ทิดคง โดย สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหมฺคุตฺโต) ๑๓ ก.ย. ๕๙ ทิดคง โดย สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหมฺคุตฺโต) ๑๓ ก.ย. ๕๙
Watch the video

เมื่อวันอังคารที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา ผู้บริหารจากสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง ๓ นำโดย คุณประชุม มาลีนนท์ พร้อมด้วย คุณดวงรัตน์ มหาวนิช รองผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ และคณะทำงานเว็บไซต์พุทธะ ได้รับเมตตาจากเจ้าประคุณ สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหมฺคุตฺโต) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ให้เข้าถวายมุทิตาสักการะ เนื่องในโอกาสมงคลอายุ ๘๐ ปี ณ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร ในการนี้ เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้เล่านิทานเรื่อง "ทิดคง" ซึ่งเป็นนิทานที่ฟังได้สนุกสนาน หากแต่แฝงด้วยคติธรรมคำสอนขององค์พระบรมศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้า ทางคณะจึงได้ขออนุญาตเจ้าประคุณสมเด็จฯ เพื่อบันทึกภาพและนำมาเผยแพร่สู่พุทธศาสนิกชนและสาธารณชนได้รับชมรับฟัง ให้ได้นำไปเป็นข้อคิดข้อปฏิบัติต่อไป

เนื้อหาในนิทานเรื่อง "ทิดคง"

ทิดคง เนี่ยเป็นคนโบราณน่ะนะ คนสมัยโบราณเนี่ยคนสมัยโบราณเค้าไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนยังไม่มีโรงเรียน ไม่มีอะไรเพิ่งมามีเมื่อรัชกาลที่ ๕ นี่เองคนชนบทไม่ได้เรียนหนังสือเกิดมาก็ทำไร่ทำนานั่นแหละ เลี้ยงชีวิตไปตามเรื่องอ่านหนังสือไม่ออก ไม่มีความรู้มากแต่คนไม่มีความรู้มากเนี่ยส่วนมากเป็นคนดีไม่ค่อยเอาเปรียบใครส่วนมากจะช่วยเหลือกันมีอะไรก็แบ่งปันกันทำสวนครัวในบ้านเนี่ยปลูกพริกมาสองสามต้นพริกออกลูก กินคนเดียวไม่หมดไม่ต้องมากต้น สี่ห้าต้นเนี่ยนะเวลาพริกมันสุก เค้าเก็บมาเนี่ยเค้าก็เอาไว้เฉพาะตัว นอกนั้นก็เอาไปแจกนี่คนโบราณนะมีอะไร มีมะพร้าวก็ไม่ได้กินคนเดียวหมด เค้าก็เอาไปแจกแล้วก็บ้านนู้นมีอะไรก็เอามาแจกมันเอื้อเฟื้อกันในกลุ่มชนเค้าไม่ค่อยเอา ส่วนมากเค้าให้เจตนาเนี่ย ส่วนมากเค้าให้ไม่มีขี้เหนียว ไม่มีอะไรกันแต่เดี๋ยวนี้เนี่ย เราเอานั่นน่ะ

สังคมมันเปลี่ยนไปยังไงไม่ทราบ เอื้อเฟื้อกันจะน้อยคือเราทำอะไรเนี่ยเพื่อเอา โดยที่สุดมาเอา ดอกไม้ถวายพระ จะขอถ่ายรูปกับพระเพื่อจะไปอวดคนอื่น

ทิดคง เป็นคนสมัยนู้น สมัยเอื้อเฟื้อที่นี้คนที่จะฉลาด เป็นบัณฑิตเนี่ยส่วนมากต้องมาอยู่วัดหรือมาบวชนั่นแหละ แล้วก็ต้องบวชหลายๆปี เมื่อก่อนเนี่ยอย่างอาตมาเป็นเด็กนี่ คนที่บ้านเค้าบวชกันอย่างอย่างน้อย ๓ พรรษา ๓ ปี คนหนุ่มเค้ามาบวชก็ต้องอยู่ ๓ ปีอย่างมากก็ ๕ ปี ๓ ปี นี่อย่างน้อย แล้วก็ สังคมเค้าก็ถือว่าคนบวชน่ะมีความรู้พอสึกไปแล้วก็ไปขอลูกสาวใครเค้าก็เต็มใจให้ แต่คนไม่บวช ไม่เรียน หรือบวชน้อยเนี่ย ส่วนมากเค้าหวงเค้าหวง ไม่อยากจะให้ลูกสาวไปเป็นภรรยาหรอกสังคมชนบทแต่ก่อนนี้

ที่นี้ ทิดคง แกบวชนาน แกมีความรู้ในนิทานนะ เข้านิทานจะเล่าให้ฟัง แล้วแกก็สึก บวชมา ๔ - ๕ ปี แล้วก็สึกไป สึกไปก็ไปแต่งงาน แต่งงานแล้วก็มีอาชีพทำนาทำไร่ของเค้า ภรรยาก็อยู่บ้านดูแลบ้านสังคมโบราณ ผู้หญิงจะไม่ได้ทำงาน ทำเฉพาะงานบ้านก็มีหน้าที่ดูแลบ้าน หุงข้าว หาอาหาร เที่ยงก็เอาข้าวไปส่งสามีที่นาเป็นอย่างนั้นเรื่อยมา อยู่กันต่อมาก็มีลูก มีลูกสาวพอโตขึ้นก็ใช้งานได้ ให้ไปส่งข้าวพ่อได้ แม่ก็ไม่ต้องไป ให้ลูกไป

วันนึงลูกสาวไป ก็ไปก่อนเวลาที่พ่อจะหยุดทำงาน ก็ไปคอยพ่อที่ใต้ต้นไม้ ลมมันเย็นก็เลยหลับ หลับไปใต้ต้นไม้ หลับไปแล้วก็ฝัน ฝันว่ามีหนุ่มรูปหล่อมาขอแต่งงาน ก็เลยแต่งงานด้วย แต่งงานอยู่จนกระทั่งมีลูก มีลูกคลอดลูกออกมากำลังน่ารักน่าชัง ลูกเกิดเป็นไข้ตาย ตายก็เสียอกเสียใจร้องไห้ร้อง ในฝันนะ ร้องแล้วก็ตีอกชกตัวเลยนะ ในนิทานว่าอย่างนั้น

แล้วก็ไปเตะหม้อข้าวหม้ออะไรที่จะให้พ่อ พาลก็รู้สึกตัวตื่นเพราะมือไปปัดอะไรก๊องแก๊งๆก็รู้สึกตัวตื่น แต่ตื่นแล้วก็ยังโศกเศร้าอยู่ ยังเอาความฝันนั้นมาเป็นความจริงอยู่ ร้องไห้ ร้องไห้เสียดายลูกแล้วก็จะนึกถึงใครล่ะ ส่วนมากลูกจะนึกถึงแม่ เพราะอยู่กับแม่มากกว่าพ่อ ก็นึกถึงแม่ ก็ต้องไปปรึกษาหาแม่ กลับไปหาแม่ ร้องไห้ไป แม่ก็ตกใจว่าลูกเป็นอะไร ร้องไห้กลับมา ก็ถาม ถามได้ความว่าไปแต่งงานแล้วมีลูก มีลูกมาคนนึง แล้วลูกตาย เสียใจที่ลูกยังไม่ทันโตตาย แม่ก็เลยอิน กอดลูกสาวร้องห่มร้องไห้ไปด้วยว่า โธ่เอ๋ยหลาน ยายยังไม่ทันเห็นหน้า มาด่วนตายเสียก่อน นี่แหละเป็นเรื่องที่โบราณท่านสอนท่านเล่าไว้ ให้มีคติคือเราตื่นนี่เราไม่ใช่ เราฝันไปว่าไอ้นั่นเป็นของเราไอ้นี่เป็นของเรา หลงไปทุกข์ร้อนเรื่องต่างๆเหมือนทุกข์ร้อนเรื่องฝันเนี่ย คิดไปว่าเป็นของจริงแต่ไอ้ที่จริง ที่ลืมตาเนี่ย ก็ไม่ใช่เรื่องจริงอะไรเท่าไหร่ เป็นเรื่องสมมติ ตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้านะโดยที่สุดร่างกายเรานี่ ก็ไม่ใช่ของเราใช่ไหม ท่านสอนมันเป็นเรื่องสมมติ ธาตุ ๔ ประชุมกันขึ้น ธรรมสูงสุด แต่ว่าเราก็ยังหลงเป็นของเราอยู่ เรายังหลงว่าเป็นเราเป็นตัวเราอยู่ แล้วก็ไม่ใช่สอนเฉพาะเรื่องเดียว หลายๆเรื่องที่เราหลงว่าเป็นของเรา ที่เราหลงว่าเป็นจริงคือว่า ท่านสอนให้ไม่หลง เพื่ออะไร? เพื่ออย่าให้มันเกิดความทุกข์มากจนเกินไป

ทุกข์มันทุกข์อยู่แล้ว แต่ทำอย่างไรให้รู้ความจริงให้ทุกข์มันน้อยลง ทำไมเราจะเอาทุกข์หลายเท่า เราไม่เอาทุกข์เท่าเดียว ให้คิดสัจธรรมความเป็นจริงของโลก ของชีวิต มันเป็นอย่างไร แล้วมันจะต้องทุกข์เพราะชีวิต ก็ทุกข์เถิด แต่อย่าให้มันทุกข์ซ้ำด้วยอุปาทานที่เรายึดถือ นี้มีคตินะ มันเตือนใจ ถ้าเราคิด เรารู้จักคิด แต่ถ้าอ่านเฉยๆ ก็อย่างนั้น ฝันแล้วยังเอาเป็นจริงไปได้ แต่ว่าตัวเราฝันเนี่ย ตัวเรายึดอะไรเป็นจริงเยอะ ที่นี้ก็ ยังไม่จบนิทาน

ทิดคง ถึงเวลาทานข้าวเที่ยงก็เลิกงานมา ก็มาที่ร่มไม้นั่นแหละจะมาทานข้าว มาเห็นหม้อข้าวหม้อไหหก ก็นึกว่าลูกสาวน่าจะมีเหตุอะไร ใครจะมาทำอะไรลูกสาวหรือไม่ หาไม่เจอ ก็กลับมาบ้าน กลับมาดูที่บ้านกลับมาถึงบ้าน ก็เห็นภรรยากับลูกสาวกอดกันร้องไห้ร้องห่มก็ตกใจ นึกว่ามีอะไรถามไปถามมา ให้ภรรยาเล่าให้ฟัง ทิดคง แกฉลาดแกรู้เรื่องไม่จริงแท้ๆ มาโศกเศร้าร้องไห้กันอยู่ได้ ทิดคง แกเป็นบัณฑิตเรื่องฝันแท้ๆ เอามาเป็นจริงเป็นจัง มาร้องไห้ ปลอบยังไงก็ไม่เชื่อ ยังติดอยู่ในฝันอยู่นั่นแหละ พูดอะไรก็ไม่เข้าใจ ไม่เชื่อ สองคนก็นึกว่าเป็นความจริง

ทิดคง แกรู้ว่าเป็นความฝันแกฉลาด ที่นี้แกก็เบื่อ เบื่อก็เลยไปเที่ยวสักพักเดี๋ยวค่อยกลับมา พูดยังไงก็ไม่เชื่อสองคนนี่ แกก็ออกเดินทางไป แล้วก็ไปเห็นฝูงคนคนรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ก็นึกว่าเค้ามีอะไรกันก็เลยเข้าไปดู ไปดูก็เลยไปเจอคนเอามือติดไห ไหเกลือ ไม่มีวิธีที่จะเอาออก ถามว่าทำไมเอามือไปติดไหก็ได้ความว่า หนุ่มคนนั้นต้องการเกลือ เกลืออยู่ในไหต้องการเกลือก็เอามือล้วงเข้าไป ล้วงพอได้เกลือก็กำ กำไว้มือก็ติดไหออกไม่ได้เอาออกไม่ได้ ก็เพราะเหตุที่ว่าต้องการเกลือ แบมือไปเกลือมันหายไป ก็แหย่เข้าไปต้องการเกลือ ก็จะเอาเกลือให้ได้มุ่งจะเอาเกลือให้ได้ โดยไม่คำนึงถึงว่ามือจะติด หาวิธีเอาออกยังไงก็ไม่ได้ คนประชุมกันก็ไม่มีวิธีเอาออก ไม่รู้จะเอาออกอย่างไร ทิดคง ไปเห็น ทิดคงแกฉลาด แกรู้ว่าทำไมมือถึงติดไห แกอธิบายว่าก็ปล่อยเกลือซะ เรื่องมันเหมื่อนจะง่ายนะ แต่เราเอามือติดไหกันอยู่เนี่ย เราเอามือติดไหกันเรื่องอะไรบ้าง น่าจะรู้สึกตัวเอง นิทานนี่ไม่ใช่อาตมา คนผูกเก่งจริงๆนะคนแต่ก่อนเนี่ย คนแต่ก่อนผูกแล้วก็เล่า เล่าเป็นเรื่องสนุกสนาน ฟังแล้วไม่คิดก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าคนฟังแล้วคนคิดเนี่ยก็มีประโยชน์แก้ปัญหาข้อแรกนี้ เอามือออกจากไหได้

แล้วก็เดินต่อไปอีกไปเห็นคนสองกลุ่มชักเย่อกัน สองข้างดึงเชือกกัน ก็เข้าไปดูว่าทำอะไรกัน ปรากฎว่าเค้ากำลังสร้างบ้านหลังหนึ่ง แล้วก็ต้นเสาเนี่ยมันสั้นไปต้นนึง มันขาดไปต้น มันสั้นก็ทำไงมันถึงจะยาว ในความคิดของคนก็เอาเชือกมาผูกหัวเสาสองข้าง แล้วช่วยกันดึงให้เสามันยืด อย่านึกว่าเราไม่ดึงเสา ชีวิตเราเองเผลอไปดึงเสาเมื่อไหร่ไม่รู้ ทิดคง แกฉลาด แกรู้ว่าเสามันยืดไม่ได้ ดึงเท่าไหร่ก็ยืดไม่ได้อยากได้เสายาว ก็เอาไม้อีกท่อนนึงมาต่อต่อให้มันยาว ยืดไม่ได้ แก้ปัญหาข้อที่สอง แก้ปัญหาให้คน

ไปเห็นคนแบกกระบุง แบกกระบุงบ้าง กระจาดบ้าง อะไรบ้าง เอามาทิ้งไว้กลางแจ้งแล้วก็แบกเข้าไปในบ้าน แล้วก็เอากระบุงมาตั้งแล้วก็เอากระบุงเข้าไป เวียนอยู่อย่างนี้ แกมาเห็นกระบุงก็กระบุงเปล่า ยกกระบุงเข้าไปถึงในบ้าน แล้วก็เอาออกมา ก็ไปถามว่าทำอะไรก็เลยได้รับคำตอบว่า ตานี่แกสร้างบ้าน สร้างบ้านแล้วก็กั้นหมด กั้นรอบ บ้านก็มืด คิดจะทำไงให้บ้านสว่างก็เอามาตักแสงสว่างข้างนอกนั่นน่ะ เอาอะไรตัก เอากระบุงมาตัก เอาไปเทในบ้านจะให้บ้านมันสว่าง ถ้าไม่เจอทิดคงแกคงตักอยู่อย่างนั้นทั้งวัน ทิดคง แกอธิบายว่าแสงแดดมันตักไม่ได้ มันตักไปเทไม่ได้หรอก ถ้าจะต้องการแสงเข้าบ้านก็ให้เจาะช่องประตูหน้าต่าง จบนิทาน.