วันอังคาร ที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒
 
 
 

วันเข้าพรรษา

หมวดวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

ความเป็นมา :
กล่าวถึงการบัญญัติพระวินัยเรื่องการเข้าพรรษาไว้ในพระไตรปิฏก กล่าวคือ สมัยเมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศธรรม สั่งสอนธรรม ได้มีผู้เลื่อมใสศรัทธาในพระธรรมของพระพุทธเจ้า จึงได้เข้ามาอุปสมบทบรรพชา เป็นพระภิกษุมากขึ้น ซึ่งเวลานั้นพระพุทธเจ้ายังมิได้ทรงบัญญัติให้พระภิกษุจำพรรษา ดังนั้น พระภิกษุจึงเที่ยวจาริกตลอดฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน ทำให้คนทั้งหลายติเตียนที่พระภิกษุได้เที่ยวจาริกไปตลอดฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน อีกทั้งได้เผลอเหยียบย่ำต้นข้าวแปลงนา พืชพันธัญหาร พืชผลทางการเกษตรเสียหาย และอาจเบียดเบียนสัตว์เล็กสัตว์น้อยจำนวนมากจนตาย นอกจากนี้คนทั้งหลายได้บอกให้ดูอย่างพวกนอกศาสนาที่ยังหยุดพักในช่วงฤดูฝน เมื่อพระภิกษุได้ยินคนพวกนั้นติเตียน จึงนำเรื่องการถูกติเตียนนี้กราบทูลแด่พระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงรับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายจำพรรษาตลอดถ้วนไตรมาส ๓ เดือน”

พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้พระภิกษุจำพรรษาในฤดูฝนตลอดระยะเวลา ๓ เดือน โดยวันเข้าพรรษาที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตมีอยู่ ๒ วัน คือ
๑. ปุริมิกา หรือ ปุริมพรรษา หรือ วันเข้าพรรษาต้น ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หรือ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หลัง ในปีอธิกมาส (วันถัดจากวันอาสาฬหบูชา) และ ออกพรรษาในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑

๒. ปัจฉิมิกา หรือ ปัจฉิมพรรษา หรือ วันเข้าพรรษาหลัง ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๙ ซึ่งบัญญัติไว้ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถเข้าพรรษาต้น ก็ให้เลื่อนไป เข้าพรรษา ในแรม ๑ ค่ำเดือน ๙ ก็ได้ และไปออกพรรษาในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒

การเข้าพรรษา คือ การที่พระภิกษุสงฆ์ตกลงตั้งใจว่าจะอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่ง ตลอดถ้วนไตรมาส ๓ เดือนในฤดูฝน โดยเมื่อตกลงใจที่จะอยู่จำพรรษาที่วัดใดแล้วในช่วงตลอดระยะเวลา ๓ เดือนนั้น พระภิกษุสงฆ์ไม่อาจเปลี่ยนแปลงที่อยู่จำพรรษาได้โดยไม่มีเหตุจำเป็นอันมีบัญญัติไว้ในพระวินัย หากพระภิกษุรูปใดฝ่าฝืนถือว่าอาบัติ ซึ่งการอยู่จำพรรษานี้ถือเป็นข้อปฏิบัติสำหรับพระภิกษุโดยตรง โดยมีพระวินัยบัญญัติไว้ให้พระภิกษุสงฆ์ปฏิบัติตามทุกรูป และละเว้นไม่ได้ ไม่ว่าในกรณีใด ๆ แต่อย่างไรก็ตามพระพุทธเจ้าได้ทรงอนุโลมให้เดินทางได้ในระหว่างพรรษา เรียกว่า “สัตตาหกรณียะ” คือ มีกิจจำเป็นซึ่งพระวินัยได้อนุญาตให้ไปค้างแรมที่อื่นได้ โดยมีข้อจำกัดว่าจะต้องกลับมายังสถานที่อยู่จำพรรษาเดิมภายใน ๗ วัน ซึ่งกรณีที่พระพุทธเจ้าทรงอนุโลมได้แก่

๑. เมื่อทายก ทายิกา ปราถนาจะบำเพ็ญกุศลแล้วมานิมนต์ ก็ให้ไปเพื่อรักษาศรัทธาได้
๒. ถ้าสงฆ์ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งเกิดอธิกรณ์ขึ้น ก็ให้ไปเพื่อระงับอธิกรณ์ได้
๓. ถ้าบิดา มารดา ญาติ พี่น้อง พระอุปัชฌาย์ เป็นไข้เจ็บป่วย เมื่อทราบก็ให้ไปได้
๔. พระวิหารในที่แห่งอื่นเกิดชำรุดเสียหาย ให้ไปหาสิ่งของเพื่อมาปฏิสังขรพระวิหารนั้นได้
๕. เมื่อถูกสัตว์ร้ายรบกวน ถูกโจรปล้น พระวิหารถูกไฟไหม้ หรือถูกน้ำท่วม ก็ให้ไปจากที่นั้นได้
๖. เมื่อชาวบ้านถูกโจรปล้น อพยพหนีไป ก็ให้ไปกับพวกชาวบ้านได้ โดยให้ไปกับชาวบ้านที่มีความเลื่อมใสศรัทธาสามารถที่จะให้ความอุปถัมภ์ได้
๗. เมื่อที่ใดเกิดความขาดแคลน อาหารหรือยารักษาโรค ขาดผู้อุปถัมภ์บำรุง ได้รับความลำบากก็อนุญาตให้ไปจากที่นั้นได้
๘. ถ้าหากมีผู้เอาทรัพย์มาล่อ ก็อนุญาตให้ไปจากที่นั้นได้
๙. หากภิกษุสงฆ์หรือภิกษุณีสงฆ์แตกกัน หรือมีผู้พยายามจะให้แตกกัน ถ้าการไปจากที่นั้นสามารถระงับการแตกกันได้ ก็อนุญาตให้ไปได้

ธรรมเนียมปฏิบัติในวันเข้าพรรษา
พุทธศาสนิกชนชาวไทยได้เริ่มบำเพ็ญกุศลเนื่องในเทศกาลเข้าพรรษานี้ ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ดังข้อความในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ว่า “พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ทั้งท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุนทั้งสิ้นทั้งหลายทั้งหญิงทั้งชายฝูงท่วยมีศรัทธาในพุทธศาสน์ มักทรงศีล เมื่อพรรษาทุกคน”

นอกจากการรักษาศีลแล้ว พุทธศาสนิกชนไทยในสมัยสุโขทัยยังได้บำเพ็ญกุศลอื่น ๆ ดังรายละเอียดปรากฎอยู่ในหนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์นาง สรุปใจความได้ว่า “เมื่อถึงเดือน ๘ ก็มีพระราชพิธีอาษาฒมาส พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปจะได้เข้าจำพรรษาในพระอารามต่าง ๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้จัดแจงเสนาสนะถวาย พร้อมทั้งบริขารอันควรแก่สมณะบริโภค เช่น เตียง ตั่ง เสื่อสาด ผ้าจำนำพรรษา อาหารหวานคาว ยารักษาโรค และธูปเทียนจำนำพรรษา เพื่อบูชาพระรัตนตรัย ในพระอารามหลวงทั่วราชอาณาจักร แม้ชาวเมืองสุโขทัย ก็บำเพ็ญกุศลเช่นนี้ในวัดประจำตระกูลของตน”

ธรรมเนียมสงฆ์
ธรรมเนียมปฏิบัติในวันเข้าพรรษาจะเป็นพิธีทางสงฆ์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งธรรมเนียมปฏิบัติของพระภิกษุนั้นจะเริ่มตั้งแต่ก่อนจะถึงวันเข้าพรรษา เมื่อพระภิกษุสงฆ์ท่านได้ตกลงตั้งใจที่จะอยู่จำพรรษาที่วัดใดตลอดถ้วนไตรมาส ๓ เดือนนั้นแล้ว พระภิกษุจะทำการซ่อมแซมเสนาสนะที่ชำรุดทรุดโทรมให้อยู่ในสภาพที่ดี เหมาะแก่การใช้เป็นที่ อยู่อาศัย ตลอดจนปัดกวาด เช็ดถูให้สะอาด สำหรับสาเหตุที่ต้องดูแลเสนาสนะให้มั่นคงและสะอาด ก็เพื่อจะได้ใช้บำเพ็ญสมณกิจในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาได้เต็มที่ ไม่ต้องกลัวฝนจะรั่วรดอุโบสถในขณะที่ทำสังฆกรรม ไหว้พระสวดมนต์

เมื่อวันเข้าพรรษาเวียนมาบรรจบ พระภิกษุสามเณรทั้งหมดภายในวัดจะเตรียมดอกไม้ ธูป เทียน ใส่พาน หรือภาชนะที่สมควร เพื่อใช้สักการะปูชนียวัตถุต่าง ๆ ในวัด และใช้ทำสามีจิกรรม คือ การทำความเคารพกันตามธรรมเนียมของพระภิกษุสามเณรในระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อยตามธรรมเนียมสงฆ์ โดยจะเตรียมให้พร้อมก่อนกำหนดเวลา และการประกอบพิธีดังกล่าวต้องประชุมพร้อมกันในอุโบสถ ส่วนกำหนดเวลานั้นก็อยู่ที่สงฆ์ประชุมตกลงกันตามที่เห็นสมควร แต่โดยส่วนมากจะกำหนดในตอนเย็น ก่อนค่ำ เพื่อความสะดวกแก่เวลาที่พระภิกษุ และสามเณรต้องลงอุโบสถ การจัดที่นั่งในอุโบสถนั้นก็โดยจัดให้นั่งตามลำดับอาวุโสพรรษา โดยพระภิกษุท่านจะสอบถามพรรษากันว่าท่านไหนมีพรรษา คือ บวชมานานก่อนท่านอื่น ๆ แล้วก็จัดเรียงการนั่งตามลำดับพรรษาจากมากที่สุดไปจนถึงพรรษาน้อยที่สุด ไม่ใช่นั่งตามศักดิ์ และเรียงแถวจากขวามือไปซ้ายมือ หันหน้าเข้าหาพระพุทธรูปที่เป็นองค์ประธาน
ซึ่งการลงอุโบสถนั้น มีสิ่งที่พระภิกษุสงฆ์และสามเณรจะพึงปฏิบัติ คือ

๑. ทำวัตรเย็น
๒. การแสดงพระธรรมเทศนา เรื่อง “วัสสูปนายิกากถา” หรืออ่านประกาศเรื่อง “วัสสูปนายิกา” โดยแสดงเป็นเทศนาตามหนังสือเทศน์ที่มี หรือ อ่านเป็นประกาศเพื่อให้พระภิกษุ สามเณรที่ประชุมกันนั้น ได้ทราบเรื่องวัสสูปนายิกาเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ให้ถือตามธรรมเนียมนิยมของวัดนั้น ๆ ถ้าจะใช้แบบอ่านประกาศคำประกาศนั้นควรมีสาระสำคัญดังนี้
ก. บอกให้รู้เรื่องการอยู่จำพรรษา
ข แสดงเรื่องที่มาในบาลีวัสสูปนายิกขันธกะวินัยโดยใจความ
ค. บอกเขตของวัดนั้น ๆ ที่จะต้องรักษาพรรษาหรือเรียกกันว่า “ รักษาอรุณ “
ง. บอกเรื่องการถือเสนาสนะ และประกาศให้รู้ว่าจะให้ถืออย่างไร หรือเมื่อถือเสนาสนะแล้ว จะต้องปฏิบัติอย่างไร
จ. หากมีกติกาอื่นใดในเรื่องจำพรรษาร่วมกันนี้ ก็ให้บอกได้ในประกาศนี้ ซึ่งการอ่านประกาศ นี้ จะอ่านบนธรรมมาส์นเทศน์ หรือที่สำหรับสวดปาติโมกข์ หรือนั่งประกาศข้างหน้าสงฆ์ ก็ได้
๓. ทำสามีจิกรรม คือ ขอขมาโทษต่อกัน
๔. เจริญพระพุทธมนต์
๕. สักการะบูชาปูชนียวัตถุสถานภายในวัด

ซึ่งในวันเข้าพรรษา ถือว่าเป็นกรณียกิจพิเศษสำหรับพระภิกษุสงฆ์ ที่จะต้องมีการ “อธิษฐานพรรษา” ที่ปฏิบัติสืบกันมา โดยที่พระภิกษุผู้จะเข้าอยู่จำพรรษาจะต้องจั้งจิตอธิฐาน เปล่งวาจาว่า จะขออยู่จำพรรษาในวัด สถานที่ใดสถานที่หนึ่งสถานที่เดียวจนครบกำหนดถ้วนไตรมาส ๓ เดือน

สำหรับวิธีปฏิบัติคือ เมื่อเสร็จพิธีที่ควรปฏิบัติในเบื้องต้นดังกล่าวแล้ว ให้ภิกษุสามเณรทั้งหมดนั่งคุกเข่าขึ้นพร้อมกันหันหน้าไปทางพระพุทธรูปองค์ประธาน แล้วกราบพระ ๓ ครั้ง จากนั้นพระเถระผู้เป็นประธาน หรือเจ้าอาวาสนำประณมมือตั้งว่า “นโม” ดังนี้
“นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต; อะระหะโต; สัมมาสัมพุทธัสสะ” (พร้อมกัน ๓ จบ)
ต่อจากนั้นนำเปล่งคำอธิษฐานพรรษาเป็นภาษาบาลีว่า
“อิมัสะมิง อาวาเส อิมัง เตมาสัง วัสสัง อุเปมิ ” หรือ “อิสัสะมิง วิหาเร อิมัง เตมาสัง วัสสัง อุเปมิ ”
แปลว่า “ข้าพเจ้าขออยู่จำพรรษาตลอด ๓ เดือน ในอาวาสนี้ หรือ ในวิหารนี้” โดยกล่าวพร้อมกัน ๓ จบ เสร็จแล้วจึงกราบพระพร้อมกัน ๓ ครั้ง แล้วจึงนั่งราบพับเพียบกับพื้นตามเดิมเป็นอันเสร็จพิธีสงฆ์

ธรรมเนียมราษฎร์
พิธีการปฏิบัติในวันเข้าพรรษาของพุทธศาสนิกชนนั้น สามารถกระทำได้ตั้งแต่ก่อนวันเข้าพรรษา โดยการไปช่วยเหลือพระภิกษุสงฆ์ทำความสะอาดเสนาสนะ กุฏิวิหาร หากมีสิ่งใดชำรุดก็จะช่วยกันซ่อมแซม เพื่อให้พระภิกษุได้บำเพ็ญศาสนกิจได้อย่างเต็มที่ในช่วงเข้าพรรษา และเมื่อถึงวันเข้าพรรษา พุทธศาสนิกชนจะนิยมทำบุญตักบาตรกัน ๓ วัน คือวันขึ้น ๑๔-๑๕ ค่ำ และวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ และขนมที่นิยมทำกันในวันเข้าพรรษาได้แก่ ขนมเทียน

ก่อนวันเข้าพรรษามักมีธรรมเนียมสำหรับอุบาสก อุบาสิกา โดยจะนำเครื่องสักการะมาถวายภิกษุสามเณรที่ตนเคารพนับถือ เครื่องสักการะนั้นนิยม มีดอกไม้ ธูป เทียน ผ้าอาบน้ำฝน และเครื่องปัจจัยสี่ เช่น สบู่ แปลงสีฟัน ยาสีฟัน กระดาษชำระ เป็นต้น จัดเป็นสักการะถวายเฉพาะรูป นอกจากนี้ พุทธศาสนิกชนบางส่วนยังปวารณาต่อพระสงฆ์ เพื่อรับเป็นโยมอุปัฏฐาก จัดหาเครื่องสักการะ หรือจัดหาสิ่งที่ขาดเหลือมาถวายให้แก่พระภิกษุ หรือสามเณร ที่ตนเองนับถือ หรือบางรายก็รับอาสาจัดหาให้กับพระทั้งวัด ในช่วงระยะเวลา ๓ เดือน
นอกจากนี้ ยังมีสิ่งสักการะบูชาที่พุทธศาสนิกชนนิยมกระทำกัน ซึ่งเป็นวิถีปฏิบัติและเป็นงานบุญที่สนุกสนานอีกด้วย นั่นคือ “การหล่อเทียนจำนำพรรษา” และ “การแห่เทียนพรรษา” มีผู้สันนิษฐานว่าประเพณีนี้คงเกิดขึ้นจากความจำเป็นที่ว่า สมัยก่อน ยังไม่มีไฟฟ้าใช้กันดังปัจจุบัน และเมื่อพระสงฆ์จำพรรษารวมกันมาก ๆ ก็จำต้องปฏิบัติกิจวัตร เช่น การทำวัตรสวดมนต์เช้ามืดและตอนพลบค่ำ การศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ล้วนต้องการแสงสว่าง โดยเฉพาะ แสงสว่างจากเทียนที่พระสงฆ์จุดบูชาพระรัตนตรัย และเพื่อต้องการใช้ แสงสว่างโดยตรง ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนิกชนจึงนิยมหล่อเทียนต้นใหญ่ กะว่าจะจุดได้ตลอดเวลา ๓ เดือน ไปถวายพระภิกษุในวัดใกล้ ๆ บ้านเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ซึ่งเทียนดังกล่าวเรียกว่า “เทียนจำนำพรรษา”

ประเพณีการหล่อเทียนพรรษา มักจัดเป็นงาน ใหญ่โตก่อนวันเข้าพรรษาประมาณ ๗ วัน จากนั้นจึงมี “การแห่เทียนจำนำพรรษา” หรือ “เทียนเข้าพรรษา” โดยจัดเป็นงานเอิกเกริก มีฆ้องกลองประโคมอย่างสนุกสนาน และเทียนนั้นมีการหล่อหรือแกะเป็นลวดลายและประดับตกแต่งกันอย่างงดงาม บางแห่งจะมีการบอกบุญเพื่อร่วมหล่อเทียนแท่งใหญ่ แล้วจัดขบวนแห่ไปตั้งในวัด หรืออุโบสถ เพื่อให้พระภิกษุ สามเณรที่จำพรรษาใช้จุดบูชาพระรัตนตรัยตลอด ๓ เดือน

หลักฐานเกี่ยวกับประเพณีแห่เทียนพรรษาของประเทศไทยที่สามารถอ้างอิงถึงธรรมเนียมปฏิบัติ และงานรื่นเริงต่าง ๆ ดังกล่าว คือ หนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ได้กล่าวไว้ ใจความว่า “เมื่อถึงวันขึ้น ๑๔ ค่ำ ทั้งทหารบก และทหารเรือก็จัดขบวนแห่เทียนจำนำพรรษา ทั้งใส่คานหาบไปและลงเรือ ประดิษฐานอยู่ในบุษบกทองคำ ประดับ ธงทิว ตีกลอง เป่าแตรสังข์ แห่ไป ครั้นถึงพระอารามแล้วก็ยกต้นเทียนนั้นเข้าไปถวายในพระอุโบสถ หอพระธรรมและพระวิหาร จุดตามให้สว่างไสวในที่นั้นๆ ตลอด ๓ เดือน ดังนี้ทุกพระอาราม”
เทศกาลเข้าพรรษานี้ ถือกันว่าเป็นเทศกาลพิเศษสำหรับพุทธศาสนิกชนทุกคน ดังนั้น พุทธศาสนิกชนจึงควรตั้งมั่นในการบุญกุศลมากกว่าธรรมดา บางคนตั้งใจรักษาอุโบสถตลอด ๓ เดือน บางคนตั้งใจฟังเทศน์ทุกวันพระตลอดพรรษา นอกจากนี้ ยังมีผู้ตั้งใจทำความดีต่าง ๆ อาทิ งดเว้นการกระทำบาปกรรมในเทศกาลเข้าพรรษา บางคนอาศัยสาเหตุแห่งเทศกาลเข้าพรรษาตั้งสัตย์ปฏิญาณเลิกละอบายมุขและความชั่วต่าง ๆ ตลอดไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการทำความดีในฐานะพุทธศาสนิกชน

&nbps;