วันอังคาร ที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒
 
 
 

วันวิสาขบูชา

หมวดวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

“วิสาขะ” เป็นชื่อเรียกของเดือน ๖ ส่วนคำว่า “วิสาขบูชา” ย่อมาจากคำว่า “วิสาขปุรณมีบูชา” แปลว่า “การบูชาพระในวันเพ็ญ เดือน ๖” ดังนั้น วันวิสาขบูชาจึงตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ (หรือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ในปีอธิกมาส คือปีที่มีเดือน ๘ สองหน)


วันวิสาขบูชาเป็นวันที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายถือเอาความอัศจรรย์ ๓ ประการ ที่เกิดขึ้นกับพระพุทธเจ้า โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างปี แต่พ้องวันกัน คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ซึ่งความอัศจรรย์ทั้ง ๓ ประการที่เกิดในวันวิสาขบูชา หรือวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ในสมัยพุทธกาล ได้แก่



  1. ๑. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ก่อน พุทธศักราช ๘๐ ปี

  2. ๒. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ก่อน พุทธศักราช ๔๕ ปี

  3. ๓. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ก่อน พุทธศักราช ๑ ปี



  1. ๑. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ พระพุทธเจ้าทรงประสูติเมื่อเช้าวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ก่อนการกำหนดใช้ พุทธศักราช ๘๐ ปี โดยมีพุทธประวัติสังเขปดังนี้

    ด้วยเมื่อเหล่าเทวราชกราบทูลอัญเชิญพระบรมโพธิสัตว์เจ้า (ผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า) ซึ่งทรงบำเพ็ญอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตจุติ (ประสูติ) พระบรมโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญบารมีโดยตั้งพระทัยว่าจะจุติไปบังเกิดในมนุษย์โลก เพื่อตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงธรรมสั่งสอนเหล่าเวไนยสัตว์ (ผู้ที่พึงดัดหรืออบรมสั่งสอนได้) เมื่อพระองค์ได้รับการกราบทูลอัญเชิญจากท้าวมหาพรหมและเทวราชในสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น พระองค์ทรงพิจารนาปัญจมหาวิโลกนะ ได้แก่การพิจารณาถึงสิ่งสำคัญ ๕ ประการ หรือ กาลสมัยอันสมควรทั้ง ๕ ประการ ดังนี้
    • กาลเวลา
    • กาลประเทศ
    • ชาติตระกูล
    • มารดา
    • ช่วงอายุของมนุษย์โลก

    ครั้นเห็นว่าอยู่ในสถานะอันสมควรแล้ว จึงทรงรับคำทูลของท้าวมหาพรหม แล้วจึงได้เสด็จจุติลงมาปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางสิริมหามายาเทวี พระมเหสีของพระเจ้า

    เมื่อพระนางสิริมหามายา พระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงพระครรภ์แก่จวนจะประสูติ พระนางได้รับพระบรมราชานุญาต จากพระสวามี ให้แปรพระราชฐานไปประทับ ณ กรุงเทวทหะ ซึ่งเป็นพระนครที่เกิดของพระนาง เพื่อประสูติพระราชกุมารในตระกูลของพระนาง ซึ่งเป็นไปตามประเพณีนิยมในสมัยนั้น แต่ในขณะเสด็จแวะพักผ่อนพระอิริยาบถใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน (ตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์และกรุงเทวหทะ) พระนางก็ได้ประสูติพระโอรส ณ ใต้ต้นสาละนั้น ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี ครั้นพระกุมารประสูติได้ ๕ วันก็ได้รับการถวายพระนามว่า “สิทธัตถะ” แปลว่า ผู้มีความต้องการสำเร็จ

  2. ๒. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมโพธิญาณ พระองค์ทรงตรัสรู้ในตอนเช้ามืดวันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี (หลังจากออกผนวชได้ ๖ ปี) ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้แห่งนี้เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหารของอินเดีย

    พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้อริยสัจสี่ หรือความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นการตรัสรู้อันยอดเยี่ยม ไม่มีผู้เสมอเหมือน ดังนั้น วันตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าจึงจัดเป็นวันสำคัญ เพราะเป็นวันที่บังเกิดพระพุทธเจ้าพระนามว่า “โคตมะ” อุบัติขึ้นในโลก โดยมีพุทธประวัติสังเขปดังนี้

    พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญเพียร ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทรงเริ่มบำเพ็ญสมาธิให้เกิดในพระทัย เรียกว่าการเข้า “ฌาน” เพื่อให้บรรลุ “ญาณ” จนเวลาผ่านไปจนถึง ...

    ยามต้น : ทรงบรรลุ “ปุพเพนิวาสานุติญาณ” คือทรงระลึกชาติในอดีตทั้งของตนเองและผู้อื่น
    ยามสอง : ทรงบรรลุ “จุตูปปาตญาณ” คือการรู้แจ้งการเกิดและดับของสรรพสัตว์ทั้งหลาย
    ยามสาม : ทรงบรรลุ “อาสวักขญาณ” คือ รู้วิธีกำจัดกิเลสด้วย อริยสัจ ๔ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคืนวันเพ็ญเดือน ๖ ซึ่งขณะนั้นพระพุทธองค์มีพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา

  3. ๓. วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน (ดับสังขารไม่เวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป) ทรงดับขันธ์ปรินิพพานเมื่อวันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง ก่อนพุทธศักราช ๑ ปี

    การปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ถือเป็นวันสำคัญของพุทธศาสนิกชนทั่วโลกเพราะพุทธศาสนิกชนได้สูญเสียดวงประทีปของโลก ซึ่งนับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ และครั้งสำคัญของพระพุทธศาสนา โดยมีพุทธประวัติสังเขปดังนี้

    เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้และแสดงธรรมมาเป็นเวลา ๔๕ ปี ซึ่งมีพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา ได้ประทับจำพรรษา ณ เวฬุคาม ใกล้เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ในระหว่างนั้นทรงประชวรอย่างหนัก ครั้นเมื่อถึงวันเพ็ญเดือน ๖ พระพุทธองค์กับพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ก็ไปรับภัตตาหารบิณฑบาตที่บ้านนายจุนทะตามคำกราบทูลนิมนต์ พระองค์เสวยสูกรมัททวะที่นายจุนทะตั้งใจทำถวาย ก็เกิดอาพาธลง แต่ทรงอดกลั้นมุ่งเสด็จไปยังเมืองกุสินารา เพื่อเสด็จ ดับขันธุ์ปรินิพพาน ในราตรีนั้นได้มีนักบวชนอกพระพุทธศาสนาผู้หนึ่งชื่อ สุภัททะขอเข้าเฝ้า และพระพุทธเจ้าได้ประทานบวชให้ โดยให้พระอานนท์เป็นอุปัชฌาย์ จึงนับเป็นพระสาวกองค์สุดท้ายที่พระพุทธเจ้าประทานบวชให้

    เมื่อถึงยามสุดท้ายของคืนนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงประทานปัจฉิมโอวาทว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันว่าสังขารทั้งหลายย่อม มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตน และประโยชน์ของผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด ” หลังจากนั้น ก็เสด็จดับขันธุ์ปรินิพพาน ใต้ต้นสาละ ณ สาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ (ปัจจุบันอยู่ในเมืองกุสีนคร) แคว้นอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย สิริรวมพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา


ธรรมเนียมปฏิบัติในวันวิสาขบูชา
การประกอบพิธีวิสาขบูชาในเมืองไทยเริ่มทำมาแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งสันนิษฐานว่า น่าจะได้รับแบบอย่างมาจากลังกา กล่าวคือ เมื่อประมาณ พ.ศ. ๔๒๐ พระเจ้าภาติกราช กษัตริย์แห่งลังกา ได้ประกอบพิธีวิสาขบูชาอย่างมโหฬาร เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ดังนั้นกษัตริย์ลังกาในสมัยต่อ ๆ มา ก็ทรงดำเนินรอยตาม

ในสมัยสุโขทัย ประเทศไทยกับประเทศลังกามีความสัมพันธ์กันทางด้านพระพุทธศาสนาอย่างใกล้ชิด เพราะพระสงฆ์ชาวลังกาได้เดินทางเข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนา และเชื่อว่าได้นำการประกอบพิธีวิสาขบูชาปฏิบัติในประเทศไทยด้วย

ในหนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ (ตำรับนางนพมาศ) ได้กล่าวถึงบรรยากาศการประกอบพิธีวิสาขบูชา สมัยสุโขทัยไว้ สรุปใจความได้ว่า
“เมื่อถึงวันวิสาขบูชา พระเจ้าแผ่นดิน ข้าราชบริพารทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน ตลอดทั้งประชาชนชาวสุโขทัย ทั่วทุกหมู่บ้านทุกตำบลต่างช่วยกันทำความสะอาด ประดับตกแต่งพระนครสุโขทัยเป็นการพิเศษด้วยดอกไม้ของหอม จุดประทีปโคมไฟแลดูสว่างไสวไปทั่วทั้งพระนคร เป็นการบูชาพระรัตนตรัยเป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ก็ทรงศีลและทรงบำเพ็ญพระราชกุศลต่าง ๆ ครั้นตกเวลาตอนเย็นก็เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และนางสนองพระโอษฐ์ ตลอดจนข้าราชการทั้งฝ่ายหน้า ฝ่ายใน เสด็จไปยังพระอารามหลวง เพื่อทรงเวียนเทียนรอบพระประธาน ส่วนชาวสุโขทัยต่างชวนกันรักษาศีล ฟังพระเทศนา ถวายสลากภัต ถวายสังฆทาน ถวายอาหารแด่พระภิกษุสามเณร บริจาคทรัพย์ แจกเป็นทานแก่คนยากจน คนกำพร้า คนอนาถา คนแก่และคนพิการ บางพวกก็ชักชวนกันสละทรัพย์ซื้อสัตว์ ๔ เท้า ๒ เท้า และเต่า ปลา เพื่อไถ่ชีวิตสัตว์ให้เป็นอิสระโดยเชื่อว่าจะทำให้ตนมีอายุยืนยาวต่อไป”

ในสมัยอยุธยา สมัยธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไม่ปรากฎหลักฐานว่าได้มีการประกอบพิธีวิสาขบูชา จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงปรากฎหลักฐานในพระราชพงศาวดารว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีพระราชประสงค์จะให้ฟื้นฟูการประกอบพระราชพิธีวันวิสาขบูชาขึ้นใหม่ให้ปรากฎในแผ่นดินไทยต่อไป โดยทรงออกประกาศเป็น “พระราชกำหนดพิธีวิสาขบูชา” กอปรกับมีพระประสงค์จะให้ประชาชนประกอบการบุญการกุศลเป็นหนทางเจริญอายุและอยู่เย็นเป็นสุขปราศจากทุกข์โศก โรคภัย และอุปัทอันตรายต่าง ๆ โดยทั่วกัน ฉะนั้นการประกอบพิธีในวันวิสาขบูชาในประเทศไทย จึงได้รื้อฟื้นให้มีขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยจัดเป็นพิธียิ่งใหญ่ติดต่อกัน ๓ วัน คือ วันขึ้น ๑๔-๑๕ ค่ำ และวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ และได้ถือปฏิบัติมาจวบจนกระทั่งปัจจุบัน

เมื่อวันวิสาขบูชาเวียนมาถึงในรอบปี คือ เวียนมาบรรจบในวันเพ็ญเดือน ๖ ประมาณเดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายนของไทย พุทธศาสนิกชนไม่ว่าจะเป็นบรรพชิต (พระสงฆ์ สามเณร) หรือ ฆราวาส (ประชาชน) จะร่วมกันประกอบพิธีทางศาสนาเป็นการพิเศษ โดยทำการสักการบูชาเพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณา พระปัญญาคุณ และพระวิสุทธิคุณ ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้น พุทธศาสนิกชนทั่วไป จึงเรียกวันวิสาขบูชาว่า “วันพระพุทธ (เจ้า)”

สำหรับการปฏิบัติตนสำหรับพุทธศาสนิกชนในวันวิสาขบูชา ได้แก่
เวลาเช้า : พุทธศาสนิกชนควรไปทำบุญตักบาตรที่วัด และฟังพระธรรมเทศนา
เวลากลางวัน : ร่วมกันบำเพ็ญสาธาณประโยชน์ เช่น พัฒนาวัดหรือศาสนสถาน บริจาคทรัพย์ ปล่อยนก ปล่อยปลา เป็นต้น
เวลาค่ำ : นำดอกไม้ธูปเทียนไปที่วัด เพื่อร่วมประกอบพิธีเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ เสร็จแล้วจึงเข้าไปฟังธรรมในพระอุโบสถ โดยมีขั้นตอนดังนี้

๑) ให้ยืนหันหน้าตรงต่อพระพุทธรูป ส่วนพระสงฆ์อยู่ด้านหน้า และฆราวาสยืนต่อท้ายอยู่ด้านหลัง พร้อมกันนี้ให้ประนมมือถือดอกไม้

๒) จากนั้นพระสงฆ์ซึ่งเป็นประธานในพิธีจะกล่าวนำคำบูชาเป็นภาษาบาลี เริ่มด้วยการสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย ดังนี้
- บทสรรเสริญพระพุทธคุณ (อิติปิโสภควา อรหังสัมมา...พุทโธภควาติ)
- บทสรรเสริญพระธรรมคุณ (สวากขาโต ภควตาธัมโม...วิญญูหิติ)
- บทสรรเสริญพระสังฆคุณ (สุปฏิปันโน ภควโตสาวกสังโฆ...โลกัสสาติ)

แล้วจุดธูปเทียน แล้วเริ่มเดินเวียนเทียน โดยเดินเวียนขวารอบพระอุโบสถ ๓ รอบ โดยรอบแรกจะสวดบทสรรเสริญพระพุทธคุณ (ให้น้อมจิตระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า) รอบที่สองสวดบทสรรเสริญพระธรรมคุณ (ให้น้อมจิตระลึกถึงคุณของพระธรรม) และรอบที่สามรอบแรกสวดบทสรรเสริญพระสังฆคุณ (ให้น้อมจิตระลึกถึงคุณของพระสงฆ์)

๓) เมื่อเวียนเทียนครบ ๓ รอบแล้ว ให้นำดอกไม้ธูปเทียนดังกล่าวไปปักไว้ในกระถางที่ทางวัดได้จัดเตรียมไว้ให้

๔) จากนั้นจึงเข้าไปในพระอุโบสถ เพื่อทำวัตรสวดมนต์ และฟังพระธรรมเทศนา ซึ่งปกติจะมีเทศน์ปฐมสมโพธิ ซึ่งเป็นเรื่องพระพุทธประวัติตั้งแต่ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน

ปัจจุบัน วันวิสาขบูชามิได้เป็นเพียงวันสำคัญของศาสนิกชนผู้นับถือพระพุทธศาสนาเท่านั้น หากแต่วันวิสาขบูชายังได้รับการยอมรับจากองค์การ สหประชาชาติให้เป็นวันสำคัญสากลของโลก โดยสหประชาชาติได้กำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลก ซึ่งตรงกับวันเพ็ญกลางเดือนหก และเป็นการกำหนดตามแบบพระพุทธศาสนาเถรวาท โดยสหประชาชาติใช้คำว่า “วันเพ็ญกลางเดือนพฤษภาคม”
การที่สหประชาชาติกำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลก เพราะพระพุทธศาสนาเป็นบ่อเกิดแห่งอารยธรรมของโลก ซึ่งทางสหประชาชาติเรียกว่า Spirituality หมายความว่าได้หล่อหลอมจิตวิญญาณของมวลมนุษยชาติตามแนวทางแห่งสันติภาพ ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาเป็นเวลากว่า ๒,๐๐๐ ปี

ในคำประกาศของที่ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ ๕๔ เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๒ มีการระบุว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดศาสนาหนึ่งของโลก ที่ได้หล่อหลอมจิตวิญญาณ ของมนุษยชาติมานาน ควรที่จะยกย่องกันทั่วโลก จึงประกาศให้วันวิสาขบูชาคือวันเพ็ญเดือนพฤษภาคม เป็นวันสำคัญสากลนานาชาติ (International Day) เมื่อถึงวันดังกล่าวให้สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ สำนักงานย่อยทั่วโลก รวมถึงสำนักงานในประเทศไทย ต้องจัดพิธีวันวิสาขบูชาให้สำหรับพุทธศาสนิกชนที่ทำงานอยู่ในสำนักงานของสหประชาชาติ

&nbps;