯ ให้บรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (บางส่วน) ไว้ในกล่องศิลา และประดิษฐานไว้ในพระพุทธอาสน์พระประธานในพระวิหารหลวงตามพระกระแสรับสั่ง ของพระบรมราชชนก ในรัชกาลที่ ๖ โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามอีกครั้งหนึ่งใน พ.ศ. ๒๔๕๖ โดยโปรดเกล้าฯ ให้สร้างปราสาทยอดปรางค์ขึ้นใหม่ ๒ หลัง แทนเรือนไม้ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก เป็นปราสาทยอดปรางค์แบบขอม ปราสาทที่อยู่ทางด้านตะวันออก หรือทางด้านขวาของพระวิหารใช้เป็นที่เก็บพระไตรปิฏกจึงเรียกว่า หอไตร” ส่วนหลังที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตก เป็นที่ประดิษฐานพระรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเรียกกันว่า หอพระจอม”

สถาปัตยกรรมศิลปกรรมและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัด

พระวิหารหลวง วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามเป็นวัดที่มีมหาสีมาล้อมรอบพระอารามภายในวัดจึงไม่มีพระอุโบสถ หน้าบันด้านหน้าและด้านหลังเป็นตราพระราชลัญจกรประจำพระองค์รัชกาลที่ ๔ คือเป็นรูป “พระมหาพิไชยมงกุฏอยู่เหนือพระแสงขรรค์คู่ มีพานแว่นฟ้ารองรับ วางบนหลังช้าง ๖ เชือก กระหนาบด้วยฉัตร ๕ ชั้น”

ซุ้มประตูหน้าต่าง ทุกบานเป็นลายปูนปั้นลงรักปิดทอง ประดับกระจกสีเป็นรูปมงกุฏ ส่วนบานประตูและหน้าต่างสลักด้วยไม้สักเป็นลายก้านแย่งซ้อนกัน ๒ ชั้น ปิดทองประดับกระจก

ผนังด้านหลักพระวิหาร มีซุ้มศิลาจารึกประกาศใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวถึงการสร้างวัด ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เป็นภาพเขียนด้วยสีผุ่น เขียนในรัชกาลที่ ๕ โดยแบ่งภาพเป็นสองตอน ตอนบนเป็นรูปเทวดาและนางฟ้าเหาะอยู่ตามกลีบเมฆ และทิพย์วิมาน ส่วนตอนล่างเป็นภาพพิธีสิบสองเดือน

พระพุทธสิหิงค์ปฏิมากร พระประธานประจำพระวิหารหลวง

ปาสาณเจดีย์ อยู่ด้านหลังพระวิหารหลวง เป็นเจดีย์ทรงกลมฐานสี่เหลี่ยม ก่ออิฐถือปูนภายนอกประดับด้วยกระเบื้องหินอ่อนทั้งองค์ เป็นที่มาของคำว่า “ปาสาณเจดีย์” ซึ่งหมายถึง “เจดีย์หิน”